อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา

สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระหัตถกะศากยบุตร [ว่าด้วย พูดเท็จ]

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗๓–๑๘๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 9 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 9 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 11 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปาจิตฺติยกณฺฑํ อิเม โข ปนายสฺมนฺโต เทฺวนวุติ ปาจิตฺติยา ธมฺมา อุทฺเทสํ อาคจฺฉนฺติ ฯ มุสาวาทวคฺคสฺส ปฐมสิกฺขาปทํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๒ มหาวิภังค์ ภาค ๒ ปาจิตติยกัณฑ์ ท่านทั้งหลาย อนึ่ง ธรรมคือปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบทเหล่านี้แล มาสู่อุเทศ ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๑ ๑. มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑ เรื่องพระหัตถกะศากยบุตร

ข้อ ๑๗๓

เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน หตฺถโก สกฺยปุตฺโต วาทกฺขิตฺโต โหติ ฯ โส ติตฺถิเยหิ สทฺธึ สลฺลปนฺโต อวชานิตฺวา ปฏิชานาติ ปฏิชานิตฺวา อวชานาติ อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรติ สมฺปชานมุสา ภาสติ สงฺเกตํ กตฺวา วิสํวาเทติ ฯ ติตฺถิยา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม หตฺถโก สกฺยปุตฺโต อเมฺหหิ สทฺธึ สลฺลปนฺโต อวชานิตฺวา ปฏิชานิสฺสติ ปฏิชานิตฺวา อวชานิสฺสติ อญฺเญนญฺญํ ปฏิจริสฺสติ สมฺปชานมุสา ภาสิสฺสติ สงฺเกตํ กตฺวา วิสํวาเทสฺสตีติ ฯ {๑๗๓.๑} อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู เตสํ ติตฺถิยานํ อุชฺฌายนฺตานํ ขียนฺตานํ วิปาเจนฺตานํ ฯ อถโข เต ภิกฺขู เยน หตฺถโก สกฺยปุตฺโต เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา หตฺถกํ สกฺยปุตฺตํ เอตทโวจุํ สจฺจํ กิร ตฺวํ อาวุโส หตฺถก ติตฺถิเยหิ สทฺธึ สลฺลปนฺโต อวชานิตฺวา ปฏิชานาสิ ปฏิชานิตฺวา อวชานาสิ อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรสิ สมฺปชานมุสา ภาสสิ สงฺเกตํ กตฺวา วิสํวาเทสีติ ฯ เอเต โข อาวุโส ติตฺถิยา นาม เยน เกนจิ เชตพฺพา น เตสํ ชโย ทาตพฺโพติ ฯ เย เต ภิกฺขู อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ เต อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม หตฺถโก สกฺยปุตฺโต ติตฺถิเยหิ สทฺธึ สลฺลปนฺโต อวชานิตฺวา ปฏิชานิสฺสติ ปฏิชานิตฺวา อวชานิสฺสติ อญฺเญนญฺญํ ปฏิจริสฺสติ สมฺปชานมุสา ภาสิสฺสติ สงฺเกตํ กตฺวา วิสํวาเทสฺสตีติ ฯ อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน เอตสฺมึ ปกรเณ ภิกฺขุสงฺฆํ สนฺนิปาตาเปตฺวา หตฺถกํ สกฺยปุตฺตํ ปฏิปุจฺฉิ สจฺจํ กิร ตฺวํ หตฺถก ติตฺถิเยหิ สทฺธึ สลฺลปนฺโต อวชานิตฺวา ปฏิชานาสิ ปฏิชานิตฺวา อวชานาสิ อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรสิ สมฺปชานมุสา ภาสสิ สงฺเกตํ กตฺวา วิสํวาเทสีติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ตฺวํ โมฆปุริส ติตฺถิเยหิ สทฺธึ สลฺลปนฺโต อวชานิตฺวา ปฏิชานิสฺสสิ ปฏิชานิตฺวา อวชานิสฺสสิ อญฺเญนญฺญํ ปฏิจริสฺสสิ สมฺปชานมุสา ภาสิสฺสสิ สงฺเกตํ กตฺวา วิสํวาเทสฺสสิ เนตํ โมฆปุริส อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ปสนฺนานํ วา ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิเสยฺยาถ {๑๗๓.๒} สมฺปชานมุสาวาเท ปาจิตฺติยนฺติ ฯ

โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของ อนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น พระหัตถกะศากยบุตรเป็นคนพูดสับปรับท่านเจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้งๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้ว ทำให้คลาดเคลื่อน. พวกเดียรถีย์พากันเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน พระหัตถกะศากยบุตร เจรจาอยู่กับพวกเรา จึงได้กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้งๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้วทำให้คลาดเคลื่อนเล่า?. ภิกษุทั้งหลายได้ยินเดียรถีย์พวกนั้น เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่ จึงเข้าไปหาพระหัตถ-*กะศากยบุตรถึงสำนัก ครั้นแล้วได้ถามพระหัตถกะว่า อาวุโสหัตถกะ ข่าวว่า ท่านเจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้งๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้วทำให้คลาดเคลื่อน จริงหรือ?. พระหัตถกะศากยบุตรตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าพวกเดียรถีย์เหล่านี้ เราต้องเอาชนะด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เราไม่ควรให้ความชนะแก่เดียรถีย์พวกนั้น. บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระหัตถกะศากยบุตร เจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ จึงได้กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้งๆ ที่รู้อยู่พูดนัดหมายไว้แล้วทำให้คลาดเคลื่อนเล่า? แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถาม พระหัตถกะศากยบุตรว่า จริงหรือหัตถกะ ข่าวว่า เธอเจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่นกล่าวเท็จทั้งๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้วทำให้คลาดเคลื่อน?. พระหัตถกะศากยบุตรทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียน พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูกรโมฆบุรุษ ไฉน เธอเจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์จึงได้กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้งๆที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้วทำให้คลาดเคลื่อนเล่า? การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว, โดยที่แท้การกระทำของเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว. ทรงบัญญัติสิกขาบท พระผู้มีพระภาคครั้นทรงติเตียนพระหัตถกะศากยบุตร โดยอเนกปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย, ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้นที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑เพื่อถือตามพระวินัย ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-พระบัญญัติ ๕๐. ๑. เป็นปาจิตตีย์ในเพราะสัมปชามุสาวาท. เรื่องพระหัตถกะศากยบุตร จบ. สิกขาบทวิภังค์

ข้อ ๑๗๔

สมฺปชานมุสาวาโท นาม วิสํวาทนปุเรกฺขารสฺส วาจา คีรา พฺยปโถ วจีเภโท วาจสิกา วิญฺญตฺติ อฏฺฐ อนริยโวหารา อทิฏฺฐํ ทิฏฺฐํ เมติ อสฺสุตํ สุตํ เมติ อมุตํ มุตํ เมติ อวิญฺญาตํ วิญฺญาตํ เมติ ทิฏฺฐํ อทิฏฺฐํ เมติ สุตํ อสฺสุตํ เมติ มุตํ อมุตํ เมติ วิญฺญาตํ อวิญฺญาตํ เมติ ฯ

ที่ชื่อว่า สัมปชานมุสาวาท ได้แก่ วาจา เสียงที่เปล่ง ถ้อยคำเป็นแนวทางการเปล่งวาจา เจตนาที่ให้เขาเข้าใจทางวาจา ของบุคคลผู้จงใจจะพูดให้คลาดจากความจริง ได้แก่คำพูดของอนารยชน ๘ อย่าง คือ ไม่เห็น พูดว่าข้าพเจ้าเห็น ๑, ไม่ได้ยิน พูดว่าข้าพเจ้าได้ยิน ๑, ไม่ทราบ พูดว่าข้าพเจ้าทราบ ๑, ไม่รู้ พูดว่าข้าพเจ้ารู้ ๑, เห็น พูดว่าข้าพเจ้าไม่เห็น ๑,ได้ยิน พูดว่าข้าพเจ้าไม่ได้ยิน ๑, ทราบ พูดว่าข้าพเจ้าไม่ทราบ ๑, รู้ พูดว่าข้าพเจ้าไม่รู้ ๑. บทภาชนีย์

ข้อ ๑๗๕

อทิฏฺฐํ นาม น จกฺขุนา ทิฏฺฐํ ฯ อสฺสุตํ นาม น โสเตน สุตํ ฯ อมุตํ นาม น ฆาเนน ฆายิตํ น ชิวฺหาย สายิตํ น กาเยน ผุฏฺฐํ ฯ อวิญฺญาตํ นาม น มนสา วิญฺญาตํ ฯ ทิฏฺฐํ นาม จกฺขุนา ทิฏฺฐํ ฯ สุตํ นาม โสเตน สุตํ ฯ มุตํ นาม ฆาเนน ฆายิตํ ชิวฺหาย สายิตํ กาเยน ผุฏฺฐํ ฯ วิญฺญาตํ นาม มนสา วิญฺญาตํ ฯ

ที่ชื่อว่า ไม่เห็น คือ ไม่เห็นด้วยตา. ที่ชื่อว่า ไม่ได้ยิน คือ ไม่ได้ยินด้วยหู. ที่ชื่อว่า ไม่ทราบ คือ ไม่ได้สูดดมด้วยจมูก, ไม่ได้ลิ้มด้วยลิ้น, ไม่ได้สัมผัสด้วยกาย. ที่ชื่อว่า ไม่รู้ คือ ไม่รู้ด้วยใจ. ที่ชื่อว่า เห็น คือ เห็นด้วยตา. ที่ชื่อว่า ได้ยิน คือ ได้ยินด้วยหู. ที่ชื่อว่า ทราบ คือ ได้สูดดมด้วยจมูก, ได้ลิ้มด้วยลิ้น, ได้สัมผัสด้วยกาย. ที่ชื่อว่า รู้ คือ รู้ด้วยใจ. อาการของการกล่าวเท็จๆ ทั้งที่รู้ ไม่เห็น-ว่าเห็น

ข้อ ๑๗๖

ตีหากาเรหิ อทิฏฺฐํ ทิฏฺฐํ เมติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ ฯ จตูหากาเรหิ อทิฏฺฐํ ทิฏฺฐํ เมติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ วินิธาย ทิฏฺฐึ ฯ ปญฺจหากาเรหิ อทิฏฺฐํ ทิฏฺฐํ เมติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ วินิธาย ทิฏฺฐึ วินิธาย ขนฺตึ ฯ ฉหากาเรหิ อทิฏฺฐํ ทิฏฺฐํ เมติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ วินิธาย ทิฏฺฐึ วินิธาย ขนฺตึ วินิธาย รุจึ ฯ สตฺตหากาเรหิ อทิฏฺฐํ ทิฏฺฐํ เมติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ วินิธาย ทิฏฺฐึ วินิธาย ขนฺตึ วินิธาย รุจึ วินิธาย ภาวํ ฯ ตีหากาเรหิ อสฺสุตํ สุตํ เมติ ฯเปฯ อมุตํ มุตํ เมติ ฯเปฯ อวิญฺญาตํ วิญฺญาตํ เมติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ ฯ จตูหากาเรหิ ฯเปฯ ปญฺจหากาเรหิ ฯเปฯ ฉหากาเรหิ ฯเปฯ สตฺตหากาเรหิ อวิญฺญาตํ วิญฺญาตํ เมติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ วินิธาย ทิฏฺฐึ วินิธาย ขนฺตึ วินิธาย รุจึ วินิธาย ภาวํ ฯ

ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้น เธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ, ๒ กำลังกล่าวก็รู้ว่ากล่าวเท็จ, ๓ ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว,ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๔ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ, ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ, ๓ ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว, ๔ อำพรางความเห็น, ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ, ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ, ๓ ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว, ๔อำพรางความเห็น, ๕ อำพรางความถูกใจ, ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๖ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ, ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ, ๓ ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว, ๔ อำพรางความเห็น, ๕ อำพรางความถูกใจ, ๖ อำพรางความชอบใจ, ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ ๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ, ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ, ๓ ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ, ๔ อำพรางความเห็น, ๕ อำพรางความถูกใจ, ๖ อำพรางความชอบใจ, ๗ อำพรางความจริง, ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่ได้ยิน-ว่าได้ยิน ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่ทราบ-ว่าทราบ ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่รู้-ว่ารู้ ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่เห็น ว่าเห็น และได้ยิน

ข้อ ๑๗๗

ตีหากาเรหิ อทิฏฺฐํ ทิฏฺฐญฺจ เม สุตญฺจาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อทิฏฺฐํ ทิฏฺฐญฺจ เม มุตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อทิฏฺฐํ ทิฏฺฐญฺจ เม วิญฺญาตญฺจาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อทิฏฺฐํ ทิฏฺฐญฺจ เม สุตญฺจ มุตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อทิฏฺฐํ ทิฏฺฐญฺจ เม สุตญฺจ วิญฺญาตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อทิฏฺฐํ ทิฏฺฐญฺจ เม สุตญฺจ มุตญฺจ วิญฺญาตญฺจาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อสฺสุตํ สุตญฺจ เม มุตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อสฺสุตํ สุตญฺจ เม วิญฺญาตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อสฺสุตํ สุตญฺจ เม ทิฏฺฐญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อสฺสุตํ สุตญฺจ เม มุตญฺจ วิญฺญาตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อสฺสุตํ สุตญฺจ เม มุตญฺจ ทิฏฺฐญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อสฺสุตํ สุตญฺจ เม มุตญฺจ วิญฺญาตญฺจ ทิฏฺฐญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อมุตํ มุตญฺจ เม วิญฺญาตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อมุตํ มุตญฺจ เม ทิฏฺฐญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อมุตํ มุตญฺจ เม สุตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อมุตํ มุตญฺจ เม วิญฺญาตญฺจ ทิฏฺฐญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อมุตํ มุตญฺจ เม วิญฺญาตญฺจ สุตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อมุตํ มุตญฺจ เม วิญฺญาตญฺจ ทิฏฺฐญฺจ สุตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อวิญฺญาตํ วิญฺญาตญฺจ เม ทิฏฺฐญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อวิญฺญาตํ วิญฺญาตญฺจ เม สุตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อวิญฺญาตํ วิญฺญาตญฺจ เม มุตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อวิญฺญาตํ วิญฺญาตญฺจ เม ทิฏฺฐญฺจ สุตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อวิญฺญาตํ วิญฺญาตญฺจ เม ทิฏฺฐญฺจ มุตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ อวิญฺญาตํ วิญฺญาตญฺจ เม ทิฏฺฐญฺจ สุตญฺจ มุตญฺจาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯเปฯ

ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็นและได้ยินด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่เห็น ว่าเห็น และทราบ ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่เห็น ว่าเห็น และรู้ ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่เห็น ว่าเห็น ได้ยิน และทราบ ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ...,ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่เห็น ว่าเห็น ได้ยิน และรู้ ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่เห็น ว่าเห็น ได้ยิน ทราบ และรู้ ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน ทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ...,ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน และทราบ ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน และรู้ ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน และเห็น ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน ทราบ และรู้ ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ...,ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน ทราบ และเห็น ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ...,ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน ทราบ รู้ และเห็น ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ รู้ และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ...,ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่ทราบ ว่าทราบ และรู้ ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่ทราบ ว่าทราบ และเห็น ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่ทราบ ว่าทราบ และได้ยิน ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่ทราบ ว่าทราบ รู้ และเห็น ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ รู้ และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่ทราบ ว่าทราบ รู้ และได้ยิน ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ รู้ และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่ทราบ ว่าทราบ รู้ เห็น และได้ยิน ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ รู้ เห็น และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ...,ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่รู้ ว่ารู้ และเห็น ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่รู้ ว่ารู้ และได้ยิน ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่รู้ ว่ารู้ และทราบ ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่รู้ ว่ารู้ เห็น และได้ยิน ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่รู้ ว่ารู้ เห็น และทราบ ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ไม่รู้ ว่ารู้ เห็น ได้ยิน และทราบ ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น ได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ...,ต้องอาบัติปาจิตตีย์. เห็น ว่าไม่เห็น

ข้อ ๑๗๘

ตีหากาเรหิ ทิฏฺฐํ อทิฏฺฐํ เมติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ ฯ จตูหากาเรหิ ฯเปฯ ปญฺจหากาเรหิ ฯเปฯ ฉหากาเรหิ ฯเปฯ สตฺตหากาเรหิ ทิฏฺฐํ อทิฏฺฐํ เมติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ วินิธาย ทิฏฺฐึ วินิธาย ขนฺตึ วินิธาย รุจึ วินิธาย ภาวํ ฯ ตีหากาเรหิ สุตํ อสฺสุตํ เมติ ฯเปฯ มุตํ อมุตํ เมติ ฯเปฯ วิญฺญาตํ อวิญฺญาตํ เมติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ ฯ จตูหากาเรหิ ฯเปฯ ปญฺจหากาเรหิ ฯเปฯ ฉหากาเรหิ ฯเปฯ สตฺตหากาเรหิ วิญฺญาตํ อวิญฺญาตํ เมติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ วินิธาย ทิฏฺฐึ วินิธาย ขนฺตึ วินิธาย รุจึ วินิธาย ภาวํ ฯ

เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่เห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ได้ยิน ว่าไม่ได้ยิน ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่ได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ทราบ ว่าไม่ทราบ ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่ทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. รู้ ว่าไม่รู้ รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่รู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. เห็น ว่าได้ยิน

ข้อ ๑๗๙

ตีหากาเรหิ ทิฏฺฐํ สุตํ เมติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ทิฏฺฐํ มุตํ เมติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ทิฏฺฐํ วิญฺญาตํ เมติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ทิฏฺฐํ สุตญฺจ เม มุตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ทิฏฺฐํ สุตญฺจ เม วิญฺญาตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ ทิฏฺฐํ สุตญฺจ เม มุตญฺจ วิญฺญาตญฺจาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ สุตํ มุตํ เมติ ฯเปฯ สุตํ วิญฺญาตํ เมติ ฯเปฯ สุตํ ทิฏฺฐํ เมติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ สุตํ มุตญฺจ เม วิญฺญาตญฺจาติ ฯเปฯ สุตํ มุตญฺจ เม ทิฏฺฐญฺจาติ ฯเปฯ สุตํ มุตญฺจ เม วิญฺญาตญฺจ ทิฏฺฐญฺจาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯเปฯ ตีหากาเรหิ มุตํ วิญฺญาตํ เมติ ฯเปฯ มุตํ ทิฏฺฐํ เมติ ฯเปฯ มุตํ สุตํ เมติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ มุตํ วิญฺญาตญฺจ เม ทิฏฺฐญฺจาติ ฯเปฯ มุตํ วิญฺญาตญฺจ เม สุตญฺจาติ ฯเปฯ มุตํ วิญฺญาตญฺจ เม ทิฏฺฐญฺจ สุตญฺจาติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ วิญฺญาตํ ทิฏฺฐํ เมติ ฯเปฯ วิญฺญาตํ สุตํ เมติ ฯเปฯ วิญฺญาตํ มุตํ เมติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ วิญฺญาตํ ทิฏฺฐญฺจ เม สุตญฺจาติ ฯเปฯ วิญฺญาตํ ทิฏฺฐญฺจ เม มุตญฺจาติ ฯเปฯ วิญฺญาตํ ทิฏฺฐญฺจ เม สุตญฺจ มุตญฺจาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯเปฯ

เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. เห็น ว่าทราบ เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. เห็น ว่ารู้ เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. เห็น ว่าได้ยิน และทราบ เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. เห็น ว่าได้ยิน และรู้ เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. เห็น ว่าได้ยิน ทราบ และรู้ เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ...,ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ได้ยิน ว่าทราบ ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ได้ยิน ว่ารู้ ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ได้ยิน ว่าเห็น ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ได้ยิน ว่าทราบ และรู้ ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ได้ยิน ว่าทราบ และเห็น ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ได้ยิน ว่าทราบ รู้ และเห็น ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ รู้ และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ...,ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ทราบ ว่ารู้ ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ทราบ ว่าเห็น ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ทราบ ว่าได้ยิน ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ทราบ ว่ารู้ และเห็น ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ทราบ ว่ารู้ และได้ยิน ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ทราบ ว่ารู้ เห็น และได้ยิน ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ...,ต้องอาบัติปาจิตตีย์. รู้ ว่าเห็น รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. รู้ ว่าได้ยิน รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง, ต้องอาบัติปาจิตตีย์. รู้ ว่าทราบ รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ...,ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. รู้ ว่าเห็น และได้ยิน รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. รู้ ว่าเห็น และทราบ รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. รู้ ว่าเห็น ได้ยิน และทราบ รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ...,ต้องอาบัติปาจิตตีย์. เห็น-สงสัย

ข้อ ๑๘๐

ตีหากาเรหิ ทิฏฺเฐ เวมติโก ทิฏฺฐํ โนกปฺเปติ ทิฏฺฐํ นสฺสรติ ทิฏฺฐํ ปมุฏฺโฐ โหติ ทิฏฺฐญฺจ เม สุตญฺจาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯเปฯ ทิฏฺฐญฺจ เม สุตญฺจ มุตญฺจ วิญฺญาตญฺจาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ฯเปฯ สุเต เวมติโก สุตํ โนกปฺเปติ สุตํ นสฺสรติ สุตํ ปมุฏฺโฐ โหติ ฯเปฯ มุเต เวมติโก มุตํ โนกปฺเปติ มุตํ นสฺสรติ มุตํ ปมุฏฺโฐ โหติ ฯเปฯ ตีหากาเรหิ วิญฺญาเต เวมติโก วิญฺญาตํ โนกปฺเปติ วิญฺญาตํ นสฺสรติ วิญฺญาตํ ปมุฏฺโฐ โหติ วิญฺญาตญฺจ เม ทิฏฺฐญฺจาติ ฯเปฯ วิญฺญาตญฺจ เม สุตญฺจาติ ฯเปฯ วิญฺญาตญฺจ เม มุตญฺจาติ ฯเปฯ วิญฺญาตญฺจ เม ทิฏฺฐญฺจ สุตญฺจาติ ฯเปฯ วิญฺญาตญฺจ เม ทิฏฺฐญฺจ มุตญฺจาติ ฯเปฯ วิญฺญาตญฺจ เม ทิฏฺฐญฺจ สุตญฺจ มุตญฺจาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ ฯ {๑๘๐.๑} จตูหากาเรหิ ฯเปฯ ปญฺจหากาเรหิ ฯเปฯ ฉหากาเรหิ ฯเปฯ สตฺตหากาเรหิ วิญฺญาเต เวมติโก วิญฺญาเต โนกปฺเปติ วิญฺญาตํ นสฺสรติ วิญฺญาตํ ปมุฏฺโฐ โหติ วิญฺญาตญฺจ เม ทิฏฺฐญฺจ สุตญฺจ มุตญฺจาติ สมฺปชานมุสา ภณนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส ปุพฺเพวสฺส โหติ มุสา ภณิสฺสนฺติ ภณนฺตสฺส โหติ มุสา ภณามีติ ภณิตสฺส โหติ มุสา มยา ภณิตนฺติ วินิธาย ทิฏฺฐึ วินิธาย ขนฺตึ วินิธาย รุจึ วินิธาย ภาวํ ฯ

เห็น ภิกษุสงสัย กำหนดไม่ได้ว่าเห็น จำไม่ได้ว่าเห็น หลงลืมว่าเห็น รู้อยู่ กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเห็น และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าเห็น และทราบ ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าเห็น และรู้ ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และทราบ ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และรู้ ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน ทราบ และรู้ ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ได้ยิน - สงสัย ได้ยิน ภิกษุสงสัย กำหนดไม่ได้ว่าได้ยิน จำไม่ได้ว่าได้ยิน หลงลืมว่าได้ยิน รู้อยู่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าได้ยิน และรู้ ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าได้ยิน และเห็น ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และรู้ ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และเห็น ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ รู้ และเห็น ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ทราบ - สงสัย ทราบ ภิกษุสงสัย กำหนดไม่ได้ว่าทราบ จำไม่ได้ว่าทราบ หลงลืมว่าทราบ รู้อยู่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕อย่าง ..., ด้วยอาการ ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าทราบ และเห็น ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าทราบ และได้ยิน ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าทราบ รู้ และเห็น ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าทราบ รู้ และได้ยิน ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้าทราบ รู้ เห็น และได้ยิน ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. รู้ - สงสัย รู้ ภิกษุสงสัย กำหนดไม่ได้ว่ารู้ จำไม่ได้ว่ารู้ หลงลืมว่ารู้ รู้อยู่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้ารู้และเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๔ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๕ อย่าง ..., ด้วยอาการ๖ อย่าง ..., ด้วยอาการ ๗ อย่าง ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้ารู้ และได้ยิน ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้ารู้ และทราบ ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้ารู้ เห็น และได้ยิน ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้ารู้ เห็น และทราบ ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. ... ข้าพเจ้ารู้ เห็น ได้ยิน และทราบ ..., ต้องอาบัติปาจิตตีย์. อนาปัตติวาร

ข้อ ๑๘๑

อนาปตฺติ ทวาย ภณติ รวาย ภณติ (ทวาย ภณติ นาม สหสา ภณติ ฯ รวาย ภณติ นาม อญฺญํ ภณิสฺสามีติ อญฺญํ ภณติ ฯ) อุมฺมตฺตกสฺส อาทิกมฺมิกสฺสาติ ฯ ปฐมสิกฺขาปทํ นิฏฺฐิตํ ฯ -------

ภิกษุพูดพลั้ง ๑, ภิกษุพูดพลาด ๑, [ชื่อว่าพูดพลั้ง คือพูดเร็วไป ชื่อว่าพูดพลาดคือตั้งใจว่าจักพูดคำอื่น แต่กลับพูดไปอีกอย่าง] ภิกษุวิกลจริต ๑, ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑, ไม่ต้องอาบัติแล. มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท นิทานวัตถุ ๕. ปาจิตติยกัณฑ์ ท่านทั้งหลาย ธรรมคือปาจิตตีย์ ๙๒ สิกขาบทเหล่านี้ มาถึงวาระที่จะยกขึ้น แสดงเป็นข้อๆ ตามลำดับ ๑. มุสาวาทวรรค หมวดว่าด้วยการกล่าวเท็จ ๑. มุสาวาทสิกขาบท ว่าด้วยการกล่าวเท็จ เรื่องพระหัตถกศากยบุตร

ข้อ

สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี สมัยนั้น พระหัตถกศากยบุตรเป็นนักโต้วาทะ เมื่อท่านเจรจากับพวกเดียรถีย์ ปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องหนึ่งมากล่าวกลบเกลื่อนอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวเท็จทั้งที่รู้ นัดหมายแล้วทำให้คลาดเคลื่อนพวกเดียรถีย์จึงพากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนพระหัตถกศากยบุตร เมื่อเจรจากับพวกเรา จึงปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องหนึ่งมากล่าวกลบเกลื่อนอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวเท็จทั้งที่รู้ นัดหมายแล้วทำให้คลาดเคลื่อนเล่า” พวกภิกษุได้ยินพวกเดียรถีย์ตำหนิ ประณาม โพนทะนา จึงเข้าไปหาพระ หัตถกศากยบุตรถึงที่อยู่ ครั้นถึงแล้วได้กล่าวกับพระหัตถกศากยบุตรดังนี้ว่า “ท่าน@เชิงอรรถ : @ วาทกฺขิตฺต ที่แปลว่า “เป็นนักโต้วาทะ” นั้น ตามอธิบายแห่งอรรถกถาว่า “วาทํ กริสฺสามี”ติ เอวํ@ปริวิตกฺกิเตน วาเทน ปรวาทีสนฺติกํ ขิตฺโต ปกฺขิตฺโต, ปหิโต เปสิโตติ อตฺโถ วาทมฺหิ วา สเกน จิตฺเตน@ขิตฺโต, ยตฺร ยตฺร วาโท ตตฺร ตตฺเรว สนฺทิสฺสตีติปิ วาทกฺขิตฺโต ถูกวาทะที่กำหนดไว้ว่า เราจักโต้วาทะ@เหวี่ยงไป ไสไป ส่งไปยังสำนักปรวาที อีกประการหนึ่ง คือถูกจิตของตนส่งไปในสถานที่โต้วาทะ คือในที่ใดๆ@มีการโต้วาทะกัน ย่อมไปปรากฏตัวในที่นั้นๆ (วิ.อ. ๒/๑/๒๕๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๘๕}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท พระบัญญัติ หัตถกะ ได้ทราบว่า เมื่อท่านเจรจากับพวกเดียรถีย์ ปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธเอาเรื่องหนึ่งมากล่าวกลบเกลื่อนอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวเท็จทั้งที่รู้ นัดหมายแล้วทำให้คลาดเคลื่อน จริงหรือ” พระหัตถกศากยบุตรตอบว่า “เราต้องเอาชนะพวกเดียรถีย์เหล่านั้นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง พวกเราไม่ควรให้ชัยชนะแก่พวกเดียรถีย์เหล่านั้น” บรรดาภิกษุผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉน พระหัตถกศากยบุตรเมื่อเจรจากับพวกเดียรถีย์ จึงปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธเอาเรื่องหนึ่งมากล่าวกลบเกลื่อนอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวเท็จทั้งที่รู้ นัดหมายแล้วทำให้คลาดเคลื่อนเล่า” ครั้นภิกษุเหล่านั้นตำหนิพระหัตถกศากยบุตรโดยประการต่างๆแล้วจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรง สอบถามพระหัตถกศากยบุตรว่า “หัตถกะ ทราบว่า เมื่อเธอเจรจากับพวกเดียรถีย์ปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องหนึ่งมากล่าวกลบเกลื่อนอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวเท็จทั้งที่รู้ นัดหมายแล้วทำให้คลาดเคลื่อน จริงหรือ” พระหัตถกศากยบุตรทูลรับว่า“จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “โมฆบุรุษ ไฉนเธอเมื่อเจรจากับพวกเดียรถีย์ จึงปฏิเสธแล้วรับ รับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องหนึ่งมากล่าวกลบเกลื่อนอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวเท็จทั้งที่รู้ นัดหมายแล้วทำให้คลาดเคลื่อนเล่า โมฆบุรุษ การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใสยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ” แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้ พระบัญญัติ

ข้อ

ภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะกล่าวเท็จทั้งที่รู้ เรื่องพระหัตถกศากยบุตร จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๘๖}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ สิกขาบทวิภังค์

ข้อ

ที่ชื่อว่า กล่าวเท็จทั้งที่รู้ ได้แก่ วาจา เสียงที่เปล่งออก คำเป็นทาง วจีเภท เจตนาที่ให้รู้ทางวาจาของผู้มุ่งจะกล่าวให้คลาดความจริง ได้แก่ ถ้อยคำของอนารยชน ๘ อย่าง คือ ๑. ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้เห็น ๒. ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ยิน ๓. ไม่ทราบ แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้าทราบ ๔. ไม่รู้ แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้ารู้ ๕. ได้เห็น แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เห็น ๖. ได้ยิน แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ยิน ๗. ทราบ แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบ ๘. รู้ แต่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่รู้ บทภาชนีย์ ๑. ที่ชื่อว่า ไม่ได้เห็น คือ ไม่ได้เห็นด้วยตา ๒. ที่ชื่อว่า ไม่ได้ยิน คือ ไม่ได้ยินด้วยหู ๓. ที่ชื่อว่า ไม่ทราบ คือ ไม่ได้สูดดมด้วยจมูก ไม่ได้ลิ้มด้วยลิ้น ไม่ได้ สัมผัสด้วยกาย ๔. ที่ชื่อว่า ไม่รู้ คือ ไม่รู้ด้วยใจ ๕. ที่ชื่อว่า ได้เห็น คือ ได้เห็นด้วยตา ๖. ที่ชื่อว่า ได้ยิน คือ ได้ยินด้วยหู ๗. ที่ชื่อว่า ทราบ คือ ได้สูดดมด้วยจมูก ได้ลิ้มด้วยลิ้น ได้สัมผัสด้วยกาย ๘. ที่ชื่อว่า รู้ คือ รู้ด้วยใจ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๘๗}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ อาการกล่าวเท็จทั้งที่รู้ ๑. ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้เห็น

ข้อ

ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ(๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๔ อย่างคือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๕ อย่างคือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบต้องอาบัติปาจิตตีย์ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๖ อย่างคือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓)ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ (๖) อำพรางความพอใจ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๗ อย่างคือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓)ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ (๖) อำพรางความพอใจ (๗) อำพรางความประสงค์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์๒. ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้ยิน

ข้อ

ไม่ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๘๘}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ๓. ไม่ทราบ แต่กล่าวว่าทราบ ไม่ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ๔. ไม่รู้ แต่กล่าวว่ารู้ ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ(๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว” ด้วยอาการ ๔ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๕ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๖ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ(๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ(๖) อำพรางความพอใจ (๗) อำพรางความประสงค์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้เห็นและได้ยิน

ข้อ

ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วและได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้เห็นและทราบ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วและทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้เห็นและรู้ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วและรู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๘๙}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้เห็น ได้ยิน และทราบ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว และทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้เห็น ได้ยิน และรู้ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว และรู้แล้ว”ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้เห็น ได้ยิน ทราบ และรู้ ไม่ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ทราบแล้วและรู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้ยินและทราบ ไม่ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้วและทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้ยินและรู้ ไม่ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้วและรู้แล้ว” ด้วยอาการ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้ยินและได้เห็น ไม่ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้วและได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้ยิน ทราบ และรู้ ไม่ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว ทราบแล้ว และรู้แล้ว”ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๐}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้ยิน ทราบ และได้เห็น ไม่ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว ทราบแล้ว และได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้ยิน ทราบ รู้ และได้เห็น ไม่ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยิน ทราบแล้ว รู้แล้ว และได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ทราบ แต่กล่าวว่าทราบและรู้ ไม่ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้วและรู้แล้ว” ด้วยอาการ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ทราบ แต่กล่าวว่าทราบและได้เห็น ไม่ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้วและได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ทราบ แต่กล่าวว่าทราบและได้ยิน ไม่ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้วและได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ทราบ แต่กล่าวว่าทราบ รู้ และได้เห็น ไม่ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว รู้แล้ว และได้เห็นแล้ว”ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่ทราบ แต่กล่าวว่าทราบ รู้ และได้ยิน ไม่ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว รู้แล้ว และได้ยินแล้ว”ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๑}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ไม่ทราบ แต่กล่าวว่าทราบ รู้ เห็น และได้ยิน ไม่ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว รู้แล้ว ได้เห็นแล้ว และได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่รู้ แต่กล่าวว่ารู้และได้เห็น ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่รู้ แต่กล่าวว่ารู้และได้ยิน ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่รู้ แต่กล่าวว่ารู้และทราบ ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและทราบแล้ว” ด้วยอาการ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่รู้ แต่กล่าวว่ารู้ ได้เห็น และได้ยิน ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้ว และได้ยินแล้ว”ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่รู้ แต่กล่าวว่ารู้ ได้เห็น และทราบ ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้ว และทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ไม่รู้ แต่กล่าวว่ารู้ ได้เห็น ได้ยินและทราบ ไม่รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว และทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๒}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ๕. ได้เห็น แต่กล่าวว่าไม่ได้เห็น

ข้อ

ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ(๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๔ อย่างฯลฯ ด้วยอาการ ๕ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๖ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่างคือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ(๖) อำพรางความพอใจ (๗) อำพรางความประสงค์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ๖. ได้ยิน แต่กล่าวว่าไม่ได้ยิน ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ๗. ทราบ แต่กล่าวว่าไม่ทราบ ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าไม่ทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ๘. รู้ แต่กล่าวว่าไม่รู้ รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ(๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้แล้ว” ด้วยอาการ ๔ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๕ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๖ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ(๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น (๕) อำพรางความเห็นชอบ(๖) อำพรางความพอใจ (๗) อำพรางความประสงค์ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๓}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้ยิน

ข้อ

ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้เห็น แต่กล่าวว่าทราบ ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้เห็น แต่กล่าวว่ารู้ ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้ยินและทราบ ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้วและทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้ยินและรู้ ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้วและรู้แล้ว” ด้วยอาการ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้เห็น แต่กล่าวว่าได้ยิน ทราบและรู้ ได้เห็น ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว” ทราบแล้วและรู้แล้วด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้ยิน แต่กล่าวว่าทราบ ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๔}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ได้ยิน แต่กล่าวว่ารู้ ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้ยิน แต่กล่าวว่าได้เห็น ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้ยิน แต่กล่าวว่าทราบและรู้ ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้วและรู้แล้ว” ด้วยอาการ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้ยิน แต่กล่าวว่าทราบและได้เห็น ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้วและได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้ยิน แต่กล่าวว่าทราบ รู้ และได้เห็น ได้ยิน ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว รู้แล้วและได้เห็นแล้ว”ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ทราบ แต่กล่าวว่ารู้ ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ทราบ แต่กล่าวว่าได้เห็น ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๕}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ ทราบ แต่กล่าวว่าได้ยิน ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ทราบ แต่กล่าวว่ารู้และได้เห็น ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ทราบ แต่กล่าวว่ารู้และได้ยิน ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ทราบ แต่กล่าวว่ารู้ ได้เห็น และได้ยิน ทราบ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้วและได้ยินแล้ว”ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ รู้ แต่กล่าวว่าได้เห็น รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ รู้ แต่กล่าวว่าได้ยิน รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ รู้ แต่กล่าวว่าทราบ รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๖}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท บทภาชนีย์ รู้ แต่กล่าวว่าได้เห็นและได้ยิน รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วและได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ รู้ แต่กล่าวว่าได้เห็นและทราบ รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วและทราบแล้ว” ด้วยอาการ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ รู้ แต่กล่าวว่าได้เห็น ได้ยินและทราบ รู้ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้วและทราบแล้ว”ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้เห็น - แต่ไม่แน่ใจ

ข้อ

ภิกษุไม่แน่ใจสิ่งที่ได้เห็น กำหนดสิ่งที่ได้เห็นไม่ได้ จำสิ่งที่ได้เห็นไม่ได้ หลงลืมสิ่งที่ได้เห็น กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้วและได้ยินแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ภิกษุกล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ทราบแล้ว และรู้แล้ว”ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ฯลฯ ได้ยิน - แต่ไม่แน่ใจ ภิกษุไม่แน่ใจสิ่งที่ได้ยิน กำหนดสิ่งที่ได้ยินไม่ได้ จำสิ่งที่ได้ยินไม่ได้ หลงลืมสิ่งที่ได้ยิน ฯลฯ ทราบ - แต่ไม่แน่ใจ ภิกษุไม่แน่ใจสิ่งที่ได้ทราบ กำหนดสิ่งที่ได้ทราบไม่ได้ จำสิ่งที่ได้ทราบไม่ได้หลงลืมสิ่งที่ได้ทราบ ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๗}

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ [๕. ปาจิตติยกัณฑ์] ๑. มุสาวาทวรรค ๑. มุสาวาทสิกขาบท อนาปัตติวาร รู้ - แต่ไม่แน่ใจ เป็นต้น ภิกษุไม่แน่ใจสิ่งที่ได้รู้ กำหนดสิ่งที่ได้รู้ไม่ได้ จำสิ่งที่ได้รู้ไม่ได้ หลงลืมสิ่งที่ได้รู้กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและได้เห็นแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง ฯลฯ หลงลืมสิ่งที่ได้รู้ กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและได้ยินแล้ว” ฯลฯ หลงลืมสิ่งที่ได้รู้กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้วและทราบแล้ว” ฯลฯ หลงลืมสิ่งที่ได้รู้ กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้ว และได้ยินแล้ว” ฯลฯ หลงลืมสิ่งที่ได้รู้ กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้ว และทราบแล้ว” ฯลฯ หลงลืมสิ่งที่ได้รู้กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว และทราบแล้ว” ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ข้อ ๑๐

ภิกษุไม่แน่ใจสิ่งที่ได้รู้ กำหนดสิ่งที่ได้รู้ไม่ได้ จำสิ่งที่ได้รู้ไม่ได้ หลงลืมสิ่งที่ได้รู้ กล่าวเท็จทั้งที่รู้ว่า “ข้าพเจ้ารู้แล้ว ได้เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว และทราบแล้ว”ด้วยอาการ ๔ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๕ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๖ อย่าง ฯลฯ ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ (๑) เบื้องต้นเธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ (๒) กำลังกล่าวก็รู้ว่ากำลังกล่าวเท็จ (๓) ครั้นกล่าวแล้วก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว (๔) อำพรางความเห็น(๕) อำพรางความเห็นชอบ (๖) อำพรางความพอใจ (๗) อำพรางความประสงค์ต้องอาบัติปาจิตตีย์ อนาปัตติวาร ภิกษุต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ

ข้อ ๑๑

๑. ภิกษุกล่าวพลั้ง ๒. ภิกษุกล่าวพลาด ๓. ภิกษุวิกลจริต ๔. ภิกษุต้นบัญญัติ มุสาวาทสิกขาบทที่ ๑ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒ หน้า : ๑๙๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ขุททกกัณฑวรรณนา

ขุททกสิกขาบทเหล่าใด สงเคราะห์

ตามวรรคเป็น ๙ วรรค ประดิษฐานอยู่ด้วยดี

แล้ว บัดนี้ จะมีการพรรณนาสิกขาบท

เหล่านั้น ดังต่อไปนี้ :-

ปาจิตตีย์ มุสาวาทวรรคที่ ๑ มุสาวาทสิกขาบทที่ ๑

บรรดาวรรค ๙ เหล่านั้น (บรรดาขุททกสิกขาบทเหล่านั้น) พึงทราบวินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑ แห่งมุสาวาทวรรคก่อน.

[แก้อรรถปฐมบัญญัติเรื่องพระหัตถกะ]

คำว่า หตฺถโก เป็นชื่อของพระเถระนั้น. บุตรของพวกเจ้าศากยะชื่อว่าศากยบุตร. ได้ยินว่า ในครั้งพุทธกาล บุรุษแปดหมื่นคนได้ออกบวชจากศากยตระกูล. ท่านพระหัตถกะนั้นเป็นคนใดคนหนึ่ง บรรดาบุรุษแปดหมื่นคนนั้น.

บทว่า วาทกฺขิตฺโต มีความว่า ถูกคำพูดที่ตนกำหนดไว้อย่างนี้ว่า เราจักกระทำวาทะ (ทำการโต้วาทะกัน) ซัดไป คือผลักไป.

อธิบายว่า ดันไป คือส่งไปสู่สำนักของพวกปรวาที. อีกอย่างหนึ่ง ท่านพระหัตถกะนั้น ถูกจิตของตนซัดไปในวาทะ ย่อมปรากฏในสถานที่ซึ่งมีการโต้วาทะกันทุกครั้งไป แม้เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าถูกซัดไปในวาทะ (เป็นคนพูดสับปลับ).

ข้อว่า อวชานิตฺวา ปฏิชานาติ มีความว่า พระหัตถกะนั้นกำหนดโทษบางอย่างในคำพูดของตนได้ ถลากไถลไปว่า นี้ไม่ใช่คำพูดของเรา เมื่อพูดไปๆ สังเกตได้ว่าไม่มีโทษ แล้วยอมรับว่า นี้ เป็นคำพูดของเราละ.

ข้อว่า ปฏิชานิตฺวา อวชานาติ มีความว่า ท่านเมื่อกำหนดอานิสงส์ในคำพูดบางอย่างได้ ก็ยอมรับว่า นี้เป็นคำพูดของเรา เมื่อพูดต่อไปอีกกำหนดโทษในถ้อยคำนั้นได้ ก็ถลากไถลไปว่า นี้ไม่ใช่คำพูดของเรา ดังนี้.

ข้อว่า อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรติ มีความว่า ย่อมกลบเกลื่อน คือย่อมปกปิด ได้แก่ ทับถมเหตุอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุอย่างหนึ่ง คือกล่าวเหตุว่า รูปไม่เที่ยง เพราะเป็นของพึงรู้ได้ แล้วกลับกล่าวเหตุเป็นต้นว่า เพราะมีความเกิดเป็นธรรมดา.

แต่ในกุรุนที ท่านกล่าวว่า ย่อมพูดเรื่องอื่นเป็นอันมาก เพราะเหตุที่จะปกปิดปฏิญญาและความถลากไถลนั่น.

ในคำว่า เอตสฺส เป็นต้นนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ว่า

เธอย่อมกล่าวคำเป็นอันมากมีอาทิอย่างนี้ว่า ใครกล่าว? กล่าวว่าอย่างไร? กล่าวที่ไหน? ดังนี้ เพื่อปกปิดคำปฏิญญาและคำถลากไถลนั้น.

ในมหาอรรถกถา ท่านกล่าวไว้อีกว่า ถลากไถลแล้วปฏิญาณและปฏิญาณแล้วถลากไถล นั่นแหละชื่อว่า กลบเกลื่อนเรื่องอื่นด้วยเรื่องอื่น.

สองบทว่า สมฺปชานมุสา ภาสติ ได้แก่ กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่.

หลายบทว่า สงฺเกตํ กตฺวา วิสํวาเทติ มีความว่า ทำการนัดหมายว่า การโต้วาทะจงมีในประเทศชื่อโน้น ในบรรดากาลมีปุเรภัตเป็นต้นชื่อโน้น ดังนี้ แล้วไปก่อนหรือหลังจากเวลาที่ตนนัดหมายไว้ แล้วกล่าวว่า จงดูเอาเถิดผู้เจริญ! พวกเดียรถีย์ไม่มาแล้ว แพ้แล้ว ดังนี้ หลีกไปเสีย.

บทว่า สมฺปชานมุสาวาเท ได้แก่ ในเพราะการพูดเท็จทั้งที่รู้ตัวแล้วและกำลังรู้.

บทว่า วิสํวาทนปุเรกฺขารสฺส ได้แก่ ผู้พูดทำจิตที่คิดจะพูดให้คลาดเคลื่อนไว้เป็นเบื้องหน้า.

เจตนายังคำพูดอันนับเนื่องในมิจฉาวาจาให้ตั้งขึ้น ชื่อว่า วาจา.

ท่านแสดงเสียงอันตั้งขึ้นด้วยเจตนานั้น ด้วยคำว่า คิรา.

ทางแห่งถ้อยคำ ชื่อว่า พยบถ. ก็วาจานั่นแล ท่านเรียกว่า พยบถ เพราะเป็นแนวทางแม้ของชนเหล่าอื่น ผู้ถึงทิฏฐานุคติ.

การเปล่งวาจาที่มีความเข้าใจกันว่าคำพูด ชื่อว่า วจีเภท. วาจามีชนิดต่างๆ กันนั่นเอง ท่านเรียกอย่างนี้ (ว่าวจีเภท).

วจีวิญญัตติ ชื่อว่า วิญญัตติที่เป็นไปทางวาจา. ด้วยอาการอย่างนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบว่า ด้วยบทแรก ท่านพระอุบาลีกล่าวเพียงเจตนาล้วน,ด้วย ๓ บทท่ามกลาง กล่าวเจตนาที่ประกอบด้วยเสียงซึ่งตั้งขึ้นด้วยเจตนานั้น,ด้วยบทเดียวสุดท้าย กล่าวเจตนาที่ประกอบด้วยวิญญัตติ.

โวหาร (คำพูด) ของเหล่าชนผู้ไม่ใช่พระอริยเจ้า คือเหล่าพาลปุถุชน ชื่อว่า อนริยโวหาร.

พระอุบาลีเถระ ครั้นแสดงสัมปชานมุสาวาทอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงลักษณะแห่งอนริยโวหาร ที่นับเป็นสัมปชานมุสาวาท ซึ่งกล่าวไว้ในที่สุด จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อทิฏฺฐํ นาม ดังนี้.

[อรรถาธิบายอนริยโวหาร ๘ อย่าง]

ในคำว่า อทิฏฺฐํ เป็นต้นนั้น บัณฑิตพึงทราบอรรถโดยนัยนี้ว่า ถ้อยคำ หรือเจตนาเป็นเหตุยังถ้อยคำนั้นให้ตั้งขึ้น ของภิกษุผู้กล่าวเรื่องที่ตนไม่เห็นอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าเห็น ชื่อว่า อนริยโวหารอย่างหนึ่ง.

อีกนัยหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบสันนิษฐาน ในคำว่า อทิฏฺฐํ ทิฏฺฐํ เม เป็นต้นนี้ว่าอารมณ์ที่ตนไม่ได้รับด้วยอำนาจแห่งจักษุ ชื่อว่าไม่เห็น, ที่ไม่ได้รับด้วยอำนาจแห่งโสตะ ชื่อว่าไม่ได้ยิน, ที่ไม่ได้รับ ทำให้ดุจเนื่องเป็นอันเดียวกันกับอินทรีย์ ๓ ด้วยอำนาจแห่งฆานินทรีย์เป็นต้น ชื่อว่าไม่ทราบ,ที่วิญญาณล้วนๆ อย่างเดียว นอกจากอินทรีย์ ๕ ไม่ได้รับ ชื่อว่าไม่รู้.

แต่ในพระบาลี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทศนาโดยนัยอันปรากฏชัดทีเดียวอย่างนี้ว่า ที่ชื่อว่าไม่เห็น คือไม่เห็นด้วยตา ฉะนี้แล.

ก็บรรดาอารมณ์ที่ได้เห็นเป็นต้นที่ตนเองก็ดี คนอื่นก็ดี เห็นแล้ว ชื่อว่า ทิฏฐะทั้งนั้น. อารมณ์ที่ชื่อว่า สุตะ มุตะ และวิญญาตะก็อย่างนี้ นี้เป็นบรรยายหนึ่ง.

ส่วนอีกบรรยายหนึ่ง อารมณ์ใดที่ตนเห็นเอง อารมณ์นั้นจัดเป็นทิฏฐะแท้. ในสุตะเป็นต้นก็มีนัยอย่างนี้. ก็อารมณ์ใดที่คนอื่นเห็นอารมณ์นั้น ย่อมตั้งอยู่ในฐานะแห่งอารมณ์ที่ตนได้ยิน. แม้อารมณ์มีสุตะเป็นต้นก็มีนัยอย่างนี้.

บัดนี้ พระอุบาลีเถระ เมื่อจะยกอาบัติขึ้นแสดงด้วยอำนาจแห่งอนริยโวหารเหล่านั้น จึงกล่าวคำว่า ตีหากาเรหิ เป็นต้น. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งคำว่า ตีหากาเรหิ เป็นต้นนั้น โดยนัยดังที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในวรรณนาบาลีจตุตถปาราชิกมีอาทิอย่างนี้ว่า ภิกษุกล่าวสัมปชานมุสาวาทว่า ข้าพเจ้าบรรลุปฐมฌาน ต้องอาบัติปาราชิกโดยอาการ ๓ ดังนี้นั่นแล.

จริงอยู่ ในบาลีจตุตถปาราชิกนั้น ท่านกล่าวไว้เพียงคำว่า ปฐมํ ฌานํ สมาปชฺชึ ข้าพเจ้าบรรลุปฐมฌานแล้ว อย่างเดียว, ในสิกขาบทนี้กล่าวไว้ว่า อทิฏฺฐํ ทิฏฺฐํ เม ไม่เห็นพูดว่า ข้าพเจ้าเห็น ดังนี้.

และในบาลีจตุตถปาราชิกนั้นกล่าวไว้ว่า อาปตฺติ ปาราชิกสฺส (ต้องอาบัติปาราชิก) ในสิกขาบทนี้กล่าวว่า อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส (ต้องอาบัติปาจิตตีย์) ดังนี้.

มีความแปลกกันเพียงในวัตถุและอาบัติอย่างนี้.

คำที่เหลือมีลักษณะอย่างเดียวกันแท้แล.

แม้คำเป็นต้นว่า ตีหากาเรหิ ทิฏฺเฐ เวมติโก ก็พึงทราบเนื้อความโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในวรรณนาบาลีทุฏฐโทสสิกขาบทเป็นต้น อย่างนี้ว่าทิฏฺฐสฺส โหติ ปาราชิกํ ธมฺมํ อชฺฌาปชฺชนฺโน ทิฏฺเฐ เวมติโก (ภิกษุผู้โจทก์นั้นได้เห็นภิกษุผู้ต้องปาราชิกธรรม มีความสงสัยในสิ่งที่ได้เห็น) ดังนี้นั่นแล. ก็ในสิกขาบทนี้ เพียงแต่คำบาลีเท่านั้นแปลกกัน (จากบาลีจตุตถปาราชิก). ส่วนในเนื้อความพร้อมทั้งเถรวาท ไม่มีการแตกต่างอะไรกันเลย.

สองบทว่า สหสา ภณติ ความว่า ภิกษุไม่ได้ไตร่ตรอง หรือไม่ได้ใคร่ครวญ พูดโดยเร็วถึงสิ่งที่ไม่เห็นว่า ข้าพเจ้าเห็น.

คำว่า อญฺญํ ภณิสฺสามีติอญฺญํ ภณติ ความว่า เมื่อตนควรจะกล่าวคำว่า จีวรํ (จีวร) ไพล่กล่าวว่า จีรํ (นาน) ดังนี้เป็นต้น เพราะความเป็นผู้อ่อนความคิด เพราะเป็นผู้เซอะ เพราะความพลาดพลั้ง.

แต่ภิกษุใดผู้อันสามเณรเรียนถามว่า ท่านขอรับ! เห็นอุปัชฌาย์ของกระผมบ้างไหม? ดังนี้ กระทำการล้อเลียน กล่าวว่าอุปัชฌาย์ของเธอจักเทียมเกวียนบรรทุกฟืนไปแล้วกระมัง หรือว่า เมื่อสามเณรได้ยินเสียงสุนัขจิ้งจอกแล้ว ถามว่า นี้เสียงสัตว์อะไร ขอรับ!กล่าวว่า นี้เสียงของพวกคนผู้ช่วยกันยกล้อที่ติดหล่มของมารดาเธอผู้กำลังไปด้วยยาน ดังนี้ อย่างนี้กล่าวคำอื่นไม่ใช่เพราะเล่นไม่ใช่เพราะพลั้ง,ภิกษุนั่นย่อมต้องอาบัติแท้.

ยังมีถ้อยคำอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปูรณกถา คือ ภิกษุรูปหนึ่งได้น้ำมันเล็กน้อยในบ้าน แล้วกลับมาสู่วิหารพูดกะสามเณรว่า เธอไปไหนเสีย วันนี้ บ้านมีแต่น้ำมันอย่างเดียว ดังนี้ก็ดี, ได้ชิ้นขนมที่เขาวางไว้ในกระเช้าและพูดกะสามเณรว่าวันนี้ คนทั้งหลายในบ้านเอากระเช้าหลายใบใส่ขนมไป ดังนี้ก็ดี นี้จัดเป็นมุสาวาทเหมือนกัน.

คำที่เหลือตื้นทั้งนั้นแล.

สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๓ เกิดขึ้น ทางกายกับจิต ๑ ทางวาจากับจิต ๑ ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม วจีกรรม อกุศลจิต มีเวทนา ๓ ดังนี้แล.

มุสาวาทสิกขาบทที่ ๑ จบ. ------------------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา