ปัจจยวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปจฺจยวาโร
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔๑ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๘ มหาปัฏฐานปกรณ์ ภาค ๒ ปัจฉิมอนุโลมติกปัฏฐาน ปัจจยวาร
ทสฺสเนนปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา ตีณิ ฯ ภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ภาวนาย ... ตีณิ ฯ
ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย มี ๓ นัย ภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ มี ๓ นัย
เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนน- นภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา เนวทสฺสเนน- นภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ... ปฏิสนฺธิกฺขเณ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา กฏตฺตา จ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ขนฺเธ ปจฺจยา วตฺถุ วตฺถุํ ปจฺจยา ขนฺธา เอกํ มหาภูตํ ปจฺจยา ตโย มหาภูตา มหาภูเต ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ กฏตฺตารูปํ อุปาทารูปํ วตฺถุํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพา ขนฺธา ฯ {๖๑๘.๑} เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺพา ขนฺธา ฯ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺพา ขนฺธา ฯ {๖๑๘.๒} เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ จ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺโพ จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ เหตุปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺพา ขนฺธา มหาภูเต ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺโพ จ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺโพ จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ เหตุปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺพา ขนฺธา มหาภูเต ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ
เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหา-*ตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหา-*ตัพพธรรม ขันธ์ ๒ ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นเนวทัสสเนนน-*ภาวนายปหาตัพพธรรม ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ หทัยวัตถุ อาศัยขันธ์ทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายอาศัยหทัยวัตถุ มหาภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ จิตตสมุฏฐานรูป กฏัตตารูป ที่เป็นอุปาทารูปอาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยหทัยวัตถุ ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยหทัยวัตถุ ภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยหทัยวัตถุ ทัสสเนนปหาตัพพธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยเนว-*ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยหทัยวัตถุ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย ภาวนายปหาตัพพธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยเนว-*ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยหทัยวัตถุ จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย
ทสฺสเนนปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธญฺจ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ฯ ทสฺสเนนปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺเพ ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ ทสฺสเนนปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ จ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺโพ จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ เหตุปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธญฺจ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ทสฺสเนนปหาตพฺเพ ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ
ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม และเนวทัสส-*เนนนภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม และหทัยวัตถุ ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ และหทัยวัตถุ เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม และมหาภูตรูปทั้งหลาย ทัสสเนนปหาตัพพธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยทัสส-*เนนปหาตัพพธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม และหทัยวัตถุ ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ และหทัยวัตถุ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม และมหาภูตรูปทั้งหลาย
ภาวนายปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธญฺจ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ... ฯ ภาวนายปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนาย- ปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ เหตุปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺเพ ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ {๖๒๐.๑} ภาวนายปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺโพ จ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺโพ จ ธมฺมา อุปฺปชฺชนฺติ เหตุปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธญฺจ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ... ภาวนายปหาตพฺเพ ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ
ภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยภาวนายปหาตัพพธรรม และเนวทัสส- *เนนนภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม และหทัยวัตถุ อาศัยขันธ์ ๒และหทัยวัตถุ ฯลฯ เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยภาวนายปหาตัพพธรรม และเนว-*ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม และมหาภูตรูปทั้งหลาย ภาวนายปหาตัพพธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยภาวนายปหาตัพพธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม และหทัยวัตถุ ขันธ์ ๒และหทัยวัตถุ ฯลฯ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม และมหาภูตรูปทั้งหลาย
ทสฺสเนนปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ ... ฯ
ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะอารัมมณปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม ขันธ์ ๒ ฯลฯ
ภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา ฯ
ภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะอารัมมณปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม
เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ ... ปฏิสนฺธิกฺขเณ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ ... วตฺถุํ ปจฺจยา ขนฺธา จกฺขายตนํ ปจฺจยา จกฺขุวิญฺญาณํ กายายตนํ ปจฺจยา กายวิญฺญาณํ วตฺถุํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพา ขนฺธา ฯ {๖๒๓.๑} เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺพา ขนฺธา ฯ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺพา ขนฺธา ฯ
เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหา-*ตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะอารัมมณปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ขันธ์ ๒ ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรมขันธ์ ๒ ฯลฯ ขันธ์ทั้งหลายอาศัยหทัยวัตถุ จักขุวิญญาณ อาศัยจักขายตนะ กายวิญญาณอาศัยกายายตนะ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยหทัยวัตถุ ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยหทัยวัตถุ ภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยหทัยวัตถุ
ทสฺสเนนปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธญฺจ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ฯ
ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม และ เนวทัสส-*เนนนภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะอารัมมณปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม และหทัยวัตถุ ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ และหทัยวัตถุ
ภาวนายปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อารมฺมณปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธญฺจ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ฯ
ภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยภาวนายปหาตัพพธรรม และเนวทัสสเนนน-*ภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะอารัมมณปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม และหทัยวัตถุ ขันธ์ ๒อาศัยขันธ์ ๒ และหทัยวัตถุ
ทสฺสเนนปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อธิปติปจฺจยา ฯ ปริปุณฺณํ ฯ ปฏิสนฺธิ นตฺถิ ฯ อนนฺตรปจฺจยา สมนนฺตรปจฺจยา อารมฺมณสทิสํ ฯ
ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะอธิปติปัจจัย พึงใส่ให้เต็ม ปฏิสนธิไม่มี เพราะ อนันตรปัจจัย เพราะ สมนันตรปัจจัย เหมือนกับเพราะ อารัมมณปัจจัย
... สหชาตปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ... ตีณิ ฯ ภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ... ตีณิ ฯ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ สหชาตปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ปจฺจยา เทฺว ขนฺธา ปฏิสนฺธิกฺขเณ ขนฺเธ ปจฺจยา วตฺถุ วตฺถุํ ปจฺจยา ขนฺธา เอกํ มหาภูตํ ปจฺจยา ตโย มหาภูตา มหาภูเต ปจฺจยา พาหิรํ ... อาหารสมุฏฺฐานํ ... อุตุสมุฏฺฐานํ ... อสญฺญสตฺตานํ เอกํ ... จกฺขายตนํ ปจฺจยา จกฺขุวิญฺญาณํ กายายตนํ ปจฺจยา กายวิญฺญาณํ วตฺถุํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพา ขนฺธา ฯ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ สหชาตปจฺจยา ฯ อวเสสา เหตุปจฺจยสทิสา ฯ
ฯลฯ เพราะ สหชาตปัจจัย คือ ขันธ์ ๑ ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม ฯลฯ มี ๓ นัย ภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ มี ๓ นัย เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรมเกิดขึ้น เพราะสหชาตปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ขันธ์ ๒ อาศัยขันธ์ ๒ ในปฏิสนธิขณะ หทัยวัตถุ อาศัยขันธ์ทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายอาศัยหทัยวัตถุ มหา-*ภูตรูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ พาหิรรูป ฯลฯ อาหารสมุฏฐานรูป ฯลฯ อุตุสมุฏฐานรูป ฯลฯ อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย ส่วนพวกอสัญญสัตว์ทั้งหลาย มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ จักขุวิญญาณ อาศัยจักขายตนะกายวิญญาณ อาศัยกายายตนะ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยหทัยวัตถุ ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้นเพราะสหชาตปัจจัย หัวข้อปัจจัยที่เหลือ เหมือนกับเหตุปัจจัย
ทสฺสเนนปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ อญฺญมญฺญปจฺจยา นิสฺสยปจฺจยา อุปนิสฺสยปจฺจยา ปุเรชาตปจฺจยา ปฏิสนฺธิ นตฺถิ ฯ อาเสวนปจฺจยา ปฏิสนฺธิ นตฺถิ วิปากญฺจ ฯ กมฺมปจฺจยา วิปากปจฺจยา อาหารปจฺจยา อินฺทฺริยปจฺจยา ฌานปจฺจยา มคฺคปจฺจยา สมฺปยุตฺตปจฺจยา วิปฺปยุตฺตปจฺจยา อตฺถิปจฺจยา นตฺถิปจฺจยา วิคตปจฺจยา อวิคตปจฺจยา ฯ
ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น เพราะอัญญมัญญปัจจัย เพราะนิสสยปัจจัย เพราะอุปนิสสยปัจจัย เพราะปุเรชาตปัจจัย ปฏิสนธิไม่มี เพราะ อาเสวนปัจจัย ปฏิสนธิ และวิบากไม่มี เพราะ กัมมปัจจัย เพราะ วิปากปัจจัย เพราะ อาหารปัจจัย เพราะ อินทริย-*ปัจจัย เพราะ ฌานปัจจัย เพราะ มัคคปัจจัย เพราะ สัมปยุตตปัจจัย เพราะ วิปปยุตต-*ปัจจัย เพราะ อัตถิปัจจัย เพราะ นัตถิปัจจัย เพราะ วิคตปัจจัย เพราะ อวิคตปัจจัย
เหตุยา สตฺตรส อารมฺมเณ สตฺต อธิปติยา สตฺตรส อนนฺตเร สตฺต สมนนฺตเร สตฺต สหชาเต สตฺตรส อญฺญมญฺเญ สตฺต นิสฺสเย สตฺตรส อุปนิสฺสเย สตฺต ปุเรชาเต สตฺต อาเสวเน สตฺต กมฺเม สตฺตรส วิปาเก เอกํ อาหาเร สตฺตรส อินฺทฺริเย สตฺตรส ฌาเน สตฺตรส มคฺเค สตฺตรส สมฺปยุตฺเต สตฺต วิปฺปยุตฺเต สตฺตรส อตฺถิยา สตฺตรส นตฺถิยา สตฺต วิคเต สตฺต อวิคเต สตฺตรส ฯ เอวํ คเณตพฺพํ ฯ อนุโลมํ ฯ
ในเหตุปัจจัย มีวาระ ๑๗ ในอารัมมณปัจจัย มี " ๗ ในอธิปติปัจจัย มี " ๑๗ ในอนันตรปัจจัย มี " ๗ ในสมนันตรปัจจัย มี " ๗ ในสหชาตปัจจัย มี " ๑๗ ในอัญญมัญญปัจจัย มี " ๗ ในนิสสยปัจจัย มี " ๑๗ ในอุปนิสสยปัจจัย มีวาระ ๗ ในปุเรชาตปัจจัย มี " ๗ ในอาเสวนปัจจัย มี " ๗ ในกัมมปัจจัย มี " ๑๗ ในวิปากปัจจัย มี " ๑ ในอาหารปัจจัย มี " ๑๗ ในอินทริยปัจจัย มี " ๑๗ ในฌานปัจจัย มี " ๑๗ ในมัคคปัจจัย มี " ๑๗ ในสัมปยุตตปัจจัย มี " ๗ ในวิปปยุตตปัจจัย มี " ๑๗ ในอัตถิปัจจัย มี " ๑๗ ในนัตถิปัจจัย มี " ๗ ในวิคตปัจจัย มี " ๗ ในอวิคตปัจจัย มี " ๑๗ พึงนับอย่างนี้อนุโลม จบ
ทสฺสเนนปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นเหตุปจฺจยา วิจิกิจฺฉาสหคเต ขนฺเธ ปจฺจยา วิจิกิจฺฉาสหคโต โมโห ฯ
ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะเหตุปัจจัย คือ โมหะ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา
ภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นเหตุปจฺจยา อุทฺธจฺจสหคเต ขนฺเธ ปจฺจยา อุทฺธจฺจสหคโต โมโห ฯ
ภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยภาวนายปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะเหตุปัจจัย คือ โมหะ ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ
เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นเหตุปจฺจยา อเหตุกํ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ เทฺว ขนฺเธ ... อเหตุกปฏิสนฺธิกฺขเณ ขนฺเธ ปจฺจยา วตฺถุ วตฺถุํ ปจฺจยา ขนฺธา เอกํ มหาภูตํ ... พาหิรํ ... อาหารสมุฏฺฐานํ ... อุตุสมุฏฺฐานํ ... อสญฺญสตฺตานํ ... จกฺขายตนํ ปจฺจยา จกฺขุวิญฺญาณํ กายายตนํ ปจฺจยา กายวิญฺญาณํ วตฺถุํ ปจฺจยา อเหตุกา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพา ขนฺธา ฯ เนวทสฺสเนน- นภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นเหตุปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา วิจิกิจฺฉาสหคโต โมโห ฯ เนวทสฺสเนน- นภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นเหตุปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา อุทฺธจฺจสหคโต โมโห ฯ
เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหา-*ตัพพธรรม เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะเหตุปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหา-*ตัพพธรรม ซึ่งเป็นอเหตุกะ ขันธ์ ๒ ฯลฯ ในอเหตุกปฏิสนธิขณะ หทัยวัตถุ อาศัยขันธ์ทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลายอาศัยหทัยวัตถุมหาภูตรูป ๑ ฯลฯ พาหิรรูป ฯลฯ อาหารสมุฏฐานรูป ฯลฯ อุตุสมุฏฐานรูป ฯลฯ ส่วนพวกอสัญญสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ จักขุวิญญาณ อาศัยจักขายตนะ กายวิญญาณ อาศัยกายายตนะ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ซึ่งเป็นอเหตุกะ อาศัยหทัยวัตถุ ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะเหตุปัจจัย คือ โมหะ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา อาศัยหทัยวัตถุ ภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะเหตุปัจจัย คือ โมหะ ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ อาศัยหทัยวัตถุ
ทสฺสเนนปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นเหตุปจฺจยา วิจิกิจฺฉาสหคเต ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา วิจิกิจฺฉาสหคโต โมโห ฯ
ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม และเนวทัสส- *เนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะเหตุปัจจัย คือ โมหะ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา และหทัยวัตถุ
ภาวนายปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นเหตุปจฺจยา อุทฺธจฺจสหคเต ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา อุทฺธจฺจสหคโต โมโห ฯ
ภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยภาวนายปหาตัพพธรรม และเนวทัสส- *เนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะเหตุปัจจัย คือ โมหะ ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ และหทัยวัตถุ
ทสฺสเนนปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนาย- ปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นอารมฺมณปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺเพ ขนฺเธ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ
เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรมเกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะอารัมมณปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม
ภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนาย- ปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นอารมฺมณปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺเพ ขนฺเธ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ
เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยภาวนายปหาตัพพธรรมเกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะอารัมมณปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม
เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นอารมฺมณปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺเพ ขนฺเธ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ปฏิสนฺธิกฺขเณ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺเพ ขนฺเธ ปจฺจยา กฏตฺตารูปํ ขนฺเธ ปจฺจยา วตฺถุ เอกํ มหาภูตํ ปจฺจยา พาหิรํ ... อาหารสมุฏฺฐานํ ... อุตุสมุฏฺฐานํ ... อสญฺญสตฺตานํ ฯเปฯ
เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหา-*ตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะอารัมมณปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ในปฏิสนธิขณะ กฏัตตารูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม หทัยวัตถุ อาศัยขันธ์ทั้งหลาย อาศัยมหาภูตรูป ๑ พาหิรรูป ฯลฯ อาหารสมุฏฐานรูปฯลฯ อุตุสมุฏฐานรูป ฯลฯ ส่วนพวกอสัญญสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ
ทสฺสเนนปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นอารมฺมณปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺเพ ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ
ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม และเนวทัสส- *เนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะอารัมมณปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม และมหาภูต-*รูปทั้งหลาย
ภาวนายปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นอารมฺมณปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺเพ ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ
เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยภาวนายปหาตัพพธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะอารัมมณปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรมและมหาภูตรูปทั้งหลาย
ทสฺสเนนปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นอธิปติปจฺจยา ฯ สหชาตสทิสํ ฯ นอนนฺตรปจฺจยา นสมนนฺตรปจฺจยา นอญฺญมญฺญปจฺจยา นอุปนิสฺสยปจฺจยา ฯ
ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะอธิปติปัจจัย เหมือนกับสหชาตปัจจัย ไม่ใช่เพราะอนันตรปัจจัย ไม่ใช่เพราะสมนันตรปัจจัย ไม่ใช่เพราะอัญญมัญญ-*ปัจจัย ไม่ใช่เพราะอุปนิสสยปัจจัย
ทสฺสเนนปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นปุเรชาตปจฺจยา อรูเป ทสฺสเนนปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ฯ ทสฺสเนนปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนน- นภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นปุเรชาตปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺเพ ขนฺเธ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ
ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะปุเรชาตปัจจัย คือ ในอรูปภูมิ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะปุเรชาตปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม
ภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นปุเรชาตปจฺจยา อรูเป ภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ... ฯ ภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นปุเรชาตปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺเพ ขนฺเธ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ {๖๔๒.๑} เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นปุเรชาตปจฺจยา อรูเป เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺเพ ขนฺเธ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ขนฺเธ ปจฺจยา กฏตฺตารูปํ ขนฺเธ ปจฺจยา วตฺถุ วตฺถุํ ปจฺจยา ขนฺธา เอกํ มหาภูตํ ... พาหิรํ ... อาหารสมุฏฺฐานํ ... อุตุสมุฏฺฐานํ ... อสญฺญสตฺตานํ เอกํ ... ฯ {๖๔๒.๒} ทสฺสเนนปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนาย- ปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นปุเรชาตปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺเพ ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ ภาวนายปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนน- นภาวนายปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนาย- ปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นปุเรชาตปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺเพ ขนฺเธ จ มหาภูเต จ ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ ฯ ทสฺสเนนปหาตพฺพํ ธมฺมํ ฯเปฯ นปจฺฉาชาตปจฺจยา นอาเสวนปจฺจยา ... ฯ
ภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่ เพราะปุเรชาตปัจจัย คือ ในอรูปภูมิ ขันธ์ ๑ ที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะปุเรชาตปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรมฯลฯ ไม่ใช่เพราะปุเรชาตปัจจัย คือ ในอรูปภูมิ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นเนวทัสสเนนภาวนายปหาตัพพธรรมจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ในปฏิสนธิขณะ กฏัตตารูป อาศัยขันธ์ทั้งหลาย หทัยวัตถุ อาศัยขันธ์ทั้งหลาย ขันธ์ทั้งหลาย อาศัยหทัยวัตถุ มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ อาหารสมุฏฐานรูป ฯลฯ อุตุสมุฏฐานรูป ฯลฯ ส่วนพวกอสัญญสัตว์ทั้งหลาย มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม และเนว-*ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะปุเรชาตปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรมและมหาภูตรูปทั้งหลาย เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยภาวนายปหาตัพพธรรม และเนว-*ทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะปุเรชาตปัจจัย คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรมและมหาภูตรูปทั้งหลาย ทัสสเนนปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะปัจฉาชาตปัจจัย ไม่ใช่เพราะอาเสวนปัจจัย ฯลฯ
... นกมฺมปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺเพ ขนฺเธ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺพา เจตนา ฯ ภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ... นกมฺมปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺเพ ขนฺเธ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺพา เจตนา ฯ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ... นกมฺมปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺเพ ขนฺเธ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพา เจตนา พาหิรํ ... อาหารสมุฏฺฐานํ ... อุตุสมุฏฺฐานํ ... ฯ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นกมฺมปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺพา เจตนา ฯ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นกมฺมปจฺจยา วตฺถุํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺพา เจตนา ฯ
ฯลฯ ไม่ใช่เพราะกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหา-*ตัพพธรรม ภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพ-*ธรรม เนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่เป็นเนวทัสสเนนภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นเนวทัสสเนนภาวนายปหาตัพพธรรม พาหิรรูป ฯลฯ อาหารสมุฏฐานรูป ฯลฯ อุตุสมุฏฐานรูป ฯลฯ ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยหทัยวัตถุ ภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่เพราะกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยหทัยวัตถุ
ทสฺสเนนปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นกมฺมปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺเพ ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺพา เจตนา ฯ ภาวนายปหาตพฺพญฺจ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพญฺจ ธมฺมํ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺโพ ธมฺโม ... นกมฺมปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺเพ ขนฺเธ จ วตฺถุญฺจ ปจฺจยา ภาวนายปหาตพฺพา เจตนา ฯ
ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม และเนวทัสส- *เนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม และหทัยวัตถุ ภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยภาวนายปหาตัพพธรรม และเนวทัสสเนนนภาวนา-*ยปหาตัพพธรรม ฯลฯ ไม่ใช่เพราะกัมมปัจจัย คือ เจตนาที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม อาศัยขันธ์ทั้งหลายที่เป็นภาวนายปหาตัพพ-*ธรรม และหทัยวัตถุ
ทสฺสเนนปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา ทสฺสเนนปหาตพฺโพ ธมฺโม อุปฺปชฺชติ นวิปากปจฺจยา ฯ ปริปุณฺณํ ฯ ปฏิสนฺธิ นตฺถิ ฯ ... นอาหารปจฺจยา พาหิรํ ... อุตุสมุฏฺฐานํ ... อสญฺญสตฺตานํ ... ฯ ... นอินฺทฺริยปจฺจยา พาหิรํ ... อาหารสมุฏฺฐานํ ... อุตุสมุฏฺฐานํ ... อสญฺญสตฺตานํ มหาภูเต ปจฺจยา รูปชีวิตินฺทฺริยํ ฯ ... นฌานปจฺจยา ปญฺจวิญฺญาณํ ... พาหิรํ ... ฯเปฯ อสญฺญสตฺตานํ ... ฯ ... นมคฺคปจฺจยา อเหตุกํ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา จิตฺตสมุฏฺฐานญฺจ รูปํ อเหตุก- ปฏิสนฺธิกฺขเณ เอกํ มหาภูตํ ... อสญฺญสตฺตานํ ... ฯ ... นสมฺปยุตฺตปจฺจยา ... นวิปฺปยุตฺตปจฺจยา อรูเป ทสฺสเนน- ปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา อรูเป ภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา ฯ เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพํ ธมฺมํ ปจฺจยา เนวทสฺสเนนนภาวนาย ฯเปฯ อรูเป เนวทสฺสเนน- นภาวนายปหาตพฺพํ เอกํ ขนฺธํ ปจฺจยา ตโย ขนฺธา เทฺว ขนฺเธ ... พาหิรํ ... อาหารสมุฏฺฐานํ ... อุตุสมุฏฺฐานํ ... อสญฺญสตฺตานํ ... ฯ โนนตฺถิปจฺจยา โนวิคตปจฺจยา ฯ
ทัสสเนนปหาตัพพธรรม อาศัยทัสสเนนปหาตัพพธรรม เกิดขึ้น ไม่ใช่ เพราะวิปากปัจจัย พึงใส่ให้เต็ม ปฏิสนธิไม่มี ฯลฯ ไม่ใช่เพราะอาหารปัจจัย คือ พาหิรรูป ฯลฯ อุตุสมุฏฐาน ฯลฯ ส่วนพวกอสัญญสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ ฯลฯ ไม่ใช่เพราะอินทริยปัจจัย คือ พาหิรรูป ฯลฯ อาหารสมุฏฐานรูป ฯลฯ อุตุสมุฏฐาน ฯลฯ ส่วนพวกอสัญญสัตว์ทั้งหลาย รูปชีวิตินทรีย์ อาศัยมหาภูตรูปทั้งหลาย ฯลฯ ไม่ใช่เพราะฌานปัจจัย คือ ปัญจวิญญาณ ฯลฯ พาหิรรูป ฯลฯ ส่วนพวกอสัญญสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ ฯลฯ ไม่ใช่เพราะมัคคปัจจัย คือ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นเนวทัสสเนนภาวนายปหาตัพพธรรม ซึ่งเป็นอเหตุกะ ในอเหตุกปฏิสนธิขณะ มหาภูตรูป ๑ ฯลฯ ส่วนพวกอสัญญสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ ฯลฯ ไม่ใช่เพราะสัมมปยุตตปัจจัย ฯลฯ ไม่ใช่เพราะวิปปยุตตปัจจัย คือ ในอรูปภูมิ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นทัสสเนนปหาตัพพธรรม ในอรูปภูมิ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นภาวนายปหาตัพพธรรม เนวทัสสเนนนภาวนาย ฯลฯ อาศัยเนวทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม คือ ในอรูปภูมิ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่เป็นทัสสเนนนภาวนายปหาตัพพธรรม ขันธ์๒ ฯลฯ พาหิรรูป ฯลฯ อาหารสมุฏฐานรูป ฯลฯ อุตุสมุฏฐานรูป ฯลฯ ส่วนพวกอสัญญสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ ไม่ใช่เพราะนัตถิปัจจัย ไม่ใช่เพราะวิคตปัจจัย
นเหตุยา สตฺต นอารมฺมเณ ปญฺจ นอธิปติยา สตฺตรส นอนนฺตเร ปญฺจ นสมนนฺตเร ปญฺจ นอญฺญมญฺเญ ปญฺจ นอุปนิสฺสเย ปญฺจ นปุเรชาเต สตฺต นปจฺฉาชาเต สตฺตรส นอาเสวเน สตฺตรส นกมฺเม สตฺต นวิปาเก สตฺตรส อาหาเร เอกํ นอินฺทฺริเย เอกํ นฌาเน เอกํ นมคฺเค เอกํ นสมฺปยุตฺเต ปญฺจ นวิปฺปยุตฺเต ตีณิ โนนตฺถิยา ปญฺจ โนวิคเต ปญฺจ ฯ ปจฺจนียํ ฯ
ในปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย มี " ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อธิปติปัจจัย มี " ๑๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อนันตรปัจจัย มี " ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่สมนันตรปัจจัย มี " ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อัญญมัญญปัจจัย มี " ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อุปนิสสยปัจจัย มี " ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่ปุเรชาตปัจจัย มี " ๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่ปัจฉาชาตปัจจัย มี " ๑๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อาเสวนปัจจัย มี " ๑๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่กัมมปัจจัย มี " ๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิปากปัจจัย มี " ๑๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อาหารปัจจัย มี " ๑ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อินทริยปัจจัย มี " ๑ ในปัจจัยที่ไม่ใช่ฌานปัจจัย มี " ๑ ในปัจจัยที่ไม่ใช่มัคคปัจจัย มี " ๑ ในปัจจัยที่ไม่ใช่สัมปยุตตปัจจัย มี " ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิปปยุตตปัจจัย มี " ๓ ในปัจจัยที่ไม่ใช่นัตถิปัจจัย มี " ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิคตปัจจัย มี " ๕ปัจจนียะ จบ
เหตุปจฺจยา นอารมฺมเณ ปญฺจ ... นอธิปติยา สตฺตรส นอนนฺตเร ปญฺจ นสมนนฺตเร ปญฺจ นอญฺญมญฺเญ ปญฺจ นอุปนิสฺสเย ปญฺจ นปุเรชาเต สตฺต นปจฺฉาชาเต สตฺตรส นอาเสวเน สตฺตรส นกมฺเม สตฺต นวิปาเก สตฺตรส นสมฺปยุตฺเต ปญฺจ นวิปฺปยุตฺเต ตีณิ โนนตฺถิยา ปญฺจ โนวิคเต ปญฺจ ฯ อนุโลมปจฺจนียํ ฯ
ในปัจจัยที่ไม่ใช่อารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มีหัวข้อปัจจัย ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อธิปติปัจจัย กับ ฯลฯ มีวาระ ๑๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่สมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อุปนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่ปุเรชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่ปัจฉาชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่อาเสวนปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่กัมมปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิปากปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๑๗ ในปัจจัยที่ไม่ใช่สัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๓ ในปัจจัยที่ไม่ใช่นัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๕ ในปัจจัยที่ไม่ใช่วิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๕อนุโลมปัจจนียะ จบ
นเหตุปจฺจยา อารมฺมเณ สตฺต ... อนนฺตเร สตฺต สมนนฺตเร สตฺต สหชาเต สตฺต อญฺญมญฺเญ สตฺต นิสฺสเย สตฺต อุปนิสฺสเย สตฺต ปุเรชาเต สตฺต อาเสวเน สตฺต กมฺเม สตฺต วิปาเก เอกํ อาหาเร สตฺต อินฺทฺริเย สตฺต ฌาเน สตฺต มคฺเค ฉ สมฺปยุตฺเต สตฺต วิปฺปยุตฺเต สตฺต อตฺถิยา สตฺต นตฺถิยา สตฺต วิคเต สตฺต อวิคเต สตฺต ฯ เอวํ คเณตพฺพํ ฯ ปจฺจนียานุโลมํ ฯ ปจฺจยวาโร นิฏฺฐิโต ฯ นิสฺสยวาโร ปจฺจยสทิโส กาตพฺโพ ฯ
ในอารัมมณปัจจัยกับปัจจัยที่ไม่ใช่เหตุปัจจัย มีวาระ ๗ ในอนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในสมนันตรปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในสหชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในอัญญมัญญปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในอุปนิสสยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในปุเรชาตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในอาเสวนปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในกัมมปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในวิปากปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในอาหารปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในอินทริยปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในฌานปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในมัคคปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในสัมปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในวิปปยุตตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในอัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในนัตถิปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ ในอวิคตปัจจัย กับ ฯลฯ มี " ๗ พึงนับอย่างนี้ ปัจจนียานุโลม จบ ปัจจยวาร จบ นิสสยวาร พึงกระทำเหมือนกับปัจจยวาร -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร ๑. ปัจจยานุโลม ๑. วิภังควาร เหตุปัจจัย
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย มี ๓ วาระ สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ... มี ๓ วาระ
สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ ๑ ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ทำขันธ์ ๒ ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ และกฏัตตารูปทำขันธ์ ๑ ที่ไม่ต้อง ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ ทำขันธ์ ๒ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ หทัยวัตถุทำขันธ์ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นขันธ์ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓ ทำมหาภูตรูป ๑ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ จิตตสมุฏฐานรูปและกฏัตตารูปที่เป็นอุปาทายรูป ทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค ทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยได้แก่ ขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ไม่ต้อง ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๗๖}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดา-ปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูปทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๔) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดา-ปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น เพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูป ทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๕)
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้อง ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ทำขันธ์ ๒ และทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติ-มรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ จิตต-สมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดา-ปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ ทำขันธ์ ๒ และหทัยวัตถุ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๗๗}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ทำขันธ์ ๒ และหทัยวัตถุ ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดา-ปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ จิตต-สมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ทำขันธ์ ๒ และหทัยวัตถุ ฯลฯ จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๓) อารัมมณปัจจัย
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณ ด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ทำขันธ์ ๒ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ทำขันธ์ ๑ ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๗๘}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่ไม่ต้องประหาณ ด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ทำขันธ์ ๒ ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ทำขันธ์ ๒ ฯลฯ ขันธ์ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น จักขุวิญญาณทำจักขายตนะให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ กายวิญญาณทำกายายตนะให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัยได้แก่ ขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ไม่ต้อง ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๓)
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณ ด้วยโสดาปัตติมรรคและที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ทำขันธ์ ๒ และหทัยวัตถุ ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอารัมมณปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ทำขันธ์ ๒ และหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๗๙}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร อธิปติปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอธิปติปัจจัย (อธิปติปัจจัยเป็นต้นบริบูรณ์แล้ว ไม่มีปฏิสนธิ) เพราะอนันตรปัจจัย เพราะสมนันตรปัจจัย(ปัจจัยทั้ง ๒ นี้เหมือนกับอารัมมณปัจจัย) สหชาตปัจจัย สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น เพราะสหชาตปัจจัย ได้แก่ ... ทำขันธ์ ๑ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค ... มี ๓ วาระ ... ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณ ด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ... มี ๓ วาระ
สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะสหชาตปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป ทำขันธ์ ๑ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ขันธ์ ๒ ทำขันธ์ ๒ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ หทัยวัตถุทำขันธ์ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น มหาภูตรูป ๓ ทำมหาภูตรูป ๑ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ทำมหาภูตรูป ฯลฯ ที่เป็นภายนอก ... ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ... ที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ... สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม... ทำมหาภูตรูป ๑ ฯลฯ จักขุวิญญาณทำจักขายตนะให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ กายวิญญาณทำกายายตนะให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดา-ปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะสหชาตปัจจัย(ปัจจัยที่เหลือเหมือนกับเหตุปัจจัย)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๘๐}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร อัญญมัญญปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะอัญญมัญญปัจจัย เพราะนิสสยปัจจัย เพราะอุปนิสสยปัจจัย เพราะปุเรชาตปัจจัย (ไม่มีปฏิสนธิ) เพราะอาเสวนปัจจัย (ไม่มีปฏิสนธิและวิบาก) เพราะกัมมปัจจัย เพราะวิปากปัจจัยเพราะอาหารปัจจัย เพราะอินทรียปัจจัย เพราะฌานปัจจัย เพราะมัคคปัจจัยเพราะสัมปยุตตปัจจัย เพราะวิปปยุตตปัจจัย เพราะอัตถิปัจจัย เพราะนัตถิปัจจัยเพราะวิคตปัจจัย เพราะอวิคตปัจจัย ๑. ปัจจยานุโลม ๒. สังขยาวาร
เหตุปัจจัย มี ๑๗ วาระ อารัมมณปัจจัย มี ๗ วาระ อธิปติปัจจัย มี ๑๗ วาระ อนันตรปัจจัย มี ๗ วาระ สมนันตรปัจจัย มี ๗ วาระ สหชาตปัจจัย มี ๑๗ วาระ อัญญมัญญปัจจัย มี ๗ วาระ นิสสยปัจจัย มี ๑๗ วาระ อุปนิสสยปัจจัย มี ๗ วาระ ปุเรชาตปัจจัย มี ๗ วาระ อาเสวนปัจจัย มี ๗ วาระ กัมมปัจจัย มี ๑๗ วาระ วิปากปัจจัย มี ๑ วาระ อาหารปัจจัย มี ๑๗ วาระ อินทรียปัจจัย มี ๑๗ วาระ ฌานปัจจัย มี ๑๗ วาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๘๑}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร มัคคปัจจัย มี ๑๗ วาระ สัมปยุตตปัจจัย มี ๗ วาระ วิปปยุตตปัจจัย มี ๑๗ วาระ อัตถิปัจจัย มี ๑๗ วาระ นัตถิปัจจัย มี ๗ วาระ วิคตปัจจัย มี ๗ วาระ อวิคตปัจจัย มี ๑๗ วาระ (พึงนับอย่างนี้) อนุโลม จบ ๒. ปัจจยปัจจนียะ ๑. วิภังควาร นเหตุปัจจัย
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้อง ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัย ได้แก่ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาทำขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัย ได้แก่ โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ ทำขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป ทำขันธ์ ๑ ที่เป็นอเหตุกะซึ่งไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ทำขันธ์ ๒ ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะที่เป็นอเหตุกะ ฯลฯ หทัยวัตถุทำขันธ์ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ... ทำมหาภูตรูป ๑ฯลฯ ที่เป็นภายนอก ... ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ... ที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ... สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม ฯลฯ จักขุวิญญาณทำจักขายตนะให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๘๒}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร กายวิญญาณทำกายายตนะให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ที่เป็นอเหตุกะซึ่งไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัยได้แก่ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ไม่ต้อง ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนเหตุ-ปัจจัย ได้แก่ โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๓)
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัย ได้แก่ โมหะที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาทำขันธ์ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉาและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนเหตุปัจจัย ได้แก่ โมหะที่สหรคตด้วยอุทธัจจะทำขันธ์ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑)นอารัมมณปัจจัย
สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอารัมมณ-ปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอารัมมณปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๘๓}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอารัมมณปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูป ทำขันธ์ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ในปฏิสนธิขณะกฏัตตารูปทำขันธ์ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น หทัยวัตถุทำขันธ์ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ... ทำมหาภูตรูป ๑ ฯลฯ ที่เป็นภายนอก ... ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ... ที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ... สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม ฯลฯ (๑)
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอารัมมณปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดา-ปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอารัมมณปัจจัย ได้แก่จิตตสมุฏฐานรูปอาศัยขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) นอธิปติปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนอธิปติปัจจัย (ปัจจัยนี้เหมือนกับสหชาตปัจจัย) เพราะนอนันตรปัจจัย เพราะนสมนันตรปัจจัย เพราะนอัญญมัญญปัจจัย เพราะนอุปนิสสยปัจจัย นปุเรชาตปัจจัย
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้อง ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ในอรูปาวจรภูมิ ... ทำขันธ์ ๑ ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค ฯลฯ (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๘๔}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนปุเรชาต-ปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ ในอรูปาวจรภูมิ ... ทำขันธ์ ๑ ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒)
สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนปุเรชาตปัจจัย ได้แก่ ในอรูปาวจรภูมิ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นฯลฯ จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ กฏัตตารูปทำขันธ์ให้เป็น ปัจจัยเกิดขึ้น หทัยวัตถุทำขันธ์ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ขันธ์ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ... ทำมหาภูตรูป ๑ ฯลฯ ที่เป็นภายนอก ... ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ... ที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ... สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติ-มรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนปุเรชาตปัจจัย ได้แก่จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๘๕}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดา-ปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนปุเรชาตปัจจัย ได้แก่จิตตสมุฏฐานรูปทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) นปัจฉาชาตปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนปัจฉาชาตปัจจัย เพราะนอาเสวนปัจจัย นกัมมปัจจัย
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้อง ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) ... ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ฯลฯ เพราะนกัมม-ปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) ... ทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ฯลฯ เพราะนกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ทำขันธ์ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ... ที่เป็นภายนอก ... ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ... ที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ฯลฯ (๑) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนกัมมปัจจัย ได้แก่เจตนาที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๘๖}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ไม่ต้อง ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๓)
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำสภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนกัมมปัจจัย ได้แก่ เจตนาที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ทำขันธ์ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ และทำหทัยวัตถุให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น (๑) นวิปากปัจจัยเป็นต้น
สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ต้อง ประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนวิปากปัจจัย (นวิปาก-ปัจจัยเป็นต้นบริบูรณ์แล้ว ไม่มีปฏิสนธิ) เพราะนอาหารปัจจัย ได้แก่ ... ที่เป็นภายนอก ... ที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ... สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม ฯลฯ เพราะนอินทรียปัจจัย ได้แก่ ... ที่เป็นภายนอก ... ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ... ที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ... สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม ฯลฯ รูปชีวิตินทรีย์ทำมหาภูตรูปให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้นเพราะนฌานปัจจัย ได้แก่ ปัญจวิญญาณ ฯลฯ ที่เป็นภายนอกฯลฯ สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม ฯลฯ เพราะนมัคคปัจจัย ได้แก่ ขันธ์ ๓ และจิตตสมุฏฐานรูป ทำขันธ์ ๑ ที่เป็นอเหตุกะซึ่งไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ในปฏิสนธิขณะที่เป็นอเหตุกะ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๘๗}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร ฯลฯ ทำมหาภูตรูป ๑ ฯลฯ สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม ฯลฯ เพราะ นสัมปยุตตปัจจัย เพราะนวิปปยุตตปัจจัย ได้แก่ ในอรูปาวจรภูมิ ... ทำขันธ์ ๑ที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค ฯลฯ ในอรูปาวจรภูมิ ขันธ์ ๓ ทำขันธ์ ๑ ที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคทำสภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ในอรูปาวจรภูมิ ขันธ์ ๓ อาศัยขันธ์ ๑ ที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ให้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ ทำขันธ์ ๒ ฯลฯ ที่เป็นภายนอก ... ที่มีอาหารเป็นสมุฏฐาน ... ที่มีอุตุเป็นสมุฏฐาน ... สำหรับเหล่าอสัญญสัตตพรหม ฯลฯ เพราะโนนัตถิปัจจัยเพราะโนวิคตปัจจัย ๒. ปัจจยปัจจนียะ ๒. สังขยาวาร
นเหตุปัจจัย มี ๗ วาระ นอารัมมณปัจจัย มี ๕ วาระ นอธิปติปัจจัย มี ๑๗ วาระ นอนันตรปัจจัย มี ๕ วาระ นสมนันตรปัจจัย มี ๕ วาระ นอัญญมัญญปัจจัย มี ๕ วาระ นอุปนิสสยปัจจัย มี ๕ วาระ นปุเรชาตปัจจัย มี ๗ วาระ นปัจฉาชาตปัจจัย มี ๑๗ วาระ นอาเสวนปัจจัย มี ๑๗ วาระ นกัมมปัจจัย มี ๗ วาระ นวิปากปัจจัย มี ๑๗ วาระ นอาหารปัจจัย มี ๑ วาระ นอินทรียปัจจัย มี ๑ วาระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๘๘}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร นฌานปัจจัย มี ๑ วาระ นมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ นสัมปยุตตปัจจัย มี ๕ วาระ นวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ โนนัตถิปัจจัย มี ๕ วาระ โนวิคตปัจจัย มี ๕ วาระ ปัจจนียะ จบ ๓. ปัจจยานุโลมปัจจนียะ
นอารัมมณปัจจัย กับเหตุปัจจัย มี ๕ วาระ นอธิปติปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นอนันตรปัจจัย ” มี ๕ วาระ นสมนันตรปัจจัย ” มี ๕ วาระ นอัญญมัญญปัจจัย ” มี ๕ วาระ นอุปนิสสยปัจจัย ” มี ๕ วาระ นปุเรชาตปัจจัย ” มี ๗ วาระ นปัจฉาชาตปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นอาเสวนปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นกัมมปัจจัย ” มี ๗ วาระ นวิปากปัจจัย ” มี ๑๗ วาระ นสัมปยุตตปัจจัย ” มี ๕ วาระ นวิปปยุตตปัจจัย ” มี ๓ วาระ โนนัตถิปัจจัย ” มี ๕ วาระ โนวิคตปัจจัย ” มี ๕ วาระ อนุโลมปัจจนียะ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๘๙}
พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๘. ทัสสเนนปหาตัพพติกะ ๓. ปัจจยวาร ๔. ปัจจยปัจจนียานุโลม
อารัมมณปัจจัย กับนเหตุปัจจัย มี ๗ วาระ อนันตรปัจจัย ” มี ๗ วาระ สมนันตรปัจจัย ” มี ๗ วาระ สหชาตปัจจัย ” มี ๗ วาระ อัญญมัญญปัจจัย ” มี ๗ วาระ นิสสยปัจจัย ” มี ๗ วาระ อุปนิสสยปัจจัย ” มี ๗ วาระ ปุเรชาตปัจจัย ” มี ๗ วาระ อาเสวนปัจจัย ” มี ๗ วาระ กัมมปัจจัย ” มี ๗ วาระ วิปากปัจจัย ” มี ๑ วาระ อาหารปัจจัย ” มี ๗ วาระ อินทรียปัจจัย ” มี ๗ วาระ ฌานปัจจัย ” มี ๗ วาระ มัคคปัจจัย ” มี ๖ วาระ สัมปยุตตปัจจัย ” มี ๗ วาระ วิปปยุตตปัจจัย ” มี ๗ วาระ อัตถิปัจจัย ” มี ๗ วาระ นัตถิปัจจัย ” มี ๗ วาระ วิคตปัจจัย ” มี ๗ วาระ อวิคตปัจจัย ” มี ๗ วาระ (พึงนับอย่างนี้) ปัจจนียานุโลม จบ ปัจจยวาร จบ (พึงทำนิสสยวารให้เหมือนกับปัจจยวาร)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๑ หน้า : ๑๙๐}
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๕๗๗ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทัสสนติกะ
ในทัสสนติกะ ในคำทั้งหลายที่อาทิว่า ราคะที่พึงละด้วยทัสสนะ (พระโสดาบัน) ย่อมเกิดขึ้นผู้ศึกษาพึงทราบว่า ธรรมที่เกิดขึ้นแก่พระอริยบุคคลเบื้องต่ำ ย่อมไม่เกิดแก่พระอริยบุคคลเบื้องสูงอย่างนี้คือราคะที่พึงละด้วยทัสสนะย่อมเกิดแก่ปุถุชน ราคะที่พึงละด้วยภาวนาย่อมเกิดแม้แก่พระโสดาบันธรรมที่พึงละด้วยทัสสนะย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่พึงละด้วยภาวนา ด้วยอำนาจของปัจจัยแม้อย่างหนึ่ง.
คำที่เหลือในอธิการนี้ ผู้ศึกษาพึงติดตามบาลี แล้วทราบด้วยอำนาจแห่งลักษณะที่กล่าวไว้ในกุสลติกะ.
อรรถกถาทัสสนติกะ จบ. -----------------------------------------------------