๔. สังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
สงฺคหิเตนสงฺคหิตปทนิทฺเทโส
๑๘๗สมุทยสจฺเจน เย ธมฺมา มคฺคสจฺเจน เย ธมฺมา ขนฺธสงฺคเหน สงฺคหิตา อายตนสงฺคเหน สงฺคหิตา ธาตุสงฺคเหน สงฺคหิตา เตหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา ขนฺธสงฺคเหน สงฺคหิตา อายตนสงฺคเหน สงฺคหิตา ธาตุสงฺคเหน สงฺคหิตา เต ธมฺมา กตีหิ ขนฺเธหิ กตีหายตเนหิ กตีหิ ธาตูหิ สงฺคหิตา เต ธมฺมา เอเกน ขนฺเธน เอเกนายตเนน เอกาย ธาตุยา สงฺคหิตา ฯ
๑๘๘อิตฺถินฺทฺริเยน เย ธมฺมา ปุริสินฺทฺริเยน เย ธมฺมา สุขินฺทฺริเยน เย ธมฺมา ทุกฺขินฺทฺริเยน เย ธมฺมา โสมนสฺสินฺทฺริเยน เย ธมฺมา โทมนสฺสินฺทฺริเยน เย ธมฺมา อุเปกฺขินฺทฺริเยน เย ธมฺมา สทฺธินฺทฺริเยน เย ธมฺมา วิริยินฺทฺริเยน เย ธมฺมา สตินฺทฺริเยน เย ธมฺมา สมาธินฺทฺริเยน เย ธมฺมา ปญฺญินฺทฺริเยน เย ธมฺมา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริเยน เย ธมฺมา อญฺญินฺทฺริเยน เย ธมฺมา อญฺญาตาวินฺทฺริเยน เย ธมฺมา {๑๘๘.๑} อวิชฺชาย เย ธมฺมา อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาเรน เย ธมฺมา สฬายตนปจฺจยา ผสฺเสน เย ธมฺมา เวทนาปจฺจยา ตณฺหาย เย ธมฺมา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทาเนน เย ธมฺมา อุปาทานปจฺจยา กมฺมภเวน เย ธมฺมา โสเกน เย ธมฺมา ปริเทเวน เย ธมฺมา ทุกฺเขน เย ธมฺมา โทมนสฺเสน เย ธมฺมา อุปายาเสน เย ธมฺมา {๑๘๘.๒} สติปฏฺฐาเนน เย ธมฺมา สมฺมปฺปธาเนน เย ธมฺมา อปฺปมญฺญาย เย ธมฺมา ปญฺจหิ อินฺทฺริเยหิ เย ธมฺมา ปญฺจหิ พเลหิ เย ธมฺมา สตฺตหิ โพชฺฌงฺเคหิ เย ธมฺมา อริเยน อฏฺฐงฺคิเกน มคฺเคน เย ธมฺมา ผสฺเสน เย ธมฺมา เจตนาย เย ธมฺมา อธิโมกฺเขน เย ธมฺมา มนสิกาเรน เย ธมฺมา {๑๘๘.๓} เหตูหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา เหตูหิ เจว สเหตุเกหิ จ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา เหตูหิ เจว เหตุสมฺปยุตฺเตหิ จ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา อาสเวหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา สญฺโญชเนหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา คนฺเถหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา โอเฆหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา โยเคหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา นีวรเณหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา ปรามาเสหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา อุปาทาเนหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา กิเลเสหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา กิเลเสหิ เจว สงฺกิเลสิเกหิ จ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา กิเลเสหิ เจว สงฺกิลิฏฺเฐหิ จ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา กิเลเสหิ เจว กิเลสสมฺปยุตฺเตหิ จ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา ขนฺธสงฺคเหน สงฺคหิตา อายตนสงฺคเหน สงฺคหิตา ธาตุสงฺคเหน สงฺคหิตา เตหิ ธมฺเมหิ เย ธมฺมา ขนฺธสงฺคเหน สงฺคหิตา อายตนสงฺคเหน สงฺคหิตา ธาตุสงฺคเหน สงฺคหิตา เต ธมฺมา กตีหิ ขนฺเธหิ กตีหายตเนหิ กตีหิ ธาตูหิ สงฺคหิตา เต ธมฺมา เอเกน ขนฺเธน เอเกนายตเนน เอกาย ธาตุยา สงฺคหิตา ฯ สงฺคหิเตนสงฺคหิตปทนิทฺเทโส นิฏฺฐิโต ฯ -------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา [๔. จตุตถนัย] ๔. สังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส ๔. จตุตถนัย ๔. สังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส
สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ อายตนะและธาตุกับสมุทยสัจ มัคคสัจ สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ อายตนะ และธาตุกับสภาวธรรมเหล่านั้น สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าได้กับขันธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าได้กับขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ และธาตุ ๑
สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ อายตนะและธาตุกับอิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์ สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ อายตนะและธาตุกับอวิชชา สังขารที่เกิดเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย ผัสสะที่เกิด เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย ตัณหาที่เกิดเพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย อุปาทานที่เกิดเพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย กัมมภพที่เกิดเพราะมีอุปาทาน เป็นปัจจัย โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ อายตนะและธาตุกับสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อัปปมัญญา อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ผัสสะ เจตนา อธิโมกข์ มนสิการ สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ อายตนะและธาตุกับสภาวธรรมที่เป็นเหตุ สภาวธรรมที่เป็นเหตุและมีเหตุ สภาว-ธรรมที่เป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ สภาวธรรมที่เป็นอาสวะ สภาว- ธรรมที่เป็นสังโยชน์ สภาวธรรมที่เป็นคันถะ สภาวธรรมที่เป็น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๖ หน้า : ๔๕}
พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา [๔. จตุตถนัย] รวมบทธรรมในจตุตถนัย ๖๙ บท โอฆะ สภาวธรรมที่เป็นโยคะ สภาวธรรมที่เป็นนิวรณ์ สภาวธรรมที่เป็น ปรามาส สภาวธรรมที่เป็นอุปาทาน สภาวธรรมที่เป็นกิเลส สภาวธรรม ที่เป็นกิเลสและเป็นอารมณ์ของกิเลส สภาวธรรมที่เป็นกิเลสและกิเลส ทำให้เศร้าหมอง สภาวธรรมที่เป็นกิเลสและสัมปยุตด้วยกิเลส สภาวธรรมเหล่าใดสงเคราะห์เข้าได้โดยการสงเคราะห์เป็นขันธ์ อายตนะและธาตุกับสภาวธรรมเหล่านั้น สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าได้กับขันธ์ อายตนะ และธาตุเท่าไร สภาวธรรมเหล่านั้นสงเคราะห์เข้าได้กับขันธ์ ๑ อายตนะ ๑ และธาตุ ๑รวมบทธรรมในจตุตถนัย ๖๙ บท สัจจะ ๒ อินทรีย์ ๑๕ ปฏิจจสมุปบาท ๑๑ ต่อจากปฏิจจสมุปบาทอีก ๑๑ บท ในโคจฉกะอีก ๓๐ บท สังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทสที่ ๔ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๖ หน้า : ๔๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส
บัดนี้ เพื่อจำแนก สังคหิเตน สังคหิตบท พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำว่า "สมุทยสจฺเจน" เป็นอาทิ. ในนิทเทสนั้น บทใดนับสงเคราะห์ได้ด้วยสามารถแห่งขันธ์สงเคราะห์เป็นต้น โดยธรรมมีขันธ์เป็นต้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำปุจฉา วิสัชนา ซึ่งการสงเคราะห์บทนั้นนั่นแหละ ด้วยขันธ์เป็นต้นอีก. บทนั้นแม้บทหนึ่ง มิได้ประกอบในบททั้งหลายที่ท่านถือเอาส่วนทั้งสิ้นตั้งไว้ในขันธ์ อายตนะและธาตุ. เพราะว่า บทอื่น ชื่อว่าสงเคราะห์แล้วด้วยสามารถแห่งขันธ์เป็นต้น โดยบทแห่งขันธ์เป็นต้นทั้งสิ้น มิได้มี.
บทใดรวมบทที่สงเคราะห์ได้แก่ตน มีอยู่ บทนั้นพึงถึงการนับสงเคราะห์ด้วยสามารถแห่งขันธ์เป็นต้นนั่นแหละอีก ฉะนั้น บททั้งหลายเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงถือเอาในวาระนี้.
ส่วนบทเหล่าใด ย่อมส่องถึงเอกเทศแห่งสังขารขันธ์อันไม่ปนด้วยบทอื่น หรือย่อมส่องถึงเวทนาขันธ์ หรือสุขุมรูป หรือเอกเทศแห่งสัจจะอันไม่ปนด้วยบทอื่น บทเหล่านั้น พระองค์ทรงถือเอาในวาระนี้.
พึงทราบอุทานแห่งบทเหล่านั้น ดังนี้
"เทฺว สจฺจา ปณฺณรสินฺทฺริยา เอกาทส ปฏิจฺจปทา อุทฺธํ ปน เอกาทส โคจฺฉกปทเมตฺถ ตึสวิธา". แปลว่า สัจจะ ๒ (คือสมุทยสัจจะ มัคคสัจจะ) อินทรีย์ ๑๕ (คือเว้นปสาทินทรีย์ ๕ ชีวิตินทรีย์ ๑ มนินทรีย์ ๑)ปฏิจจสมุปบาท ๑๑ บท (คือเว้นวิญญาณ นามรูป สฬายตนะ เวทนา อุปปัตติภวะ ชาติ ชรา มรณะ) บทที่ต่อจากปฏิจจสมุปบาทอีก ๑๑ บท (คือสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อัปปมัญญา ปัญจินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มัคคังคะ ผัสสะ เจตนา อธิโมกข์ มนสิการ)บทในโคจฉกะ ๓๐ บท (รวม ๖๙ บท).
ก็ในนิทเทสแห่งบทนี้ มี ๒ ปัญหาเท่านั้น. ในปัญหาเหล่านั้น บทใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นเพื่อปุจฉา บทนั้นนั่นแหละนับสงเคราะห์ได้ด้วยสามารถแห่งขันธ์เป็นต้น ด้วยธรรมเหล่าใด ทรงหมายเอาธรรมเหล่านั้น จึงตรัสคำว่า "เอเกน ขนฺเธน" เป็นต้นไว้ในที่ทั้งปวง.
ในปัญหานั้น พึงทราบนัยดังนี้ว่า ก็สังขารทั้งหลายยกเว้นตัณหาแล้ว นับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์สงเคราะห์เป็นต้นได้ด้วยสมุทัยสัจจะ. ตัณหานั่นแหละ ก็ยังสงเคราะห์เข้ากันได้กับด้วยธรรมเหล่านั้นได้อีก. ตัณหานั้นจึงชื่อว่านับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์ สงเคราะห์เป็นต้น ด้วยสังขารทั้งหลายนั่นแหละอีก.
ในบททั้งปวงก็นัยนี้นั่นแหละ. แต่ในปุจฉาแห่งอรูปธรรมทั้งหลายในที่นี้ ชื่อว่ามีขันธ์หนึ่ง คือสังขารขันธ์ หรือเวทนาขันธ์. ในปุจฉาแห่งธรรม ชื่อว่ามีขันธ์หนึ่ง คือรูปขันธ์. ในปุจฉาแห่งบทปริเทวะ ชื่อว่ามีอายตนะหนึ่ง คือสัททายตนะ ชื่อว่ามีธาตุหนึ่ง คือสัททธาตุนั่นแหละ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในบทที่เหลือด้วยสามารถแห่งธัมมายตนะและธัมมธาตุ ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสังคหิเตนสังคหิตปทนิทเทส. -----------------------------------------------------