สังฆาทิเสส สิกขาบทที่ ๑๐
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทสมสงฺฆาทิเสสํ
๘๕เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี สงฺเฆน สมนุภฏฺฐา ภิกฺขุนิโย เอวํ วเทติ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ สนฺติ สงฺเฆ อญฺญาปิ ภิกฺขุนิโย เอวาจารา เอวํสทฺทา เอวํสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา ตา สงฺโฆ น กิญฺจิ อาห ตุเมฺหเยว สงฺโฆ อุญฺญาย ปริภเวน อกฺขนฺติยา เวภสฺสา ทุพฺพลฺยา เอวมาห ภคินิโย โข สํสฏฺฐา วิหรนฺติ ปาปาจารา ปาปสทฺทา ปาปสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ {๘๕.๑} ยา ตา ภิกฺขุนิโย อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ ตา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อยฺยา ถุลฺลนนฺทา สงฺเฆน สมนุภฏฺฐา ภิกฺขุนิโย เอวํ วกฺขติ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ ฯเปฯ วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี สงฺเฆน สมนุภฏฺฐา ภิกฺขุนิโย เอวํ วเทติ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ ฯเปฯ วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ภิกฺขเว ถุลฺลนนฺทา ภิกฺขุนี สงฺเฆน สมนุภฏฺฐา ภิกฺขุนิโย เอวํ วกฺขติ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ ฯเปฯ วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิโย อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิสนฺตุ ยา ปน ภิกฺขุนี เอวํ วเทยฺย สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ สนฺติ สงฺเฆ อญฺญาปิ ภิกฺขุนิโย เอวาจารา เอวํสทฺทา เอวํสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา ตา สงฺโฆ น กิญฺจิ อาห ตุเมฺหเยว สงฺโฆ อุญฺญาย ปริภเวน อกฺขนฺติยา เวภสฺสา ทุพฺพลฺยา เอวมาห ภคินิโย โข สํสฏฺฐา วิหรนฺติ ปาปาจารา ปาปสทฺทา ปาปสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ {๘๕.๒} สา ภิกฺขุนี ภิกฺขุนีหิ เอวมสฺส วจนียา มายฺเย เอวํ อวจ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ สนฺติ สงฺเฆ อญฺญาปิ ภิกฺขุนิโย เอวาจารา เอวํสทฺทา เอวํสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา ตา สงฺโฆ น กิญฺจิ อาห ตุเมฺหเยว สงฺโฆ อุญฺญาย ปริภเวน อกฺขนฺติยา เวภสฺสา ทุพฺพลฺยา เอวมาห ภคินิโย โข สํสฏฺฐา วิหรนฺติ ปาปาจารา ปาปสทฺทา ปาปสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ เอวญฺจ สา ภิกฺขุนี ภิกฺขุนีหิ วุจฺจมานา ตเถว ปคฺคเณฺหยฺย สา ภิกฺขุนี ภิกฺขุนีหิ ยาวตติยํ สมนุภาสิตพฺพา ตสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย ฯ ยาวตติยญฺเจ สมนุภาสิยมานา ตํ ปฏินิสฺสชฺเชยฺย อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ปฏินิสฺสชฺเชยฺย อยมฺปิ ภิกฺขุนี ยาวตติยกํ ธมฺมํ อาปนฺนา นิสฺสารณียํ สงฺฆาทิเสสนฺติ ฯ
๘๖ยา ปนาติ ยา ยาทิสา ฯเปฯ ภิกฺขุนีติ ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปตา ภิกฺขุนีติ ฯ เอวํ วเทยฺยาติ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ สนฺติ สงฺเฆ อญฺญาปิ ภิกฺขุนิโย เอวาจารา เอวํสทฺทา เอวํสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา ตา สงฺโฆ น กิญฺจิ อาห ตุเมฺหเยว สงฺโฆ อุญฺญายาติ อวญฺญาย ฯ ปริภเวนาติ ปริภพฺยตา ฯ อกฺขนฺติยาติ โกเปน ฯ เวภสฺสาติ วิภสฺสีกตา ฯ ทุพฺพลฺยาติ อปกฺขตา ฯ เอวมาห ภคินิโย โข สํสฏฺฐา วิหรนฺติ ปาปาจารา ปาปสทฺทา ปาปสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ สา ภิกฺขุนีติ ยา สา เอวํวาทินี ภิกฺขุนี ฯ ภิกฺขุนีหีติ อญฺญาหิ ภิกฺขุนีหิ ฯ ยา ปสฺสนฺติ ยา สุณนฺติ ตาหิ วตฺตพฺพา มายฺเย เอวํ อวจ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ ฯเปฯ วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ ทุติยมฺปิ วตฺตพฺพา ตติยมฺปิ วตฺตพฺพา ฯ สเจ ปฏินิสฺสชฺชติ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ปฏินิสฺสชฺชติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ สุตฺวา น วทนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ สา ภิกฺขุนี สงฺฆมชฺฌํปิ อากฑฺฒิตฺวา วตฺตพฺพา มายฺเย เอวํ อวจ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ ฯเปฯ วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ ทุติยมฺปิ วตฺตพฺพา ตติยมฺปิ วตฺตพฺพา ฯ สเจ ปฏินิสฺสชฺชติ อิจฺเจตํ กุสลํ โน เจ ปฏินิสฺสชฺชติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ
๘๗สา ภิกฺขุนี สมนุภาสิตพฺพา ฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว สมนุภาสิตพฺพา พฺยตฺตาย ภิกฺขุนิยา ปฏิพลาย สงฺโฆ ญาเปตพฺโพ {๘๗.๑} สุณาตุ เม อยฺเย สงฺโฆ อยํ อิตฺถนฺนามา ภิกฺขุนี สงฺเฆน สมนุภฏฺฐา ภิกฺขุนิโย เอวํ วเทติ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ สนฺติ สงฺเฆ อญฺญาปิ ภิกฺขุนิโย เอวาจารา เอวํสทฺทา เอวํสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา ตา สงฺโฆ น กิญฺจิ อาห ตุเมฺหเยว สงฺโฆ อุญฺญาย ปริภเวน อกฺขนฺติยา เวภสฺสา ทุพฺพลฺยา เอวมาห ภคินิโย โข สํสฏฺฐา วิหรนฺติ ฯเปฯ วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ สา ตํ วตฺถุํ นปฺปฏินิสฺสชฺชติ ฯ ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ สงฺโฆ อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุนึ สมนุภาเสยฺย ตสฺส วตฺถุสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย ฯ เอสา ญตฺติ ฯ {๘๗.๒} สุณาตุ เม อยฺเย สงฺโฆ อยํ อิตฺถนฺนามา ภิกฺขุนี สงฺเฆน สมนุภฏฺฐา ภิกฺขุนิโย เอวํ วเทติ สํสฏฺฐา ว อยฺเย ตุเมฺห วิหรถ มา ตุเมฺห นานา วิหริตฺถ สนฺติ สงฺเฆ อญฺญาปิ ภิกฺขุนิโย เอวาจารา เอวํสทฺทา เอวํสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา ตา สงฺโฆ น กิญฺจิ อาห ตุเมฺหเยว สงฺโฆ อุญฺญาย ปริภเวน อกฺขนฺติยา เวภสฺสา ทุพฺพลฺยา เอวมาห ภคินิโย โข สํสฏฺฐา วิหรนฺติ ปาปาจารา ปาปสทฺทา ปาปสิโลกา ภิกฺขุนีสงฺฆสฺส วิเหสิกา อญฺญมญฺญิสฺสา วชฺชปฏิจฺฉาทิกา วิวิจฺจถยฺเย วิเวกญฺเญว ภคินีนํ สงฺโฆ วณฺเณตีติ ฯ สา ตํ วตฺถุํ นปฺปฏินิสฺสชฺชติ ฯ สงฺโฆ อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุนึ สมนุภาสติ ตสฺส วตฺถุสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย ฯ ยสฺสา อยฺยาย ขมติ อิตฺถนฺนามาย ภิกฺขุนิยา สมนุภาสนา ตสฺส วตฺถุสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย สา ตุณฺหสฺส ยสฺสา นกฺขมติ สา ภาเสยฺย ฯ {๘๗.๓} ทุติยมฺปิ เอตมตฺถํ วทามิ ฯเปฯ ตติยมฺปิ เอตมตฺถํ วทามิ ฯเปฯ สมนุภฏฺฐา สงฺเฆน อิตฺถนฺนามา ภิกฺขุนี ตสฺส วตฺถุสฺส ปฏินิสฺสคฺคาย ฯ ขมติ สงฺฆสฺส ตสฺมา ตุณฺหี ฯ เอวเมตํ ธารยามีติ ฯ
๘๘ญตฺติยา ทุกฺกฏํ ทฺวีหิ กมฺมวาจาหิ ถุลฺลจฺจยา กมฺมวาจาปริโยสาเน อาปตฺติ สงฺฆาทิเสสสฺส ฯ สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปชฺชนฺติยา ญตฺติยา ทุกฺกฏํ ทฺวีหิ กมฺมวาจาหิ ถุลฺลจฺจยา ปฏิปฺปสฺสมฺภนฺติ ฯ
๘๙อยมฺปีติ ปุริมาโย อุปาทาย วุจฺจติ ฯ ยาวตติยกนฺติ ยาวตติยํ สมนุภาสนาย อาปชฺชติ น สห วตฺถุชฺฌาจารา ฯ นิสฺสารณียนฺติ สงฺฆมฺหา นิสฺสาริยติ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ สงฺโฆ ว ตสฺสา อาปตฺติยา มานตฺตํ เทติ มูลาย ปฏิกสฺสติ อพฺเภติ น สมฺพหุลา น เอกา ภิกฺขุนี เตน วุจฺจติ สงฺฆาทิเสโสติ ฯ ตสฺเสว อาปตฺตินิกายสฺส นาม กมฺมํ อธิวจนํ เตนปิ วุจฺจติ สงฺฆาทิเสโสติ ฯ
๙๐ธมฺมกมฺเม ธมฺมกมฺมสญฺญา นปฺปฏินิสฺสชฺชติ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสสสฺส ฯ ธมฺมกมฺเม เวมติกา นปฺปฏินิสฺสชฺชติ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสสสฺส ฯ ธมฺมกมฺเม อธมฺมกมฺมสญฺญา นปฺปฏินิสฺสชฺชติ อาปตฺติ สงฺฆาทิเสสสฺส ฯ อธมฺมกมฺเม ธมฺมกมฺมสญฺญา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อธมฺมกมฺเม เวมติกา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ อธมฺมกมฺเม อธมฺมกมฺมสญฺญา อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ
๙๑อนาปตฺติ อสมนุภาสนฺติยา ปฏินิสฺสชฺชนฺติยา อุมฺมตฺติกาย อาทิกมฺมิกายาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ นิทานวัตถุ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ ว่าด้วยการยุยงส่งเสริมให้ภิกษุณีประพฤติเลวทราม เรื่องภิกษุณีถุลลนันทา
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุณีถุลลนันทากล่าวกับภิกษุณีทั้งหลายผู้ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสน์แล้วอย่างนี้ว่า “แม่เจ้าทั้งหลาย พวกท่านจงอยู่คลุกคลีกันเถิด อย่าแยกกันอยู่ ภิกษุณีเหล่าอื่นผู้มีความประพฤติอย่างนี้ มีกิตติศัพท์อย่างนี้ มีชื่อเสียงอย่างนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ปกปิดโทษของกันและกันก็มีอยู่ในสงฆ์ สงฆ์ก็ไม่ได้ว่ากล่าวภิกษุณีเหล่านั้นเลย สงฆ์ได้แต่ว่ากล่าวพวกท่านเท่านั้นด้วยความดูหมิ่นเหยียดหยาม ด้วยความไม่พอใจ ด้วยการข่มขู่ เพราะพวกท่านอ่อนแออย่างนี้ว่า ‘น้องหญิงทั้งหลายอยู่คลุกคลีกัน มีความประพฤติเลวทราม มีกิตติศัพท์ในทางเสื่อมเสีย มีชื่อเสียงไม่ดี มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ปกปิดโทษของกันและกัน น้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญการแยกกันอยู่ของน้องหญิงทั้งหลายเท่านั้น” บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉน ภิกษุณีถุลลนันทาจึงกล่าวกับภิกษุณีทั้งหลายผู้ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสน์แล้วอย่างนี้ว่า‘ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลี อย่าแยกกันอยู่ ภิกษุณีเหล่าอื่น ฯลฯ ก็มีอยู่ในสงฆ์ฯลฯ น้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญการแยกกันอยู่ของน้องหญิงทั้งหลายเท่านั้น’ ดังนี้เล่า” ครั้นแล้ว ภิกษุณีเหล่านั้นได้นำเรื่องนี้ไปบอกภิกษุทั้งหลายให้ทราบ พวกภิกษุได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า ภิกษุณีถุลลนันทากล่าวกับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๖๘}
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ พระบัญญัติ ภิกษุณีทั้งหลายผู้ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสน์แล้วอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกัน อย่าแยกกันอยู่ ภิกษุณีเหล่าอื่นผู้มีความประพฤติอย่างนี้ มีกิตติศัพท์อย่างนี้มีชื่อเสียงอย่างนี้ก็มีอยู่ในสงฆ์ สงฆ์ก็ไม่ได้ว่ากล่าวภิกษุณีเหล่านั้นเลย สงฆ์ได้แต่ว่ากล่าวพวกท่านเท่านั้นด้วยความดูหมิ่นเหยียดหยาม ด้วยความไม่พอใจ ด้วยการข่มขู่ เพราะพวกท่านอ่อนแอ อย่างนี้ว่า ‘น้องหญิงทั้งหลายอยู่คลุกคลีกัน มีความประพฤติเลวทราม มีกิตติศัพท์ในทางเสื่อมเสีย มีชื่อเสียงไม่ดี มักเบียดเบียนกันภิกษุณีสงฆ์ปกปิดโทษของกันและกัน น้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจงแยกกันอยู่เถิดสงฆ์ย่อมสรรเสริญการแยกกันอยู่ของน้องหญิงทั้งหลายเท่านั้น’ ดังนี้ จริงหรือ”พวกภิกษุทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า“ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีถุลลนันทาจึงบอกภิกษุณีทั้งหลายผู้ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสน์แล้วอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลี อย่าแยกกันอยู่ ภิกษุณีเหล่าอื่น ฯลฯ ก็มีอยู่ในสงฆ์ ฯลฯ แม่เจ้าทั้งหลาย พวกท่านจงแยกกันอยู่เถิดสงฆ์ย่อมสรรเสริญการแยกกันอยู่ของน้องหญิงทั้งหลายเท่านั้นดังนี้เล่า ภิกษุทั้งหลายการกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุณีทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้ พระบัญญัติ
ก็ภิกษุณีใดกล่าวอย่างนี้ว่า “น้องหญิงทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จงอยู่คลุกคลีกัน อย่าแยกกันอยู่ ภิกษุณีเหล่าอื่นผู้มีความประพฤติอย่างนี้ มีกิตติศัพท์อย่างนี้ มีชื่อเสียงอย่างนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ปกปิดโทษของกันและกันไว้ก็มีอยู่ในสงฆ์ สงฆ์ก็ไม่ได้ว่ากล่าวพวกเธอเลย สงฆ์ได้แต่ว่ากล่าวพวกท่านเท่านั้นด้วยความดูหมิ่นเหยียดหยาม ด้วยความไม่พอใจ ด้วยการข่มขู่เพราะพวกท่านอ่อนแอ อย่างนี้ว่า “น้องหญิงทั้งหลายอยู่คลุกคลีกัน มีความประพฤติเลวทราม มีกิตติศัพท์ในทางเสื่อมเสีย มีชื่อเสียงไม่ดี มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ปกปิดโทษของกันและกัน น้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจงแยก กันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญการแยกกันอยู่ของน้องหญิงทั้งหลายเท่านั้น”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๖๙}
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ สิกขาบทวิภังค์ ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงว่ากล่าวตักเตือนอย่างนี้ว่า “น้องหญิง ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ว่า ‘น้องหญิงทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกัน อย่าแยกกันอยู่ ภิกษุณีแม้เหล่าอื่นผู้มีความประพฤติอย่างนี้ มีกิตติศัพท์อย่างนี้ มีชื่อเสียงอย่างนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษกันไว้ก็มีอยู่ในสงฆ์ สงฆ์ก็ไม่ได้ว่ากล่าวภิกษุณีเหล่านั้นเลย ได้แต่ว่ากล่าวพวกท่านเท่านั้นด้วยความดูหมิ่นเหยียดหยาม ด้วยความไม่พอใจ ด้วยการข่มขู่ เพราะพวกท่านอ่อนแอ อย่างนี้ว่า ‘น้องหญิงทั้งหลายอยู่คลุกคลีกัน มีความประพฤติเลวทรามมีกิตติศัพท์ในทางเสื่อมเสีย มีชื่อเสียงไม่ดี มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ปกปิดโทษของกันและกัน น้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญการแยกกันอยู่ของน้องหญิงทั้งหลายเท่านั้น” ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายว่ากล่าวตักเตือนอยู่อย่างนี้ ก็ยังยืนยันอยู่อย่างนั้น ภิกษุณีนั้นอัน ภิกษุณีทั้งหลายพึงสวดสมนุภาสน์จนครบ ๓ ครั้งเพื่อให้สละเรื่องนั้น ถ้าเธอกำลังถูกสวดสมนุภาสน์กว่าจะครบ ๓ ครั้งสละเรื่องนั้นได้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่สละ แม้ภิกษุณีนี้ก็ต้องธรรมคือสังฆาทิเสสที่ชื่อว่ายาวตติยกะ นิสสารณียะเรื่องภิกษุณีถุลลนันทา จบ สิกขาบทวิภังค์
คำว่า ก็ ... ใด คือ ผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ก็ ... ใด คำว่า ภิกษุณี มีอธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุณี เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุณี ในความหมายนี้ คำว่า กล่าวอย่างนี้ คือ กล่าวว่า “แม่เจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงอยู่คลุกคลีกัน อย่าแยกกันอยู่ ภิกษุณีเหล่าอื่นที่มีความประพฤติอย่างนี้ มีกิตติศัพท์อย่างนี้ มีชื่อเสียงอย่างนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษกันไว้ก็มีอยู่ในสงฆ์ สงฆ์ไม่ว่ากล่าวอะไรๆ ภิกษุณีเหล่านั้น”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๗๐}
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ สิกขาบทวิภังค์ คำว่า สงฆ์ ... ว่ากล่าวพวกท่าน ... ด้วยความดูหมิ่น ได้แก่ ด้วยความดูถูก คำว่า เหยียดหยาม ได้แก่ ความหยาบคาย คำว่า ด้วยความไม่พอใจ ได้แก่ ด้วยความโกรธเคือง คำว่า ด้วยการข่มขู่ ได้แก่ ด้วยการกำราบ คำว่า เพราะพวกท่านอ่อนแอ คือ เพราะความไม่มีพวก สงฆ์ว่ากล่าวอย่างนี้ว่า “น้องหญิงทั้งหลายอยู่คลุกคลีกัน มีความประพฤติเลวทราม มีกิตติศัพท์ในทางเสื่อมเสีย มีชื่อเสียงไม่ดี มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ปกปิดโทษของกันและกัน ท่านทั้งหลายจงแยกกันอยู่ สงฆ์ย่อมสรรเสริญการแยกกันอยู่ของน้องหญิงทั้งหลายเท่านั้น” คำว่า ภิกษุณีนั้น ได้แก่ ภิกษุณีผู้ชอบพูดเช่นนั้น คำว่า อันภิกษุณีทั้งหลาย ได้แก่ อันภิกษุณีพวกอื่น ภิกษุณีทั้งหลายที่ได้เห็นได้ยินพึงว่ากล่าวตักเตือนว่า “แม่เจ้า ท่านอย่าพูดอย่างนี้ว่า ‘พวกท่านจงอยู่คลุกคลีกัน อย่าแยกกัน ฯลฯ ท่านทั้งหลายจงแยกกันอยู่ สงฆ์ย่อมสรรเสริญการแยกกันอยู่ของน้องหญิงทั้งหลาย” พึงว่ากล่าวตักเตือนเธอแม้ครั้งที่ ๒ พึงว่ากล่าวตักเตือนเธอแม้ครั้งที่ ๓ ถ้าเธอสละได้ นั่นเป็นการดีถ้าไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุณีทั้งหลายรู้แต่ไม่ตักเตือน ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุณีนั้นอันภิกษุณีทั้งหลายพึงนำมาท่ามกลางสงฆ์ ว่ากล่าวตักเตือนว่า “แม่เจ้าท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ว่า ‘แม่เจ้าทั้งหลาย พวกท่านจงคลุกคลีกัน อย่าแยกกันอยู่ฯลฯ พวกท่านจงแยกกันอยู่ สงฆ์ย่อมสรรเสริญการแยกกันอยู่ของน้องหญิงทั้งหลายเท่านั้น” พึงว่ากล่าวตักเตือนเธอแม้ครั้งที่ ๒ พึงว่ากล่าวตักเตือนเธอแม้ครั้งที่ ๓ถ้าเธอสละได้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่สละ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุณีนั้นอันสงฆ์พึงสวดสมนุภาสน์ วิธีสวดสมนุภาสน์และกรรมวาจาสวดสมนุภาสน์ ภิกษุทั้งหลาย ก็สงฆ์พึงสวดสมนุภาสน์ภิกษุณีนั้นอย่างนี้ คือ ภิกษุณีผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจาว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๗๑}
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ สิกขาบทวิภังค์
“แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟัง ภิกษุณีชื่อนี้กล่าวกับภิกษุณีทั้งหลายผู้ถูกสงฆ์ สวดสมนุภาสน์แล้วอย่างนี้ว่า ‘พวกท่านจงอยู่คลุกคลีกัน อย่าแยกกันอยู่ ภิกษุณีเหล่าอื่นที่มีความประพฤติอย่างนี้ มีกิตติศัพท์อย่างนี้ มีชื่อเสียงอย่างนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษกันไว้ ก็มีอยู่ในสงฆ์ สงฆ์ก็ไม่ได้ว่ากล่าวภิกษุณีเหล่านั้นเลย สงฆ์ได้แต่ว่ากล่าวพวกท่านเท่านั้นด้วยความดูหมิ่นเหยียดหยามด้วยความไม่พอใจ ด้วยการข่มขู่ เพราะพวกท่านอ่อนแอ อย่างนี้ว่า ‘น้องหญิงทั้งหลายอยู่คลุกคลีกัน มีความประพฤติเลวทราม มีกิตติศัพท์ในทางเสื่อมเสีย มีชื่อเสียงในทางไม่ดี มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ปกปิดโทษของกันและกัน น้องหญิงทั้งหลายพวกท่านพึงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญการแยกกันอยู่ของน้องหญิงทั้งหลายเท่านั้น” ภิกษุณีนั้นยังไม่สละเรื่องนั้น ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว ก็พึงสวดสมนุภาสน์ภิกษุณีชื่อนี้เพื่อให้สละเรื่องนั้น นี่เป็นญัตติ แม่เจ้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุณีนี้กล่าวกับภิกษุณีทั้งหลายผู้ถูกสงฆ์สวดสมนุภาสน์แล้วอย่างนี้ว่า ‘พวกท่านจงอยู่คลุกคลีกัน อย่าแยกกันอยู่ ภิกษุณีเหล่าอื่นที่มีความประพฤติอย่างนี้ มีกิตติศัพท์อย่างนี้ มีชื่อเสียงอย่างนี้ มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ชอบปกปิดโทษกันไว้ก็มีในสงฆ์ สงฆ์ก็ไม่ได้ว่ากล่าวพวกเธอเลยสงฆ์ได้แต่ว่ากล่าวพวกท่านเท่านั้นด้วยความดูหมิ่นเหยียดหยาม ด้วยความไม่พอใจด้วยการข่มขู่ เพราะพวกท่านอ่อนแอ อย่างนี้ว่า “น้องหญิงทั้งหลายอยู่คลุกคลีกันมีความประพฤติเลวทราม มีกิตติศัพท์ในทางเสื่อมเสีย มีชื่อเสียงไม่ดี มักเบียดเบียนภิกษุณีสงฆ์ ปกปิดโทษของกันและกัน น้องหญิงทั้งหลาย พวกท่านจงแยกกันอยู่เถิด สงฆ์ย่อมสรรเสริญการแยกกันอยู่ของน้องหญิงทั้งหลายเท่านั้น” ภิกษุณีนั้นยังไม่สละเรื่องนั้น สงฆ์สวดสมนุภาสน์ภิกษุณีชื่อนี้เพื่อให้สละเรื่องนั้น แม่เจ้ารูปใดเห็นด้วยกับการสวดสมนุภาสน์ภิกษุณีชื่อนี้เพื่อให้สละเรื่องนั้น แม่เจ้ารูปนั้นพึงนิ่งแม่เจ้ารูปใดไม่เห็นด้วย แม่เจ้ารูปนั้นพึงทักท้วง ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ ข้าพเจ้ากล่าวความนี้แม้ครั้งที่ ๓ฯลฯ ภิกษุณีชื่อนี้ สงฆ์สวดสมนุภาสน์เพื่อให้สละเรื่องนั้น สงฆ์เห็นด้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๗๒}
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ บทภาชนีย์ จบญัตติ ต้องอาบัติทุกกฏ จบกรรมวาจา ๒ ครั้ง ต้องอาบัติถุลลัจจัย จบกรรมวาจาครั้งสุดท้าย ต้องอาบัติสังฆาทิเสส เมื่อเธอต้องอาบัติสังฆาทิเสสอาบัติทุกกฏ(ที่ต้อง)เพราะญัตติ อาบัติถุลลัจจัย(ที่ต้อง)เพราะกรรมวาจา ๒ ครั้งย่อมระงับไป คำว่า ภิกษุณีแม้นี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อนๆ คำว่า ยาวตติยกะ คือ ต้องอาบัติเพราะสวดสมนุภาสน์จบ ๓ ครั้ง ไม่ใช่ต้องอาบัติพร้อมกับการล่วงละเมิดวัตถุ คำว่า นิสสารณียะ ได้แก่ ทำให้ถูกขับออกจากหมู่ คำว่า สังฆาทิเสส ความว่า สำหรับอาบัตินั้น สงฆ์เท่านั้นให้มานัต ชัก เข้าหาอาบัติเดิม เรียกเข้าหมู่ ภิกษุณีหลายรูปก็ทำไม่ได้ ภิกษุณีรูปเดียวก็ทำไม่ได้ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า สังฆาทิเสส คำว่า สังฆาทิเสส นี้เป็นการขนานนาม เป็นคำเรียกหมวดอาบัตินั้นนั่นเองด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า สังฆาทิเสส บทภาชนีย์ ติกสังฆาทิเสส
กรรมที่ทำถูกต้อง ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นกรรมที่ทำถูกต้อง ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส กรรมที่ทำถูกต้อง ภิกษุณีไม่แน่ใจ ไม่สละ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส กรรมที่ทำถูกต้อง ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นกรรมที่ทำไม่ถูกต้อง ไม่สละ ต้อง อาบัติสังฆาทิเสส ติกทุกกฏ กรรมที่ทำไม่ถูกต้อง ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นกรรมที่ทำถูกต้อง ต้องอาบัติทุกกฏ กรรมที่ทำไม่ถูกต้อง ภิกษุณีไม่แน่ใจ ต้องอาบัติทุกกฏ กรรมที่ทำไม่ถูกต้อง ภิกษุณีสำคัญว่าเป็นกรรมที่ทำไม่ถูกต้อง ต้องอาบัติทุกกฏ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๗๓}
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๒. สังฆาทิเสสกัณฑ์] บทสรุป อนาปัตติวาร ภิกษุณีต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ
๑. ภิกษุณียังไม่ถูกสวดสมนุภาสน์ ๒. ภิกษุณีผู้สละ ๓. ภิกษุณีวิกลจริต ๔. ภิกษุณีต้นบัญญัติ สังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสังฆาทิเสสสิกขาบทที่ ๑๐
วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑๐ พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า เอวาจารา คือ ผู้มีอาจาระอย่างนี้. ความว่า มีอาจาระเช่นอย่างอาจาระของพวกท่าน.
ในบททั้งปวงก็มีนัยเช่นนี้.
บทว่า อญฺญาย แปลว่า ด้วยความดูหมิ่น คือด้วยความรู้กดให้ต่ำ.
บทว่า ปริภเวน ได้แก่ ด้วยความรู้เหยียดหยามอย่างนี้ว่า แม่พวกนี้จักกระทำอะไรได้?
บทว่า อกฺขนฺติยา คือ ด้วยความไม่อดกลั้น. ความว่า ด้วยความโกรธเคือง.
บทว่า เวภสฺสา คือ ด้วยความเป็นผู้มีเสียงขู่เข็ญ.
ความว่า ด้วยการขู่ให้หวาดกลัวด้วยประกาศกำลังของตนๆ.
บทว่า ทุพลฺยา คือ เพราะพวกท่านเป็นคนอ่อนแอ.
บัณฑิตพึงเห็นอรรถสมุจจัยในบททั้งปวงอย่างนี้ว่า ด้วยความดูหมิ่นและด้วยความเหยียดหยาม.
บทว่า วิวิจฺจถ แปลว่า พวกท่านจงแยกกันอยู่เถิด.
คำที่เหลือพร้อมทั้งสมุฏฐานเป็นต้น ตื้นทั้งนั้นแล.
อรรถกถาสังฆาทิเสสสิกขาบท ๑๐ จบ. -----------------------------------------------------