อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๖๓๔

จตุกกนิทเทศ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๓๔–๖๖๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 29 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 29 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 103 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


กตมนฺตํ รูปํ อุปาทา อุปาทินฺนํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ อากาสธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทา อุปาทินฺนํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทา อนุปาทินฺนํ สทฺทายตนํ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ อากาสธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทา อนุปาทินฺนํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ โนอุปาทา อุปาทินฺนํ กมฺมสฺส กตตฺตา โผฏฺฐพฺพายตนํ อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ โนอุปาทา อุปาทินฺนํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ โนอุปาทา อนุปาทินฺนํ น กมฺมสฺส กตตฺตา โผฏฺฐพฺพายตนํ อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ โนอุปาทา อนุปาทินฺนํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทา อุปาทินฺนุปาทานิยํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ อากาสธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทา อุปาทินฺนุปาทานิยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทา อนุปาทินฺนุปาทานิยํ สทฺทายตนํ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ อากาสธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทา อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ โนอุปาทา อุปาทินฺนุปาทานิยํ กมฺมสฺส กตตฺตา โผฏฺฐพฺพายตนํ อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ โนอุปาทา อุปาทินฺนุปาทานิยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ โนอุปาทา อนุปาทินฺนุปาทานิยํ น กมฺมสฺส กตตฺตา โผฏฺฐพฺพายตนํ อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ โนอุปาทา อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทา สปฺปฏิฆํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ รสายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อุปาทา สปฺปฏิฆํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทา อปฺปฏิฆํ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทา อปฺปฏิฆํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ โนอุปาทา สปฺปฏิฆํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ โนอุปาทา สปฺปฏิฆํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ โนอุปาทา อปฺปฏิฆํ อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ โนอุปาทา อปฺปฏิฆํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทา โอฬาริกํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ รสายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อุปาทา โอฬาริกํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทา สุขุมํ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทา สุขุมํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ โนอุปาทา โอฬาริกํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ โนอุปาทา โอฬาริกํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ โนอุปาทา สุขุมํ อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ โนอุปาทา สุขุมํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทา ทูเร อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทา ทูเร ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทา สนฺติเก จกฺขายตนํ ฯเปฯ รสายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อุปาทา สนฺติเก ฯ กตมนฺตํ รูปํ โนอุปาทา ทูเร อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ โนอุปาทา ทูเร ฯ กตมนฺตํ รูปํ โนอุปาทา สนฺติเก โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ โนอุปาทา สนฺติเก ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ สนิทสฺสนํ กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ สนิทสฺสนํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ อนิทสฺสนํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ อนิทสฺสนํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ สนิทสฺสนํ น กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ สนิทสฺสนํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ อนิทสฺสนํ สทฺทายตนํ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ อนิทสฺสนํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ สปฺปฏิฆํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ สปฺปฏิฆํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ อปฺปฏิฆํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ อปฺปฏิฆํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ สปฺปฏิฆํ สทฺทายตนํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ สปฺปฏิฆํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ อปฺปฏิฆํ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ อปฺปฏิฆํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ มหาภูตํ กมฺมสฺส กตตฺตา โผฏฺฐพฺพายตนํ อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ มหาภูตํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ นมหาภูตํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ อากาสธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ นมหาภูตํ ฯ {๖๔๑.๑} กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ มหาภูตํ น กมฺมสฺส กตตฺตา โผฏฺฐพฺพายตนํ อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ มหาภูตํ ฯ {๖๔๑.๒} กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ นมหาภูตํ สทฺทายตนํ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ อากาสธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ นมหาภูตํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ โอฬาริกํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ โอฬาริกํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ สุขุมํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ สุขุมํ ฯ {๖๔๒.๑} กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ โอฬาริกํ สทฺทายตนํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ โอฬาริกํ ฯ {๖๔๒.๒} กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ สุขุมํ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ สุขุมํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ ทูเร อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ ทูเร ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ สนฺติเก จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนํ สนฺติเก ฯ กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ ทูเร กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ ทูเร ฯ กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ สนฺติเก สทฺทายตนํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนํ สนฺติเก ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ สนิทสฺสนํ กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ สนิทสฺสนํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ อนิทสฺสนํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ อนิทสฺสนํ ฯ {๖๔๔.๑} กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ สนิทสฺสนํ น กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ สนิทสฺสนํ ฯ {๖๔๔.๒} กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ อนิทสฺสนํ สทฺทายตนํ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ อนิทสฺสนํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ สปฺปฏิฆํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ สปฺปฏิฆํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ อปฺปฏิฆํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ อปฺปฏิฆํ ฯ {๖๔๕.๑} กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ สปฺปฏิฆํ สทฺทายตนํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ สปฺปฏิฆํ ฯ {๖๔๕.๒} กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ อปฺปฏิฆํ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ อปฺปฏิฆํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ มหาภูตํ กมฺมสฺส กตตฺตา โผฏฺฐพฺพายตนํ อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ มหาภูตํ ฯ {๖๔๖.๑} กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ นมหาภูตํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ อากาสธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ นมหาภูตํ ฯ {๖๔๖.๒} กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ มหาภูตํ น กมฺมสฺส กตตฺตา โผฏฺฐพฺพายตนํ อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ มหาภูตํ ฯ {๖๔๖.๓} กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ นมหาภูตํ สทฺทายตนํ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ อากาสธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ นมหาภูตํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ โอฬาริกํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ โอฬาริกํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ สุขุมํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ สุขุมํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ โอฬาริกํ สทฺทายตนํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ โอฬาริกํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ สุขุมํ กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ สุขุมํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ ทูเร อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ ทูเร ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ สนฺติเก จกฺขายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อุปาทินฺนุปาทานิยํ สนฺติเก ฯ กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ทูเร กายวิญฺญตฺติ วจีวิญฺญตฺติ รูปสฺส ลหุตา รูปสฺส มุทุตา รูปสฺส กมฺมญฺญตา รูปสฺส ชรตา รูปสฺส อนิจฺจตา ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา อากาสธาตุ อาโปธาตุ รูปสฺส อุปจโย รูปสฺส สนฺตติ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ ทูเร ฯ กตมนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ สนฺติเก สทฺทายตนํ ยํ วา ปนญฺญมฺปิ อตฺถิ รูปํ น กมฺมสฺส กตตฺตา รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ อนุปาทินฺนุปาทานิยํ สนฺติเก ฯ

กตมนฺตํ รูปํ สปฺปฏิฆํ อินฺทฺริยํ จกฺขุนฺทฺริยํ ฯเปฯ กายินฺทฺริยํ อิทนฺตํ รูปํ สปฺปฏิฆํ อินฺทฺริยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ สปฺปฏิฆํ นอินฺทฺริยํ รูปายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ สปฺปฏิฆํ นอินฺทฺริยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อปฺปฏิฆํ อินฺทฺริยํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ อิทนฺตํ รูปํ อปฺปฏิฆํ อินฺทฺริยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อปฺปฏิฆํ นอินฺทฺริยํ กายวิญฺญตฺติ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อปฺปฏิฆํ นอินฺทฺริยํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ สปฺปฏิฆํ มหาภูตํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ สปฺปฏิฆํ มหาภูตํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ สปฺปฏิฆํ นมหาภูตํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ รสายตนํ อิทนฺตํ รูปํ สปฺปฏิฆํ นมหาภูตํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อปฺปฏิฆํ มหาภูตํ อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ อปฺปฏิฆํ มหาภูตํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อปฺปฏิฆํ นมหาภูตํ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อปฺปฏิฆํ นมหาภูตํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อินฺทฺริยํ โอฬาริกํ จกฺขุนฺทฺริยํ ฯเปฯ กายินฺทฺริยํ อิทนฺตํ รูปํ อินฺทฺริยํ โอฬาริกํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อินฺทฺริยํ สุขุมํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ อิทนฺตํ รูปํ อินฺทฺริยํ สุขุมํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นอินฺทฺริยํ โอฬาริกํ รูปายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ นอินฺทฺริยํ โอฬาริกํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นอินฺทฺริยํ สุขุมํ กายวิญฺญตฺติ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นอินฺทฺริยํ สุขุมํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ อินฺทฺริยํ ทูเร อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ อิทนฺตํ รูปํ อินฺทฺริยํ ทูเร ฯ กตมนฺตํ รูปํ อินฺทฺริยํ สนฺติเก จกฺขุนฺทฺริยํ ฯเปฯ กายินฺทฺริยํ อิทนฺตํ รูปํ อินฺทฺริยํ สนฺติเก ฯ กตมนฺตํ รูปํ นอินฺทฺริยํ ทูเร กายวิญฺญตฺติ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นอินฺทฺริยํ ทูเร ฯ กตมนฺตํ รูปํ นอินฺทฺริยํ สนฺติเก รูปายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ นอินฺทฺริยํ สนฺติเก ฯ

กตมนฺตํ รูปํ มหาภูตํ โอฬาริกํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ มหาภูตํ โอฬาริกํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ มหาภูตํ สุขุมํ อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ มหาภูตํ สุขุมํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นมหาภูตํ โอฬาริกํ จกฺขายตนํ ฯเปฯ รสายตนํ อิทนฺตํ รูปํ นมหาภูตํ โอฬาริกํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ นมหาภูตํ สุขุมํ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นมหาภูตํ สุขุมํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ มหาภูตํ ทูเร อาโปธาตุ อิทนฺตํ รูปํ มหาภูตํ ทูเร ฯ กตมนฺตํ รูปํ มหาภูตํ สนฺติเก โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ มหาภูตํ สนฺติเก ฯ กตมนฺตํ รูปํ นมหาภูตํ ทูเร อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ นมหาภูตํ ทูเร ฯ กตมนฺตํ รูปํ นมหาภูตํ สนฺติเก จกฺขายตนํ ฯเปฯ รสายตนํ อิทนฺตํ รูปํ นมหาภูตํ สนฺติเก ฯ

รูปายตนํ ทิฏฺฐํ สทฺทายตนํ สุตํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ มุตํ สพฺพํ รูปํ มนสา วิญฺญาตํ รูปํ ฯ เอวํ จตุพฺพิเธน รูปสงฺคโห ฯ จตุกฺกํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ ปฐวีธาตุ ยํ กกฺขฬํ ขรคตํ กกฺขฬตฺตํ กกฺขฬภาโว อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา อุปาทินฺนํ วา อนุปาทินฺนํ วา อิทนฺตํ รูปํ ปฐวีธาตุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อาโปธาตุ ยํ อาโป อาโปคตํ สิเนโห สิเนหคตํ พนฺธนตฺตํ รูปสฺส อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา อุปาทินฺนํ วา อนุปาทินฺนํ วา อิทนฺตํ รูปํ อาโปธาตุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ เตโชธาตุ ยํ เตโช เตโชคตํ อุสฺมา อุสฺมาคตํ อุสุมํ อุสุมคตํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา อุปาทินฺนํ วา อนุปาทินฺนํ วา อิทนฺตํ รูปํ เตโชธาตุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ วาโยธาตุ ยํ วาโย วาโยคตํ ถมฺภิตตฺตํ รูปสฺส อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา อุปาทินฺนํ วา อนุปาทินฺนํ วา อิทนฺตํ รูปํ วาโยธาตุ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อุปาทา จกฺขายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อุปาทา ฯ เอวํ ปญฺจวิเธน รูปสงฺคโห ฯ ปญฺจกํ ฯ

รูปายตนํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ สทฺทายตนํ โสตวิญฺเญยฺยํ รูปํ คนฺธายตนํ ฆานวิญฺเญยฺยํ รูปํ รสายตนํ ชิวฺหาวิญฺเญยฺยํ รูปํ โผฏฺฐพฺพายตนํ กายวิญฺเญยฺยํ รูปํ สพฺพํ รูปํ มโนวิญฺเญยฺยํ รูปํ ฯ เอวํ ฉพฺพิเธน รูปสงฺคโห ฯ ฉกฺกํ ฯ

รูปายตนํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ สทฺทายตนํ โสตวิญฺเญยฺยํ รูปํ คนฺธายตนํ ฆานวิญฺเญยฺยํ รูปํ รสายตนํ ชิวฺหาวิญฺเญยฺยํ รูปํ โผฏฺฐพฺพายตนํ กายวิญฺเญยฺยํ รูปํ รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ มโนธาตุวิญฺเญยฺยํ รูปํ สพฺพํ รูปํ มโนวิญฺญาณธาตุวิญฺเญยฺยํ รูปํ ฯ เอวํ สตฺตวิเธน รูปสงฺคโห ฯ สตฺตกํ ฯ

รูปายตนํ จกฺขุวิญฺเญยฺยํ รูปํ สทฺทายตนํ โสตวิญฺเญยฺยํ รูปํ คนฺธายตนํ ฆานวิญฺเญยฺยํ รูปํ รสายตนํ ชิวฺหาวิญฺเญยฺยํ รูปํ มนาปิโย โผฏฺฐพฺโพ สุขสมฺผสฺโส กายวิญฺเญยฺยํ รูปํ อมนาปิโย โผฏฺฐพฺโพ ทุกฺขสมฺผสฺโส กายวิญฺเญยฺยํ รูปํ รูปายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ มโนธาตุวิญฺเญยฺยํ รูปํ สพฺพํ รูปํ มโนวิญฺญาณธาตุวิญฺเญยฺยํ รูปํ ฯ เอวํ อฏฺฐวิเธน รูปสงฺคโห ฯ อฏฺฐกํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ จกฺขุนฺทฺริยํ ยํ จกฺขุํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท ฯเปฯ สุญฺโญ คาโมเปโส อิทนฺตํ รูปํ จกฺขุนฺทฺริยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ โสตินฺทฺริยํ ฯเปฯ ฆานินฺทฺริยํ ฯเปฯ ชิวฺหินฺทฺริยํ ฯเปฯ กายินฺทฺริยํ ฯเปฯ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปุริสินฺทฺริยํ ฯเปฯ ชีวิตินฺทฺริยํ โย เตสํ รูปีนํ ธมฺมานํ อายุ ฐิติ ยปนา ยาปนา อิริยนา วตฺตนา ปาลนา ชีวิตํ ชีวิตินฺทฺริยํ อิทนฺตํ รูปํ ชีวิตินฺทฺริยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ น อินฺทฺริยํ รูปายตนํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ น อินฺทฺริยํ ฯ เอวํ นววิเธน รูปสงฺคโห ฯ นวกํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ จกฺขุนฺทฺริยํ ยํ จกฺขุํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท ฯเปฯ สุญฺโญ คาโมเปโส อิทนฺตํ รูปํ จกฺขุนฺทฺริยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ โสตินฺทฺริยํ ฯเปฯ ฆานินฺทฺริยํ ฯเปฯ ชิวฺหินฺทฺริยํ ฯเปฯ กายินฺทฺริยํ ฯเปฯ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ ปุริสินฺทฺริยํ ฯเปฯ ชีวิตินฺทฺริยํ โย เตสํ รูปีนํ ธมฺมานํ อายุ ฐิติ ยปนา ยาปนา อิริยนา วตฺตนา ปาลนา ชีวิตํ ชีวิตินฺทฺริยํ อิทนฺตํ รูปํ ชีวิตินฺทฺริยํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ น อินฺทฺริยํ สปฺปฏิฆํ รูปายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิทนฺตํ รูปํ น อินฺทฺริยํ สปฺปฏิฆํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ น อินฺทฺริยํ อปฺปฏิฆํ กายวิญฺญตฺติ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ น อินฺทฺริยํ อปฺปฏิฆํ ฯ เอวํ ทสวิเธน รูปสงฺคโห ฯ ทสกํ ฯ

กตมนฺตํ รูปํ จกฺขายตนํ ยํ จกฺขุํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท ฯเปฯ สุญฺโญ คาโมเปโส อิทนฺตํ รูปํ จกฺขายตนํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ โสตายตนํ ฯเปฯ ฆานายตนํ ฯเปฯ ชิวฺหายตนํ ฯเปฯ กายายตนํ ฯเปฯ รูปายตนํ ฯเปฯ สทฺทายตนํ ฯเปฯ คนฺธายตนํ ฯเปฯ รสายตนํ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพายตนํ ปฐวีธาตุ ฯเปฯ โผฏฺฐพฺพธาตุเปสา อิทนฺตํ รูปํ โผฏฺฐพฺพายตนํ ฯ กตมนฺตํ รูปํ อนิทสฺสนํ อปฺปฏิฆํ ธมฺมายตนปริยาปนฺนํ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯเปฯ กพฬึกาโร อาหาโร อิทนฺตํ รูปํ อนิทสฺสนํ อปฺปฏิฆํ ธมฺมายตนปริยาปนฺนํ ฯ เอวํ เอกาทสวิเธน รูปสงฺคโห ฯ เอกาทสกํ ฯ รูปวิภตฺติ ฯ อฏฺฐมํ ภาณวารํ ฯ --------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทส จตุกกนิทเทส อุปาทาอุปาทินนจตุกกะ

ข้อ ๘๘๒

รูปที่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ อากาสธาตุ อุปจยรูปสันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ

ข้อ ๘๘๓

รูปที่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ นั้นเป็นไฉน สัททายตนะ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูปชรตารูป และอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะรสายตนะ อากาสธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ

ข้อ ๘๘๔

รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ และอาโปธาตุที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ

ข้อ ๘๘๕

รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ และอาโปธาตุที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปนี้ ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ อุปาทาอุปาทินนุปาทานิยจตุกกะ

ข้อ ๘๘๖

รูปที่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือ และเป็นอารมณ์ของอุปาทาน นั้นเป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๓๘}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทส จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ อากาสธาตุ อุปจยรูปสันตติรูป และกวฬิงการาหาร ที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน

ข้อ ๘๘๗

รูปที่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน นั้นเป็นไฉน สัททายตนะ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูปชรตารูป และอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะรสายตนะ อากาสธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน

ข้อ ๘๘๘

รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ และอาโปธาตุที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน

ข้อ ๘๘๙

รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ และอาโปธาตุที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานอุปาทาสัปปฏิฆจตุกกะ

ข้อ ๘๙๐

รูปที่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปที่กระทบได้ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ รสายตนะ รูปที่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปที่กระทบได้

ข้อ ๘๙๑

รูปที่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปที่กระทบไม่ได้ นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปที่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปที่กระทบไม่ได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๓๙}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทส

ข้อ ๘๙๒

รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปที่กระทบได้ นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปที่กระทบได้

ข้อ ๘๙๓

รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปที่กระทบไม่ได้ นั้นเป็นไฉน อาโปธาตุ รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปที่กระทบไม่ได้อุปาทาโอฬาริกจตุกกะ

ข้อ ๘๙๔

รูปที่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปหยาบ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ รสายตนะ รูปที่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปหยาบ

ข้อ ๘๙๕

รูปที่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปละเอียด นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปที่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปละเอียด

ข้อ ๘๙๖

รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปหยาบ นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปหยาบ

ข้อ ๘๙๗

รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปละเอียด นั้นเป็นไฉน อาโปธาตุ รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปละเอียดอุปาทาทูเรจตุกกะ

ข้อ ๘๙๘

รูปที่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปไกล นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปที่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปไกล

ข้อ ๘๙๙

รูปที่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปใกล้ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ รสายตนะ รูปที่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปใกล้

ข้อ ๙๐๐

รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปไกล นั้นเป็นไฉน อาโปธาตุ รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปไกล

ข้อ ๙๐๑

รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปเป็นรูปใกล้ นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ รูปที่ไม่เป็นอุปาทายรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปใกล้อุปาทินนสนิทัสสนจตุกกะ

ข้อ ๙๐๒

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือเป็นรูปที่เห็นได้ นั้นเป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๔๐}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทส รูปายตนะที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือนี้ชื่อว่าเห็นได้

ข้อ ๙๐๓

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือเป็นรูปที่เห็นไม่ได้นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ อากาสธาตุอาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือนี้ชื่อว่าเห็นไม่ได้

ข้อ ๙๐๔

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือเป็นรูปที่เห็นได้นั้นเป็นไฉน รูปายตนะที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือนี้ชื่อว่าเห็นได้

ข้อ ๙๐๕

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือเป็นรูปที่เห็นไม่ได้ นั้นเป็นไฉน สัททายตนะ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูปชรตารูป และอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ คันธายตนะ รสายตนะโผฏฐัพพายตนะ อากาสธาตุ อาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือนี้ชื่อว่าเห็นไม่ได้ อุปาทินนสัปปฏิฆจตุกกะ

ข้อ ๙๐๖

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือเป็นรูปที่กระทบได้ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือนี้ชื่อว่ากระทบได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๔๑}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทส

ข้อ ๙๐๗

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือเป็นรูปที่กระทบไม่ได้นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ อากาสธาตุอาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือนี้ชื่อว่ากระทบไม่ได้

ข้อ ๙๐๘

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือเป็นรูปที่กระทบได้นั้นเป็นไฉน สัททายตนะ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือนี้ชื่อว่ากระทบได้

ข้อ ๙๐๙

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือเป็นรูปที่กระทบไม่ได้นั้นเป็นไฉน กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูป ชรตารูป และอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ อากาสธาตุ อาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูปและกวฬิงการาหารที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือนี้ชื่อว่ากระทบไม่ได้ อุปาทินนมหาภูตจตุกกะ

ข้อ ๙๑๐

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือเป็นมหาภูตรูปนั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ และอาโปธาตุที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือนี้ชื่อว่าเป็นมหาภูตรูป

ข้อ ๙๑๑

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือไม่เป็นมหาภูตรูป นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ อากาสธาตุ อุปจยรูปสันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือนี้ชื่อว่าไม่เป็นมหาภูตรูป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๔๒}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทส

ข้อ ๙๑๒

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือเป็นมหาภูตรูปนั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ และอาโปธาตุที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือนี้ชื่อว่าเป็นมหาภูตรูป

ข้อ ๙๑๓

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือไม่เป็นมหาภูตรูปนั้นเป็นไฉน สัททายตนะ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูปชรตารูป และอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะอากาสธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือนี้ชื่อว่าไม่เป็นมหาภูตรูปอุปาทินนโอฬาริกจตุกกะ

ข้อ ๙๑๔

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือเป็นรูปหยาบ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะรสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือนี้ชื่อว่าเป็นรูปหยาบ

ข้อ ๙๑๕

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือเป็นรูปละเอียดนั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ อากาสธาตุอาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือนี้ชื่อว่าเป็นรูปละเอียด

ข้อ ๙๑๖

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือเป็นรูปหยาบ นั้นเป็นไฉน สัททายตนะ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะและโผฏฐัพพายตนะอันกรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือนี้ชื่อว่าเป็นรูปหยาบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๔๓}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทส

ข้อ ๙๑๗

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือเป็นรูปละเอียดนั้นเป็นไฉน กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูป ชรตารูป และอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ อากาสธาตุ อาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูปและกวฬิงการาหารที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือนี้ชื่อว่าเป็นรูปละเอียด อุปาทินนทูเรจตุกกะ

ข้อ ๙๑๘

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือเป็นรูปไกล นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ อากาสธาตุอาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือนี้ชื่อว่าเป็นรูปไกล

ข้อ ๙๑๙

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือเป็นรูปใกล้ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะคันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือนี้ชื่อว่าเป็นรูปใกล้

ข้อ ๙๒๐

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือเป็นรูปไกลนั้นเป็นไฉน กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูป ชรตารูป และอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ อากาสธาตุ อาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูปและกวฬิงการาหารที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือนี้ชื่อว่าเป็นรูปไกล

ข้อ ๙๒๑

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือเป็นรูปใกล้ นั้นเป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๔๔}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทส สัททายตนะ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือนี้ชื่อว่าเป็นรูปใกล้ อุปาทินนุปาทานิยสนิทัสสนจตุกกะ

ข้อ ๙๒๒

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นรูปที่เห็นได้ นั้นเป็นไฉน รูปายตนะที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าเห็นได้

ข้อ ๙๒๓

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นรูปที่เห็นไม่ได้ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ อากาสธาตุอาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าเห็นไม่ได้

ข้อ ๙๒๔

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นรูปที่เห็นได้ นั้นเป็นไฉน รูปายตนะที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าเห็นได้

ข้อ ๙๒๕

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ ของอุปาทานเป็นรูปที่เห็นไม่ได้ นั้นเป็นไฉน สัททายตนะ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูป ชรตารูป และอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ คันธายตนะ รสายตนะโผฏฐัพพายตนะ อากาสธาตุ อาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าเห็นไม่ได้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๔๕}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทส อุปาทินนุปาทานิยสัปปฏิฆจตุกกะ

ข้อ ๙๒๖

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นรูปที่กระทบได้ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะคันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่ากระทบได้

ข้อ ๙๒๗

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นรูปที่กระทบไม่ได้ นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ อากาสธาตุอาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่ากระทบไม่ได้

ข้อ ๙๒๘

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นรูปที่กระทบได้ นั้นเป็นไฉน สัททายตนะ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่ากระทบได้

ข้อ ๙๒๙

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นรูปที่กระทบไม่ได้ นั้นเป็นไฉน กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูป ชรตารูป และอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ อากาสธาตุ อาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูปและกวฬิงการาหารที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่ากระทบไม่ได้อุปาทินนุปาทานิยมหาภูตจตุกกะ

ข้อ ๙๓๐

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของ อุปาทานเป็นมหาภูตรูป นั้นเป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๔๖}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทส โผฏฐัพพายตนะ และอาโปธาตุที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าเป็นมหาภูตรูป

ข้อ ๙๓๑

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน ไม่เป็นมหาภูตรูป นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ อากาสธาตุ อุปจยรูปสันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าไม่เป็นมหาภูตรูป

ข้อ ๙๓๒

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นมหาภูตรูป นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ และอาโปธาตุที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าเป็นมหาภูตรูป

ข้อ ๙๓๓

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ไม่เป็นมหาภูตรูป นั้นเป็นไฉน สัททายตนะ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูปชรตารูป และอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะรสายตนะ อากาสธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าไม่เป็นมหาภูตรูป อุปาทินนุปาทานิยโอฬาริกจตุกกะ

ข้อ ๙๓๔

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของ อุปาทานเป็นรูปหยาบ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าเป็นรูปหยาบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๔๗}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทส

ข้อ ๙๓๕

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นรูปละเอียด นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ อากาสธาตุอาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าเป็นรูปละเอียด

ข้อ ๙๓๖

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นรูปหยาบ นั้นเป็นไฉน สัททายตนะ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าเป็นรูปหยาบ

ข้อ ๙๓๗

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นรูปละเอียด นั้นเป็นไฉน กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูป ชรตารูป และอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ อากาสธาตุ อาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูปและกวฬิงการาหารที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าเป็นรูปละเอียดอุปาทินนุปาทานิยทูเรจตุกกะ

ข้อ ๙๓๘

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นรูปไกล นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ อากาสธาตุอาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูป และกวฬิงการาหารที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าเป็นรูปไกล

ข้อ ๙๓๙

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของ อุปาทานเป็นรูปใกล้ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะที่กรรมปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าเป็นรูปใกล้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๔๘}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทส

ข้อ ๙๔๐

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นรูปไกล นั้นเป็นไฉน กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ลหุตารูป มุทุตารูป กัมมัญญตารูป ชรตารูป และอนิจจตารูป หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ อากาสธาตุ อาโปธาตุ อุปจยรูป สันตติรูปและกวฬิงการาหารที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าเป็นรูปไกล

ข้อ ๙๔๑

รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานเป็นรูปใกล้ นั้นเป็นไฉน สัททายตนะ หรือรูปแม้อื่น มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะที่กรรมไม่ได้ปรุงแต่งขึ้น รูปที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานนี้ชื่อว่าเป็นรูปใกล้ สัปปฏิฆอินทริยจตุกกะ

ข้อ ๙๔๒

รูปที่กระทบได้เป็นอินทริยรูป นั้นเป็นไฉน จักขุนทรีย์ ฯลฯ กายินทรีย์ รูปที่กระทบได้นี้ชื่อว่าเป็นอินทริยรูป

ข้อ ๙๔๓

รูปที่กระทบได้ไม่เป็นอินทริยรูป นั้นเป็นไฉน รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ รูปที่กระทบได้นี้ชื่อว่าไม่เป็นอินทริยรูป

ข้อ ๙๔๔

รูปที่กระทบไม่ได้เป็นอินทริยรูป นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ รูปที่กระทบไม่ได้นี้ชื่อว่าเป็นอินทริยรูป

ข้อ ๙๔๕

รูปที่กระทบไม่ได้ไม่เป็นอินทริยรูป นั้นเป็นไฉน กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปที่กระทบไม่ได้นี้ชื่อว่าไม่เป็นอินทริยรูป สัปปฏิฆมหาภูตจตุกกะ

ข้อ ๙๔๖

รูปที่กระทบได้เป็นมหาภูตรูป นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ รูปที่กระทบได้นี้ชื่อว่าเป็นมหาภูตรูป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๔๙}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทส

ข้อ ๙๔๗

รูปที่กระทบได้ไม่เป็นมหาภูตรูป นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ รสายตนะ รูปที่กระทบได้นี้ชื่อว่าไม่เป็นมหาภูตรูป

ข้อ ๙๔๘

รูปที่กระทบไม่ได้เป็นมหาภูตรูป นั้นเป็นไฉน อาโปธาตุ รูปที่กระทบไม่ได้นี้ชื่อว่าเป็นมหาภูตรูป

ข้อ ๙๔๙

รูปที่กระทบไม่ได้ไม่เป็นมหาภูตรูป นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปที่กระทบไม่ได้นี้ชื่อว่าไม่เป็นมหาภูตรูปอินทริยโอฬาริกจตุกกะ

ข้อ ๙๕๐

รูปที่เป็นอินทริยรูปเป็นรูปหยาบ นั้นเป็นไฉน จักขุนทรีย์ ฯลฯ กายินทรีย์ รูปที่เป็นอินทริยรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปหยาบ

ข้อ ๙๕๑

รูปที่เป็นอินทริยรูปเป็นรูปละเอียด นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ รูปที่เป็นอินทริยรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปละเอียด

ข้อ ๙๕๒

รูปที่ไม่เป็นอินทริยรูปเป็นรูปหยาบ นั้นเป็นไฉน รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ รูปที่ไม่เป็นอินทริยรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปหยาบ

ข้อ ๙๕๓

รูปที่ไม่เป็นอินทริยรูปเป็นรูปละเอียด นั้นเป็นไฉน กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปที่ไม่เป็นอินทริยรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปละเอียด อินทริยทูเรจตุกกะ

ข้อ ๙๕๔

รูปที่เป็นอินทริยรูปเป็นรูปไกล นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ และชีวิตินทรีย์ รูปที่เป็นอินทริยรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปไกล

ข้อ ๙๕๕

รูปที่เป็นอินทริยรูปเป็นรูปใกล้ นั้นเป็นไฉน จักขุนทรีย์ ฯลฯ กายินทรีย์ รูปที่เป็นอินทริยรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปใกล้

ข้อ ๙๕๖

รูปที่ไม่เป็นอินทริยรูปเป็นรูปไกล นั้นเป็นไฉน กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปที่ไม่เป็นอินทริยรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปไกล

ข้อ ๙๕๗

รูปที่ไม่เป็นอินทริยรูปเป็นรูปใกล้ นั้นเป็นไฉน รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ รูปที่ไม่เป็นอินทริยรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปใกล้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๕๐}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ จตุกกนิทเทส มหาภูตโอฬาริกจตุกกะ

ข้อ ๙๕๘

รูปที่เป็นมหาภูตรูปเป็นรูปหยาบ นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ รูปที่เป็นมหาภูตรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปหยาบ

ข้อ ๙๕๙

รูปที่เป็นมหาภูตรูปเป็นรูปละเอียด นั้นเป็นไฉน อาโปธาตุ รูปที่เป็นมหาภูตรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปละเอียด

ข้อ ๙๖๐

รูปที่ไม่เป็นมหาภูตรูปเป็นรูปหยาบ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ รสายตนะ รูปที่ไม่เป็นมหาภูตรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปหยาบ

ข้อ ๙๖๑

รูปที่ไม่เป็นมหาภูตรูปเป็นรูปละเอียด นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปที่ไม่เป็นมหาภูตรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปละเอียดมหาภูตทูเรจตุกกะ

ข้อ ๙๖๒

รูปที่เป็นมหาภูตรูปเป็นรูปไกล นั้นเป็นไฉน อาโปธาตุ รูปที่เป็นมหาภูตรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปไกล

ข้อ ๙๖๓

รูปที่เป็นมหาภูตรูปเป็นรูปใกล้ นั้นเป็นไฉน โผฏฐัพพายตนะ รูปที่เป็นมหาภูตรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปใกล้

ข้อ ๙๖๔

รูปที่ไม่เป็นมหาภูตรูปเป็นรูปไกล นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปที่ไม่เป็นมหาภูตรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปไกล

ข้อ ๙๖๕

รูปที่ไม่เป็นมหาภูตรูปเป็นรูปใกล้ นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ รสายตนะ รูปที่ไม่เป็นมหาภูตรูปนี้ชื่อว่าเป็นรูปใกล้ทิฏฐาทิจตุกกะ

ข้อ ๙๖๖

รูปที่เห็นได้คือรูปายตนะ รูปที่สดับได้คือสัททายตนะ รูปที่ทราบได้คือ คันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะ รูปที่รู้แจ้งได้ด้วยใจคือรูปทั้งหมดรวมรูปหมวดละ ๔ อย่างนี้ จตุกกนิทเทส จบ @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ.อ. ๓๙๖

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๕๑}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ปัญจกนิทเทส ปัญจกนิทเทส

ข้อ ๙๖๗

รูปที่เป็นปฐวีธาตุ นั้นเป็นไฉน ธรรมชาติที่แข็ง ธรรมชาติที่กระด้าง ความแข็ง ภาวะที่แข็งภายในตนหรือภายนอกตน ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ หรือที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ รูปนี้ชื่อว่าเป็นปฐวีธาตุ

ข้อ ๙๖๘

รูปที่เป็นอาโปธาตุ นั้นเป็นไฉน ความเอิบอาบ ธรรมชาติที่เอิบอาบ ความเหนียว ธรรมชาติที่เหนียวธรรมชาติเป็นเครื่องเกาะกุมรูปภายในตนหรือภายนอกตน ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ หรือที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ รูปนี้ชื่อว่าเป็นอาโปธาตุ

ข้อ ๙๖๙

รูปที่เป็นเตโชธาตุ นั้นเป็นไฉน ความร้อน ธรรมชาติที่ร้อน ความอุ่น ธรรมชาติที่อุ่น ความอบอุ่น ธรรมชาติที่อบอุ่นภายในตนหรือภายนอกตน ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือหรือที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ รูปนี้ชื่อว่าเป็นเตโชธาตุ

ข้อ ๙๗๐

รูปที่เป็นวาโยธาตุ นั้นเป็นไฉน ความพัดไปมา ธรรมชาติที่พัดไปมา ธรรมชาติเครื่องค้ำจุนรูปภายในตนหรือภายนอกตน ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ หรือที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือ รูปนี้ชื่อว่าเป็นวาโยธาตุ

ข้อ ๙๗๑

รูปที่เป็นอุปาทายรูป นั้นเป็นไฉน จักขายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าเป็นอุปาทายรูป รวมรูปหมวดละ ๕ อย่างนี้ ปัญจกนิทเทส จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๕๒}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ อัฏฐกนิทเทส ฉักกนิทเทส

ข้อ ๙๗๒

รูปที่จักขุวิญญาณรู้ได้คือรูปายตนะ รูปที่โสตวิญญาณรู้ได้คือสัททายตนะรูปที่ฆานวิญญาณรู้ได้คือคันธายตนะ รูปที่ชิวหาวิญญาณรู้ได้คือรสายตนะ รูปที่กายวิญญาณรู้ได้คือโผฏฐัพพายตนะ รูปที่มโนวิญญาณรู้ได้คือรูปทั้งหมดรวมรูปหมวดละ ๖ อย่างนี้ ฉักกนิทเทส จบ สัตตกนิทเทส

ข้อ ๙๗๓

รูปที่จักขุวิญญาณรู้ได้คือรูปายตนะ รูปที่โสตวิญญาณรู้ได้คือสัททายตนะรูปที่ฆานวิญญาณรู้ได้คือคันธายตนะ รูปที่ชิวหาวิญญาณรู้ได้คือรสายตนะ รูปที่กายวิญญาณรู้ได้คือโผฏฐัพพายตนะ รูปที่มโนธาตุรู้ได้คือรูปายตนะ สัททายตนะคันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะ รูปที่มโนวิญญาณธาตุรู้ได้คือรูปทั้งหมดรวมรูปหมวดละ ๗ อย่างนี้ สัตตกนิทเทส จบ อัฏฐกนิทเทส

ข้อ ๙๗๔

รูปที่จักขุวิญญาณรู้ได้คือรูปายตนะ รูปที่โสตวิญญาณรู้ได้คือสัททายตนะ รูปที่ฆานวิญญาณรู้ได้คือคันธายตนะ รูปที่ชิวหาวิญญาณรู้ได้คือรสายตนะ รูปที่กายวิญญาณรู้ได้คือโผฏฐัพพะที่น่าชอบใจซึ่งมีสัมผัสเป็นสุข รูปที่กายวิญญาณรู้ได้คือโผฏฐัพพะที่ไม่น่าชอบใจซึ่งมีสัมผัสเป็นทุกข์ รูปที่มโนธาตุรู้ได้คือรูปายตนะสัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะ รูปที่มโนวิญญาณธาตุรู้ได้คือรูปทั้งหมด รวมรูปหมวดละ ๘ อย่างนี้ อัฏฐกนิทเทส จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๕๓}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ ทสกนิเทส นวกนิทเทส

ข้อ ๙๗๕

รูปที่เป็นจักขุนทรีย์ นั้นเป็นไฉน จักษุใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้ชื่อว่าบ้านว่างบ้าง รูปนี้ชื่อว่าเป็นจักขุนทรีย์

ข้อ ๙๗๖

รูปที่เป็นโสตินทรีย์ ฯลฯ เป็นฆานินทรีย์ ฯลฯ เป็นชิวหินทรีย์ฯลฯ เป็นกายินทรีย์ ฯลฯ เป็นอิตถินทรีย์ ฯลฯ เป็นปุริสินทรีย์ ฯลฯ เป็นชีวิตินทรีย์ นั้นเป็นไฉน อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไป กิริยาที่ให้เป็นไป อาการที่สืบเนื่องกัน ความดำเนินไป ความหล่อเลี้ยง ชีวิต ชีวิตินทรีย์แห่งสภาวธรรมที่เป็นรูปเหล่านั้น รูปนี้ชื่อว่าเป็นชีวิตินทรีย์

ข้อ ๙๗๗

รูปที่ไม่เป็นอินทรีย์ นั้นเป็นไฉน รูปายตนะ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปนี้ชื่อว่าไม่เป็นอินทรีย์รวมรูปหมวดละ ๙ อย่างนี้ นวกนิทเทส จบ ทสกนิทเทส

ข้อ ๙๗๘

รูปที่เป็นจักขุนทรีย์ นั้นเป็นไฉน จักษุใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้ชื่อว่าบ้านว่างบ้าง รูปนี้ชื่อว่าเป็นจักขุนทรีย์

ข้อ ๙๗๙

รูปที่เป็นโสตินทรีย์ ฯลฯ เป็นฆานินทรีย์ ฯลฯ เป็นชิวหินทรีย์ ฯลฯ เป็นกายินทรีย์ ฯลฯ เป็นอิตถินทรีย์ ฯลฯ เป็นปุริสินทรีย์ ฯลฯ เป็นชีวิตินทรีย์ นั้นเป็นไฉน อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไป กิริยาที่ให้เป็นไป อาการที่สืบเนื่องกันความดำเนินไป ความหล่อเลี้ยง ชีวิต ชีวิตินทรีย์แห่งสภาวธรรมที่เป็นรูปเหล่านั้นรูปนี้ชื่อว่าเป็นชีวิตินทรีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๕๔}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๒. รูปกัณฑ์] รูปวิภัตติ เอกาทสกนิทเทส

ข้อ ๙๘๐

รูปที่ไม่เป็นอินทรีย์ที่กระทบได้ นั้นเป็นไฉน รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ รูปที่ไม่เป็นอินทรีย์นี้ชื่อว่ากระทบได้

ข้อ ๙๘๑

รูปที่ไม่เป็นอินทรีย์ที่กระทบไม่ได้ นั้นเป็นไฉน กายวิญญัติ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปที่ไม่เป็นอินทรีย์นี้ชื่อว่ากระทบไม่ได้รวมรูปหมวดละ ๑๐ อย่างนี้ ทสกนิทเทส จบ เอกาทสกนิทเทส

ข้อ ๙๘๒

รูปที่เป็นจักขายตนะ นั้นเป็นไฉน จักษุใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้ชื่อว่าบ้านว่างบ้าง รูปนี้ชื่อว่าเป็นจักขายตนะ

ข้อ ๙๘๓

รูปที่เป็นโสตายตนะ ฯลฯ เป็นฆานายตนะ ฯลฯ เป็นชิวหายตนะฯลฯ เป็นกายายตนะ ฯลฯ เป็นรูปายตนะ ฯลฯ เป็นสัททายตนะ ฯลฯ เป็นคันธายตนะ ฯลฯ เป็นรสายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ นั้นเป็นไฉน ปฐวีธาตุ ฯลฯ โผฏฐัพพธาตุบ้าง รูปนี้ชื่อว่าเป็นโผฏฐัพพายตนะ

ข้อ ๙๘๔

รูปที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ซึ่งนับเนื่องในธัมมายตนะ นั้นเป็นไฉน อิตถินทรีย์ ฯลฯ กวฬิงการาหาร รูปที่เห็นไม่ได้ กระทบไม่ได้นี้ชื่อว่านับเนื่องในธัมมายตนะ รวมรูปหมวดละ ๑๑ อย่างนี้ เอกาทสกนิทเทส จบ ภาณวารที่ ๘ จบ รูปวิภัตติ จบ รูปกัณฑ์ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๕๕}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อัฏฐสาลินี อรรถกถาธรรมสังคณี อรรถกถาจตุกนิทเทส

ในบทสุดท้ายแห่ง (ข้อ ๖๕๕) การสงเคราะห์รูป ๔ หมวด พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทำคำถามไว้ตั้งแต่ต้น เพราะไม่มีความแตกต่างกันแห่งบทสุดท้ายซึ่งมีคำว่า รูปที่เห็นได้เป็นต้น แต่ได้ตรัสคำมีอาทิว่า รูปที่เห็นได้ คือรูปายตนะ รูปที่ฟังได้ คือสัททายตนะ ดังนี้.

ในบรรดารูปมีรูปายตนะเป็นต้นเหล่านั้น รูปายตนะชื่อว่า ทิฏฺฐํ (รูปที่เห็นได้) เพราะอรรถว่าอันจักษุอาจมองดูเห็นได้. สัททายตนะชื่อว่า สุตํ (รูปที่ฟังได้) เพราะอรรถว่าอันโสตอาจฟังเสียงรู้ได้. หมวดสามแห่งอายตนะมีคันธายตนะเป็นต้นชื่อว่า มุตํ (รูปที่รู้ได้) ด้วยอรรถว่าอันฆานะ ชิวหาและกาย พึงรู้โดยการรับอารมณ์ที่ถึงแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า รูปที่ชื่อ มุตํ เพราะเหตุที่ถูกต้องแล้วจึงเกิดวิญญาณดังนี้ก็มี. ส่วนรูปทั้งหมดทีเดียวชื่อว่า วิญฺญาตํ (รูปที่รู้แจ้ง) ทางใจ เพราะอรรถว่าอันมโนวิญญาณพึงรู้.

อรรถกถาปัญจนิทเทส

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งการสงเคราะห์รูปหมวด ๕ ต่อไป.

บทว่า กกฺขฬํ (ธรรมชาติที่แข็ง) คือ กระด้าง. ความกระด้างนั่นแหละเรียกว่าธรรมชาติที่กระด้าง. อธิบายว่า ธรรมชาติที่หยาบ. ความแข็งภาวะที่แข็งแม้ทั้ง ๒ นอกนี้ก็เป็นการอธิบายสภาวะนั่นเอง.

บทว่า อชฺฌตฺตํ (เป็นภายใน) ได้แก่ เป็นภายในอันเกิดในตน.

บทว่า พหิทฺธา วา (หรือภายนอกก็ตามที) ได้แก่ เป็นภายนอก.

บทว่า อุปาทินฺนํ (เป็นอุปาทินนะ) ได้แก่ มีกรรมเป็นสมุฏฐานเท่านั้น.

คำว่า อุปาทินฺนํ นี้ ทรงถือรูปที่ตั้งอยู่ในสรีระโดยไม่แปลกกัน.

จริงอยู่ รูปอันตั้งอยู่ในสรีระจะเป็นอุปาทินนะก็ตาม จะเป็นอนุปาทินนะก็ตาม ชื่อว่าเป็นอุปาทินนะเท่านั้น ด้วยอำนาจแห่งรูปอันตัณหายึดถือและอันทิฏฐิยึดมั่นแล้ว.

บทว่า เตโชคตํ (ธรรมชาติที่ร้อน) ได้แก่ สภาวะที่ไปในเตโชธาตุทั้งหมด อันมีความร้อนเป็นลักษณะ. อีกอย่างหนึ่ง เตโชธาตุนั่นเองที่ไปสู่ภาวะที่ร้อน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เตโชคตํ (ธรรมชาติที่ร้อน).

บทว่า อุสฺมา (ความอุ่น) ได้แก่ อาการที่อุ่น.

บทว่า อุสฺมาคตํ (ธรรมชาติที่อุ่น) ได้แก่ ธรรมชาติที่ถึงภาวะความอุ่น คำนี้เป็นชื่อของอาการที่อุ่น.

บทว่า อุสุมํ (ความอบอุ่น) ได้แก่ ความอบอุ่นที่มีกำลัง ความอบอุ่นนั่นเองถึงภาวะที่อบอุ่น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อุสุมคตํ (ธรรมชาติที่อบอุ่น).

รูปที่ชื่อว่า วาโย (ความพัดไปมา) ด้วยอำนาจแห่งธรรมชาติที่พัดไปมา วาโยนั่นเอง ชื่อว่า วาโยคตํ (ธรรมชาติที่พัดไปมา) เพราะถึงภาวะที่พัดไปมา.

ถมฺภิตตฺตนฺติ อุปฺปลนาฬตจาทีนํ วิย วาตปุณฺณานํ ถมฺภิตภาโว รูปสฺส.

บทว่า ถมฺภิตตฺตํ (ธรรมชาติเครื่องค้ำจุน) ได้แก่ ความเคร่งตึงของรูป ดุจความเคร่งตึงอันเต็มด้วยลมมีก้านและเปลือกอุบลเป็นต้น.

บทว่า ถมฺภิตตฺตํ (ธรรมชาติเครื่องค้ำจุน) ได้แก่ ภาวะที่ค้ำจุนรูปไว้ เหมือนอย่างสิ่งที่เต็มด้วยลมเป็นต้นว่าก้านและเปลือกอุบล.

บทว่า ถมฺภิตตฺตํ (ธรรมชาติเครื่องค้ำจุน) ได้แก่ ความที่ลมค้ำจุนรูปไว้ ดุจความที่ลมค้ำจุนก้านและเปลือกอุบลเป็นต้นไว้.

____________________________

ฉบับพม่าว่า มิใช่มีกรรมเป็นสมฏฐานเท่านั้น.

อรรถกถาฉักกนิทเทส

พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงทำปุจฉาไว้ตั้งแต่เบื้องต้นเลย เพราะไม่มีความแตกต่างกันแห่งบทสุดท้าย (คือรูปที่รู้ได้ด้วยมโนวิญญาณ) แห่งการสงเคราะห์รูป ๓ หมวด ซึ่งมีการสงเคราะห์รูปมีหมวด ๖ เป็นต้น แต่ทรงทำคำอธิบายไว้.

พึงทราบวินิจฉัยในนิทเทสแห่งการสงเคราะห์รูปหมวด ๖ เป็นต้นนั้น รูปที่ชื่อว่าอันจักขุวิญญาณพึงรู้ เพราะอรรถว่าอันจักขุวิญญาณอาจเพื่อจะรู้ ฯลฯ รูปที่ชื่อว่าอันมโนวิญญาณพึงรู้ เพราะอรรถว่าอันมโนวิญญาณอาจเพื่อจะรู้ได้. รูปที่ชื่อว่าอันมโนธาตุพึงรู้ เพราะอรรถว่าอันมโนธาตุ ๓ อย่าง อาจเพื่อจะรู้ได้.

ในบทว่า สพฺพํ รูปํ (รูปทั้งหมด) นี้ เพราะแม้เพียงรูปเดียวที่มโนวิญญาณธาตุไม่พึงรู้มิได้มี ฉะนั้น จึงตรัสว่า สพฺพํ รูปํ ดังนี้.

จริงอยู่ นัยในฐานะที่ควรเพื่อทรงอธิบายถึงพระอภิธรรมแล้ว อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้กระทำไว้ชื่อว่าย่อมไม่มี. และนัยนี้ก็ชื่อว่า ฐานะที่ควรเพื่อแนะนำ เพราะความไม่มี แม้แต่รูปเดียวที่มโนวิญญาณธาตุไม่พึงรู้ เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงทำนัย (ข้อแนะนำ) ไว้ จึงตรัสว่า สพฺพํ รูปํ ดังนี้.

บทว่า สุขสมฺผสฺโส (มีสัมผัสเป็นสุข ข้อ ๖๕๙) คือได้สุขเวทนาเป็นปัจจัย.

บทว่า ทุกฺขสมฺผสฺโส (มีสัมผัสเป็นทุกข์) คือ ได้ทุกขเวทนาเป็นปัจจัย.

แม้ในคำว่ามีสัมผัสเป็นสุขเป็นต้นนี้ พระองค์ทรงประทานนัยไว้นี้ เพราะความที่โผฏฐัพพารมณ์มีสภาวะเป็นทุกข์และเป็นสุข.

แต่ว่าในนิทเทสรูปหมวด ๙ ไม่ทรงประทานนัยไว้ เพราะความที่รูปที่ไม่เป็นอินทรีย์มีอยู่ ในรูปหมวด ๑๐ ทรงประทานนัยไว้ เพราะความที่รูปนั้นนั่นแหละเป็นสัปปฏิฆะ (กระทบได้) และอัปปฏิฆะ (กระทบไม่ได้) ในรูปหมวด ๑๑ ทรงจำแนกอายตนะไว้ ๑๐ กับอีกครึ่งหนึ่ง.

บัณฑิตพึงทราบนิทเทสวารแห่งอายตนะเหล่านั้นๆ โดยพิสดารตามนัยที่กล่าวไว้ในหนหลัง.

คำที่เหลือในบททั้งปวงมีเนื้อความตื้นทั้งนั้นแล.

ว่าด้วยปกิณณกกถา

ก็เพื่อความไม่หลงลืมในรูปเหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบปกิณกะนี้ คือ

สโมธาน คือการประมวลมา

สมุฏฐาน คือเหตุให้เกิดขึ้น

ปรินิปผันนะ คือรูป.

บรรดาปกิณกะเหล่านั้น ข้อว่า สโมธาน ความว่า รูปทั้งหมดทีเดียวว่าโดยสโมธานคือการประมวลมา นับได้ ๒๕ รูป คือจักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ กายวิญญัตติ วจีวิญญัตติ อากาศธาตุ รูปลหุตา รูปมุทุตา รูปกัมมัญญตา รูปอุปจยะ รูปสันตติ รูปชรตา รูปอนิจจตา กพฬิงการาหาร โผฏฐัพพายตนะ อาโปธาตุ รวมกับรูปคือหทยวัตถุพึงทราบว่า มี ๒๖ ชื่อว่ารูปอื่นจากนี้มิได้มี.

แต่อาจารย์บางพวกผู้มีวาทะว่ามิทธะเป็นรูปจึงกล่าวว่า ชื่อว่ามิทธรูปมีอยู่ อาจารย์เหล่านั้นพึงถูกสกวาทยาจารย์กล่าวว่า ท่านจะเป็นมุนีสัมพุทธะแน่นอนนิวรณ์ของท่านไม่มีดังนี้เป็นต้น พึงปฏิเสธว่า รูปที่ชื่อว่ามิทธรูป ไม่มี. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า รูป ๒๖ เหล่านั้นกับพลรูปก็เป็นรูป ๒๗ รวมกับสัมภวรูปก็เป็นรูป ๒๘ รวมกับชาติรูปก็เป็น ๒๙ รวมกับโรครูป ก็เป็น ๓๐ รูปแม้อาจารย์นั้นก็พึงถูกให้แสดงความไม่มีแห่งรูปเหล่านั้นไว้แผนกหนึ่ง แล้วปฏิเสธ.

จริงอยู่ พระองค์ทรงถือเอาพลรูปนั่นแหละด้วยวาโยธาตุที่ทรงถือเอาแล้วชื่อว่า พลรูปอื่นย่อมไม่มี. ทรงถือเอาสัมภวรูปด้วยอาโปธาตุ ทรงถือเอาชาติรูปด้วยอุปจยะและสันตติ ทรงถือโรครูปด้วยชรตารูปและอนิจจตารูป ขึ้นชื่อว่าโรครูปอื่นย่อมไม่มีแม้อาพาธมีโรคหูเป็นต้นใด อาพาธนั้นก็เป็นเพียงธาตุตั้งขึ้นด้วยปัจจัยอันไม่สมกันเท่านั้น ชื่อว่าโรครูปอื่นจากนั้นหามีอยู่ไม่ เพราะฉะนั้น เมื่อว่าโดยประมวลมารวมกันแล้วก็มีรูปเพียง ๒๖ เท่านั้น.

ว่าโดยสมุฏฐานของรูป

ข้อว่า สมุฏฐาน ความว่า รูปเท่าไร มีสมุฏฐานเท่าไร?

รูปสิบมีสมุฏฐาน ๑ รูปหนึ่งมีสมุฏฐาน ๒ รูปสามมีสมุฏฐาน ๓ รูปเก้ามีสมุฏฐาน ๔ รูปสองไม่ตั้งขึ้นแต่สมุฏฐานอะไรเลย. บรรดารูปเหล่านั้นรูปสิบ ชื่อว่ามีสมุฏฐาน ๑ คือ รูป ๘ เหล่านี้คือจักขุประสาท ฯลฯ ชีวิตินทรีย์ ตั้งขึ้นแต่กรรมอย่างเดียว. รูป ๒ คือกายวิญญัตติและวจีวิญญัตติตั้งขึ้นแต่จิตอย่างเดียว. รูปหนึ่งชื่อว่ามีสมุฏฐาน ๒ คือ สัททรูปตั้งขึ้นแต่อุตุและจิต. ในสัททรูปนั้น เสียงอันเกิดแต่สิ่งไม่มีวิญญาณตั้งขึ้นแต่อุตุ เสียงอันเกิดแต่สิ่งที่มีวิญญาณตั้งขึ้นแต่จิต. ส่วนวิการรูป ๓ มีลหุตาเป็นต้น ชื่อว่ามีสมุฏฐาน ๓ คือ ย่อมตั้งขึ้นแต่อุตุ จิตและอาหาร. รูป ๙ ที่เหลือย่อมตั้งขึ้นแต่สมุฏฐาน ๔ คือ แต่อุตุ จิต อาหารและกรรม ฉะนั้นจึงชื่อว่า รูป ๙ มีสมุฏฐาน ๔.

ส่วนชรตารูปและอนิจจตารูป ย่อมไม่ตั้งขึ้นแต่สมุฏฐาน ๔ เหล่านั้นแม้สมุฏฐานเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ารูป ๒ ไม่ตั้งขึ้นแต่สมุฏฐานอะไรเลย.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะรูปทั้ง ๒ นี้ ไม่เกิด.

ถามว่า เพราะเหตุไร รูปทั้ง ๒ นี้ จึงไม่เกิด.

ตอบว่า เพราะรูปที่เกิดแล้วก็ต้องแก่และแตกดับ.

จริงอยู่ รูปหรืออรูปก็ตามเกิดขึ้นแล้วก็ต้องแตกดับ เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงยอมรับคำดังกล่าวนี้แน่นอน เพราะว่ารูปหรืออรูปเกิดขึ้นแล้วชื่อว่าไม่สิ้นไปปรากฏอยู่หามีไม่ แต่ตราบใด รูปยังไม่แตกดับ ความแก่หง่อมของรูปนั้นก็ยังปรากฏอยู่ตราบนั้น เพราะเหตุนั้น ข้อนี้จึงสำเร็จว่า รูปเกิดขึ้นแล้ว ต้องแก่และแตกดับไป. ก็ถ้าว่ารูปทั้ง ๒ นี้ พึงเกิดไซร้ รูปทั้ง ๒ แม้นี้ก็พึงแก่และแตกดับไป และความแก่ของรูปก็ย่อมไม่แก่ หรือความแตกของรูปก็ย่อมไม่แตกดับไปเพราะฉะนั้น รูปทั้ง ๒ นี้จึงชื่อว่าไม่เกิด เพราะรูปเกิดแล้วๆ ก็ต้องแก่และแตกดับ.

ในข้อนั้น หากมีผู้ท้วงขึ้นด้วยคำว่า อุปจยรูป สันตติรูป ในนิทเทส ทั้งหลายว่า “รูปที่กรรมแต่งขึ้น” เป็นต้น ย่อมเป็นคำรับรองว่า “ชาติรูป ย่อมเกิด” ดังนี้ ฉันใด รูปแม้แก่แล้วก็จงแก่ไปเถิด แม้รูปที่แตกก็จงแตกไปเถิด ฉันนั้น ดังนี้.

ในข้อนั้น ท่านมิได้ยอมรับว่า ชาติรูปย่อมเกิด แต่ธรรมเหล่าใดย่อมเกิดขึ้นด้วยกรรมเป็นต้น ท่านยอมรับโวหารของความเกิดขึ้นของธรรมนั้นโดยมีชาติเป็นปัจจัย โดยความบังเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านั้น. แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ชาติรูปย่อมไม่เกิด เพราะชาติรูปเมื่อเกิดก็เป็นเพียงการเกิดเท่านั้นย่อมเกิด.

ในข้อนั้น ถ้าพึงมีผู้ท้วงว่า ชาติรูปเป็นความเกิดของธรรมเหล่าใด ย่อมได้โวหารว่าเป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้น และโวหารว่าความเกิดของธรรมเหล่านั้นฉันใดนั่นแหละ.

อนึ่ง ความแก่และความแตกดับของธรรมเหล่าใด มีอยู่ แม้ความแก่และความแตกดับจงได้โวหารว่าเป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้น และความเกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านั้น ฉันใด แม้รูปทั้ง ๒ นี้ ก็จะพึงกล่าวได้ว่า มีกรรมเป็นต้นเป็นสมุฏฐานฉันนั้นนั่นแหละดังนี้.

ข้อนี้ตอบว่า ความแก่และความแตกดับ จะได้โวหารนั้นหามิได้

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะความไม่มีในขณะแห่งอานุภาพของชนกปัจจัย

จริงอยู่ อานุภาพแห่งชนกปัจจัยทั้งหลายมีอยู่ในอุปาทขณะแห่งธรรมอันตนพึงให้เกิดขึ้นเท่านั้น ไม่เกินจากนั้นไป และในขณะแห่งธรรมอันชนกปัจจัยเหล่านั้นให้เกิดขึ้น ชาติเมื่อปรากฏ ย่อมได้โวหารว่าเป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้น และโวหารว่าเป็นความเกิดของธรรมเหล่านั้น เพราะความมีอยู่พร้อมในขณะนั้น รูป (อุปจยะและสันตติ) ทั้ง ๒ นอกนี้หามีในขณะนั้นไม่ และจะพึงกล่าวว่า เกิดอยู่ในขณะนั้นก็ไม่ได้เลย.

หากจะท้วงต่อไปอีกว่า รูปแม้ทั้ง ๒ นี้ก็ยังชื่อว่าเกิดอยู่ เพราะพระบาลีมีมาว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชราและมรณะเป็นสิ่งไม่เที่ยง เป็นสังขตะ (อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว) เป็นธรรมอาศัยเหตุเกิดขึ้น” ดังนี้.

ตอบว่า ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะพระบาลีนั้นแสดงไว้โดยปริยาย.

จริงอยู่ ในพระบาลีนั้น พระองค์ตรัสว่า ชราและมรณะนั้นว่า เป็นธรรมอาศัยเหตุเกิดขึ้น ดังนี้ โดยปริยาย เพราะธรรมทั้งหลายที่อาศัยเหตุเกิดขึ้นเป็นชราและมรณะ.

หากจะมีคำท้วงอีกว่า รูปทั้ง ๓ แม้นั้น ก็ย่อมไม่มีเหมือนเขากระต่าย เพราะไม่เกิดขึ้น หรือมิฉะนั้นก็เป็นของเที่ยงเหมือนพระนิพพานแน่.

ตอบว่า ไม่ใช่เช่นนั้น เพราะยังมีความเป็นไปเนื่องด้วยนิสสยปัจจัยอยู่.

จริงอยู่ เมื่อนิสสยปัจจัยมีปฐวีเป็นต้น ธรรมชาติทั้ง ๓ มีความเกิดเป็นต้น ก็ย่อมปรากฏ ฉะนั้นจะว่าไม่มีอยู่ ก็ไม่ได้. อนึ่งเล่า เมื่อไม่มีนิสสยปัจจัยเหล่านั้น ก็จะไม่ปรากฏ จะว่าเที่ยงก็ไม่ได้ เพื่อจะทรงปฏิเสธความยึดมั่นแม้นี้ จึงตรัสว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชราและมรณะเป็นสิ่งไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว เป็นธรรมอาศัยเหตุเกิดขึ้น” ดังนี้โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า รูปทั้ง ๒ (อุปจยรูปและสันตติรูป) ไม่ตั้งขึ้นแต่สมุฏฐานอะไรๆ ดังนี้.

อีกอย่างหนึ่ง ในข้อว่า สมุฏฺฐหนฺติ นี้ พึงทราบเนื้อความอย่างอื่นต่อไป มาติกานี้ของเนื้อความนั้นว่า กมฺมชํ (รูปเกิดแต่กรรม) กมฺมปจฺจยํ (มีกรรมเป็นปัจจัย) กมฺมปจฺจยอุตุสมุฏฺฐานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่กรรมเป็นปัจจัย).

อาหารสมุฏฺฐานํ (รูปมีอาหารเป็นสมุฏฐาน) อาหารปจฺจยํ (มีอาหารเป็นปัจจัย) อาหารปจฺจยอุตุสมุฏฺฐานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่อาหารเป็นปัจจัย).

อุตุสมุฏฺฐานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐาน) อุตุปจฺจยํ (มีอุตุเป็นปัจจัย) อุตุปจฺจยอุตุสมุฏฺฐานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่อุตุเป็นปัจจัย).

จิตฺตสมุฏฺฐานํ (รูปมีจิตเป็นสมุฏฐาน) จิตฺตปจฺจยํ (มีจิตเป็นปัจจัย) จิตฺตปจฺจยอุตุสมุฏฺฐานํ (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่จิตเป็นปัจจัย).

บรรดาสมุฏฐานแห่งรูปทั้ง ๔ เหล่านั้น รูป ๘ อย่างมีจักขุประสาทเป็นต้น รวมกับหทยวัตถุ ชื่อว่ากัมมชะ (เกิดแต่กรรม)รูปมีอาทิอย่างนี้ คือผม หนวด งาช้าง ขนหางม้า ขนหางจามรี ชื่อว่ากรรมปัจจัย (เกิดแต่กรรม)รูปมีอาทิอย่างนี้ว่าจักรรัตนะ อุทยานและวิมานของพวกเทวดา ชื่อว่ากัมมปัจจยอุตุสมุฏฐาน (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่กรรมเป็นปัจจัย).

สุทธัฏฐกรูปตั้งขึ้นแต่อาหาร ชื่อว่าอาหารสมุฏฐาน (มีอาหารเป็นสมุฏฐาน) กพฬิงการาหารเป็นปัจจัยแก่รูปสันตติแม้ทั้ง ๒ คืออาหารสมุฏฐานและอุปาทินนรูป เป็นปัจจัยให้เกิดอาหารสมุฏฐาน และอนุบาลกรรมชรูปเพราะฉะนั้น กรรมชรูปอันอาหารหล่อเลี้ยงไว้นี้ ชื่อว่าอาหารปัจจัย (มีอาหารเป็นปัจจัย) บุคคลเสพวิสภาคาหารเดินอยู่กลางแดดย่อมเกิดโรคเกลื้อนดำเป็นต้น (ตกกระ) นี้ชื่อว่าอาหารปัจจยอุตุสมุฏฺฐาน (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่อาหารเป็นปัจจัย).

สุทธัฏฐกรูปตั้งขึ้นแต่อุตุ ชื่อว่าอุตุสมุฏฐาน (มีอุตุเป็นสมุฏฐาน) อุตุแม้ในสุทธัฏฐกะนั้น ก็ยังรูป ๘ อย่างอื่นให้ตั้งขึ้น นี้ชื่อว่าอุตุปัจจัย (มีอุตุเป็นปัจจัย)อุตุแม้ในรูป ๘ อย่างอื่นนั้น ย่อมยังรูป ๘ อย่างอื่นให้ตั้งขึ้น นี้ชื่อว่าอุตุปัจจยอุตุสมุฏฐาน (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานมีอุตุเป็นปัจจัย) ด้วยประการฉะนี้อุตุย่อมอาจเพื่อสืบสันตติรูป ๓ เท่านั้น เลยจากนี้ไป อุตุไม่อาจเพื่อสืบต่อ ข้อความนี้สมควรแสดง แม้โดยอนุปาทินนรูปเช่นพลาหโก (เมฆ) ชื่อว่ามีอุตุสมุฏฐาน เพราะมีอุตุ สายฝนชื่อว่ามีอุตุเป็นปัจจัย เมื่อฝนตกแล้ว พืชทั้งหลายย่อมงอกขึ้น แผ่นดินย่อมส่งกลิ่น ภูเขาย่อมปรากฏเป็นสีเขียวน้ำทะเลย่อมมากขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ก็ชื่อว่าอุตุปัจจยอุตุสมุฏฐาน (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่อุตุเป็นปัจจัย).

สุทธัฏฐกรูปตั้งขึ้นแต่จิต ชื่อว่าจิตตสมุฏฐาน (รูปมีจิตเป็นสมุฏฐาน) คำว่า “ธรรมทั้งหลายคือจิตและเจตสิกซึ่งเกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่กายนี้ซึ่งเกิดก่อน ด้วยอำนาจปัจฉาชาตปัจจัย” นี้ ชื่อว่าจิตตปัจจัย (รูปมีจิตเป็นปัจจัย). คำที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ย่อมแสดงรูปช้างบ้าง แสดงรูปม้าบ้าง แสดงรูปรถบ้าง แสดงรูปกระบวนทัพต่างๆ บ้างในอากาศ คือกลางหาว” นี้ชื่อว่าจิตตปัจจยอุตุสมุฏฐาน (รูปมีอุตุเป็นสมุฏฐานเกิดแต่จิตเป็นปัจจัย).

ข้อว่า ปรินิปฺผนฺนํ ได้แก่ รูป (เกิดแต่กรรม) ๑๕ รูป ชื่อว่าปรินิปผันนะ. รูป (ไม่ได้เกิดแต่กรรม) ๑๐ รูป ชื่อว่าอปรินิปผันนะ. อธิบายว่า ถ้ารูปธรรมที่เป็นอปรินิปผันนะ (รูปที่ไม่เกิดแต่กรรม) รูปเหล่านั้นก็ชื่อว่าอสังขตรูป (รูปที่กรรมไม่แต่งขึ้น) แต่กายวิการของรูปเหล่านั้นนั่นแหละชื่อว่ากายวิญญัตติ. วจีวิการของรูปเหล่านั้นแหละชื่อว่าวจีวิญญัตติ. ช่องว่างชื่อว่าอากาศธาตุ. ความเบาแห่งรูปชื่อว่าลหุตา ความอ่อนแห่งรูป ชื่อว่ามุทุตา. ความควรแก่การงานของรูปชื่อว่ากัมมัญญตา. ความเกิดขึ้นแห่งรูปชื่อว่าอุปจยะ ความเป็นไปแห่งรูปชื่อว่าสันตติ. อาการคือความแก่ของรูปชื่อว่าชิรตา อาการที่รูปมีแล้วกลับไม่มีชื่อว่าอนิจจตา. รูปทั้งหมดดังกล่าวมานี้เป็นอปรินิปผันนะ (ไม่ได้เกิดแต่กรรม) เป็นสังขตะ (มีปัจจัยแต่งขึ้น) ทั้งนั้นแล.

พรรณนารูปกัณฑ์ ในอัฏฐสาลินีอรรถกถาธรรมสังคหะ จบเท่านี้. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา