อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๘๒๖

ย่อหัวข้อสมุฏฐาน

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๒๖–๘๔๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 15 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 15 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 14 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สมุฏฺฐานสีสสงฺเขปํ

อนิจฺจา สพฺพสงฺขารา ทุกฺขานตฺตา จ สงฺขตา ฯ นิพฺพานญฺเจว ปณฺณตฺติ อนตฺตา อิติ นิจฺฉยา ฯ พุทฺธจนฺเท อนุปฺปนฺเน พุทฺธาทิจฺเจ อนุคฺคเต เตสํ สภาคธมฺมานํ นามมตฺตํ น ญายติ ฯ ทุกฺกรํ วิวิธํ กตฺวา ปูรยิตฺวาน ปารมี อุปฺปชฺชนฺติ มหาวีรา จกฺขุภูตา สพฺรหฺมเก เต เทสยนฺติ สทฺธมฺมํ ทุกฺขหานึ สุขาวหํ ฯ องฺคีรโส สกฺยมุนิ สพฺพภูตานุกมฺปโก สพฺพสตฺตุตฺตโม สีโห ปิฏเก ตีณิ เทสยิ สุตฺตนฺตํ อภิธมฺมญฺจ วินยญฺจ มหาคุณํ ฯ เอวํ นียติ สทฺธมฺโม วินโย ยทิ ติฏฺฐติ อุภโต จ วิภงฺคานิ ขนฺธกา ยา จ มาติกา มาลา สุตฺตคุเณเนว ปริวาเรน คนฺถิตา ฯ ตสฺเสว ปริวารสฺส สมุฏฺฐานํ นิยโต กตํ สมฺเภทนิทานญฺจญฺญํ สุตฺเต ทิสฺสนฺติ อุปริ ตสฺมา สิกฺเข ปริวารํ ธมฺมกาโม สุเปสโลติ ฯ วิภงฺเค ทฺวีสุ ปญฺญตฺตํ อุทฺทิสนฺติ อุโปสเถ ปวกฺขามิ สมุฏฺฐานํ ยถาญายํ สุณาถ เม ฯ ปาราชิกํ ยํ ปฐมํ ทุติยญฺจ ตโต ปรํ สญฺจริตฺตานุภาสญฺจ อติเรกญฺจ จีวรํ โลมานิ ปทโสธมฺโม ภูตสํวิธาเนน จ เถยฺยเทสนโจริญฺจ อนนุญฺญาย เตรส ฯ เตรเสเต สมุฏฺฐานนยา วิญฺญูหิ จินฺติตา เอเกกสฺมึ สมุฏฺฐาเน สทิสา อิธ ทิสฺสเร ฯ ------------

เมถุนํ สุกฺกสํสคฺโค อนิยตา ปฐมิกา ปุพฺพูปปริปาจิตา รโห ภิกฺขุนิยา สห สโภชเน รโห เทฺว จ องฺคุลิ อุทเก หสํ ปหาเร อุคฺคิเร เจว เตปญฺญาสา จ เสขิยา อธกฺขคามาวสฺสุตา ตลมฏฺฐญฺจ สุทฺธิกา วสฺสํ วุตฺถา จ โอวาทํ นานุพนฺเธ ปวตฺตินึ ฉสตฺตติ อิเม สิกฺขา กายมานสิกา กตา สพฺเพ เอกสมุฏฺฐานา ปฐมํ ปาราชิกํ ยถา ฯ ปฐมปาราชิกสมุฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ ฯ

อทินฺนํ วิคฺคหุตฺตรึ ทุฏฺฐุลฺลา อตฺตกามินํ อมูลา อญฺญภาคิยา อนิยตา ทุติยิกา อจฺฉินฺเท ปริณามเน มุสา โอมสเปสุณา ทุฏฺฐุลฺลา ปฐวีขเณ ภูตํ อญฺญาย อุชฺฌเป นิกฺกฑฺฒนํ สิญฺจนญฺจ อามิสเหตุ ภุตฺตาวี เอหิ อนาทริ ภึสา อปนิเธ จ ชีวิตํ ชานํ สปฺปาณกํ กมฺมํ อูนสํวาสนาสนา สหธมฺมิกวิเลขา โมโห อมูลเกน จ กุกฺกุจฺจํ ธมฺมิกํ ทตฺวา ปริณาเมยฺย ปุคฺคเล กินฺเต อกาลอจฺฉินฺเท ทุคฺคหิ นิรเยน จ คณํ วิภงฺคํ ทุพฺพลํ กฐินผาสุปสฺสยํ อกฺโกสจณฺฑี มจฺฉรี คพฺภินี จ ปายนฺติยา เทฺว วสฺสา สิกฺขา สงฺเฆน ตโย เจว คิหิคตา กุมารีภูตา ติสฺโส จ อูนทฺวาทสสมฺมตา อลนฺตาว โสกาวสฺสํ ฉนฺทา อนุวสฺสา จ เทฺว สิกฺขาปทา สตฺตตีเม สมุฏฺฐานา ติกา กตา กายจิตฺเตน น วาจา วาจาจิตฺตา น กายิกา ตีหิ ทฺวาเรหิ ชายนฺติ ปาราชิกํ ทุติยํ ยถา ฯ ทุติยปาราชิกสมุฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ ฯ

สญฺจริ กุฏิ วิหาโร โธวนญฺจ ปฏิคฺคโห วิญฺญตฺตุตฺตริ อภิหฏฺฐุํ อุภินฺนํ ทูตเกน จ โกสิยา สุทฺธเทฺวภาคา ฉพฺพสฺสานิ นิสีทนํ ริญฺจนฺติ รูปิกา เจว อุโภ นานปฺปการกา อูนพนฺธนวสฺสิกา สุตฺตํ วิกปฺปเนน จ ทฺวารทานสิพฺพินี จ ปูวปจฺจยโชติ จ รตนํ สูจิ มญฺโจ จ ตูลํ นิสีทนกณฺฑุ จ วสฺสิกา จ สุคเตน วิญฺญตฺติ อญฺญเจตาปนา เทฺว สงฺฆิกา มหาชนิกา เทฺว ปุคฺคลา ลหุกา ครุ เทฺว วิฆาสา สาฏิกา จ สมณจีวเรน จ สมปญฺญาสิเม ธมฺมา ฉหิ ฐาเนหิ ชายเร กายโต น วาจาจิตฺตา วาจโต น กายมนา กายวาจา น จิตฺตโต กายจิตฺตา น วาจโต วาจาจิตฺตา น กาเยน ตีหิ ฐาเนหิ ชายเร ฉสมุฏฺฐานิกา เจเต สญฺจริตฺเตน สาทิสา ฯ สญฺจริตฺตสมุฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ ฯ

เภทานุวตฺตทุพฺพจ- ทูสทุฏฺฐุลฺลทิฏฺฐิ จ ฉนฺทํ อุชฺชคฺฆิกา เทฺว จ เทฺว จ สทฺทา น พฺยาหเร ฉมา นีจาสเน ฐานํ ปจฺฉโต อุปฺปเถน จ วชฺชานุวตฺติ คหณา โอสาเร ปจฺจาจิกฺขนา กิสฺมึ สํสฏฺฐา เทฺว วธิ วิสิพฺเพ ทุกฺขิตาย จ ปุน สํสฏฺฐา น วูปสเม อารามญฺจ ปวารณา อนฺวฑฺฒมาสํ สหชีวินี เทฺว จีวรํ อนุพนฺธนา สตฺตตึส อิเม ธมฺมา กายวาจาย จิตฺตโต สพฺเพ เอกสมุฏฺฐานา สมนุภาสนา ยถา ฯ สมนุภาสนสมุฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ ฯ

อุพฺภตํ กฐินํ ตีณิ ปฐมํ ปตฺตเภสชฺชํ อจฺเจกญฺจาปิ สาสงฺกํ ปกฺกมนฺเตน วา ทุเว อุปสฺสยํ ปรมฺปรา อนติริตฺตํ นิมนฺตนา วิกปฺปํ รญฺโญ วิกาเล โวสาสารญฺญเกน จ อุสูยา สนฺนิจยญฺจ ปูเร ปจฺฉา วิกาเล จ ปญฺจาหิกา สงฺกมนี เทฺวปิ อาวสเถน จ ปสาเข อาสเน เจว ตึสเอกูนกา อิเม กายวาจา น จิตฺตโต ตีหิ ทฺวาเรหิ ชายเร ทฺวิสมุฏฺฐานิกา สพฺเพ กฐิเนน สหา สมา ฯ กฐินสมุฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ ฯ

เอฬกโลมา เทฺว เสยฺยา อาหจฺจปิณฺฑโภชนํ คณวิกาเล สนฺนิธิ ทนฺตโปเณนเจลกา อุยฺยุตฺตํ วเส อุยฺโยธิ สุรา โอเรน นฺหายนา ทุพฺพณฺเณ เทฺว เทสนิกา ลสุณุตฺติฏฺเฐ นจฺจนา ฯ นฺหานํ อตฺถรณํ เสยฺยา อนฺโตรฏฺเฐ ตถา พหิ อนฺโตวสฺสํ จิตฺตาคารํ อาสนฺทิ สุตฺตกนฺตนา เวยฺยาวจฺจํ สหตฺถา จ อภิกฺขุกาวาเสน จ ฉตฺตํ ยานญฺจ สงฺฆาณึ อลงฺการํ คนฺธวาสิตํ ภิกฺขุนี สิกฺขมานา จ สามเณรี คิหินิยา อสงฺกจฺฉิกา อาปตฺตี จตฺตารีสา จ จตุตฺตริ กาเยน น วาจาจิตฺเตน กายจิตฺเตน น วาจโต ทฺวิสมุฏฺฐานิกา สพฺเพ สมา เอฬกโลมกา ฯ เอฬกโลมสมุฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ปทญฺญตฺร อสมฺมตา ตถา อตฺถงฺคเตน จ ติรจฺฉานวิชฺชา เทฺว วุตฺตา อโนกาเส จ ปุจฺฉนา สตฺต สิกฺขาปทา เอเต วาจา น กายจิตฺตโต วาจาจิตฺเตน ชายนฺติ น ตุ กาเยน ชายเร ทฺวิสมุฏฺฐานิกา สพฺเพ ปทโสธมฺมสาทิสา ฯ ปทโสธมฺมสมุฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ ฯ

อทฺธานนาวํ ปณีตํ มาตุคาเมน สงฺฆเร ธญฺญํ นิมนฺติตา เจว อฏฺฐ จ ปาฏิเทสนี สิกฺขา ปณฺณรสา เอเต กายา น วาจา น มนา กายวาจาย ชายนฺติ น เต จิตฺเตน ชายเร กายจิตฺเตน ชายนฺติ น เต ชายนฺติ วาจโต กายวาจาย จิตฺเตน สมุฏฺฐานา จตุพฺพิธา ปญฺญตฺตา พุทฺธญาเณน อทฺธาเนน สมา นยา ฯ อทฺธานสมุฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ ฯ

เถยฺยสตฺถํ อุปสฺสุติ สูปวิญฺญาปเนน จ รตฺติ ฉนฺนญฺจ โอกาสํ เอเต พฺยูเหน สตฺตมา กายจิตฺเตน ชายนฺติ น เต ชายนฺติ วาจโต ตีหิ ทฺวาเรหิ ชายนฺติ ทฺวิสมุฏฺฐานิกา อิเม เถยฺยสตฺถสมุฏฺฐานา เทสิตาทิจฺจพนฺธุนา ฯ เถยฺยสตฺถสมุฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ฉตฺตปาณิสฺส สทฺธมฺมํ น เทเสนฺติ ตถาคตา ตเถว ทณฺฑปาณิสฺส สตฺถอาวุธปาณินํ ปาทุกุปาหนา ยานํ เสยฺยา ปลฺลตฺถิกาย จ เวฐิโตคุณฺฐิโต เจว เอกาทสมนูนกา วาจาจิตฺเตน ชายนฺติ น เต ชายนฺติ กายโต สพฺเพ เอกสมุฏฺฐานา สมกา ธมฺมเทสนา ฯ ธมฺมเทสนสมุฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ภูตํ กาเยน ชายติ น วาจาย น จิตฺตโต วาจโต จ สมุฏฺฐาติ น กายา น จ จิตฺตโต กายวาจาย ชายติ น จ ชายติ จิตฺตโต ภูตาโรจนกนฺนาม ตีหิ ฐาเนหิ ชายติ ฯ ภูตาโรจนสมุฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ ฯ

โจรี วาจาย จิตฺเตน น ตํ ชายติ กายโต ชายติ ตีหิ ทฺวาเรหิ โจรีวุฏฺฐาปนํ อิทํ อกตํ ทฺวิสมุฏฺฐานํ ธมฺมราเชน ฐปิตํ ฯ โจรีวุฏฺฐาปนสมุฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ

อนนุญฺญาตํ วาจาย น กายา น จ จิตฺตโต ชายติ กายวาจาย น ตํ ชายติ จิตฺตโต ชายติ วาจาจิตฺเตน น ตํ ชายติ กายโต ชายติ ตีหิ ฐาเนหิ อกตํ จตุฏฺฐานิกํ ฯ อนนุญฺญาตสมุฏฺฐานํ นิฏฺฐิตํ ฯ

สมุฏฺฐานํ หิ สงฺเขปํ ทส ตีณิ สุเทสิตํ อสมฺโมหกรณฏฺฐานํ เนตฺติธมฺมานุโลมิกํ ธารยนฺโต อิมํ วิญฺญู สมุฏฺฐาเน น มุยฺหตีติ ฯ สมุฏฺฐานสีสสงฺเขปํ นิฏฺฐิตํ ฯ ----------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] สมุฏฐานสีสสังเขป ๓. สมุฏฐานสีสสังเขป ว่าด้วยการย่อหัวข้อสมุฏฐาน

ข้อ ๒๕๗

สังขารทั้งปวงที่ปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พระนิพพานและบัญญัติ ท่านวินิจฉัยว่าเป็นอนัตตา เมื่อดวงจันทร์คือพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์คือพระพุทธเจ้ายังไม่อุทัยขึ้นมา เพียงชื่อของสภาคธรรมเหล่านั้น ก็ยังไม่มีใครรู้จัก พระมหาธีรเจ้าทั้งหลายผู้ทรงเป็นดวงตา ทรงทำทุกกรกิริยาหลายอย่าง บำเพ็ญพระบารมีแล้วเสด็จอุบัติขึ้นในโลกอันเป็นไปพร้อมทั้งพรหมโลก พระองค์ทรงแสดงพระสัทธรรมอันกำจัดเสียซึ่งทุกข์นำมาซึ่งความสุข พระอังคีรสศากยมุนีทรงเป็นผู้อนุเคราะห์แก่หมู่สัตว์ทุกถ้วนหน้า พระองค์ผู้ทรงอุดมกว่าสรรพสัตว์ดุจราชสีห์ ทรงแสดงพระไตรปิฎก คือ พระสุตตันตะ พระอภิธรรม พระวินัย ซึ่งมีคุณมาก พระสัทธรรมจะเป็นไปได้ หากพระวินัยคืออุภโตวิภังค์ ขันธกะและมาติกายังดำรงอยู่ พระวินัยท่านร้อยกรองไว้ด้วยคัมภีร์ปริวาร เหมือนดอกไม้ร้อยด้วยเส้นด้าย สมุฏฐานแห่งคัมภีร์ปริวารนั่นแล ท่านจัดไว้แน่นอนแล้ว ความเจือปน นิทานและสิ่งอื่น จะปรากฏในพระสูตรข้างหน้า เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ต้องการศึกษาพระธรรมก็พึงศึกษาคัมภีร์ปริวารเถิด @เชิงอรรถ : @ ที่ท่านนำสิ่งที่เป็นบัญญัติมาวินิจฉัยว่า “เป็นอนัตตา” ร่วมกับพระนิพพานซึ่งเป็นปรมัตถธรรมนั้น@เพราะว่าต่างก็เป็นสิ่งที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งเหมือนกัน (วิมติ.ฏีกา ๒/๒๕๗/๓๕๑)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๔๒}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๑. ปฐมปาราชิกสมุฏฐาน สมุฏฐาน ๑๓ ในวันอุโบสถ ภิกษุและภิกษุณีย่อมสวดสิกขาบท ที่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็นทรงบัญญัติไว้ในวิภังค์ทั้ง ๒ ข้าพเจ้าจะกล่าวสมุฏฐานตามที่รู้มา ขอท่านทั้งหลายจงฟังข้าพเจ้าเถิด ปฐมปาราชิกสิกขาบท ทุติยปาราชิกสิกขาบท ถัดจากนั้น สัญจริตสิกขาบท สมนุภาสนสิกขาบท อติเรกจีวรสิกขาบท เอฬกโลมสิกขาบท ปทโสธัมมสิกขาบท ภูตาโรจนสิกขาบท สังวิธานสิกขาบท เถยยสัตถสิกขาบท เทสนาสิกขาบท โจรีวุฏฐานปนสิกขาบท รวมกับการบวชสตรีที่บิดามารดาหรือสามีไม่อนุญาต รวมเป็นสมุฏฐาน ๑๓ ในอุภโตวิภังค์นี้ นัยแห่งสมุฏฐานทั้ง ๑๓ นี้วิญญูชนทั้งหลายคิดกันแล้ว ย่อมปรากฏคล้ายคลึงกัน ในแต่ละสมุฏฐาน ๑. ปฐมปาราชิกสมุฏฐาน

ข้อ ๒๕๘

สิกขาบทว่าด้วยการเสพเมถุนธรรม สิกขาบทว่าด้วยการจงใจทำน้ำอสุจิให้เคลื่อน สิกขาบทว่าด้วยการถูกต้องกายกับมาตุคาม อนิยตสิกขาบทที่หนึ่ง สิกขาบทว่าด้วยการเข้าไปแทรกแซงภิกษุผู้เข้าไปอยู่ก่อน สิกขาบทว่าด้วยการฉันบิณฑบาตที่ภิกษุณีแนะนำให้จัดเตรียม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๔๓}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๑. ปฐมปาราชิกสมุฏฐาน สิกขาบทว่าด้วยการอยู่ในที่ลับกับภิกษุณี สิกขาบทว่าด้วยการเข้าไปแทรกแซงในที่ที่มีคน ๒ คน สิกขาบทว่าด้วยการอยู่ในที่ลับ ๒ สิกขาบท สิกขาบทว่าด้วยการใช้นิ้วมือจี้กันและกัน สิกขาบทว่าด้วยการเล่นน้ำ สิกขาบทว่าด้วยการทำร้ายเพื่อนภิกษุ สิกขาบทว่าด้วยการเงื้อหอกคือฝ่ามือขึ้นทำทีว่าจะทำร้าย เสขิยวัตร ๕๓ สิกขาบท สิกขาบทว่าด้วยการยินดีการที่ชายจับต้องที่บริเวณเหนือเข่าขึ้นไป สิกขาบทว่าด้วยการเข้าละแวกหมู่บ้านตามลำพัง สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีกำหนัดรับโภชนะจากมือชายผู้กำหนัด สิกขาบทว่าด้วยการใช้ฝ่ามือตบองค์กำเนิด สิกขาบทว่าด้วยการใช้ท่อนยาง สิกขาบทว่าด้วยการใช้น้ำชำระ สิกขาบทว่าด้วยภิกษุณีจำพรรษาแล้วไม่หลีกจาริกไป สิกขาบทว่าด้วยการไม่ไปรับโอวาท สิกขาบทว่าด้วยการไม่ติดตามปวัตตินี รวมสิกขาบทเหล่านี้เป็น ๗๖ สิกขาบท ท่านจัดไว้เป็นสิกขาบทมีกายกับจิตเป็นสมุฏฐาน ทุกสิกขาบทมีสมุฏฐานอันหนึ่งเหมือนปฐมปาราชิกสิกขาบท ฉะนั้น ปฐมปาราชิกสมุฏฐาน จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๔๔}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๒. ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน ๒. ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน

ข้อ ๒๕๙

สิกขาบทว่าด้วยการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ สิกขาบทว่าด้วยการพรากกายมนุษย์ สิกขาบทว่าด้วยการกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม สิกขาบทว่าด้วยการพูดเกี้ยวหญิง สิกขาบทว่าด้วยการใช้บำเรอความใคร่ของตน สิกขาบทว่าด้วยภิกษุขัดเคืองมีโทสะใส่ความภิกษุ ด้วยอาบัติปาราชิกที่ไม่มีมูล สิกขาบทว่าด้วยภิกษุขัดเคืองมีโทสะอ้างเอา บางส่วนแห่งอธิกรณ์เรื่องอื่น อนิยตสิกขาบทที่สอง จีวรอัจฉินทนสิกขาบท ว่าด้วยการให้จีวรแล้วชิงเอาคืน ปริณตสิกขาบท ว่าด้วยการน้อมลาภ มุสาวาทสิกขาบท ว่าด้วยการกล่าวเท็จ โอมสวาทสิกขาบท ว่าด้วยการกล่าวเสียดสี เปสุญญสิกขาบท ว่าด้วยการกล่าวส่อเสียด ทุฏฐุลลาโรจนสิกขาบท ว่าด้วยการบอกอาบัติชั่วหยาบ ปฐวีขณนสิกขาบท ว่าด้วยการขุดดิน ภูตคามสิกขาบท ว่าด้วยการพรากภูตคาม อัญญวาทกสิกขาบท ว่าด้วยการกล่าวกลบเกลื่อน อุชฌาปนสิกขาบท ว่าด้วยการกล่าวให้เพ่งโทษ นิกกัฑฒนสิกขาบท ว่าด้วยการฉุดลากออก สิญจนสิกขาบท ว่าด้วยการเอาน้ำรดหญ้าและดิน อามิสสิกขาบท ว่าด้วยการสั่งสอนภิกษุณีเพราะเห็นแก่อามิส @เชิงอรรถ : @ คือสัปปาณกสิกขาบท ว่าด้วยสิ่งมีชีวิต วิ.มหา. (แปล) ๒/๑๓๙/๓๑๓

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๔๕}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๒. ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน ภุตตาวีสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุฉันแล้ว เอหิสิกขาบท ว่าด้วยการชักชวนว่ามาเถิด อนาทริยสิกขาบท ว่าด้วยความไม่เอื้อเฟื้อต่อคำตักเตือน ภิงสาปนสิกขาบท ว่าด้วยการทำให้ตกใจ อปนิธานสิกขาบท ว่าด้วยการซ่อนบริขาร ชีวิตสิกขาบท ว่าด้วยความจงใจปลงชีวิตสัตว์ ชานสัปปาณกสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุรู้อยู่บริโภคน้ำที่มีสัตว์มีชีวิต กัมมสิกขาบท ว่าด้วยการรื้อกรรมขึ้นมาพิจารณาใหม่ อูนวีสติวัสสสิกขาบท ว่าด้วยการอุปสมบทให้บุคคลมีอายุหย่อนกว่า ๒๐ ปี สังวาสสิกขาบท ว่าด้วยการอยู่ร่วมกับภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม นาสนสิกขาบท ว่าด้วยสมณุทเทสชื่อกัณฏกะถูกสงฆ์นาสนะ สหธัมมิกสิกขาบท ว่าด้วยการกล่าวตักเตือนผู้ร่วมประพฤติธรรม โดยชอบธรรม วิเลขนสิกขาบท ว่าด้วยความยุ่งยากแห่งสิกขาบท โมหนสิกขาบท ว่าด้วยการทำให้ผู้อื่นหลง อมูลกสิกขาบท ว่าด้วยการใส่ความด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูล กุกกุจจสิกขาบท ว่าด้วยการจงใจก่อความรำคาญ ธัมมิกสิกขาบท ว่าด้วยการให้ฉันทะเพื่อกรรมที่ถูกต้อง @เชิงอรรถ : @ คือ ทุติยปวารณาสิกขาบท ว่าด้วยการบอกห้ามภัตตาหาร วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๔๒/๓๙๙@ คือ อุยโยชนสิกขาบท ว่าด้วยการส่งกลับ วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๗๔/๔๒๓@ คือ จีวรอปนิธานสิกขาบท ว่าด้วยการซ่อนจีวร วิ.มหา. (แปล) ๒/๓๗๗/๔๙๗@ คือ สัญจิจจสิกขาบท วิ.มหา. (แปล) ๒/๓๘๒/๕๐๑ @ คือ สัปปาณกสิกขาบท วิ.มหา. (แปล) ๒/๓๘๗/๕๐๔ @ คือ อุกโกฏนสิกขาบท วิ.มหา. (แปล) ๒/๓๙๒/๕๐๖ @ คือ อุกขิตตสัมโภคสิกขาบท ว่าด้วยการคบหา วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๒๓/๕๓๒@ คือ สัญจิจจสิกขาบท วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๖๔/๕๖๕ @ คือ กัมมปฏิพาหนสิกขาบท ว่าด้วยการคัดค้านกรรมที่ถูกต้อง วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๗๔/๕๗๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๔๖}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๒. ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน (จีวรทัตวาสิกขาบท ว่าด้วยการให้จีวรแล้วติเตียน) ปริณามนสิกขาบท ว่าด้วยการน้อมลาภที่เป็นของสงฆ์ไปเพื่อบุคคล กินเตสิกขาบท ว่าด้วยการทำอะไรท่านได้ อกาลสิกขาบท ว่าด้วยการอธิษฐานอกาลจีวรเป็นกาลจีวร อัจฉินทสิกขาบท ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนจีวรแล้วชิงเอาคืน ทุคคหิตสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าใจผิด นิรยสิกขาบท ว่าด้วยการสาปแช่งด้วยนรก คณสิกขาบท ว่าด้วยการทำอันตรายแก่จีวรลาภของคณะ วิภังคสิกขาบท ว่าด้วยการคัดค้านการแจกจีวรที่ชอบธรรม ทุพพลสิกขาบท ว่าด้วยการหวังจีวรที่เลื่อนลอย กฐินสิกขาบท ว่าด้วยการคัดค้านการเดาะกฐินที่ชอบธรรม อผาสุสิกขาบท ว่าด้วยการก่อความไม่ผาสุก อุปัสสยสิกขาบท ว่าด้วยการให้ที่อยู่แล้วฉุดลากออก อักโกสสิกขาบท ว่าด้วยการด่าภิกษุ จัณฑีสิกขาบท ว่าด้วยการขึ้งเคียดบริภาษคณะ มัจฉรีสิกขาบท ว่าด้วยความหวงตระกูล คัพภินีสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สตรีมีครรภ์ ปายันตีสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สตรีผู้มีลูกยังดื่มนม เทฺววัสสสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาผู้ยังไม่ได้ศึกษา และผู้ยังไม่ได้ศึกษาธรรม ๖ ข้อ ตลอด ๒ ปี @เชิงอรรถ : @ แปลตามเชิงอรรถและตามคำอธิบายในอรรถกถา (วิ.อ. ๓/๒๕๙/๔๒๖) คือ ทัพพสิกขาบท@ว่าด้วยการถวายจีวรแก่พระทัพพมัลลบุตร วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๘๔/๕๗๗@ คือ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๖ ว่าด้วยการส่งเสริมภิกษุณีให้รับโภชนะจากมือชายผู้กำหนัด@วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๗๐๔/๔๘ @ สิกขาบทที่ ๒ แห่งปัตตวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๗๓๘/๘๒ @ สิกขาบทที่ ๓ แห่งปัตตวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๗๔๓/๘๖ @ สิกขาบทที่ ๙ แห่งอันธการวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๘๗๔/๑๗๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๔๗}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๓. สัญจริตตสมุฏฐาน คิหิคตาสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สตรีที่มีครอบครัว ๓ สิกขาบท กุมารีภูตสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้กุมารี ๓ สิกขาบท อูนทวาทสวัสสสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีมีพรรษาต่ำกว่า ๑๒ เป็นปวัตตินี อสัมมตาสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีมีพรรษาครบ ๑๒ เป็นปวัตตินี แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ อลันตาวสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีที่สงฆ์ห้ามว่าอย่าเลย โสกาวัสสสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีผู้ทำชายให้ระทมโศก ฉันทสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาด้วยการให้ปาริวาสิกฉันทะ อนุวัสสสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาทุกๆ ปี วัสสสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานาปีละ ๒ รูป รวมสิกขาบทเหล่านี้เป็น ๗๐ สิกขาบท จัดเป็น ๓ สมุฏฐาน คือ เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย และเกิดทางทวารทั้ง ๓ เหมือนทุติยปาราชิกสิกขาบท ฉะนั้น ทุติยปาราชิกสมุฏฐาน จบ ๓. สัญจริตตสมุฏฐาน

ข้อ ๒๖๐

สัญจริตสิกขาบท ว่าด้วยการชักสื่อ กุฏิการสิกขาบท ว่าด้วยการก่อสร้างกุฎี วิหารการสิกขาบท ว่าด้วยการสร้างวิหาร โธวนสิกขาบท ว่าด้วยการให้ซักจีวรเก่า ปฏิคคหสิกขาบท ว่าด้วยการรับจีวร @เชิงอรรถ : @ สิกขาบทที่ ๕-๖-๗ แห่งคัพภินีวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๑๐๙๐/๓๐๕, ๑๐๙๕/๓๐๘, ๑๑๐๑/๓๑๒@ สิกขาบทที่ ๑-๒-๓ แห่งกุมารีภูตวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๑๑๑๙/๓๒๒, ๑๑๒๔/๓๒๕, ๑๑๓๐/๓๒๙@ สิกขาบทที่ ๖ แห่งกุมารีภูตวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๑๑๔๖/๓๓๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๔๘}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๓. สัญจริตตสมุฏฐาน วิญญัตติสิกขาบท ว่าด้วยการออกปากขอคฤหัสถ์ผู้ไม่ใช่ญาติ ตตุตตริสิกขาบท ว่าด้วยการออกปากขอจีวรเกิน อุภินนสิกขาบท ว่าด้วยคนตระเตรียมทรัพย์เป็นค่าจีวร ๒ สิกขาบท ทูตกสิกขาบท ว่าด้วยทรัพย์เป็นค่าจีวรที่พระราชาเป็นต้น ให้ทูตนำมาถวาย โกสิยสิกขาบท ว่าด้วยการทำสันถัตผสมใยไหม สุทธกาฬกสิกขาบท ว่าด้วยการทำสันถัตโดยใช้ขนเจียมดำล้วน เทฺวภาคสิกขาบท ว่าด้วยการทำสันถัตโดยใช้ขนเจียมดำ ๒ ส่วน ฉัพพัสสสิกขาบท ว่าด้วยการเก็บสันถัตไว้ ๖ ปี นิสีทนสันถตสิกขาบท ว่าด้วยการทำสันถัตสำหรับรองนั่ง ริญจันติสิกขาบท ว่าด้วยการละเลยอุทเทส รูปิยสิกขาบท ว่าด้วยการรับรูปิยะ นานัปปการกสิกขาบท ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนกันด้วยรูปิยะ และการซื้อขายมีประการต่างๆ อูนพันธนสิกขาบท ว่าด้วยบาตรมีรอยซ่อมหย่อนกว่า ๕ แห่ง วัสสิกสาฏิกสิกขาบท ว่าด้วยผ้าอาบน้ำฝน สุตตสิกขาบท ว่าด้วยการออกปากขอด้าย วิกัปปนสิกขาบท ว่าด้วยการกำหนดชนิดจีวร ทวารสิกขาบท ว่าด้วยการติดตั้งบานประตูใกล้วงกบประตู ทานสิกขาบท ว่าด้วยการถวายจีวร สิพพินีสิกขาบท ว่าด้วยการเย็บจีวรให้ภิกษุณี ปูวสิกขาบท ว่าด้วยทายกนำขนมมาปวารณา @เชิงอรรถ : @ สิกขาบทที่ ๘-๙ แห่งจีวรวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๕๒๗/๕๑, ๕๓๒/๕๗@ เอฬกโลมโธวาปนสิกขาบท ว่าด้วยการให้ภิกษุณีซักขนเจียม(จนละเลยอุทเทส) แห่งโกสิยวรรค@วิ.มหา. (แปล) ๒/๕๗๖/๑๐๑ @ มหาเปสการสิกขาบท ว่าด้วยการส่งช่างหูกทอจีวร แห่งปัตตวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๖๔๑/๑๖๑@ มหัลลกวิหารสิกขาบท ว่าด้วยการสร้างวิหารใหญ่ แห่งภูตคามวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๑๓๔/๓๐๙@ กาณมาตุสิกขาบท ว่าด้วยมารดาของนางกาณา แห่งโภชนวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๓๐/๓๘๗

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๔๙}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๓. สัญจริตตสมุฏฐาน ปัจจยสิกขาบท ว่าด้วยการยินดีการปวารณาด้วยปัจจัย โชติกสิกขาบท ว่าด้วยการก่อไฟผิง รตนสิกขาบท ว่าด้วยการเก็บรตนะที่เจ้าของลืมไว้ สูจิฆรสิกขาบท ว่าด้วยการทำกล่องเข็มด้วยกระดูกเป็นต้น มัญจปีฐสิกขาบท ว่าด้วยการทำเตียงและตั่ง ตูโลนัทธสิกขาบท ว่าด้วยการทำเตียงตั่งหุ้มนุ่น นิสีทนสิกขาบท ว่าด้วยการทำผ้ารองนั่ง กัณฑุปฏิจฉาทิสิกขาบท ว่าด้วยการทำผ้าปิดฝี วัสสิกสาฏิกาสิกขาบท ว่าด้วยการทำผ้าอาบน้ำฝน สุคตสิกขาบท ว่าด้วยท่านพระนันทะทำจีวรมีขนาดเท่าสุคตจีวร วิญญัตติสิกขาบท ว่าด้วยการออกปากขอของอย่างหนึ่งแล้ว ออกปากขอของอย่างอื่น อัญญเจตาปนสิกขาบท ว่าด้วยการสั่งให้ซื้อของอย่างอื่น สังฆิกสิกขาบท ว่าด้วยของที่เขาบริจาคแก่สงฆ์ ๒ สิกขาบท มหาชนิกสิกขาบท ว่าด้วยของที่เขาบริจาค แก่ภิกษุณีจำนวนมาก ๒ สิกขาบท ปุคคลิกสิกขาบท ว่าด้วยของที่เขาบริจาคแก่บุคคล ครุสิกขาบท ว่าด้วยการขอผ้าห่มหนา ลหุกสิกขาบท ว่าด้วยการขอผ้าห่มบาง วิฆาสสิกขาบท ว่าด้วยการทิ้งของเป็นเดน ๒ สิกขาบท อุทกสาฏิกสิกขาบท ว่าด้วยการใช้ผ้าอาบน้ำไม่ได้ขนาด สมณจีวรสิกขาบท ว่าด้วยการให้สมณะจีวรแก่ผู้มิใช่ภิกษุณี @เชิงอรรถ : @ มหานามสิกขาบท ว่าด้วยพระเจ้ามหานามศากยะ แห่งอเจลกวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๓๐๓/๔๔๕@ สิกขาบทที่ ๖-๗ แห่งปัตตวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๗๕๘/๙๘, ๗๖๓/๑๐๒@ สิกขาบทที่ ๘-๙ แห่งปัตตวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๗๖๘/๑๐๖, ๗๗๓/๑๑๐@ สิกขาบทที่ ๘-๙ แห่งลสุณวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๘๒๔/๑๔๖, ๘๒๘/๑๔๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๕๐}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๔. สมนุภาสนาสมุฏฐาน ธรรมคือสิกขาบทเหล่านี้ รวม ๕๐ สิกขาบท เกิดด้วย ๖ สมุฏฐาน คือ เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางจิต เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางจิต เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย และเกิดทางทวารทั้ง ๓ อนึ่ง สิกขาบทเหล่านี้ มี ๖ สมุฏฐาน เช่นกับสัญจริตตสิกขาบท สัญจริตตสมุฏฐาน จบ ๔. สมนุภาสนาสมุฏฐาน

ข้อ ๒๖๑

เภทสิกขาบท ว่าด้วยการทำสงฆ์ให้แตกกัน อนุวัตตสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุผู้ประพฤติตาม กล่าวสนับสนุนภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ ทุพพจสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุเป็นคนว่ายาก ทูสสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุผู้ประทุษร้ายตระกูล ทุฏฐุลลสิกขาบท ว่าด้วยการปกปิดอาบัติชั่วหยาบ ทิฏฐิสิกขาบท ว่าด้วยการไม่ยอมสละทิฏฐิ ฉันทสิกขาบท ว่าด้วยการไม่ให้ฉันทะแล้วไปเสีย อุชชัคฆิกสิกขาบท ว่าด้วยการหัวเราะดังในบ้าน ๒ สิกขาบท สัททสิกขาบท ว่าด้วยการพูดเสียงเบาในบ้าน ๒ สิกขาบท นพยาหรสิกขาบท ว่าด้วยการไม่พูดขณะมีคำข้าวอยู่ในปาก ฉมาสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุนั่งที่พื้นจักไม่แสดงธรรม แก่คนที่ไม่เป็นไข้ผู้นั่งบนอาสนะ นีจาสนสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุนั่งบนอาสนะต่ำจักไม่แสดงธรรม แก่คนไม่เป็นไข้ผู้นั่งบนอาสนะสูง @เชิงอรรถ : @ อุกขิตสัมโภคสิกขาบท ว่าด้วยการคบหาภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๒๓/๕๓๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๕๑}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๔. สมนุภาสนาสมุฏฐาน ฐานสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุยืนอยู่จักไม่แสดงธรรมแก่คนที่ไม่เป็นไข้ผู้นั่งอยู่ ปัจฉโตสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุเดินอยู่ข้างหลังจักไม่แสดงธรรม แก่คนที่ไม่เป็นไข้ผู้เดินไปข้างหน้า อุปปเถนสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุเดินไปนอกทางจักไม่แสดงธรรม แก่คนที่ไม่เป็นไข้ผู้เดินไปในทาง วัชชสิกขาบท ว่าด้วยการปกปิดโทษ อนุวัตติสิกขาบท ว่าด้วยการประพฤติตามภิกษุที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม คหณสิกขาบท ว่าด้วยการยินดีการจับมือของชายเป็นต้น โอสาเรสิกขาบท ว่าด้วยการเรียกภิกษุณีที่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรมเข้าหมู่ ปัจจาจิกขนาสิกขาบท ว่าด้วยการบอกคืนพระรัตนตรัย กัสมิงสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีถูกตัดสินให้แพ้คดีในอธิกรณ์หนึ่ง สังสัฏฐาสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีกับภิกษุณีอยู่คลุกคลีกัน วธิสิกขาบท ว่าด้วยการร้องไห้ทุบตีตนเอง วิสิพพสิกขาบท ว่าด้วยการเลาะจีวรแล้วไม่เย็บ ทุกขิตาสิกขาบท ว่าด้วยการไม่ใส่ใจดูแลเพื่อนภิกษุณี ปุนสังสัฏฐาสิกขาบท ว่าด้วยการอยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ นวูปสมสิกขาบท ว่าด้วยการไม่ช่วยระงับอธิกรณ์ อารามสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าอารามโดยไม่บอก ปวารณาสิกขาบท ว่าด้วยการไม่ปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย อันวัฑฒมาสสิกขาบท ว่าด้วยพึงหวังธรรม ๒ อย่างทุกกึ่งเดือน สหชีวินีสิกขาบท ว่าด้วยการไม่อนุเคราะห์สหชีวินีตลอด ๒ ปี จีวรสิกขาบท ว่าด้วยการบอกสิกขมานาให้ถวายจีวรแล้วไม่บวชให้ อนุพันธนาสิกขาบท ว่าด้วยการบอกสิกขมานาให้ติดตาม ตลอด ๒ ปี แล้วไม่บวชให้ @เชิงอรรถ : @ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๒ วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๖๖๔/๑๐

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๕๒}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๕. กฐินสมุฏฐาน ธรรม คือ สิกขาบทเหล่านี้ รวม ๓๗ สิกขาบท เกิดทางกายวาจากับจิต ทุกสิกขาบทมีสมุฏฐานอันหนึ่ง เหมือนสมนุภาสนสิกขาบท สมนุภาสนาสมุฏฐาน จบ ๕. กฐินสมุฏฐาน

ข้อ ๒๖๒

อุพภตกฐินสิกขาบท ว่าด้วยกฐินเดาะ ๓ สิกขาบท ปฐมปัตตสิกขาบท ว่าด้วยบาตรสิกขาบทที่ ๑ เภสัชชสิกขาบท ว่าด้วยเภสัช อัจเจกสิกขาบท ว่าด้วยอัจเจกจีวร สาสังกสิกขาบท ว่าด้วยเสนาสนะป่าที่น่าหวาดระแวง ปักกมันตสิกขาบท ว่าด้วยเมื่อจะจากไป ๒ สิกขาบท อุปัสสยสิกขาบท ว่าด้วยการไปสั่งสอนภิกษุณีถึงที่สำนัก ปรัมปรสิกขาบท ว่าด้วยการฉันปรัมปรโภชนะ อนติริตตสิกขาบท ว่าด้วยการฉันของฉันที่ไม่เป็นเดน นิมันตนาสิกขาบท ว่าด้วยการได้รับนิมนต์ วิกัปปสิกขาบท ว่าด้วยการวิกัปจีวร รัญโญสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าไปในตำหนักที่บรรทมของพระราชา วิกาลสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าหมู่บ้านในเวลาวิกาล โวสาสสิกขาบท ว่าด้วยการไม่ห้ามภิกษุณีผู้คอยบงการ @เชิงอรรถ : @ ปฐมกฐินสิกขาบทที่ ๑ อุทโทสิตสิกขาบทที่ ๒ ตติยกฐินสิกขาบทที่ ๓ แห่งจีวรวรรค@วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๕๙/๑, ๔๗๑/๙, ๔๙๗/๑๙ @ ปฐมเสนาสนสิกขาบท ทุติยเสนาสนสิกขาบท แห่งภูตคามวรรค @วิ.มหา. (แปล) ๒/๑๐๘/๒๙๑, ๑๑๔/๒๙๕ @ ปฐมปวารณาสิกขาบท แห่งโภชนวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๓๖/๓๙๓@ จาริตตสิกขาบทที่ ๖ แห่งอเจลกวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๒๙๔/๔๓๗@ อันเตปุรสิกขาบทที่ ๑ แห่งรตนวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๙๔/๕๘๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๕๓}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๖. เอฬกโลมสมุฏฐาน อารัญญกสิกขาบท ว่าด้วยการรับของเคี้ยวในเสนาสนะป่า อุสูยาสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีก่อคดีพิพาท สันนิจยสิกขาบท ว่าด้วยการสะสมบาตร ปูเรภัตตสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าไปสู่ตระกูลในเวลาก่อนฉันภัตตาหาร ปัจฉาภัตตสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าไปสู่ตระกูลในเวลาหลังฉันภัตตาหาร วิกาลสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าไปสู่ตระกูลในเวลาวิกาล ปัญจาหิกสิกขาบท ว่าด้วยการให้วาระผลัดเปลี่ยนสังฆาฏิ มีกำหนดระยะเวลา ๕ วันล่วงเลยไป สังกมนีสิกขาบท ว่าด้วยการห่มจีวรสับเปลี่ยนกัน อาวสถสิกขาบท ๒ สิกขาบท ว่าด้วยการใช้ผ้าซับระดูแล้ว ไม่สละและว่าด้วยการไม่สละที่พัก ปสาขสิกขาบท ว่าด้วยการให้บ่งฝีในร่มผ้า อาสนสิกขาบท ว่าด้วยการนั่งบนอาสนะ โดยไม่ขอโอกาสก่อน ธรรม คือสิกขาบทเหล่านี้ รวม ๒๙ สิกขาบท เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต และเกิดทางทวารทั้ง ๓ ทุกสิกขาบท มี ๒ สมุฏฐาน เหมือนกับกฐินสิกขาบท กฐินสมุฏฐาน จบ ๖. เอฬกโลมสมุฏฐาน

ข้อ ๒๖๓

เอฬกสิกขาบท ว่าด้วยการทำสันถัตผสมใยไหม เสยยสิกขาบท ๒ สิกขาบท ว่าด้วยการนอนร่วมกัน @เชิงอรรถ : @ จตุตถปฏิเทสนียสิกขาบท วิ.มหา. (แปล) ๒/๕๗๐/๖๔๒ @ สิกขาบทที่ ๕ แห่งอันธการวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๘๕๔/๑๖๗ @ สิกขาบทที่ ๗ แห่งอันธการวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๘๖๔/๑๗๓ @ สหเสยยสิกขาบทที่ ๕ ทุติยสหเสยยสิกขาบทที่ ๖ แห่งมุสาวาทวรรค @วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๙/๒๓๗, ๕๕/๒๔๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๕๔}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๖. เอฬกโลมสมุฏฐาน อาหัจจปาทกสิกขาบท ว่าด้วยเรื่องเตียงตั่งมีขาจดแม่แคร่ ปิณฑโภชนสิกขาบท ว่าด้วยการฉันภัตตาหารในที่พักแรม คณโภชนสิกขาบท ว่าด้วยการฉันคณโภชนะ วิกาลโภชนสิกขาบท ว่าด้วยการฉันโภชนในเวลาวิกาล สันนิธิการกสิกขาบท ว่าด้วยการสะสมโภชนะ ทันตโปนสิกขาบท ว่าด้วยการรับประเคนอาหารนอกจากน้ำและไม้ชำระฟัน อเจลกสิกขาบท ว่าด้วยนักบวชเปลือยกาย อุยยุตตสิกขาบท ว่าด้วยกองทัพที่เคลื่อนขบวนออกรบ อุยโยธิกสิกขาบท ว่าด้วยการไปดูสนามรบ สุราปานสิกขาบท ว่าด้วยการดื่มสุราและเมรัย โอเรนนหายนสิกขาบท ว่าด้วยยังไม่ถึงครึ่งเดือนอาบน้ำ ทุพพัณณสิกขาบท ว่าด้วยการทำจีวรใหม่ให้เสียสี ปาฏิเทสนียสิกขาบท ๒ สิกขาบท ลสุณสิกขาบท ว่าด้วยการขอกระเทียม อุปติฏฐสิกขาบท ว่าด้วยการปรนนิบัติ นัจจาสิกขาบท ว่าด้วยการไปดูการฟ้อนรำ นาหนสิกขาบท ว่าด้วยการเปลือยกายอาบน้ำ เอกัตถรณปาปุรณสิกขาบท ว่าด้วยการใช้ผ้าผืนเดียวเป็นทั้งผ้าปูนอนเป็นทั้งผ้าห่ม เสยยสิกขาบท ว่าด้วยการนอนบนเตียงเดียวกัน อันโตรัฏฐสิกขาบท ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปในที่ที่น่าหวาดระแวงภายในรัฐ พหิรัฏฐสิกขาบท ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปในที่ที่น่าหวาดระแวงภายนอกรัฐ@เชิงอรรถ : @ ปฐมเสนาสนสิกขาบทที่ ๔ แห่งภูตคามวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๑๐๘/๒๙๑@ ปฐมปาฎิเทสนียสิกขาบท และตติยปาฏิเทสนียสิกขาบท เป็นเอฬกโลมสมุฏฐาน@วิ.อ. ๒/๕๕๖/๔๔๓, ๕๖๙/๔๔๔

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๕๕}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๖. เอฬกโลมสมุฏฐาน อันโตวัสสสิกขาบท ว่าด้วยการเที่ยวจาริกไปภายในพรรษา จิตตาคารสิกขาบท ว่าด้วยการไปดูหอจิตรกรรม อาสันทิสิกขาบท ว่าด้วยใช้ตั่งยาว สุตตกันตนาสิกขาบท ว่าด้วยการกรอด้าย เวยยาวัจจสิกขาบท ว่าด้วยการช่วยทำการขวนขวาย สหัตถาสิกขาบท ว่าด้วยการให้ของเคี้ยวด้วยมือตน อภิกขุกาวาสสิกขาบท ว่าด้วยการอยู่จำพรรษาในอาวาสที่ไม่มีภิกษุ ฉัตตสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีผู้ไม่เป็นไข้กั้นร่มและสวมรองเท้า ยานสิกขาบท ว่าด้วยการเดินทางด้วยยานพาหนะ สังฆาณิสิกขาบท ว่าด้วยการใช้เครื่องประดับเอว อลังการสิกขาบท ว่าด้วยการใช้เครื่องประดับของสตรี คันธสิกขาบท ว่าด้วยการใช้ของหอม วาสิตสิกขาบท ว่าด้วยการใช้แป้งอบกลิ่น ภิกขุนีสิกขาบท ว่าด้วยการใช้ภิกษุณีให้บีบนวด สิกขมานาสิกขาบท ว่าด้วยการใช้สิกขมานาให้บีบนวด สามเณรีสิกขาบท ว่าด้วยการใช้สามเณรีให้บีบนวด คิหินีสิกขาบท ว่าด้วยการใช้คฤหัสถ์หญิงให้บีบนวด อสังกัจฉิกาสิกขาบท ว่าด้วยการเข้าหมู่บ้านโดยไม่มีผ้ารัดถัน รวมเป็น ๔๔ สิกขาบท เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจากับจิต เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา ทุกสิกขาบทมี ๒ สมุฏฐาน เหมือนกับเอฬกโลมสิกขาบท เอฬกโลมสมุฏฐาน จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๕๖}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๘. อัทธานสมุฏฐาน ๗. ปทโสธัมมสมุฏฐาน

ข้อ ๒๖๔

ปทโสธัมมสิกขาบท ว่าด้วยการสอนให้กล่าวธรรมแข่งกันเป็นบทๆ อัญญัตรสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุแสดงธรรมแก่มาตุคาม เกิน ๕-๖ คำเว้นไว้แต่มีบุรุษรู้เดียงสาอยู่ อสัมมตสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุไม่ได้รับแต่งตั้งสั่งสอนภิกษุณี อัตถังคตสิกขาบท ว่าด้วยการสั่งสอนภิกษุณีในเวลาที่ดวงอาทิตย์อัสดงแล้ว ติรัจฉานวิชชาสิกขาบท ๒ สิกขาบท ว่าด้วยการเรียนดิรัจฉานวิชาและว่าด้วยการสอนดิรัจฉานวิชา อโนกาสปุจฉาสิกขาบท ว่าด้วยการถามปัญหาภิกษุโดยไม่ขอโอกาส รวมสิกขาบทเหล่านี้เป็น ๗ สิกขาบท เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางจิต เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย ทุกสิกขาบทมี ๒ สมุฏฐาน เหมือนปทโสธัมมสิกขาบทปทโสธัมมสมุฏฐาน จบ ๘. อัทธานสมุฏฐาน

ข้อ ๒๖๕

อัทธานสิกขาบท ว่าด้วยการชักชวนกันเดินทางไกลร่วมกันกับภิกษุณี นาวสิกขาบท ว่าด้วยการชักชวนภิกษุณีโดยสารเรือลำเดียวกัน ปณีตสิกขาบท ว่าด้วยการออกปากขอโภชนะอันประณีต มาตุคามสิกขาบท ว่าด้วยการชักชวนเดินทางไกลร่วมกับมาตุคาม สังหรสิกขาบท ว่าด้วยการถอนขนในที่แคบ ธัญญสิกขาบท ว่าด้วยการออกปากขอข้าวเปลือกดิบ นิมันติตาสิกขาบท ว่าด้วยภิกษุณีได้รับนิมนต์ ปาฏิเทสนียสิกขาบท ๘ สิกขาบท @เชิงอรรถ : @ สิกขาบทที่ ๔ แห่งอารามวรรค วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๑๐๓๗/๒๗๔ @ ปาฏิเทสนียสิกขาบทที่ ๑-๘ วิ.ภิกฺขุนี. (แปล) ๓/๑๒๒๘/๓๘๕, ๑๒๓๔/๓๘๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๕๗}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๙. เถยยสัตถสมุฏฐาน สิกขาบทเหล่านี้ รวมเป็น ๑๕ สิกขาบท เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางจิต เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา เกิดทางกายวาจากับจิต รวมเป็น ๔ สมุฏฐาน พระพุทธเจ้าผู้ทรงมีพระญาณทรงบัญญัตินัยไว้เสมอกับอัทธานสิกขาบท อัทธานสมุฏฐาน จบ ๙. เถยยสัตถสมุฏฐาน

ข้อ ๒๖๖

เถยยสัตถสิกขาบท ว่าด้วยการเดินทางไกลร่วม กับพ่อค้าเกวียนผู้เป็นโจร อุปัสสุติสิกขาบท ว่าด้วยการแอบฟังภิกษุทะเลาะกัน สูปวิญญาปนสิกขาบท ว่าด้วยการออกปากขอแกงและข้าวสุก รัตติสิกขาบท ว่าด้วยการสนทนากับชายในเวลาค่ำคืน ฉันนสิกขาบท ว่าด้วยการยืนเคียงคู่กันสองต่อสองกับชาย ในโอกาสที่กำบัง โอกาสสิกขาบท ว่าด้วยการยืนเคียงคู่กันสองต่อสองกับชายในที่แจ้ง พยูหสิกขาบท ว่าด้วยการยืนเคียงคู่กันสองต่อสองกับชายในตรอกตัน สิกขาบทเหล่านี้รวมเป็น ๗ สิกขาบท เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา เกิดทางทวารทั้ง ๓ สิกขาบทเหล่านี้มี ๒ สมุฏฐาน พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ ได้ทรงแสดงนัยไว้ เหมือนเถยยสัตถสมุฏฐาน เถยยสัตถสมุฏฐาน จบ @เชิงอรรถ : @ สิกขาบทที่ ๗ แห่งสักกัจจวรรค วิ.มหา. (แปล) ๒/๖๑๒/๖๘๗

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๕๘}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๑๒. โจรีวุฏฐาปนสมุฏฐาน ๑๐. ธัมมเทสนาสมุฏฐาน

ข้อ ๒๖๗

พระตถาคตเจ้าจะไม่ทรงแสดงพระสัทธรรมแก่คนกั้นร่มผู้ถือไม้พลอง ผู้ถือศัสตรา ผู้ถืออาวุธ ผู้สวมเขียงเท้าผู้สวมรองเท้า ผู้อยู่ในยานพาหนะ ผู้อยู่บนที่นอน ผู้นั่งรัดเข่าผู้โพกศีรษะ ผู้คลุมศีรษะ รวมเป็น ๑๑ สิกขาบทพอดี เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย ทุกสิกขาบทมีสมุฏฐานอันหนึ่ง เสมอกับธัมมเทสนาสิกขาบทธัมมเทสนาสมุฏฐาน จบ ๑๑. ภูตาโรจนสมุฏฐาน

ข้อ ๒๖๘

ภูตาโรจนสิกขาบทว่าด้วยการบอกอุตตริมนุสสธรรมที่มีจริง เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางจิต เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางจิต เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต ขึ้นชื่อว่าภูตาโรจนสิกขาบทย่อมเกิดจาก ๓ สมุฏฐานภูตาโรจนสมุฏฐาน จบ ๑๒. โจรีวุฏฐาปนสมุฏฐาน

ข้อ ๒๖๙

โจรีวุฏฐาปนสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สตรีผู้เป็นโจร โจรีวุฏฐาปนสิกขาบทนี้ เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย และเกิดทางทวารทั้ง ๓ สิกขาบทนี้พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระธรรมราชาทรงบัญญัติไว้ว่ามี ๒ สมุฏฐาน ไม่ซ้ำกัน โจรีวุฏฐาปนสมุฏฐาน จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๕๙}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมุฏฐานสีสสังเขป] ๑๓. อนนุญญาตสมุฏฐาน ๑๓. อนนุญญาตสมุฏฐาน

ข้อ ๒๗๐

อนนุญญาตสิกขาบท ว่าด้วยการบวชให้สิกขมานา ที่ยังไม่ได้รับอนุญาต เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางจิต เกิดทางกายกับวาจา มิใช่เกิดทางจิต เกิดทางวาจากับจิต มิใช่เกิดทางกาย และเกิดทางทวารทั้ง ๓ จึงมี ๔ สมุฏฐาน ไม่ซ้ำกัน อนนุญญาตสมุฏฐาน จบ ความจริง สมุฏฐานโดยย่อทั้ง ๑๓ สิกขาบท พระองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ซึ่งเป็นเหตุทำความไม่หลง อนุโลมในหัวข้อหลักธรรมที่เป็นแบบแผน วิญญูชนเมื่อจำสมุฏฐานนี้ไว้ได้ ก็จะไม่หลงในสมุฏฐานแล สมุฏฐานสีสสังเขป จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๖๐}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สมุฏฐานสีสวัณณนา

ก็แลวินิจฉัยในสมุฏฐานกถา อันเป็นอันดับแห่งโสฬสมหาวารนั้น พึงทราบดังนี้ :-

คาถาว่า อนตฺตา อิติ นิจฺฉยา มีความว่า บัญญัติและนิพพาน ท่านวินิจฉัยว่า เป็นอนัตตา. (เมื่อดวงจันทร์ คือ พระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์ คือ พระพุทธเจ้ายังไม่อุทัยขึ้นมา).

บทว่า สภาคธมฺมานํ ได้แก่ สังขตธรรมที่มีส่วนเสมอกันด้วยอาการมีอาการคือไม่เที่ยงเป็นต้น.

ข้อว่า นามมตฺตํ น ญายติ มีความว่า แม้เพียงแต่ชื่อ (แห่งสังขตธรรมเหล่านั้น) ย่อมไม่ปรากฏ.

บทว่า ทุกฺขหานึ ได้แก่ บำบัดทุกข์เสีย.

บาทคาถาว่า ขนฺธกา ยา จ มาติกา มีความว่า ขันธกะทั้งหลายและมาติกาเหล่าใด. อนึ่ง บาลีก็เหมือนกันนี้.

บาทคาถาว่า สมุฏฺฐานนิยโต กตํ มีความว่า สมุฏฐานที่ท่านทำให้เป็นของแน่นอน คือจัดไว้เป็นหลักที่แน่ ชื่อว่า นิตยสมุฏฐาน.

การสงเคราะห์ ๓ สิกขาบท คือ ภูตาโรจนสิกขาบท โจรีวุฏฐาปนสิกขาบทและอนนุญญาตสิกขาบท ด้วยคำว่า สมุฏฺฐานนิยโต กตํ นั่น อันบัณฑิตพึงพิจารณา.

จริงอยู่ ๓ สิกขาบทนี้เท่านั้น เป็นนิยตสมุฏฐาน คือเป็นสมุฏฐานที่ไม่เจือปนกับสมุฏฐานเหล่าอื่น.

บาทคาถาว่า สมฺเภทนิทานญฺจญฺญํ มีความว่า ความเจือปนกันและเหตุแม้อื่น. บัณฑิตพึงพิจารณาการถือเอาความเจือปนกันแห่งสมุฏฐาน ใน ๒ คำนั้น ด้วยคำว่า สัมเภท. จริงอยู่ เว้น ๓ สิกขาบทนั้นเสีย สิกขาบทที่เหลือจัดเป็นสัมภินนสมุฏฐาน. บัณฑิตพึงตรวจดูนิทาน กล่าวคือประเทศที่บัญญัติแห่งสิกขาบททั้งหลายด้วยคำว่า นิทาน.

บาทคาถาว่า สุตฺเต ทิสฺสนฺติ อุปริ มีความว่า ๓ ส่วนนี้ คือ สมุฏฐานนิยม สัมเภท นิทานแห่งสิกขาบททั้งหลาย ย่อมเห็นได้ คือย่อมปรากฎในสูตรเท่านั้น.

บรรดาสมุฏฐานนิยม สัมเภทและนิทานนั้น สมุฏฐานนิยมและสัมเภท ในปุริมนัยก่อน ย่อมปรากฏในคำว่า ย่อมเกิดขึ้นด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง คือกายกับจิต เป็นอาทิ. ส่วนนอกจากนี้ ชื่อนิทาน ย่อมปรากฏในเบื้องหน้าอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้ว ในกรุงเวสาลี ในกรุงราชคฤห์ ในกรุงสาวัตถี ในเมืองอาฬวี ในกรุงโกสัมพี ในแคว้นสักกะทั้งหลาย และในแคว้นภัคคะทั้งหลาย. บัณฑิตพึงทราบว่า คำนี้จักปรากฏในสูตรซึ่งมาข้างหน้า.

เนื้อความแห่งคาถาว่า วิภงฺเค ทฺวีสุ เป็นต้น พึงทราบดังต่อไปนี้ :-

ในวันอุโบสถ ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลายย่อมสวดสิกขาบทใด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ในวิภังค์ทั้ง ๒, ข้าพเจ้าจักกล่าวสมุฏฐานตามสมควรแก่สิกขาบทนั้น ; ท่านทั้งหลายจงฟังคำนั้นของข้าพเจ้า.

บทว่า สญฺจริตฺตานุภาสญฺจ ได้แก่ สัญจริตตสิกขาบทและสมนุภาสนสิกขาบท.

สองบทว่า อติเรกญฺจ จีวรํ ได้แก่ อติเรกจีวรสิกขาบท. อธิบายว่า กฐินสิกขาบท.

สองบทว่า โลมานิ ปทโสธมฺโม ได้แก่ เอฬกโลมสิกขาบททั้งหลายและปทโสธัมมสิกขาบท.

บทว่า ภูตสํวิธาเนน จ ได้แก่ ภูตาโรจนสิกขาบทและการชักชวนเดินทางไกล.

บทว่า เถยฺยเทสนโจรญฺจ ได้แก่ เถยยสัตถสิกขาบท การแสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้มีร่มในมือ และโจรีวุฏฐาปนสิกขาบท.

สองบทว่า อนนุญฺญาตาย เตรส มีความว่า สมุฏฐานเหล่านี้รวมกับการบวชสตรีที่มารดาบิดาหรือสามีไม่อนุญาต จึงเป็นสมุฏฐาน ๑๓.

บาทคาถาว่า สทิสา อิธ ทิสฺสเร มีความว่า ในอุภโตวิภังค์นี้ สมุฏฐานทั้งหลายที่คล้ายกันแม้เหล่าอื่น ย่อมปรากฏ ในสมุฏฐานอันหนึ่งๆ ในบรรดาสมุฏฐาน ๑๓ เหล่านี้.

[ว่าด้วยปฐมปาราชิกสมุฏฐาน]

บัดนี้ ท่านกล่าวคำว่า เมถุนํ สุกฺกสํสคฺโค เป็นต้น เพื่อแสดงสมุฏฐานเหล่านั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เมถุนํ นี้ พึงทราบก่อน. สมุฏฐานใหญ่อันหนึ่ง ชื่อว่าปฐมปาราชิก. สมุฏฐานที่เหลือ คล้ายกับปฐมปาราชิกสมุฏฐานนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุกฺกสํสคฺโค ได้แก่ สุกกวิสัฏฐิสมุฏฐานและกายสังสัคคสมุฏฐาน.

บาทคาถาว่า อนิยตา ปฐมิกา ได้แก่ อนิยตสิกขาบทที่ ๑.

บาทคาถาว่า ปุพฺพูปปริปาจิตา ได้แก่ สิกขาบทที่ว่า ชานํ ปุพฺพูปคตํ ภิกฺขุํ และภิกขุนีปริปาจิตปิณฑปาตสิกขาบท.

บาทคาถาว่า รโห ภิกฺขุนิยา สห ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยการนั่งในที่ลับกับภิกษุณี.

บาทคาถาว่า สโภชเน รโห เทฺว จ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยการนั่งแทรกแซง ในสโภชนสกุล และรโหนิสัชชสิกขาบททั้ง ๒.

บาทคาถาว่า องฺคุลิ อุทเก หสํ ได้แก่ อังคุลีปโฏทกสิกขาบทและอุทเกหัสสธัมมสิกขาบท.

บาทคาถาว่า ปหาเร อุคฺคิเร เจว ได้แก่ ปหารทานสิกขาบทและตลสัตติกอุคคิรณสิกขาบท.

บาทคาถาว่า เตปญฺญาสา จ เสขิยา ได้แก่ เสขิยสิกขาบท ๕๓ มีปริมัณฑลนิวาสนสิกขาบทเป็นอาทิ ที่ท่านกล่าวไว้ในที่สุดแห่งขุททกวัณณนาเหล่านี้ คือ :-

ปริมัณฑลกสิกขาบท ๒, สุปฏิจฉันนกสิกขาบท ๒,

สุสังวุตสิกขาบท ๒, โอกขิตตจักขุกสิกขาบท ๒, อุกขิตตกายกสิกขาบท ๒,

กายัปปจาลิกสิกขาบท ๒, พาหุปปจาลิกสิกขาบท ๒,

สีสัปปจาลิกสิกขาบท ๒, ขัมภกสิกขาบท ๒, โอคุณฐิตสิกขาบท ๒,

อุกกุฏิกสิกขาบท ๑, ปัลลัตถิกสิกขาบท ๑, สักกัจจปฏิคคหณสิกขาบท ๑,

ปัตตสัญญิตาสิกขาบท ๑, สมสูปกสิกขาบท ๑, สมติตติกสิกขาบท ๑,

สักกัจจภุญชิสสสิกขาบท ๑, ปัตตสัญญีภุญชิสสสิกขาบท ๑,

สปทานภุญชิสสสิกขาบท ๑, สมสูปกภุญชิสสสิกขาบท ๑, ถูปิกตสิกขาบท ๑,

พยัญชนสิกขาบท ๑, อุชฌานสัญญิสิกขาบท ๑, นาติมหันตกวฬสิกขาบท ๑,

มัณฑลอาโลปสิกขาบท ๑, อนาหตสิกขาบท ๑, สัพพหัตถสิกขาบท ๑,

ปิณฑุกเขปกสิกขาบท ๑, กวฬาวัจเฉทกสิกขาบท ๑, อวคัณฑกสิกขาบท ๑,

หัตถนิทธูนกสิกขาบท ๑, สิตถาวการกสิกขาบท ๑, ชิวหานิจฉารกสิกขาบท ๑,

จปุจปุการกสิกขาบท ๑, สุรุสุรุการกสิกขาบท ๑, หัตถนิลเลหสิกขาบท ๑,

ปัตตนิลเลหสิกขาบท ๑, โอฏฐนิลเลหสิกขาบท ๑, สามิสสิกขาบท ๑,

สสิตถกสิกขาบท ๑, และปกิณณกสิกขาบท ๓ เหล่านี้ คือ ยืนถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ๑,

ยืนหรือนั่งถ่ายอุจจาระปัสสาวะบ้วนน้ำลายลงในของเขียว ๑,

ยืนหรือนั่งถ่ายอุจจาระปัสสาวะบ้วนน้ำลายลงในน้ำ ๑,

บาทคาถาว่า อธกฺขคามาวสฺสุตา ได้แก่ อธักขกสิกขาบท คามันตรคมนสิกขาบทและสิกขาบทว่าด้วยการที่ภิกษุณีผู้มีจิตกำหนัดรับของควรเคี้ยว จากมือของบุรุษผู้มีจิตกำหนัด ของภิกษุณีทั้งหลาย.

บาทคาถาว่า ตลมตฺถญฺจ สุทฺธิกา ได้แก่ ตลฆาฎกสิกขาบท ชตุมัตถกสิกขาบท และอุทกสุทธิกาสิกขาบท สาทิยนสิกขาบท.

บาทคาถาว่า วสฺสํ วุตฺถา จ โอวาทํ ได้แก่ สิกขาบทที่ว่า วสฺสํ วุตฺถา ฉ ปญฺจ โยชนานิ และสิกขาบทว่าด้วยการไม่ไปเพื่อโอวาท.

บาทคาถาว่า นานุพนฺเธ ปวตฺตินึ มีความว่า สิกขาบทเหล่านี้มี ๗๖ รวมทั้งวุฎฐาปิตปวัตนนานุพันธสิกขาบท.

สองบทว่า อิเม สิกฺขา ได้แก่ สิกขาบททั้งหลายเหล่านี้. ศัพท์ว่า อิเม ท่านทำให้ผิดลิงค์เสีย.

บาทคาถาว่า กายมานสิกา กตา ความว่า สิกขาบทเหล่านี้ ท่านจัดเป็นสิกขาบทมีกายกับจิตเป็นสมุฏฐาน.

[ว่าด้วยทุติยปาราชิกสมุฏฐาน]

บทว่า อทินฺนํ นี้ พึงทราบก่อน. คำว่าอทินนาทาน หรือคำว่า ทุติยปาราชิก เป็นสมุฏฐานใหญ่อันหนึ่ง.

บทที่เหลือเป็นเช่นกับอทินนาทานนั้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิคฺคหุตฺตรึ ได้แก่ มนุสสวิคคหสิกขาบทและอุตตริมนุสสธัมมสิกขาบท.

สองบทว่า ทุฏฺฐุลฺลา อตฺตกามินํ ได้แก่ ทุฏฐุลลวาจสิกขาบทและอัตตกามปาริจริยสิกขาบท.

สองบทว่า อมูลา อญฺญภาคิยา ได้แก่ ทุฏฐโทสสิกขาบททั้ง ๒.

สองบทว่า อนิยตา ทุติยิกา ได้แก่ อนิยตสิกขาบทที่ ๒.

สองบทว่า อจฺฉินฺเท ปริณามเน ได้แก่ การให้จีวรเองแล้วชิงเอามา และการน้อมลาภของสงฆ์มาเพื่อตน.

บาทคาถาว่า มุสาโอมสเปสุณา ได้แก่ มุสาวาทสิกขาบท ๑ โอมสวาทสิกขาบท ๑ ภิกขุเปสุญญสิกขาบท ๑.

สองบทว่า ทุฏฐุลฺลา ปฐวีขเณ ได้แก่ ทุฏฐุลลาปัตติอาโรจนสิกขาบท ๑ ปฐวีขณนสิกขาบท ๑.

สามบทว่า ภูตํ อญฺญาย อุชฺฌเป ได้แก่ ภูตคามสิกขาบท อัญญวาทกสิกขาบท และอุชฌาปนกสิกขาบท.

สองบทว่า นิกฑฺฒนํ สิญฺจนญฺจ ได้แก่ วิหารโตนิกัฑฒนสิกขาบท ๑ อุทเกนติณาทิสิญจนสิกขาบท ๑.

สองบทว่า อามิสเหตุ ภุตฺตาวี ได้แก่ สิกขาบทที่ว่า อามิสเหตุ ภิกฺขุนิโย โอวทนฺติ ๑, สิกขาบทว่าด้วยปวารณาภิกษุผู้ฉันเสร็จแล้ว ด้วยของเคี้ยวเป็นต้น อันมิใช่เดน ๑.

สามบทว่า เอหิ อนาทริ ภึสา ได้แก่ สิกขาบทที่ว่า เอหาวุโส คามํ วา เป็นต้น ๑, อนาทริยสิกขาบท ๑, ภิกขุภิงสาปนกสิกขาบท ๑,

สองบทว่า อปนิเธ จ ชีวิตํ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยการซ่อนบริขารมีบาตรเป็นต้น ๑, สิกขาบทว่าด้วยการแกล้งปลงชีวิตสัตว์ ๑.

สามบทว่า ชานํ สปฺปาณกํ กมฺมํ ได้แก่ ชานังสัปปาณกอุทกสิกขาบท ๑, ปุนกัมมายุโกฏนสิกขาบท ๑.

บทว่า อูนสํวาสนาสนา ได้แก่ อูนวีสติวัสสสิกขาบท ๑, สิกขาบทว่าด้วยการอยู่ร่วมกับภิกษุที่ถูกสงฆ์ยกวัตร ๑, นาสิตกสามเณรสัมโภคสิกขาบท ๑.

บทว่า สหธมฺมิกวิเลขา ได้แก่ สหธัมมิกวุจจมานสิกขาบท ๑ สิกขาบทที่มาว่า วิเลขาย สํวตฺตนฺติ ๑.

สองบทว่า โมโห อมูลเกน จ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยเป็นปาจิตตีย์ เพราะความเป็นผู้แสร้งทำหลง ๑, สิกขาบทว่าด้วยการโจทด้วยอาบัติสังฆาทิเสสไม่มีมูล ๑.

สามบทว่า กุกฺกุจฺจํ จีวรํ ทตฺวา ได้แก่ กุกกุจจอุปปาทนสิกขาบท ๑, สิกขาบทว่าด้วยการให้ฉันทะเพื่อกรรมที่เป็นธรรมแล้วกลับบ่นว่า ๑, สิกขาบทว่าด้วยการให้จีวรแล้วกลับบ่นว่า ๑.

สองบทว่า ปริณเมยฺย ปุคฺคเล ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยน้อมลาภสงฆ์ไปเพื่อบุคคล.

บาทคาถาว่า กินฺเต อกาลอจฺฉินฺเท ได้แก่ สิกขาบทที่มาว่า พระผู้เป็นเจ้า บุรุษบุคคลนั่น จักทำประโยชน์อะไรแก่ท่าน ๑ สิกขาบทว่าด้วยการอธิษฐานอกาลจีวร ว่าเป็นกาลจีวร แล้วให้แจกกัน ๑, สิกขาบทว่าด้วยการแลกจีวรกับภิกษุณีแล้วชิงเอามา ๑.

สองบทว่า ทุคฺคหิ นิรเยน จ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยการยกโทษผู้อื่น ด้วยเครื่องที่จับไม่ถนัด ใคร่ครวญไม่ดี ๑ สิกขาบทว่าด้วยการแช่งด้วยนรก หรือพรหมจรรย์ ๑.

สามบทว่า คณํ วิภงฺคํ ทุพฺพลํ ได้แก่ สิกขาบทที่ตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงทำอันตรายแก่จีวรลาภของคณะ ๑ ที่ตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงห้ามการแจกจีวรที่เป็นธรรม ๑ ที่ตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงก้าวล่วงจีวรกาลสมัยเสีย ด้วยจำนงเฉพาะซึ่งจีวรอันไม่มั่นคง ๑.

บาทคาถาว่า กฐินาผาสุปสฺสยํ ได้แก่ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงห้ามการรื้อกฐินที่เป็นธรรม ๑ ภิกษุณีใด พึงแกล้งทำความไม่สำราญแก่ภิกษุณี ๑ ภิกษุณีใดให้ที่อยู่แก่ภิกษุณีแล้ว โกรธ ไม่พอใจ พึงฉุดคร่านางก็ดี ๑.

สองบทว่า อกฺโกสจณฺฑี มจฺฉรี ได้แก่ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใดพึงด่าก็ดี ซึ่งภิกษุ ๑ ภิกษุณีใดเป็นผู้ดุร้าย พึงกล่าวขู่คณะ ๑ ภิกษุณีใด พึงเป็นผู้หวงตระกูล ๑.

สองบทว่า คพฺภินี จ ปายนฺติยา ได้แก่ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงยังสตรีมีครรภ์ให้บวช ๑ ภิกษุณีใด พึงยังสตรีผู้ยังต้องให้บุตรดื่มนมให้บวช ๑.

หลายบทว่า เทฺว วสฺสา สิกฺขา สงฺเฆน ได้แก่ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงยังนางสิกขมานาผู้ยังไม่ได้ศึกษาในธรรม ๖ ครบ ๒ ปี ให้บวช ๑ ภิกษุณีใด พึงยังนางสิกขมานาผู้ศึกษาเสร็จแล้วในธรรม ๖ แต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ ให้บวช ๑.

สองบทว่า ตโย เจว คิหิคตา ได้แก่ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงยังสตรีมีคฤหัสถ์ ผู้มีอายุหย่อน ๑๒ ปี ให้บวช ๑ ภิกษุณีใด พึงยังสตรีคฤหัสถ์ ผู้มีอายุครบ ๑๒ ปีแล้ว แต่ยังไม่ศึกษาในธรรม ๖ ครบ ๒ ปี ให้บวช ๑ ภิกษุณีใด พึงยังสตรีคฤหัสถ์ ผู้มีอายุครบ ๑๒ ปีแล้ว ได้ศึกษาในธรรม ๖ ครบ ๒ ปีแล้ว แต่สงฆ์ยังมิได้สมมติ ให้บวช ๑.

สองบทว่า กุมารีภูตา ติสฺโส จ ได้แก่ สตรีผู้เป็นนางกุมารี ๓ จำพวกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยนัยมีคำว่า ภิกษุณีใด พึงยังสตรีผู้เป็นนางกุมารี มีอายุหย่อน ๒๐ ปีให้บวช เป็นต้น.

บทว่า อูนทฺวาทสสมฺมตา ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด มีพรรษาหย่อน ๑๒ พึงเป็นอุปัชฌาย์ยังนางสิกขมานาให้อุปสมบท ๑ ภิกษุณีใด มีพรรษาครบ ๑๒ แล้วแต่สงฆ์ยังไม่ได้สมมติ พึงเป็นอุปัชฌาย์ ยังนางสิกขมานาให้อุปสมบท ๑.

สองบทว่า อลนฺตา ว โสกาวสฺสํ ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด ผู้อันนางภิกษุณีใดกล่าวอยู่ว่า อย่าเพ่อก่อนแม่คุณ เธออย่ายังนางสิกขมานา ให้บวช ดังนี้เป็นต้น ๑ ภิกษุณีใด พึงยังนางสิกขมานา ผู้มีใจร้ายยังความโศกให้ครอบงำใจบุรุษให้บวช ๑.

สามบทว่า ฉนฺทา อนุวสฺสา จ เทฺว ได้แก่ ๓ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงยังนางสิกขมานา ให้อุปสมบทด้วยการมอบฉันทะที่ตกค้าง ๑ ภิกษุณีใด พึงยังนางสิกขมานา ให้อุปสมบทตามปี ๑ ภิกษุณีใด พึงยังนางสิกขมานา ให้อุปสมบทปีละ ๒ รูป ๑.

สามบทว่า สมุฏฺฐานา ติกา กตา มีความว่า ๗ สิกขาบทนี้จัดเป็นติกสมุฏฐาน (คือ เกิดโดยทวาร ๓).

[ว่าด้วยสัญจริตตสมุฏฐาน]

สามบทว่า สญฺจริ กุฏิ วิหาโร ได้แก่ สัญจริตตสิกขาบท ๑ สัญญาจิกายกุฏิกรณสิกขาบท ๑ มหัลลกวิหารกรณสิกขาบท ๑.

สองบทว่า โธวนญฺจ ปฏิคฺคโห ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยการให้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ให้ซักจีวรเก่า ๑ จีวรปฏิคคหณสิกขาบท ๑.

สองบทว่า วิญฺญตฺตุตฺตริ อภิหฏฺฐุํ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยการออกปากขอจีวรกะคฤหบดีผู้มิใช่ญาติ ๑ สิกขาบทว่าด้วยยินดียิ่งกว่าอุตราสงค์ และอันตรวาสกนั้น ๑.

สองบทว่า อุภินฺนํ ทูตเกน จ ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่มาว่า จีวรเจตาปนํ อุปกฺขฏํ โหติ และสิกขาบทว่าด้วยค่าจีวรที่เขาส่งไปด้วยทูต.

หลายบทว่า โกสิยา สุทฺธเทฺวภาคา ฉพฺพสฺสานิ นิสีทนํ ได้แก่ ๕ สิกขาบท มีสิกขาบทที่ว่า โกสิยมิสฺสกํ สนฺถตํ เป็นต้น.

สองบทว่า ริญฺจนฺติ รูปิกา เจว ได้แก่ เอฬกโลมโธวาปนสิกขาบทที่มาในคัมภีร์วิภังค์ว่า ริญฺจนฺติ อุทฺเทสํ ๑ รูปียปฏิคคหณสิกขาบท ๑.

สองบทว่า อุโภ นานปฺปการกา ได้แก่ ๒ สิกขาบท คือ รูปียสังโวหารสิกขาบทและกยวิกกยสิกขาบท.

สองบทว่า อูนพนฺธนวสฺสิกา ได้แก่ อูนปัญจพันธนปัตตสิกขาบท ๑ วัสสิกสาฏิกสิกขาบท ๑.

สองบทว่า สุตฺตํ วิกปฺปเนน จ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยออกปากขอด้ายให้ช่างหูกทอจีวร ๑ สิกขาบทว่าด้วยการเข้าไปหาช่างหูกถึงความกำหนดในจีวร ๑.

บทว่า ทฺวารทานสิพฺพินี จ ได้แก่ ๓ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ด้วยวางเช็ดหน้าเพียงไรแต่กรอบแห่งประตู ๑ ภิกษุณีใด พึงให้จีวรแก่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ๑ ภิกษุใด พึงเย็บจีวรของภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ๑.

บทว่า ปูวปจฺจยโชติ จ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยการปวารณาด้วยขนมหรือด้วยสัตตุผง เพื่อนำไปตามปรารถนา ๑ จาตุมาสปัจจยปวารณาสิกขาบท ๑ โชติสมาทหนสิกขาบท ๑.

หลายบทว่า รตนํ สูจ มญฺโจ จ ตุลํ นิสีทนกณฺฑุ จ วสฺสิกา จ สุคเตน ได้แก่ รตนสิกขาบท ๑ และ ๗ สิกขาบทมีสูจิฆรสิกขาบทเป็นต้น.

หลายบทว่า วิญฺญตฺติ อญฺญเจตาปนา, เทฺวสงฺฆิกา มหาชนิกา เทฺว ปุคฺคลา ลหุกา ครุ ได้แก่ ๙ สิกขาบทมีสิกขาบทว่า อนึ่ง ภิกษุณีใด พึงออกปากขอกะคนอื่นแล้ว ออกปากขอกะคนอื่นอีก เป็นต้น.

สามบทว่า เทฺว วิฆาสา สาฏิกา จ ได้แก่ วิฆาสสิกขาบททั้ง๒ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า ภิกษุณีใด พึงทิ้งเองก็ดี พึงยังผู้อื่นให้ทิ้งก็ดี ซึ่งอุจจาระหรือปัสสาวะ หรือหยากเยื่อ หรืออาหารที่เป็นเดน ภายนอกฝาก็ตาม ภายนอกกำแพงก็ตาม ๑ ภิกษุณีใดพึงทิ้งเองก็ดี พึงยังผู้อื่นให้ทิ้งก็ดีซึ่งอุจจาระหรือปัสสาวะหรือหยากเยื่อ หรืออาหารที่เป็นเดน ในของสดเขียว ๑ และอุทกสาฏิกสิกขาบท.

คำว่า สมณจีวเรน จ นั่น ท่านกล่าวหมายเอาพระบาลีนี้ว่า สมณจีวรํ ทเทยฺย.

[ว่าด้วยสมนุภาสนสมุฏฐาน]

บทว่า เภทานุตฺตทุพฺพจทูสทุฏฐุลฺลทิฏฺฐิ จ ได้แก่ สังฆเภทสิกขาบท ๑ เภทานุวัตตกสิกขาบท ๑ ทุพพจสิกขาบท ๑ กุลทูสกสิกขาบท ๑ ทุฏฐุลลาปัตติปฏิจฉาทนสิกขาบท ๑ ทิฏฐิอัปปฏินิสสัชชสิกขาบท ๑.

สามบทว่า ฉนฺทํ อุชฺชคฺฆิกา เทฺว จ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยไม่มอบฉันทะไปเสีย ๑ และ ๒ สิกขาบทว่าด้วยการไปและการนั่งในละแวกบ้าน และทั้งหัวเราะลั่น.

บทว่า เทฺวปฺปสทฺทา ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่ว่า เราจักเป็นผู้มีเสียงน้อยไปในละแวกบ้าน ๑ นั่งในละแวกบ้าน ๑.

บทว่า น พฺยาหเร ได้แก่ สิกขาบทที่ว่า เราจักไม่พูดด้วยปากที่ยังมีคำข้าว.

หลายบทว่า ฉมา นีจาสเน ฐานํ, ปจฺฉโต อุปฺปเถน จ ได้แก่ สิกขาบทว่าด้วยภิกษุนั่งที่แผ่นดิน แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ผู้นั่งบนอาสนะ ๑ นั่งบนอาสนะต่ำ แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้นั่งบนอาสนะสูง ๑ ผู้ยืนอยู่ แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ผู้นั่ง ๑ ผู้ไปข้างหลัง แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ ผู้ไปข้างหน้า ๑ ผู้เดินไปนอกทาง แสดงธรรมแก่บุคคลไม่เป็นไข้ ผู้ไปในทาง ๑.

สองบทว่า วชฺชานุวตฺติ คหณา ได้แก่ ปาราชิก ๓ สิกขาบทกล่าวคือ วัชชปฏิจฉาทนสิกขาบท ๑ อุกขิตตานุวัตตนสิกขาบท ๑ หัตถคหณาทิสิกขาบท ๑.

สองบทว่า โอสาเร ปจฺจาจิกฺขนา ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด ไม่บอกเล่าสงฆ์ผู้กระทำ ไม่ทราบความพอใจของคณะ พึงถอนโทษ (ภิกษุณี ผู้อันสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงยกวัตรแล้ว โดยธรรมโดยวินัย โดยสัตถุศาสน์) ๑. ภิกษุณีใดโกรธเคือง มีใจไม่แช่มชื่น พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้ากล่าวคืนพระพุทธเจ้า ดังนี้เป็นต้น ๑.

หลายบทว่า กิสฺมึ สํสฏฺฐา เทฺว วธิ ได้แก่ หลายสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด อันสงฆ์ทำภายหลัง ในอธิกรณ์บางเรื่องเท่านั้น ดังนี้ ๑ อนึ่ง ภิกษุณีทั้งหลายเป็นผู้คลุกคลีกันอยู่ดังนี้ ๑ อนึ่ง ภิกษุณีใด พึงกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้คลุกคลีกันอยู่เถิด แม่เจ้าดังนี้เป็นต้น ๑ ภิกษุณีใด พึงประหารข่วนตัวแล้วร้องไห้ดังนี้ ๑.

สองบทว่า วิสิพฺเพ ทุกฺขิตาย จ ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงเลาะเองก็ดี ให้ผู้อื่นเลาะก็ดี ซึ่งจีวรของภิกษุณี ๑ ภิกษุณีใด พึงไม่บำรุงเองก็ดี ไม่พึงให้ผู้อื่นบำรุงก็ดี ซึ่งสหชีวินีผู้ถึงทุกข์ ๑.

หลายบทว่า ปุน สํสฏฺฐา น วูปสเม ได้แก่ สังสัฏฐสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสซ้ำอย่างนี้ว่า ภิกษุณีใด พึงอยู่คลุกคลีด้วยคหบดีก็ดี ด้วยบุตรของคหบดีก็ดี ๑ และสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใดผู้อันภิกษุณีกล่าวอยู่ว่า มาเถิด แม่เจ้าท่านจงยังอธิกรณ์นี้ให้ระงับ ดังนี้ รับแล้วว่า สาธุ ภายหลังเธอผู้ไม่มีอันตราย พึงไม่ยังอธิกรณ์ให้ระงับ ๑.

สองบทว่า อารามญฺจ ปวารณา ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด รู้อยู่ ซึ่งอารามอันมีภิกษุ ไม่ไต่ถามก่อน พึงเข้าไปดังนี้ ๑ ภิกษุณีใด จำพรรษาแล้ว พึงไม่ปวารณาด้วยสถาน ๓ ... ในอุภโตสงฆ์ ดังนี้ ๑.

หลายบทว่า อนฺวฑฺฒมาสํ สหชีวินี เทฺว ได้แก่ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ธรรม ๒ อย่าง (คือ อุโบสถ ๑ การเข้าไปหาเพื่อโอวาท ๑) อันภิกษุณีพึงหวังเฉพาะจากสงฆ์ทุกกึ่งเดือน และ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงยังสหชิวินีให้บวชแล้ว ไม่อนุเคราะห์ตลอด ๒ พรรษา ๑ ภิกษุณีใด พึงยังสหชีวินีให้บวชแล้ว ไม่พาไปเอง ๑.

สองบทว่า จีวรํ อนุพนฺธนา ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงพูดกะนางสิกขมานาว่า แน่ะแม่เจ้า ถ้าว่า เธอจักให้จีวรแก่เราไซร้ ด้วยอย่างนั้น เราจักยังเธอให้อุปสมบท ดังนี้เป็นต้น ๑ ภิกษุณีใด พึงพูดกะนางสิกขมานาว่า แน่ะแม่เจ้า ถ้าว่า เธอจักติดตามเราไปตลอด ๒ พรรษาไซร้ ด้วยอย่างนั้น เราจักยังเธอให้อุปสมบท ดังนี้ ๑.

ธรรม ๓๗ เหล่านี้ (ทั้งหมด เป็นสมุฏฐานอันหนึ่ง มีองค์ ๓ คือ กาย วาจา จิต เหมือนสมนุภาสนสมุฏฐาน).

____________________________

คือ ทิฏฺเฐน วา สุเตน วา ปริสงฺกาย วา.

[ว่าด้วยกฐินสมุฏฐาน]

สามบทว่า อุพฺภตํ กฐินํ ตีณิ ได้แก่ ๓ สิกขาบทข้างต้นที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ครั้นจีวรสำเร็จแล้ว กฐินอันภิกษุรื้อเสียแล้ว.

สองบทว่า ปฐมํ ปตฺตเภสชฺชํ ได้แก่ ปัตตสิกขาบทที่ ๑ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พึงทรงอติเรกบาตรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง และสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เภสัชอันควรลิ้ม.

สองบทว่า อจฺเจกญฺจาปิ สาสงฺกํ ได้แก่ อัจเจกจีวรสิกขาบท ๑ สาสังกสิกขาบท อันเป็นลำดับแห่งอัจเจกจีวรสิกขาบทนั้นเอง ๑.

สองบทว่า ปกฺกมนฺเตน วา ทุเว ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในภูตคามวรรคว่า เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเองก็ดี ซึ่งเตียงเป็นต้นนั้น.

สองบทว่า อุปสฺสยํ ปรมฺปรา ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ไปสู่ที่อาศัยแห่งภิกษุณีแล้ว พึงสอนภิกษุณีทั้งหลาย ๑ เป็นปาจิตตีย์ เพราะฉันโภชนะทีหลัง ๑.

สองบทว่า อนติริตฺตํ นิมนฺตนา ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุใด ฉันเสร็จห้ามเสียแล้ว เคี้ยวก็ดี ฉันก็ดี ซึ่งของเคี้ยวก็ตาม ซึ่งของฉันก็ตาม อันไม่เป็นเดน ๑ ภิกษุใด รับนิมนต์แล้ว มีภัตรอยู่แล้ว ๑.

สามบทว่า วิกปฺปํ รญฺโญ วิกาเล ได้แก่ ๓ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุใด วิกัปจีวรเอง ... ๑ ของพระราชาผู้กษัตริย์ ๑ ภิกษุใด ... พึงเข้าไปสู่บ้านในเวลาวิกาล ๑.

บทว่า โวสาสารญฺญเกน จ ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถ้าภิกษุณีมายืนยันสั่งเสียอยู่ในที่นั้น ๑ ภิกษุใดอยู่ในเสนาสนะป่าเห็นปานนั้น รับของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี อันเขาไม่ได้บอกให้รู้ก่อน ๑.

สองบทว่า อุสูยา สนฺนิจยญฺจ ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด มักพูดด้วยความริษยา ๑ ภิกษุณีใด พึงทำการสะสมบาตร ๑.

หลายบทว่า ปุเร ปจฺฉา วิกาเล จ ได้แก่ ๓ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อนึ่ง ภิกษุณีใด พึงเข้าไปสู่สกุลทั้งหลาย ในเวลาก่อนอาหาร ดังนี้ ๑ อนึ่ง ภิกษุณีใด พึงเข้าไปสู่สกุลทั้งหลายในเวลาภายหลังอาหาร ดังนี้ ๑ อนึ่ง ภิกษุณีใด พึงเข้าไปสู่สกุลทั้งหลาย ในเวลาวิกาล ดังนี้ ๑.

สองบทว่า ปญฺจาหิกา สงฺกมนี ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงยังการผลัดสังฆาฏิ ให้ก้าวล่วง ๕ วันไป ๑ ภิกษุณีใด พึงทรงจีวรที่ตนยืมมา ซึ่งจะต้องส่งคืน ๑.

สองบทว่า เทฺวปิ อาวสเถน จ ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรวมกับที่พักอย่างนี้ว่า ภิกษุณีใด ไม่มอบหมายจีวรในที่พัก พึงบริโภค ไม่มอบหมายที่พัก พึงหลีกไปสู่ที่จาริก.

สองบทว่า ปสาเข อาสเน เจว ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด ไม่บอกซึ่งฝี (หรือพุพอง) อันเกิดที่โคนขา (กะสงฆ์หรือกะคณะ) ๑. ภิกษุณีใด ไม่ขออนุญาตก่อนพึงนั่งบนอาสนะข้างหน้าภิกษุ ๑.

๒๙ สิกขาบทเหล่านี้ (ย่อมเกิดโดยทวาร ๓ คือ กายกับวาจาแต่ไม่เกิดโดยลำพังจิต ทุกสิกขาบทรวมทั้งกฐินสิกขาบทมีสมุฏฐาน ๒ เสมอกัน).

[ว่าด้วยเอฬกโลมสมุฏฐาน]

สามบทว่า เอฬกโลมา เทฺว เสยฺยา ได้แก่ เอฬกโลมสิกขาบท ๑ และสหไสยสิกขาบท ๒.

บทว่า อาหจฺจปิณฺฐโภชนํ ได้แก่ อาหัจจปาทกสิกขาบทและอาวสถปิณฑโภชนสิกขาบท.

บทว่า คณวิกาลสนฺนิธิ ได้แก่ ๓ สิกขาบท คือ คณโภชนสิกขาบท ๑ วิกาลโภชนสิกขาบท ๑ สันนิธิการกสิกขาบท ๑.

บทว่า ทนฺตโปเณนเจลกา ได้แก่ ทันตโปณสิกขาบทและอเจลกสิกขาบท.

สามบทว่า อุยฺยุตฺตํ วเส อุยฺโยธิ ได้แก่ ๓ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พึงไปเพื่อดูเสนาอันยกออกแล้ว พึงอยู่ในกองทัพ พึงไปสู่สนามรบก็ดี ฯลฯ ไปดูกองทัพก็ดี.

สามบทว่า สุรา โอเรน นหายนา ได้แก่ สุราปานสิกขาบท ๑ โอเรนัฑฒมาสังนหานสิกขาบท ๑.

สามบทว่า ทุพฺพณฺเณ เทฺว เทสนิกา ได้แก่ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ติณฺณํ ทุพฺพณฺณกรณานํ ๑ ปาฏิเทสนียะ ๒ สิกขาบทที่เหลือจากที่ตรัสแล้ว ๑.

สองบทว่า ลสุณุตฺติฏฺเฐ นจฺจนา ได้แก่ ลสุณสิกขาบท ๑ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงเข้าไปปฏิบัติภิกษุผู้กำลังฉัน ด้วยน้ำฉันก็ดี ด้วยการพัดก็ดี ๑. สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใดพึงไปดูการฟ้อนก็ดี การประโคมก็ดี ๑.

ต่อจากนี้ไป พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย เขียนเพี้ยนบาลี. ผู้ศึกษาพึงทราบลำดับ ในคำว่า นหานํ อตฺถรณํ เสยฺยา เป็นอาทินี้ เหมือนเนื้อความที่ข้าพเจ้าอธิบาย (ต่อไป).

สามบทว่า นหานํ อตฺถรณํ เสยฺยา ได้แก่ ๓ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีเหล่าใด พึงเปลือยกายอาบน้ำ ภิกษุณีเหล่าใด พึงใช้ผ้าปูนอนและผ้าห่มผืนเดียวกัน นอนด้วยกัน ๒ รูป ภิกษุณีเหล่าใด พึงนอนบนเตียงเดียวกัน ๒ รูป.

สามบทว่า อนฺโตรฏฺเฐ ตถา พหิ ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด ไม่มีพวก พึงเที่ยวจาริกไป ... ในที่ซึ่งรู้กันว่า น่ารังเกียจภายในแคว้น ไม่มีพวก เที่ยวจาริกไป ... ในที่ซึ่งรู้กันว่าน่ารังเกียจภายนอกแคว้น.

สองบทว่า อนฺโตวสฺสํ จิตฺตาคารํ ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงหลีกไปสู่จาริก ภายในกาลฝน ภิกษุณีใด พึงไปเพื่อดูพระราชวังก็ดี เรือนงามก็ดี ฯลฯ สระโบกขรณีก็ดี.

สองบทว่า อาสนฺทิ สุตฺตกนฺตนา ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงใช้สอยอาสันทิหรือบัลลังก์ พึงกรอด้าย.

สองบทว่า เวยฺยาวจฺจํ สหตฺถา จ ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงทำความขวนขวายแก่คฤหัสถ์ พึงให้ของเคี้ยวก็ดี ของฉันก็ดี ด้วยมือของตน แก่ชาวบ้านก็ดี แก่ปริพาชกก็ดี แก่ปริพาชิกาก็ดี.

คำว่า อภิกฺขุกาวาเสน จ นั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาสิกขาบทนี้ว่า ภิกษุณีใด พึงอยู่จำพรรษาในอาวาสไม่มีภิกษุ.

สามบทว่า ฉตฺตํยานญฺจ สงฺฆาณึ ได้แก่ ๓ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด ไม่อาพาธ พึงใช้ร่มและรองเท้า ไม่เป็นไข้ พึงไปด้วยยาน ภิกษุณีใด พึงใช้เข็มขัด.

สองบทว่า อลงฺการํ คนฺธวาสิตํ ได้แก่ ๓ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงทรงไว้ซึ่งเครื่องแต่งตัวสำหรับสตรี พึงอาบด้วยของหอมและสี พึงอาบด้วยแป้งอบ.

ด้วยบทว่า ภิกฺขุนี เป็นต้น ตรัส ๔ สิกขาบทมีสิกขาบทว่า ภิกษุณีใด พึงใช้ภิกษุณีให้นวด เป็นอาทิ.

สองบทว่า อสงฺกจฺฉิกา อาปตฺติ ได้แก่ อาบัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า ภิกษุณีใด ไม่มีประคดอกเข้าบ้าน ต้องปาจิตตีย์.

บาทคาถาว่า จตฺตาริสา จตุตฺตรี ได้แก่ ๔๔ สิกขาบทเหล่านี้ทั้งหมด.

หลายบทว่า กาเยน น วาจาจิตฺเตน กายจิตฺเตน น วาจโต มีความว่า เกิดทางกายและกายกับจิต ไม่เกิดทางวาจากับจิตไม่เกิดทางวาจา.

คำว่า ทุกสิกขาบท มีสมุฏฐาน ๒ ชื่อว่าเอฬกโลมสมุฏฐานเสมอกันนี้ มีเนื้อความชัดเจนแล้ว.

[ว่าด้วยปทโสธัมมสมุฏฐาน]

สองบทว่า ปทญฺญตฺร อสมฺมตา ได้แก่ ๓ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุใด พึงยังอนุปสัมบันให้กล่าวธรรมโดยบท ๑, ภิกษุใดพึงแสดงธรรมแก่มาตุคาม ยิ่งกว่า ๖-๕ คำ เว้นแต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสา ๑, ภิกษุใด ไม่ได้รับสมมติสั่งสอนพวกภิกษุณี ๑.

คำว่า ตถา อตฺลงฺคเตน จ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาสิกขาบทนี้ว่า เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว สั่งสอนพวกภิกษุณี.

สองบทว่า ติรจฺฉานวิชฺชา เทฺว ได้แก่ ๒ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า ภิกษุณีใด พึงเรียนติรัจฉานวิชชา ๑, พึงบอกติรัจฉานวิชชา ๑.

คำว่า อโนกาเส จ ปุจฺฉนา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาสิกขาบทนี้ว่า ภิกษุณีใด พึงถามปัญหากะภิกษุซึ่งตนไม่ขอโอกาสก่อน.

[ว่าด้วยอัทธานสมุฏฐาน]

สองบทว่า อทฺธานนาวํ ปณีตํ ได้แก่ ๓ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุใด ชักชวนกันแล้ว เดินทางไกลร่วมกันกับภิกษุณี ๑, ชักชวนกันแล้วขึ้นเรือลำเดียวกับภิกษุณี ๑, ภิกษุใด มิใช่อาพาธ ขอโภชนะอันประณีต เพื่อประโยชน์แก่ตนแล้วฉัน ๑.

สองบทว่า มาตุคาเมน สงฺฆเร ได้แก่ สิกขาบทคือชักชวนกันแล้วไปกับมาตุคาม ๑, สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงนำ (ถอน-โกน-ตัด) ขนในที่แคบ ๑.

สองบทว่า ธญฺญํ นิมนฺติตา เจว ได้แก่ สิกขาบทที่ตรัสว่า ภิกษุณีใด พึงขอข้าวเปลือก ๑, ภิกษุณีใด รับนิมนต์แล้วก็ดี ห้ามโภชนะแล้วก็ดี พึงเคี้ยวของเคี้ยวก็ตาม พึงฉันของฉันก็ตาม ๑.

บทว่า อฏฺฐ จ ได้แก่ ปาฏิเทสนียะ ๘ สิกขาบทที่ตรัสเพื่อภิกษุณีทั้งหลาย.

[ว่าด้วยเถยยสัตถสมุฏฐาน]

สองบทว่า เถยฺยสตฺถํ อุปสฺสุติ ได้แก่ สิกขาบทคือชักชวนแล้วเดินทางไกลสายเดียวกันกับพวกเกวียนพวกต่างผู้เป็นโจร ๑, สิกขาบทคือยืนแอบฟัง ๑.

คำว่า สูปวิญฺญาปเนน จ นี้ ตรัสหมายเอาการออกปากขอแกงและข้าวสุก.

สามบทว่า รตฺติฉนฺนญฺจ โอกาสํ ได้แก่ ๓ สิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า ภิกษุณีใด พึงยืนร่วมหรือพึงเจรจาตัวต่อตัวกับบุรุษในราตรีที่มืดไม่มีไฟ ๑, ในโอกาสกำบัง ๑, ในที่กลางแจ้ง ๑.

คำว่า พฺยูเหน สตฺตมา นี้ ตรัสหมายเอาสิกขาบทที่มาเป็นลำดับแห่งสิกขาบทนั้นนั่นแลว่า กับบุรุษที่ถนนหรือที่ตรอกตัน.

ธัมมเทสนสมุฏฐาน ๑๑ สิกขาบท ตื้นทั้งนั้น.

พึงทราบสมุฏฐานที่เจือกันอยู่นี้ก่อน :-

ส่วนนิยตสมุฏฐานมี ๓ อย่าง, นิยตสมุฏฐานนั้น มีเฉพาะแต่ละสิกขาบทเท่านั้น, เพื่อแสดงนิยตสมุฏฐานนั้นเฉพาะแผนก จึงตรัสคำว่า ภูตํ กาเยน ชายติ เป็นต้น. คำนั้นตื้นทั้งนั้น.

บทว่า เนตฺติธมฺมานุโลมิกํ ได้แก่ อนุโลมแก่ธรรม กล่าวคือบาลีแห่งวินัย.

สมุฏฐานสีสวัณณนา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา