อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๔๙

ปัญจกนัย

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๙–๑๖๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 9 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ ปัญจกนัย

ข้อ ๑๔๙

กตเม ธมฺมา กุสลา ยสฺมึ สมเย รูปูปปตฺติยา มคฺคํ ภาเวติ วิวิจฺเจว กาเมหิ ฯเปฯ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ปฐวีกสิณํ ตสฺมึ สมเย ผสฺโส โหติ ฯเปฯ อวิกฺเขโป โหติ ฯเปฯ อิเม ธมฺมา กุสลา ฯ

ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลายแล้ว บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.

ข้อ ๑๕๐

กตเม ธมฺมา กุสลา ยสฺมึ สมเย รูปูปปตฺติยา มคฺคํ ภาเวติ อวิตกฺกํ วิจารมตฺตํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ปฐวีกสิณํ ตสฺมึ สมเย ผสฺโส โหติ เวทนา โหติ สญฺญา โหติ เจตนา โหติ จิตฺตํ โหติ วิจาโร โหติ ปีติ โหติ สุขํ โหติ จิตฺตสฺเสกคฺคตา โหติ สทฺธินฺทฺริยํ โหติ วิริยินฺทฺริยํ โหติ สตินฺทฺริยํ โหติ สมาธินฺทฺริยํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยํ โหติ มนินฺทฺริยํ โหติ โสมนสฺสินฺทฺริยํ โหติ ชีวิตินฺทฺริยํ โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ สมฺมาวายาโม โหติ ฯเปฯ ปคฺคาโห โหติ อวิกฺเขโป โหติ เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา อิเม ธมฺมา กุสลา ฯเปฯ

ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีวิตก มีแต่วิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ เวทนาสัญญา เจตนา จิต วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

ข้อ ๑๕๑

ตสฺมึ โข ปน สมเย จตฺตาโร ขนฺธา โหนฺติ ทฺวายตนานิ โหนฺติ เทฺว ธาตุโย โหนฺติ ตโย อาหารา โหนฺติ อฏฺฐินฺทฺริยานิ โหนฺติ จตุรงฺคิกํ ฌานํ โหติ จตุรงฺคิโก มคฺโค โหติ สตฺต พลานิ โหนฺติ ตโย เหตู โหนฺติ เอโก ผสฺโส โหติ ฯเปฯ เอกํ ธมฺมายตนํ โหติ เอกา ธมฺมธาตุ โหติ เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา อิเม ธมฺมา กุสลา ฯเปฯ

ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๔มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้นหรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

ข้อ ๑๕๒

กตโม ตสฺมึ สมเย สงฺขารกฺขนฺโธ โหติ ผสฺโส เจตนา วิจาโร ปีติ จิตฺตสฺเสกคฺคตา สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาวายาโม ฯเปฯ ปคฺคาโห อวิกฺเขโป เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา ฐเปตฺวา เวทนากฺขนฺธํ ฐเปตฺวา สญฺญากฺขนฺธํ ฐเปตฺวา วิญฺญาณกฺขนฺธํ อยํ ตสฺมึ สมเย สงฺขารกฺขนฺโธ โหติ ฯเปฯ อิเม ธมฺมา กุสลา ฯ

สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน? ผัสสะ เจตนา วิจาร ปีติ เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่าสังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.

ข้อ ๑๕๓

กตเม ธมฺมา กุสลา ยสฺมึ สมเย รูปูปปตฺติยา มคฺคํ ภาเวติ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา ฯเปฯ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ปฐวีกสิณํ ตสฺมึ สมเย ผสฺโส โหติ เวทนา โหติ สญฺญา โหติ เจตนา โหติ จิตฺตํ โหติ ปีติ โหติ สุขํ โหติ จิตฺตสฺเสกคฺคตา โหติ สทฺธินฺทฺริยํ โหติ วิริยินฺทฺริยํ โหติ สตินฺทฺริยํ โหติ สมาธินฺทฺริยํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยํ โหติ มนินฺทฺริยํ โหติ โสมนสฺสินฺทฺริยํ โหติ ชีวิตินฺทฺริยํ โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ สมฺมาวายาโม โหติ ฯเปฯ ปคฺคาโห โหติ อวิกฺเขโป โหติ เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา อิเม ธมฺมา กุสลา ฯเปฯ

ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุตติยฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ภายในผ่องใส เพราะวิตกวิจารสงบ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญาเจตนา จิต ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะอวิกเขปะ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

ข้อ ๑๕๔

ตสฺมึ โข ปน สมเย จตฺตาโร ขนฺธา โหนฺติ ทฺวายตนานิ โหนฺติ เทฺว ธาตุโย โหนฺติ ตโย อาหารา โหนฺติ อฏฺฐินฺทฺริยานิ โหนฺติ ติวงฺคิกํ ฌานํ โหติ จตุรงฺคิโก มคฺโค โหติ สตฺต พลานิ โหนฺติ ตโย เหตู โหนฺติ เอโก ผสฺโส โหติ ฯเปฯ เอกํ ธมฺมายตนํ โหติ เอกา ธมฺมธาตุ โหติ เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา อิเม ธมฺมา กุสลา ฯเปฯ

ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๓มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้นหรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.

ข้อ ๑๕๕

กตโม ตสฺมึ สมเย สงฺขารกฺขนฺโธ โหติ ผสฺโส เจตนา ปีติ จิตฺตสฺเสกคฺคตา สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาวายาโม ฯเปฯ ปคฺคาโห อวิกฺเขโป เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา ฐเปตฺวา เวทนากฺขนฺธํ ฐเปตฺวา สญฺญากฺขนฺธํ ฐเปตฺวา วิญฺญาณกฺขนฺธํ อยํ ตสฺมึ สมเย สงฺขารกฺขนฺโธ โหติ ฯเปฯ อิเม ธมฺมา กุสลา ฯ

สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน? ผัสสะ เจตนา ปีติ เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล

ข้อ ๑๕๖

กตเม ธมฺมา กุสลา ยสฺมึ สมเย รูปูปปตฺติยา มคฺคํ ภาเวติ ปีติยา จ วิราคา ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ปฐวีกสิณํ ตสฺมึ สมเย ผสฺโส โหติ เวทนา โหติ สญฺญา โหติ เจตนา โหติ จิตฺตํ โหติ สุขํ โหติ จิตฺตสฺเสกคฺคตา โหติ สทฺธินฺทฺริยํ โหติ วิริยินฺทฺริยํ โหติ สตินฺทฺริยํ โหติ สมาธินฺทฺริยํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยํ โหติ มนินฺทฺริยํ โหติ โสมนสฺสินฺทฺริยํ โหติ ชีวิตินฺทฺริยํ โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ สมฺมาวายาโม โหติ ฯเปฯ ปคฺคาโห โหติ อวิกฺเขโป โหติ เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา อิเม ธมฺมา กุสลา ฯเปฯ

ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ เพราะคลายปีติได้อีกด้วย ฯลฯ บรรลุจตุตถฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อยู่ในสมัยใด ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิตสุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ มีในสมัยนั้นหรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

ข้อ ๑๕๗

ตสฺมึ โข ปน สมเย จตฺตาโร ขนฺธา โหนฺติ ทฺวายตนานิ โหนฺติ เทฺว ธาตุโย โหนฺติ ตโย อาหารา โหนฺติ อฏฺฐินฺทฺริยานิ โหนฺติ ทุวงฺคิกํ ฌานํ โหติ จตุรงฺคิโก มคฺโค โหติ สตฺต พลานิ โหนฺติ ตโย เหตู โหนฺติ เอโก ผสฺโส โหติ ฯเปฯ เอกํ ธมฺมายตนํ โหติ เอกา ธมฺมธาตุ โหติ เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา อิเม ธมฺมา กุสลา ฯเปฯ

ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๒มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้นหรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

ข้อ ๑๕๘

กตโม ตสฺมึ สมเย สงฺขารกฺขนฺโธ โหติ ผสฺโส เจตนา จิตฺตสฺเสกคฺคตา สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาวายาโม ฯเปฯ ปคฺคาโห อวิกฺเขโป เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา ฐเปตฺวา เวทนากฺขนฺธํ ฐเปตฺวา สญฺญากฺขนฺธํ ฐเปตฺวา วิญฺญาณกฺขนฺธํ อยํ ตสฺมึ สมเย สงฺขารกฺขนฺโธ โหติ ฯเปฯ อิเม ธมฺมา กุสลา ฯ

สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน? ผัสสะ เจตนา เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล.

ข้อ ๑๕๙

กตเม ธมฺมา กุสลา ยสฺมึ สมเย รูปูปปตฺติยา มคฺคํ ภาเวติ สุขสฺส จ ปหานา ฯเปฯ ปญฺจมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ปฐวีกสิณํ ตสฺมึ สมเย ผสฺโส โหติ เวทนา โหติ สญฺญา โหติ เจตนา โหติ จิตฺตํ โหติ อุเปกฺขา โหติ จิตฺตสฺเสกคฺคตา โหติ สทฺธินฺทฺริยํ โหติ วิริยินฺทฺริยํ โหติ สตินฺทฺริยํ โหติ สมาธินฺทฺริยํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยํ โหติ มนินฺทฺริยํ โหติ อุเปกฺขินฺทฺริยํ โหติ ชีวิตินฺทฺริยํ โหติ สมฺมาทิฏฺฐิ โหติ สมฺมาวายาโม โหติ ฯเปฯ ปคฺคาโห โหติ อวิกฺเขโป โหติ เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา อิเม ธมฺมา กุสลา ฯเปฯ

ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? โยคาวจรบุคคล เจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภูมิ บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขและทุกข์ได้ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ เวทนาสัญญา เจตนา จิต อุเบกขา เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะอวิกเขปะ มีในสมัยนั้น หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

ข้อ ๑๖๐

ตสฺมึ โข ปน สมเย จตฺตาโร ขนฺธา โหนฺติ ทฺวายตนานิ โหนฺติ เทฺว ธาตุโย โหนฺติ ตโย อาหารา โหนฺติ อฏฺฐินฺทฺริยานิ โหนฺติ ทุวงฺคิกํ ฌานํ โหติ จตุรงฺคิโก มคฺโค โหติ สตฺต พลานิ โหนฺติ ตโย เหตู โหนฺติ เอโก ผสฺโส โหติ ฯเปฯ เอกํ ธมฺมายตนํ โหติ เอกา ธมฺมธาตุ โหติ เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา อิเม ธมฺมา กุสลา ฯเปฯ

ก็ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๒มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ ธรรมธาตุ ๑ มีในสมัยนั้นหรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล ฯลฯ

ข้อ ๑๖๑

กตโม ตสฺมึ สมเย สงฺขารกฺขนฺโธ โหติ ผสฺโส เจตนา จิตฺตสฺเสกคฺคตา สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาวายาโม ฯเปฯ ปคฺคาโห อวิกฺเขโป เย วา ปน ตสฺมึ สมเย อญฺเญปิ อตฺถิ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อรูปิโน ธมฺมา ฐเปตฺวา เวทนากฺขนฺธํ ฐเปตฺวา สญฺญากฺขนฺธํ ฐเปตฺวา วิญฺญาณกฺขนฺธํ อยํ ตสฺมึ สมเย สงฺขารกฺขนฺโธ โหติ ฯเปฯ อิเม ธมฺมา กุสลา ฯ ปญฺจกนโย ฯ

สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน? ผัสสะ เจตนา เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ อวิกเขปะ หรือนามธรรมที่อิงอาศัยเกิดขึ้นแม้อื่นใด มีอยู่ในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์นี้ชื่อว่า สังขารขันธ์ มีในสมัยนั้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล. ปัญจกนัย จบ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท รูปาวจรกุศลจิต ปัญจกนัย ปัญจกนัย

ข้อ ๑๖๗

สภาวธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ ฯลฯ อวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล

ข้อ ๑๖๘

สภาวธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ บรรลุทุติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ อยู่ในสมัยใดในสมัยนั้น ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ และอวิกเขปะ ก็เกิดขึ้นหรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล ฯลฯ ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๔ มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ และธัมมธาตุ ๑ ในสมัยนั้นหรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล ฯลฯ

ข้อ ๑๖๙

สังขารขันธ์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน ผัสสะ เจตนา วิจาร ปีติ เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะและอวิกเขปะ หรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้นเว้นเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่าสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล

ข้อ ๑๗๐

สภาวธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะวิตกวิจารสงบระงับไปแล้วฯลฯ บรรลุตติยฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๖๐}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท รูปาวจรกุศลจิต ปัญจกนัย เวทนา สัญญา เจตนา จิต ปีติ สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ และอวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น หรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล ฯลฯ ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๓ มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ และธัมมธาตุ ๑ ในสมัยนั้นหรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล ฯลฯ

ข้อ ๑๗๑

สังขารขันธ์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน ผัสสะ เจตนา ปีติ เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ และอวิกเขปะหรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์สัญญาขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่าสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล

ข้อ ๑๗๒

สภาวธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะปีติจางคลายไป ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ เวทนาสัญญา เจตนา จิต สุข เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะฯลฯ ปัคคาหะ และอวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น หรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล ฯลฯ ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๒ มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ และธัมมธาตุ ๑ ในสมัยนั้นหรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล ฯลฯ

ข้อ ๑๗๓

สังขารขันธ์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๖๑}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๑. จิตตุปปาทกัณฑ์] กุศลบท รูปาวจรกุศลจิต ปัญจกนัย ผัสสะ เจตนา จิต เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ และอวิกเขปะหรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์สัญญาขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่าสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล

ข้อ ๑๗๔

สภาวธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคเพื่อเข้าถึงรูปภพ เพราะละสุขได้แล้ว ฯลฯ บรรลุปัญจมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะเวทนา สัญญา เจตนา จิต อุเบกขา เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มนินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิสัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ และอวิกเขปะ ก็เกิดขึ้น หรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล ฯลฯ ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ อาหาร ๓ อินทรีย์ ๘ ฌานมีองค์ ๒ มรรคมีองค์ ๔ พละ ๗ เหตุ ๓ ผัสสะ ๑ ฯลฯ ธัมมายตนะ ๑ และธัมมธาตุ ๑ ในสมัยนั้นหรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล ฯลฯ

ข้อ ๑๗๕

สังขารขันธ์ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน ผัสสะ เจตนา เอกัคคตา สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ ฯลฯ ปัคคาหะ และอวิกเขปะหรือสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปซึ่งอิงอาศัยกันเกิดขึ้นแม้อื่นในสมัยนั้น เว้นเวทนาขันธ์สัญญาขันธ์ และวิญญาณขันธ์ นี้ชื่อว่าสังขารขันธ์ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น ฯลฯ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล ปัญจกนัย จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๖๒}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาจิตตุปปาทกัณฑ์ อธิบายฌานปัญจกนัย

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเริ่มปัญจกนัย (นัยแห่งฌานหมวด ๕) ว่า กตเม ธมฺมา กุสลา (ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน) ดังนี้.

ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงฌานปัญจกนัย?

ตอบว่า เพราะแสดงตามอัธยาศัยของบุคคล และเพราะความงามแห่งเทศนา.

ได้ยินว่า ในเทวบริษัทที่ประชุมกัน วิตกของเทวดาบางพวกเท่านั้นปรากฏเป็นของหยาบ ส่วนวิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาจิตปรากฏเป็นของสงบพระศาสดาทรงจำแนกชื่อทุติยฌานมีองค์ ๔ ซึ่งไม่มีวิตกมีแต่วิจารด้วยสามารถแห่งสัปปายะแก่เทวดาเหล่านั้น บางพวกมีวิจารปรากฏโดยเป็นของหยาบ ปีติ สุข เอกัคคตาจิตปรากฏโดยเป็นของสงบ พระศาสดาก็ทรงจำแนกชื่อตติยฌานมีองค์ ๓ ด้วยสามารถสัปปายะแก่เทวดาเหล่านั้น บางพวกมีปีติปรากฏโดยเป็นของหยาบ สุขเอกัคคตาจิตปรากฏโดยความสงบพระศาสดาก็ทรงจำแนกชื่อจตุตถฌาน มีองค์ ๒ ด้วยสามารถสัปปายะแก่เทวดาเหล่านั้น บางพวกมีสุขปรากฏโดยเป็นของหยาบ อุเบกขาและเอกัคคตาจิตปรากฏโดยความสงบพระศาสดาก็ทรงจำแนกชื่อปัญจมฌานมีองค์ ๒ ด้วยสามารถแห่งสัปปายะแก่เทวดาเหล่านั้น นี้ชื่อว่าอัธยาศัยของบุคคลก่อน.

ส่วนชื่อว่า เทศนาที่ถึงความงามแห่งเทศนา เพราะธรรมธาตุใดอันเวไนยสัตว์แทงตลอดดีแล้ว ธรรมธาตุนั้น พระตถาคตทรงแทงตลอดมาดีแล้ว เพราะฉะนั้นพระศาสดาผู้ทรงบรรลุถึงความงามแห่งเทศนา ผู้ฉลาดในวิธีเทศนาเพราะทรงมีพระญาณใหญ่ ทรงกำหนดเทศนาได้ตามพระประสงค์ด้วยสามารถแห่งองค์นั้นๆ ในที่นี้ทรงจำแนกปฐมฌานมีองค์ ๕ ทุติยฌานมีองค์ ๔ คือไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ตติยฌานมีองค์ ๓ จตุตถฌานมีองค์ ๒ ปัญจมฌานก็มีองค์ ๒ นั่นแหละ นี้ชื่อว่าเทศนาวิลาส (ความงามแห่งเทศนา).

อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสมาธิ ๓ เหล่าใดในพระสูตรว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมาธิ ๓ เหล่านี้ คือ

สวิตักกสวิจารสมาธิ

อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ

อวิตักกอวิจารสมาธิ.

บรรดาสมาธิเหล่านั้น สวิตักกสวิจารสมาธิและอวิตักกอวิจารสมาธิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำแนกแสดงไว้ในหนหลังแล้ว. ส่วนอวิตักกวิจารมัตตสมาธิยังมิได้ทรงแสดงไว้ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า เพื่อแสดงอวิตักกวิจารมัตตสมาธินั้น จึงทรงเริ่มปัญจกนัยนี้.

ในนิทเทสแห่งทุติยฌานในปัญจกนัยนั้น บรรดาธรรมมีผัสสะเป็นต้น ธรรมมีเพียงวิตกที่ลดลง ส่วนในโกฏฐาสวารเนื้อความว่า ฌานมีองค์ ๔ มรรคมีองค์ ๔ ดังนี้ เท่านั้นที่แปลกกัน คำที่เหลือทั้งหมดเช่นกับปฐมฌานนั่นแหละ. และฌานที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ในจตุกนัยเป็นฌานที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ในปัญจกนัยนี้ เพื่อแสดงลำดับการบรรลุฌานเหล่านั้น พึงทราบนัยดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า บุตรของอำมาตย์คนหนึ่ง มาสู่พระนครจากชนบทเพื่อเข้าเฝ้าพระราชา เขาเฝ้าพระราชาเพียงวันเดียวเท่านั้น แล้วผลาญทรัพย์ทั้งหมดด้วยการดื่มสุราวันหนึ่ง พวกนักเลงแก้ผ้าเขาซึ่งเมาสุรา แล้วเอาเสื่อลำแพนเก่ามาปิดไว้ แล้วเอาออกจากโรงสุรา ผู้รู้วิชาดูลักษณะคนหนึ่งเห็นเขานอนหลับที่กองหยากเยื่อ จึงสันนิษฐานว่าบุรุษคนนี้จักเป็นที่พึ่งแก่มหาชนได้ เราควรช่วยบุรุษนี้ จึงให้อาบน้ำชำระร่างกาย ให้นุ่งห่มผ้าเนื้อหยาบคู่หนึ่ง แล้วให้อาบด้วยน้ำหอมอีก แล้วให้นุ่งห่มผ้าทุกูลเนื้อละเอียดให้ขึ้นสู่ปราสาท ให้บริโภคโภชนะอย่างดี แล้วมอบคนปรนนิบัติให้ ด้วยคำว่า พวกเธอจงบำเรอผู้นี้อย่างนี้ แล้วหลีกไป.

ต่อจากนั้นพวกคนใช้เหล่านั้น ก็ยกเขาให้ขึ้นสู่ที่นอนก็เพื่อป้องกันไม่ให้เขาไปร้านดื่มสุรา คนปรนนิบัติ ๔ คน ได้ยืนกดมือและเท้าเขาไว้ คนหนึ่งนวดเท้าคนหนึ่งเอาพัดใบตาลมาพัดโบก คนหนึ่งนั่งดีดพิณขับกล่อมอยู่. เขาหายเมื่อยแล้วเพราะหลับบนที่นอนหน่อยหนึ่งแล้วตื่นขึ้นไม่สามารถทนการกดมือและเท้าได้ จึงคุกคามด้วยคำว่าใครมากดเท้ากดมือเราไว้ จงออกไป คนเหล่านั้นก็ออกไปเพียงคำเดียวเท่านั้น เขาก็หลับไปอีกหน่อยหนึ่งแล้วก็ตื่นขึ้น ทนการนวดเท้าไม่ได้ จึงพูดว่า ใครมานวดเท้าของเราจงออกไปแม้คนนวดเท้านั้นก็หลีกไปเพียงคำเดียวนั่นแหละ เขาหลับไปอีกหน่อยหนึ่งตื่นขึ้นทนลมพัดใบตาลเหมือนลมเจือฝนไม่ได้ จึงพูดว่า นั่นใครจงออกไปแม้คนนั้นก็หลีกไปเพียงคำเดียวเท่านั้น เขาหลับไปอีกหน่อยหนึ่ง ตื่นขึ้นทนเสียงเพลงขับเหมือนหลาวแทงหูไม่ได้ จึงคุกคามคนดีดพิณ แม้คนดีดพิณก็ออกไปเพียงคำเดียวเหมือนกันที่นั้นเขาละอุปัทวะ (ความรบกวน) คือความเมื่อยล้า การถูกกด การบีบนวด การถูกลมพัดและเพลงขับประโคม จึงนอนสบาย ตื่นขึ้นแล้วได้ไปเฝ้าพระราชาแม้พระราชาก็ได้พระราชทานความเป็นใหญ่ให้แก่เขา เขาได้เป็นที่พึ่งแก่มหาชนเกิดขึ้นแล้ว.

ในเรื่องนั้น พึงเห็นกุลบุตรผู้ครองเรือนถึงความเสื่อมโทรม เพราะความพินาศไปแห่งทรัพย์เป็นอเนกนี้ เปรียบเหมือนบุตรแห่งอำมาตย์ผู้ถึงความเสื่อมโทรมเพราะพินาศไปด้วยการดื่มน้ำเมานั้น. พระตถาคตเปรียบเหมือนบุคคลผู้รู้วิชาดูลักษณะ การที่พระตถาคตทรงสันนิษฐานว่า กุลบุตรนี้จักเป็นที่พึ่งแก่มหาชนได้ สมควรจะบรรพชา ดังนี้เปรียบเหมือนบุรุษผู้รู้วิชาดูลักษณะ สันนิษฐานว่า บุคคลนี้จักเป็นที่พึ่งแก่มหาชน สมควรจะช่วยเหลือ.

ต่อมากุลบุตรได้บรรพชา เปรียบเหมือนบุตรอำมาตย์นั้นได้อาบน้ำทำความชำระร่างกาย ต่อมากุลบุตรนี้ ได้นุ่งห่มผ้าคือศีล ๑๐ เหมือนบุตรอำมาตย์นั้นนุ่งผ้าเนื้อหยาบการที่กุลบุตรนี้ได้อาบน้ำหอม คือ ปาฏิโมกขสังวรศีลเป็นต้น เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นได้อาบน้ำหอมอีก. การที่กุลบุตรนี้ได้นุ่งห่มผ้าทุกูลพัสตร์ คือถึงพร้อมด้วยศีลวิสุทธิ์ตามที่กล่าวแล้ว เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นได้นุ่งห่มผ้าทุกูลเนื้อละเอียดอีก. การที่กุลบุตรนี้นุ่งห่มผ้าทุกูล คือศีลวิสุทธิขึ้นสู่ปราสาท คือสมาธิภาวนา เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นนุ่งห่มผ้าทุกูลเนื้อละเอียดขึ้นสู่ปราสาท.

ต่อจากนั้นกุลบุตรนี้ได้การบริโภคอมตธรรม มีสติและสัมปชัญญะเป็นต้นซึ่งมีอุปการะต่อสมาธิ เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นบริโภคอาหารอย่างดี. การที่กุลบุตรนี้ ถูกวิตกและวิจารยกขึ้นสู่อุปจารแห่งฌาน เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นบริโภคอาหารแล้ว ถูกผู้บำเรอทั้งหลายยกขึ้นสู่ที่นอน. เนกขัมมวิตกของกุลบุตรนี้ บีบคั้นจิตในอารมณ์เพื่อป้องกัน มุ่งหน้าต่อกามสัญญา เปรียบเหมือนชาย ๔ คน กดเท้ากดมือของบุตรแห่งอำมาตย์นั้นไว้ เพื่อมิให้ไปสู่โรงดื่มอีก. วิจารที่เคล้าเคลียจิตในอารมณ์ของกุลบุตรนี้ เปรียบเหมือนบุรุษบีบนวดเท้าของอำมาตย์นั้น. ปีติอันให้ซึ่งความเยือกเย็นใจของกุลบุตรนี้ เปรียบเหมือนการให้บุรุษเอาพัดใบตาลพัดโบกให้บุตรของอำมาตย์นั้น. โสมนัสอนุเคราะห์จิตของกุลบุตรนี้ เปรียบเหมือนนักดนตรีทำการอนุเคราะห์โสตของบุตรของอำมาตย์นั้น. การที่กุลบุตรบรรเทาความเมื่อยคือปราศจากนิวรณ์ โดยอาศัยอุปจารฌานเข้าถึงปฐมฌานนี้ เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้น บรรเทาความเมื่อยล้าหน่อยหนึ่ง ด้วยการเข้าไปสู่ที่นอนแล้วหลับไป. การที่กุลบุตรนี้ออกจากปฐมฌานเห็นโทษวิตก เพราะทนวิตกบีบคั้นจิตไม่ได้ จึงละวิตกเข้าฌานที่เป็นอวิตักกวิจารมัตตสมาธิ (ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร)เปรียบเหมือนการที่บุตรของอำมาตย์หลับแล้วตื่นขึ้นคุกคามคนผู้กดมือกดเท้า เพราะทนต่อการกดมือกดเท้าไม่ได้ เพราะคนเหล่านั้นหลีกไป จึงหลับหน่อยหนึ่ง.

ต่อจากนั้น การที่กุลบุตรนี้ออกจากทุติยฌานเป็นต้นบ่อยๆ เห็นโทษวิจารเป็นต้น โดยลำดับ เพราะไม่อาจทนต่อวิจารเป็นต้น ซึ่งมีโทษตามที่กล่าวแล้วและเพราะละวิจารเป็นต้นเหล่านั้น จึงเข้าฌานที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ไม่มีปีติ ละโสมนัสได้แล้ว เปรียบเหมือนบุตรอำมาตย์นั้นนอนหลับแล้วตื่นขึ้นบ่อยๆ คุกคามคนผู้บีบนวดเท้าเป็นต้นโดยลำดับตามที่กล่าวแล้วเพราะไม่อาจทนต่อการบีบนวดเท้าเป็นต้น และเพราะคนนวดเท้าเป็นต้นเหล่านั้นออกไปแล้ว จึงเข้าถึงความหลับหน่อยหนึ่งบ่อยๆ.

ก็เมื่อกุลบุตรแม้นี้ออกจากปัญจมฌานเข้าถึงวิปัสสนามรรคบรรลุพระอรหัต เปรียบเหมือนบุตรของอำมาตย์นั้นลุกจากที่นอนไปเฝ้าพระราชา แล้วถึงพร้อมด้วยอิสริยยศ. แม้ความที่กุลบุตรแม้นี้บรรลุพระอรหัตแล้วเป็นที่พึ่งแก่ชนเป็นอันมาก พึงทราบเหมือนความที่บุตรของอำมาตย์นั้นได้อิสริยยศแล้วเป็นที่พึ่งแก่ชนเป็นอันมาก ฉะนั้น.

จริงอยู่ ด้วยความเกิดขึ้นแห่งพระอรหัตมีประมาณเท่านี้ กุลบุตรนี้ ก็ชื่อว่าเป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยมฉะนี้แล. ฌานปัญจกนัยจบ.

ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ ย่อมเป็นอันประกาศชื่อ สุทธิกนวกะ (ความบริสุทธิ์ ๙) อันต่างโดยฌานจตุกนัยและฌานปัญจกนัย แต่เมื่อว่าโดยอรรถ สุทธิกนวกะนั้นพึงทราบว่าเป็นฌานปัญจกนัยนั่นเอง เพราะฌานจตุกนัยรวมเข้าในฌานปัญจกนัยได้.

-----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา