อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับหลวงจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดง

ติกนิกเขปะ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๘๕–๑๐๕๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 26 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 26 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 74 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ ๓. นิกเขปกัณฑ์ ติกนิกเขปะ ๑. กุสลติกะ

ข้อ ๙๘๕

สภาวธรรมที่เป็นกุศล เป็นไฉน กุศลมูล ๓ คือ อโลภะ อโทสะ และอโมหะ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยกุศลมูลนั้น และกายกรรม วจีกรรมมโนกรรม ที่มีกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นกุศล

ข้อ ๙๘๖

สภาวธรรมที่เป็นอกุศล เป็นไฉน อกุศลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ และกิเลสที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับอกุศลมูลนั้น ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ที่มีอกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐานสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอกุศล

ข้อ ๙๘๗

สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤต เป็นไฉน วิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจรอรูปาวจร และที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์และวิญญาณขันธ์ สภาวธรรมที่เป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล และไม่เป็นวิบากแห่งกรรม รูปทั้งหมด และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัพยากฤต ๒. เวทนาติกะ

ข้อ ๙๘๘

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นไฉน สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาขันธ์นั้น เว้นสุขเวทนาในกามาวจร รูปาวจร และในจิตที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ อันเป็นที่เกิดแห่งสุขเวทนาแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสัมปยุตด้วยสุขเวทนา @เชิงอรรถ : @ อสงฺขตา จ ธาตุ (ที.ปา.อ. ๒๕๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๕๖}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ

ข้อ ๙๘๙

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นไฉน สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนานั้น เว้นทุกขเวทนาในกามาวจรอันเป็นที่เกิดแห่งทุกขเวทนาแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา

ข้อ ๙๙๐

สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นไฉน สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนานั้นเว้นอทุกขมสุขเวทนาในกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร และในจิตที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ อันเป็นที่เกิดแห่งอทุกขมสุขเวทนาแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา ๓. วิปากติกะ

ข้อ ๙๙๑

สภาวธรรมที่เป็นวิบาก เป็นไฉน วิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจรอรูปาวจร และที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์และวิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นวิบาก

ข้อ ๙๙๒

สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร และที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ได้แก่ เวทนาขันธ์ ฯลฯ และวิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นเหตุให้เกิดวิบาก

ข้อ ๙๙๓

สภาวธรรมที่ไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล ไม่เป็นวิบากแห่งกรรม รูปทั้งหมด และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุให้เกิดวิบาก ๔. อุปาทินนติกะ

ข้อ ๙๙๔

สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ ของอุปาทาน เป็นไฉน @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ.อ. ๘๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๕๗}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ วิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ซึ่งเป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นกามาวจร รูปาวจร และอรูปาวจร ได้แก่ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ และรูปที่กรรมปรุงแต่ง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยด้วยตัณหาทิฏฐิยึดถือและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน

ข้อ ๙๙๕

สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ซึ่งเป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นกามาวจรรูปาวจร และอรูปาวจร ได้แก่ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมที่เป็นกิริยา ไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล ไม่เป็นวิบากแห่งกรรม และรูปที่กรรมไม่ปรุงแต่งสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิไม่ยึดถือแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน

ข้อ ๙๙๖

สภาวธรรมที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นไฉน มรรค ผลของมรรคที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่งสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ากรรมอันประกอบด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดถือและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ๕. สังกิลิฏฐติกะ

ข้อ ๙๙๗

สภาวธรรมที่กิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลส เป็นไฉน อกุศลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ และกิเลสที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับอกุศลมูลนั้น ได้แก่ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น กายกรรมวจีกรรม และมโนกรรม ที่มีอกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ากิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลส๑

ข้อ ๙๙๘

สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส เป็นไฉน @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ.อ. ๙๐

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๕๘}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤต ซึ่งเป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นกามาวจรรูปาวจร และอรูปาวจร ได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ากิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส

ข้อ ๙๙๙

สภาวธรรมที่กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส เป็นไฉน มรรค ผลของมรรคที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่งสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ากิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส๖. วิตักกติกะ

ข้อ ๑๐๐๐

สภาวธรรมที่มีทั้งวิตกและวิจาร เป็นไฉน เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยวิตกและวิจารนั้น เว้นวิตกและวิจารในกามาวจร รูปาวจร และในจิตที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ อันเป็นที่เกิดแห่งสภาวธรรมที่มีทั้งวิตกและวิจาร สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีทั้งวิตกและวิจาร

ข้อ ๑๐๐๑

สภาวธรรมที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร เป็นไฉน เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยวิจารนั้น เว้นวิจารในรูปาวจรและในจิตที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ อันเป็นที่เกิดแห่งสภาวธรรมที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร

ข้อ ๑๐๐๒

สภาวธรรมที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร เป็นไฉน เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ในกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร และในจิตที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ อันเป็นที่เกิดแห่งสภาวธรรมที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารแล้ว รูปทั้งหมดและธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่มีทั้งวิตกและวิจาร๗. ปีติติกะ

ข้อ ๑๐๐๓

สภาวธรรมที่สหรคตด้วยปีติ เป็นไฉน เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยปีตินั้น เว้นปีติในกามาวจร รูปาวจร และในจิตที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ อันเป็นที่เกิดแห่งปีติแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสหรคตด้วยปีติ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๕๙}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ

ข้อ ๑๐๐๔

สภาวธรรมที่สหรคตด้วยสุข เป็นไฉน สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยสุขนั้น เว้นสุขในกามาวจร รูปาวจร และในจิตที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ อันเป็นที่เกิดแห่งสุขแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสหรคตด้วยสุข

ข้อ ๑๐๐๕

สภาวธรรมที่สหรคตด้วยอุเบกขา เป็นไฉน สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยอุเบกขานั้น เว้นอุเบกขาในกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร และในจิตที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์อันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขาแล้ว สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าสหรคตด้วยอุเบกขา๘. ทัสสนติกะ

ข้อ ๑๐๐๖

สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค เป็นไฉน สังโยชน์ ๓ คือ ๑. สักกายทิฏฐิ ๒. วิจิกิจฉา ๓. สีลัพพตปรามาส

ข้อ ๑๐๐๗

บรรดาสังโยชน์ทั้ง ๓ เหล่านั้น สักกายทิฏฐิ เป็นไฉน ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไม่ได้สดับ ไม่ได้เห็นพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะไม่ได้รับการฝึกฝนในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับการฝึกฝนในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูปเป็นตนหรือเห็นตนมีรูปเห็นรูปในตนหรือเห็นตนในรูป เห็นเวทนาเป็นตนหรือเห็นตนมีเวทนา เห็นเวทนาในตนหรือเห็นตนในเวทนา เห็นสัญญาเป็นตนหรือเห็นตนมีสัญญา เห็นสัญญาในตนหรือเห็นตนในสัญญา เห็นสังขารเป็นตนหรือเห็นตนมีสังขาร เห็นสังขารในตนหรือเห็นตนในสังขาร เห็นวิญญาณเป็นตนหรือเห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณใน ตนหรือเห็นตนในวิญญาณ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สังโยชน์คือทิฏฐิ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิอันเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ ความยึดถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่าสักกายทิฏฐิ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๖๐}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ

ข้อ ๑๐๐๘

วิจิกิจฉา เป็นไฉน ปุถุชนย่อมเคลือบแคลงสงสัยในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขาในส่วนอดีต ในส่วนอนาคต ในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ในปฏิจจสมุปบาทที่ว่าเพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงมี ความเคลือบแคลง กิริยาที่เคลือบแคลง ภาวะที่เคลือบแคลง ความคิดเห็นไปต่างๆ ความตัดสินอารมณ์ไม่ได้ ความเห็นเป็นสองทาง ความเห็นเหมือนทางสองแพร่ง ความสงสัย ความไม่สามารถถือเอาโดยส่วนเดียวได้ ความคิดส่ายไป ความคิดพร่าไป ความไม่สามารถหยั่งลงถือเอาเป็นยุติได้ ความกระด้างแห่งจิต ความลังเลใจ นี้เรียกว่าวิจิกิจฉา

ข้อ ๑๐๐๙

สีลัพพตปรามาส เป็นไฉน สมณพราหมณ์ภายนอกแต่ศาสนานี้ มีความเห็นว่า ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ด้วยศีล ด้วยพรต ด้วยศีลและพรต ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นผิด ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สังโยชน์คือทิฏฐิความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิดลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ ความยึดถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ นี้เรียกว่าสีลัพพตปรามาส

ข้อ ๑๐๑๐

สังโยชน์ ๓ เหล่านี้และกิเลสที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับสังโยชน์ ๓นั้น ได้แก่ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์ ๓ นั้น กายกรรมวจีกรรม และมโนกรรม ที่มีสังโยชน์ ๓ นั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค

ข้อ ๑๐๑๑

สภาวธรรมที่ต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นไฉน โลภะ โทสะ โมหะที่เหลือ และกิเลสที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับโลภะ โทสะโมหะนั้น ได้แก่ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยโลภะ โทสะ โมหะนั้น กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ที่มีโลภะ โทสะ โมหะนั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓

ข้อ ๑๐๑๒

สภาวธรรมที่ไม่ต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรค เบื้องบน ๓ เป็นไฉน @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ.อ. ๙๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๖๑}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤตซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจรและที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ได้แก่ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ รูปทั้งหมดและธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่ต้องประหาณด้วยโสดา-ปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ๙. ทัสสนเหตุติกะ

ข้อ ๑๐๑๓

สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค เป็นไฉน สังโยชน์ ๓ คือ ๑. สักกายทิฏฐิ ๒. วิจิกิจฉา ๓. สีลัพพตปรามาส

ข้อ ๑๐๑๔

บรรดาสังโยชน์ ๓ นั้น สักกายทิฏฐิ เป็นไฉน ฯลฯ นี้เรียกว่าสักกายทิฏฐิ

ข้อ ๑๐๑๕

วิจิกิจฉา เป็นไฉน ฯลฯ นี้เรียกว่า วิจิกิจฉา

ข้อ ๑๐๑๖

สีลัพพตปรามาส เป็นไฉน ฯลฯ นี้เรียกว่าสีลัพพตปรามาส

ข้อ ๑๐๑๗

สังโยชน์ ๓ เหล่านี้ และกิเลสที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับสังโยชน์ ๓ นั้น ได้แก่ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยสังโยชน์ ๓ นั้น กายกรรมวจีกรรม และมโนกรรมที่มีสังโยชน์ ๓ นั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค สังโยชน์ ๓ คือ ๑. สักกายทิฏฐิ ๒. วิจิกิจฉา ๓. สีลัพพตปรามาส @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ.อ. ๙๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๖๒}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค โลภะ โทสะ โมหะที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับสังโยชน์ ๓ นั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค ส่วนกิเลสที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับโลภะ โทสะโมหะนั้น ได้แก่ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ที่สัมปยุตด้วยโลภะ โทสะ โมหะนั้น กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ที่มีโลภะ โทสะ โมหะนั้นเป็นสมุฏฐานสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรค

ข้อ ๑๐๑๘

สภาวธรรมที่มีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ เป็นไฉน โลภะ โทสะ โมหะที่เหลือ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓ กิเลสที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับโลภะ โทสะ โมหะนั้น ได้แก่เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยโลภะ โทสะ โมหะนั้น กายกรรมวจีกรรม และมโนกรรม ที่มีโลภะ โทสะ โมหะนั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีเหตุต้องประหาณด้วยมรรคเบื้องบน ๓

ข้อ ๑๐๑๙

สภาวธรรมที่ไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ เป็นไฉน เว้นสภาวธรรมเหล่านั้นแล้ว สภาวธรรมที่เป็นกุศลอกุศลและอัพยากฤตที่เหลือ ซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร และที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ได้แก่เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ รูปทั้งหมด และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่มีเหตุต้องประหาณด้วยโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องบน ๓ ๑๐. อาจยคามิติกะ

ข้อ ๑๐๒๐

สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลเป็นอารมณ์ของอาสวะ ซึ่งเป็นกามาวจรรูปาวจร อรูปาวจร ได้แก่ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ.อ. ๙๑

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๖๓}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ

ข้อ ๑๐๒๑

สภาวธรรมที่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน เป็นไฉน มรรค ๔ ซึ่งไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน

ข้อ ๑๐๒๒

สภาวธรรมที่ไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิจุติและนิพพาน เป็นไฉน วิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจรอรูปาวจร และที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ได้แก่ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์สภาวธรรมที่เป็นกิริยา ซึ่งไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล ไม่เป็นวิบากแห่งกรรม รูปทั้งหมด และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิจุติและนิพพาน ๑๑. เสกขติกะ

ข้อ ๑๐๒๓

สภาวธรรมที่เป็นของเสขบุคคล เป็นไฉน มรรค ๔ ซึ่งไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ และสามัญญผล ๓ เบื้องต่ำ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นของเสขบุคคล

ข้อ ๑๐๒๔

สภาวธรรมที่เป็นของอเสขบุคคล เป็นไฉน อรหัตตผลอันตั้งอยู่เบื้องสูง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นของอเสขบุคคล

ข้อ ๑๐๒๕

สภาวธรรมที่ไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคล เป็นไฉน เว้นสภาวธรรมเหล่านั้นแล้ว สภาวธรรมที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤตที่เหลือซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจร และอรูปาวจร ได้แก่ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์รูปทั้งหมด และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่เป็นของเสขบุคคลและอเสขบุคคล ๑๒. ปริตตติกะ

ข้อ ๑๐๒๖

สภาวธรรมที่เป็นปริตตะ เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต ซึ่งเป็นกามาวจรทั้งหมด ได้แก่รูปขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นปริตตะ @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ.อ. ๙๑ @ อภิ.สงฺ.อ. ๙๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๖๔}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ

ข้อ ๑๐๒๗

สภาวธรรมที่เป็นมหัคคตะ เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤต ซึ่งเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร ได้แก่เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นมหัคคตะ

ข้อ ๑๐๒๘

สภาวธรรมที่เป็นอัปปมาณะ เป็นไฉน มรรค ผลของมรรค และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ซึ่งไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอัปปมาณะ ๑๓. ปริตตารัมมณติกะ

ข้อ ๑๐๒๙

สภาวธรรมที่มีปริตตะเป็นอารมณ์ เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิก ปรารภสภาวธรรมที่เป็นปริตตะเกิดขึ้นสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีปริตตะเป็นอารมณ์

ข้อ ๑๐๓๐

สภาวธรรมที่มีมหัคคตะเป็นอารมณ์ เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิก ปรารภสภาวธรรมที่เป็นมหัคคตะเกิดขึ้นสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีมหัคคตะเป็นอารมณ์

ข้อ ๑๐๓๑

สภาวธรรมที่มีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิก ปรารภสภาวธรรมที่เป็นอัปปมาณะเกิดขึ้นสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีอัปปมาณะเป็นอารมณ์ ๑๔. หีนติกะ

ข้อ ๑๐๓๒

สภาวธรรมชั้นต่ำ เป็นไฉน อกุศลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ และกิเลสที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับอกุศลมูลนั้น ได้แก่ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้นกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ที่มีอกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมชั้นต่ำ

ข้อ ๑๐๓๓

สภาวธรรมชั้นกลาง เป็นไฉน @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ.อ. ๙๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๖๕}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ สภาวธรรมที่เป็นกุศลและอัพยากฤต เป็นอารมณ์ของอาสวะ ซึ่งเป็นกามาวจรรูปาวจร และอรูปาวจร ได้แก่ รูปขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมชั้นกลาง

ข้อ ๑๐๓๔

สภาวธรรมชั้นประณีต เป็นไฉน มรรค ผลของมรรค และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ซึ่งไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมชั้นประณีต ๑๕. มิจฉัตตติกะ

ข้อ ๑๐๓๕

สภาวธรรมที่มีสภาวะผิดและให้ผลแน่นอน เป็นไฉน อนันตริยกรรม ๕ และมิจฉาทิฏฐิที่ให้ผลแน่นอน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีสภาวะผิดและให้ผลแน่นอน

ข้อ ๑๐๓๖

สภาวธรรมที่มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอน เป็นไฉน มรรค ๔ ซึ่งไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอน

ข้อ ๑๐๓๗

สภาวธรรมที่ไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น เป็นไฉน เว้นสภาวธรรมเหล่านั้นแล้ว สภาวธรรมที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤตที่เหลือ ซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร และที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ได้แก่เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ รูปทั้งหมด และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าไม่แน่นอนโดยอาการทั้งสองนั้น ๑๖. มัคคารัมมณติกะ

ข้อ ๑๐๓๘

สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอารมณ์ เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิก ปรารภอริยมรรคเกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีมรรคเป็นอารมณ์

ข้อ ๑๐๓๙

สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นเหตุ เป็นไฉน @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ.อ. ๙๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๖๖}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ เว้นองค์มรรคแล้ว เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยองค์มรรคนั้นของท่านผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีมรรคเป็นเหตุสัมมาทิฏฐิของท่านผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เป็นมรรคและเป็นเหตุ เว้นสัมมาทิฏฐิแล้ว เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ที่สัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐินั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีมรรคเป็นเหตุ อโลภะ อโทสะ และอโมหะของท่านผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีมรรคเป็นเหตุ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ที่สัมปยุตด้วยอโลภะ อโทสะ และอโมหะนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีมรรคเป็นเหตุ

ข้อ ๑๐๔๐

สภาวธรรมที่มีมรรคเป็นอธิบดี เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกทำอริยมรรคให้เป็นอธิบดีเกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่ามีมรรคเป็นอธิบดี เวทนาขันธ์ ฯลฯ เว้นวิมังสาของท่านผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรคซึ่งกำลังเจริญมรรคที่มีวิมังสาเป็นอธิบดีแล้ว เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ที่สัมปยุตด้วยวิมังสานั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีมรรคเป็นอธิบดี๑๗. อุปปันนติกะ

ข้อ ๑๐๔๑

สภาวธรรมที่เกิดขึ้น เป็นไฉน สภาวธรรมที่เกิด ที่เป็น เกิดพร้อม บังเกิด บังเกิดเฉพาะ ปรากฏ เกิดขึ้นเกิดขึ้นพร้อม ตั้งขึ้น ตั้งขึ้นพร้อม ที่เกิดขึ้น สงเคราะห์เข้ากับส่วนที่เกิดขึ้น ได้แก่รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมที่เกิดขึ้น

ข้อ ๑๐๔๒

สภาวธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น เป็นไฉน สภาวธรรมที่ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดเฉพาะ ยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่ยังไม่เกิดขึ้น สงเคราะห์เข้ากับส่วนที่ยังไม่เกิดขึ้น ได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ายังไม่เกิดขึ้น @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ.อ. ๙๒ @ อภิ.สงฺ.อ. ๙๓

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๖๗}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ

ข้อ ๑๐๔๓

สภาวธรรมที่จักเกิดขึ้นแน่นอน เป็นไฉน วิบากแห่งสภาวธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่ยังไม่ให้ผล ซึ่งเป็นกามาวจรรูปาวจร อรูปาวจร และที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ ได้แก่ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณ-ขันธ์ และรูปที่กรรมปรุงแต่งขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าจักเกิดขึ้นแน่นอน๑๘. อตีตติกะ

ข้อ ๑๐๔๔

สภาวธรรมที่เป็นอดีต เป็นไฉน สภาวธรรมที่ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว ถึงความดับแล้วถึงความดับสูญแล้ว เกิดขึ้นดับไปแล้ว ที่ล่วงไปแล้ว สงเคราะห์ด้วยส่วนที่ล่วงไปแล้วได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอดีต

ข้อ ๑๐๔๕

สภาวธรรมที่เป็นอนาคต เป็นไฉน สภาวธรรมที่ยังไม่เกิด ยังไม่มี ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดเฉพาะยังไม่ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ยังไม่เกิดขึ้นพร้อม ยังไม่ตั้งขึ้น ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อม ที่ยังไม่มาถึง สงเคราะห์ด้วยส่วนที่ยังไม่มาถึง ได้แก่ รูปขันธ์ เวนาขันธ์ สัญญาขันธ์สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นอนาคต

ข้อ ๑๐๔๖

สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบัน เป็นไฉน สภาวธรรมที่กำลังเกิด กำลังเป็น กำลังเกิดพร้อม กำลังบังเกิด กำลังบังเกิดเฉพาะ กำลังปรากฏ กำลังเกิดขึ้น กำลังเกิดขึ้นพร้อม กำลังตั้งขึ้น กำลังตั้งขึ้นพร้อมกำลังเกิดขึ้นเฉพาะ สงเคราะห์ด้วยส่วนที่กำลังเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ได้แก่ รูปขันธ์เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นปัจจุบัน ๑๙. อตีตารัมมณติกะ

ข้อ ๑๐๔๗

สภาวธรรมที่มีอดีตธรรมเป็นอารมณ์ เป็นไฉน @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ.อ. ๙๓

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๖๘}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิก ปรารภสภาวธรรมที่เป็นอดีตเกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ ชื่อว่ามีอดีตธรรมเป็นอารมณ์

ข้อ ๑๐๔๘

สภาวธรรมที่มีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์ เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิก ปรารภสภาวธรรมที่เป็นอนาคตเกิดขึ้นสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีอนาคตธรรมเป็นอารมณ์

ข้อ ๑๐๔๙

สภาวธรรมที่มีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิก ปรารภสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันเกิดขึ้นสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีปัจจุบันธรรมเป็นอารมณ์ ๒๐. อัชฌัตตติกะ

ข้อ ๑๐๕๐

สภาวธรรมที่เป็นภายในตน เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นภายในตน มีเฉพาะตน เกิดแต่ตน เป็นของเฉพาะแต่ละบุคคล ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ของสัตว์นั้นๆ ได้แก่ รูปขันธ์เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นภายในตน

ข้อ ๑๐๕๑

สภาวธรรมที่เป็นภายนอกตน เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นภายในตน เป็นของเฉพาะตน เกิดแต่ตน เป็นของเฉพาะแต่ละบุคคล ที่กรรมอันประกอบด้วยตัณหาและทิฏฐิยึดถือ ของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นนั้นๆ ได้แก่ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นภายนอกตน

ข้อ ๑๐๕๒

สภาวธรรมที่เป็นภายในตนและภายนอกตน เป็นไฉน สภาวธรรมทั้งสองประเภทที่กล่าวมานั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเป็นภายในตนและภายนอกตน ๒๑. อัชฌัตตารัมมณติกะ

ข้อ ๑๐๕๓

สภาวธรรมที่มีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์ เป็นไฉน @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ.อ. ๙๓

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๖๙}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมสังคณี [๓. นิกเขปกัณฑ์] ติกนิกเขปะ สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกปรารภสภาวธรรมที่เป็นภายในตนเกิดขึ้นสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีธรรมภายในตนเป็นอารมณ์

ข้อ ๑๐๕๔

สภาวธรรมที่มีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์ เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกปรารภสภาวธรรมที่เป็นภายนอกตนเกิดขึ้นสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีธรรมภายนอกตนเป็นอารมณ์

ข้อ ๑๐๕๕

สภาวธรรมที่มีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ เป็นไฉน สภาวธรรมที่เป็นจิตและเจตสิกปรารภสภาวธรรมที่เป็นภายในตนและภายนอกตนเกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ามีธรรมภายในตนและภายนอกตนเป็นอารมณ์ ๒๒. สนิทัสสนติกะ

ข้อ ๑๐๕๖

สภาวธรรมที่เห็นได้และกระทบได้ เป็นไฉน รูปายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเห็นได้และกระทบได้

ข้อ ๑๐๕๗

สภาวธรรมที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เป็นไฉน จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ สัททายตนะคันธายตนะ รสายตนะ และโผฏฐัพพายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเห็นไม่ได้แต่กระทบได้

ข้อ ๑๐๕๘

สภาวธรรมที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ เป็นไฉน เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ รูปที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ ซึ่งนับเนื่องในธัมมายตนะ และธาตุที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ ติกนิกเขปะ จบ @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ.อ. ๙๓-๙๔

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๔ หน้า : ๒๗๐}

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

นิกฺเขปกณฺฑํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๔ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๑ ธรรมสังคณีปกรณ์ นิกเขปกัณฑ์ ติกะ

ข้อ ๖๖๓

กตเม ธมฺมา กุสลา ตีณิ กุสลมูลานิ อโลโภ อโทโส อโมโห ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตํสมุฏฺฐานํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ อิเม ธมฺมา กุสลา ฯ กตเม ธมฺมา อกุสลา ตีณิ อกุสลมูลานิ โลโภ โทโส โมโห ตเทกฏฺฐา จ กิเลสา ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตํสมุฏฺฐานํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ อิเม ธมฺมา อกุสลา ฯ กตเม ธมฺมา อพฺยากตา กุสลากุสลานํ ธมฺมานํ วิปากา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา อปริยาปนฺนา เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ เย จ ธมฺมา กิริยา เนว กุสลา นากุสลา น จ กมฺมวิปากา สพฺพญฺจ รูปํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา อพฺยากตา ฯ

ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน? กุศลมูล ๓ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ, เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยกุศลมูลนั้น, กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันมีกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นกุศล. ธรรมเป็นอกุศล เป็นไฉน? อกุศลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ และกิเลสที่ตั้งอยู่ฐานเดียวกันกับอกุศลมูลนั้น,เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น, กายกรรมวจีกรรม มโนกรรม อันมีอกุศลมูลนั้น เป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นอกุศล. ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน? วิบากแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรม ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตระคือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์, ธรรมเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่กรรมวิบาก, รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นอัพยากฤต.

ข้อ ๖๖๔

กตเม ธมฺมา สุขายเวทนายสมฺปยุตฺตา สุขภูมิยํ กามาวจเร รูปาวจเร อปริยาปนฺเน สุขํ เวทนํ ฐเปตฺวา ตํสมฺปยุตฺโต สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา สุขายเวทนายสมฺปยุตฺตา ฯ กตเม ธมฺมา ทุกฺขายเวทนายสมฺปยุตฺตา ทุกฺขภูมิยํ กามาวจเร ทุกฺขํ เวทนํ ฐเปตฺวา ตํสมฺปยุตฺโต สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา ทุกฺขายเวทนายสมฺปยุตฺตา ฯ กตเม ธมฺมา อทุกฺขมสุขายเวทนายสมฺปยุตฺตา อทุกฺขมสุขภูมิยํ กามาวจเร รูปาวจเร อรูปาวจเร อปริยาปนฺเน อทุกฺขมสุขํ เวทนํ ฐเปตฺวา ตํสมฺปยุตฺโต สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา อทุกฺขมสุขายเวทนายสมฺปยุตฺตา ฯ

ธรรมสัมปยุตด้วยสุขเวทนา เป็นไฉน? สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยสุขเวทนานั้น เว้นสุขเวทนาในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต โลกุตตรจิต อันเป็นที่เกิดแห่งสุขเวทนา สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมสัมปยุตด้วยสุขเวทนา. ธรรมสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา เป็นไฉน? สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยทุกขเวทนานั้น เว้นทุกขเวทนาในกามาวจรจิต อันเป็นที่เกิดแห่งทุกขเวทนา สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสัมปยุตด้วยทุกขเวทนา. ธรรมสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เป็นไฉน? สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนานั้น เว้น-*อทุกขมสุขเวทนา ในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต โลกุตตรจิต อันเป็นที่เกิดแห่งอทุกขมสุขเวทนา สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสัมปยุตด้วย อทุกขมสุขเวทนา.

ข้อ ๖๖๕

กตเม ธมฺมา วิปากา กุสลากุสลานํ ธมฺมานํ วิปากา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา อปริยาปนฺนา เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา วิปากา ฯ กตเม ธมฺมา วิปากธมฺมธมฺมา กุสลากุสลา ธมฺมา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา อปริยาปนฺนา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา วิปากธมฺมธมฺมา ฯ กตเม ธมฺมา เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา เย จ ธมฺมา กิริยา เนว กุสลา นากุสลา น จ กมฺมวิปากา สพฺพญฺจ รูปํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา เนววิปากนวิปากธมฺมธมฺมา ฯ

ธรรมเป็นวิบาก เป็นไฉน? วิบากแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรม ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตระ คือเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นวิบาก. ธรรมเป็นเหตุแห่งวิบาก เป็นไฉน? กุศลธรรมและอกุศลธรรม ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตระ คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นเหตุแห่งวิบาก. ธรรมไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุแห่งวิบาก เป็นไฉน? ธรรมเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่กรรมวิบาก, รูปทั้งหมด, และอสังขตธาตุสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เป็นวิบากและไม่เป็นเหตุแห่งวิบาก.

ข้อ ๖๖๖

กตเม ธมฺมา อุปาทินฺนุปาทานิยา สาสวา กุสลากุสลานํ ธมฺมานํ วิปากา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ยญฺจ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา อิเม ธมฺมา อุปาทินฺนุปาทานิยา ฯ กตเม ธมฺมา อนุปาทินฺนุปาทานิยา สาสวา กุสลากุสลา ธมฺมา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ เย จ ธมฺมา กิริยา เนว กุสลา นากุสลา น จ กมฺมวิปากา ยญฺจ รูปํ ฯ กมฺมสฺส กตตฺตา อิเม ธมฺมา อนุปาทินฺนุปาทานิยา ฯ กตเม ธมฺมา อนุปาทินฺนานุปาทานิยา อปริยาปนฺนา มคฺคา จ มคฺคผลานิจ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา อนุปาทินฺนานุปาทานิยา ฯ

ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิ เข้ายึดครองและเป็น อารมณ์ของอุปาทาน เป็นไฉน? วิบากแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรม ประเภทที่ยังมีอาสวะ ซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจรอรูปาวจร คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ และรูปที่กรรมแต่งขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิเข้ายึดครองและเป็นอารมณ์ของอุปาทาน. ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง แต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นไฉน? กุศลธรรมและอกุศลธรรม ประเภทที่ยังมีอาสวะ ซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจรคือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์, ธรรมเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่กรรมวิบากและรูปที่กรรมมิได้แต่งขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่เข้ายึดครองแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน. ธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่เข้ายึดครอง และไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นไฉน? มรรคและผลของมรรคที่เป็นโลกุตตระ และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมอันเจตนากรรมที่สัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิ ไม่เข้ายึดครองและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน.

ข้อ ๖๖๗

กตเม ธมฺมา สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ตีณิ อกุสลมูลานิ โลโภ โทโส โมโห ตเทกฏฺฐา จ กิเลสา ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตํสมุฏฺฐานํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ อิเม ธมฺมา สงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ฯ กตเม ธมฺมา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา สาสวา กุสลาพฺยากตา ธมฺมา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา รูปกฺขนฺโธ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา อสงฺกิลิฏฺฐสงฺกิเลสิกา ฯ กตเม ธมฺมา อสงฺกิลิฏฺฐาสงฺกิเลสิกา อปริยาปนฺนา มคฺคา จ มคฺคผลานิ จ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา อสงฺกิลิฏฺฐาสงฺกิเลสิกา ฯ

ธรรมเศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของสังกิเลส เป็นไฉน? อกุศลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ และกิเลสที่ตั้งอยู่ฐานเดียวกัน กับอกุศลมูลนั้น, เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยอกุศลมูลนั้น, กายกรรม วจีกรรมมโนกรรม อันมีอกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของสังกิเลส. ธรรมไม่เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส เป็นไฉน? กุศลธรรมและอัพยากตธรรม ประเภทที่ยังมีอาสวะ ซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจรคือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมไม่เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส. ธรรมไม่เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส เป็นไฉน? มรรคและผลของมรรคที่เป็นโลกุตตระ และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมไม่เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส.

ข้อ ๖๖๘

กตเม ธมฺมา สวิตกฺกสวิจารา สวิตกฺกสวิจารภูมิยํ กามาวจเร รูปาวจเร อปริยาปนฺเน วิตกฺกวิจาเร ฐเปตฺวา ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา สวิตกฺกสวิจารา ฯ กตเม ธมฺมา อวิตกฺกวิจารมตฺตา อวิตกฺกวิจารมตฺตภูมิยํ รูปาวจเร อปริยาปนฺเน วิจารํ ฐเปตฺวา ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา อวิตกฺกวิจารมตฺตา ฯ กตเม ธมฺมา อวิตกฺกาวิจารา อวิตกฺกาวิจารภูมิยํ กามาวจเร รูปาวจเร อรูปาวจเร อปริยาปนฺเน เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ สพฺพญฺจ รูปํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา อวิตกฺกาวิจารา ฯ

ธรรมมีวิตกมีวิจาร เป็นไฉน? เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขัณธ์ อันสัมปยุตด้วยวิตกและวิจารนั้น เว้นวิตกและวิจารในกามวจรจิต รูปาวจรจิต โลกุตตรจิต อันเป็นที่เกิดแห่งธรรมมีวิตกมีวิจาร สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีวิตกมีวิจาร. ธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร เป็นไฉน? เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยวิตกและวิจารนั้น เว้นวิจารในรูปาวจรจิตโลกุตตรจิต อันเป็นที่เกิดแห่งธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่มีวิตกแต่มีวิจาร. ธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เป็นไฉน? เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาจรจิต โลกุตตรจิตอันเป็นที่เกิดแห่งธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิตกไม่มีวิจาร, รูปทั้งหมดและอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่มีวิตกไม่มีวิจาร.

ข้อ ๖๖๙

กตเม ธมฺมา ปีติสหคตา ปีติภูมิยํ กามาวจเร รูปาวจเร อปริยาปนฺเน ปีตึ ฐเปตฺวา ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา ปีติสหคตา ฯ กตเม ธมฺมา สุขสหคตา สุขภูมิยํ กามาวจเร รูปาวจเร อปริยาปนฺเน สุขํ ฐเปตฺวา ตํสมฺปยุตฺโต สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา สุขสหคตา ฯ กตเม ธมฺมา อุเปกฺขาสหคตา อุเปกฺขาภูมิยํ กามาวจเร รูปาวจเร อรูปาวจเร อปริยาปนฺเน อุเปกฺขํ ฐเปตฺวา ตํสมฺปยุตฺโต สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา อุเปกฺขาสหคตา ฯ

ธรรมสหรคตด้วยปีติ เป็นไฉน? เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยปีตินั้น เว้นปีติ ในกามาวจรจิตรูปาวจรจิต โลกุตตรจิต อันเป็นที่เกิดแห่งปีติ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสหรคตด้วยปีติ. ธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา เป็นไฉน? สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยสุขเวทนานั้น เว้นสุขเวทนาในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต โลกุตตรจิต อันเป็นที่เกิดแห่งสุขเวทนา สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมสหรคตด้วยสุขเวทนา. ธรรมสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา เป็นไฉน? สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยอุเบกขาเวทนานั้น เว้นอุเบกขาเวทนา ในกามาวจรจิต รูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต โลกุตตรจิตอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขาเวทนาสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมสหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา.

ข้อ ๖๗๐

กตเม ธมฺมา ทสฺสเนนปหาตพฺพา ตีณิ สญฺโญชนานิ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส ฯ

ธรรมอันโสดาปัตติมรรคประหาณ เป็นไฉน? สัญโญชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส.

ข้อ ๖๗๑

ตตฺถ กตมา สกฺกายทิฏฺฐิ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ เวทนาวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา เวทนํ เวทนาย วา อตฺตานํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ สญฺญาวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา สญฺญํ สญฺญาย วา อตฺตานํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ สงฺขารวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา สงฺขาเร สงฺขาเรสุ วา อตฺตานํ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ทิฏฺฐิกนฺตาโร ทิฏฺฐิวิสูกายิกํ ทิฏฺฐิวิปฺผนฺทิตํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ คาโห ปฏิคฺคาโห อภินิเวโส ปรามาโส กุมฺมคฺโค มิจฺฉาปโถ มิจฺฉตฺตํ ติตฺถายตนํ วิปริเยสคฺคาโห อยํ วุจฺจติ สกฺกายทิฏฺฐิ ฯ

บรรดาสัญโญชน์ ๓ นั้น สักกายทิฏฐิ เป็นไฉน? ปุถุชนในโลกนี้ ผู้ไร้การศึกษา ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้าไม่ได้ฝึกฝนในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้เห็นสัตบุรุษไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้ฝึกฝนในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูปเป็นตน หรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน เห็นตนในรูปย่อมเห็นเวทนาเป็นตน หรือเห็นตนมีเวทนา เห็นเวทนาในตน เห็นตนในเวทนา ย่อมเห็นสัญญาเป็นตน หรือเห็นตนมีสัญญา เห็นสัญญาในตน เห็นตนในสัญญา ย่อมเห็นสังขารเป็น-*ตน หรือเห็นตนมีสังขาร เห็นสังขารในตน เห็นตนในสังขาร ย่อมเห็นวิญญาณเป็นตน หรือเห็นตนมีวิญญาณ เห็นวิญญาณในตน เห็นตนในวิญญาณ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ การถือโดยวิปลาส มีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า สักกายทิฏฐิ.

ข้อ ๖๗๒

ตตฺถ กตมา วิจิกิจฺฉา สตฺถริ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ ธมฺเม กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ สงฺเฆ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ สิกฺขาย กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ ปุพฺพนฺเต กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ อปรนฺเต กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ กงฺขติ วิจิกิจฺฉติ ยา เอวรูปา กงฺขา กงฺขายนา กงฺขายิตตฺตํ วิมติ วิจิกิจฺฉา เทฺวฬฺหกํ เทฺวธาปโถ สํสโย อเนกํสคาโห อาสปฺปนา ปริสปฺปนา อปริโยคาหนา ถมฺภิตตฺตํ จิตฺตสฺส มโนวิเลโข อยํ วุจฺจติ วิจิกิจฺฉา ฯ

วิจิกิจฉา เป็นไฉน? ปุถุชนเคลือบแคลงสงสัยในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา ในส่วนอดีต ในส่วนอนาคต ทั้งในส่วนอดีตและส่วนอนาคต ในปฏิจจสมุปปาทธรรมที่ว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น การเคลือบแคลง กิริยาที่เคลือบแคลง ความเคลือบแคลง ความคิดเห็นไปต่างๆ นานา ความตัดสินอารมณ์ไม่ได้ ความเห็นเป็นสองแง่ ความเห็นเหมือนทางแพร่ง ความสงสัย ความไม่สามารถจะถือเอาโดยส่วนเดียวได้ ความคิดส่ายไป ความคิดพร่าไปความไม่สามารถจะหยั่งลงถือเอาเป็นยุติได้ ความกระด้างแห่งจิต ความลังเลใจ อันใดนี้เรียกว่า วิจิกิจฉา.

ข้อ ๖๗๓

ตตฺถ กตโม สีลพฺพตปรามาโส อิโต พหิทฺธา สมณพฺราหฺมณานํ สีเลน สุทฺธิ วเตน สุทฺธิ สีลพฺพเตน สุทฺธีติ ยา เอวรูปา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ทิฏฺฐิกนฺตาโร ทิฏฺฐิวิสูกายิกํ ทิฏฺฐิวิปฺผนฺทิตํ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ คาโห ปฏิคฺคาโห อภินิเวโส ปรามาโส กุมฺมคฺโค มิจฺฉาปโถ มิจฺฉตฺตํ ติตฺถายตนํ วิปริเยสคฺคาโห อยํ วุจฺจติ สีลพฺพตปรามาโส ฯ

สีลัพพตปรามาส เป็นไฉน? ความเห็นว่า ความบริสุทธิ์ย่อมมีได้ด้วยศีล ด้วยพรต ด้วยศีลพรตของสมณพราหมณ์ในภายนอกแต่ศาสนานี้ ดังนี้ ทิฏฐิ ความเห็นไปข้างทิฏฐิ ป่าชัฏคือทิฏฐิ กันดารคือทิฏฐิความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น ความถือผิด ทางชั่ว ทางผิด ภาวะที่ผิด ลัทธิเป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศการถือโดยวิปลาส อันมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาส.

ข้อ ๖๗๔

อิมานิ ตีณิ สญฺโญชนานิ ตเทกฏฺฐา จ กิเลสา ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตํสมุฏฺฐานํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ อิเม ธมฺมา ทสฺสเนนปหาตพฺพา ฯ กตเม ธมฺมา ภาวนายปหาตพฺพา อวเสโส โลโภ โทโส โมโห ตเทกฏฺฐา จ กิเลสา ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตํสมุฏฺฐานํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ อิเม ธมฺมา ภาวนายปหาตพฺพา ฯ กตเม ธมฺมา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพา กุสลาพฺยากตา ธมฺมา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา อปริยาปนฺนา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ สพฺพญฺจ รูปํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพา ฯ

สัญโญชน์ ๓ นี้ และกิเลสที่ตั้งอยู่ฐานเดียวกันกับสัญโญชน์ ๓ นั้น, เวทนา-*ขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยสัญโญชน์ ๓ นั้น, กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอันมีสัญโญชน์ ๓ นั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมอันโสดาปัตติมรรคประหาณ. ธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ เป็นไฉน? โลภะ โทสะ โมหะ ที่เหลือ และกิเลสที่ตั้งอยู่ฐานเดียวกันกับโลภะ โทสะ โมหะนั้น, เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยโลภะ โทสะ โมหะ นั้น, กายกรรมวจีกรรม มโนกรรม อันมีโลภะ โทสะ โมหะ นั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ ธรรมอันโสดาปัตติมรรค และมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่ประหาณ เป็นไฉน? กุศลธรรมและอัพยากตธรรม ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตระ คือเวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์, รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรม-*อันโสดาปัตติมรรค และมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่ประหาณ.

ข้อ ๖๗๕

กตเม ธมฺมา ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกา ตีณิ สญฺโญชนานิ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส ฯ ตตฺถ กตมา สกฺกายทิฏฺฐิ ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ สกฺกายทิฏฺฐิ ฯ ตตฺถ กตมา วิจิกิจฺฉา ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ วิจิกิจฺฉา ฯ {๖๗๕.๑} ตตฺถ กตโม สีลพฺพตปรามาโส ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ สีลพฺพตปรามาโส ฯ อิมานิ ตีณิ สญฺโญชนานิ ตเทกฏฺฐา จ กิเลสา ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตํสมุฏฺฐานํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ อิเม ธมฺมา ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกา ฯ {๖๗๕.๒} ตีณิ สญฺโญชนานิ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส อิเม ธมฺมา ทสฺสเนนปหาตพฺพา ตเทกฏฺโฐ โลโภ โทโส โมโห อิเม ธมฺมา ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตู ตเทกฏฺฐา จ กิเลสา ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตํสมุฏฺฐานํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ อิเม ธมฺมา ทสฺสเนนปหาตพฺพเหตุกา ฯ {๖๗๕.๓} กตเม ธมฺมา ภาวนายปหาตพฺพเหตุกา อวเสโส โลโภ โทโส โมโห อิเม ธมฺมา ภาวนายปหาตพฺพเหตู ตเทกฏฺฐา จ กิเลสา ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตํสมุฏฺฐานํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ อิเม ธมฺมา ภาวนายปหาตพฺพเหตุกา ฯ {๖๗๕.๔} กตเม ธมฺมา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพเหตุกา เต ธมฺเม ฐเปตฺวา อวเสสา กุสลากุสลาพฺยากตา ธมฺมา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา อปริยาปนฺนา เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ สพฺพญฺจ รูปํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา เนวทสฺสเนนนภาวนายปหาตพฺพเหตุกา ฯ

ธรรมมีสัมปยุตตเหตุ อันโสดาปัตติมรรคประหาณ เป็นไฉน? สัญโญชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส บรรดาสัญโญชน์ ๓ นั้น สักกายทิฏฐิ เป็นไฉน ฯลฯ นี้เรียกว่า สักกายทิฏฐิ. วิจิกิจฉา เป็นไฉน ฯลฯ นี้เรียกว่า วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส เป็นไฉน ฯลฯ นี้เรียกว่า สีลัพพตปรามาส. สัญโญชน์ ๓ นี้ และกิเลสที่ตั้งอยู่ฐานเดียวกันกับสัญโญชน์ ๓ นั้น, เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยสัญโญชน์ ๓ นั้น, กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันมีสัญโญชน์ ๓ นั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรค-*ประหาณ. สัญโญชน์ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมอันโสดาปัตติมรรคประหาณ, โลภะ โทสะ โมหะ ที่ตั้งอยู่ฐานเดียวกันกับสัญโญชน์ ๓ นั้นสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า สัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคประหาณ ส่วนกิเลสที่ตั้งอยู่ฐานเดียวกันกับ โลภะ โทสะ โมหะ นั้น เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วย โลภะโทสะ โมหะ นั้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันมี โลภะ โทสะ โมหะ นั้น เป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคประหาณ. ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ เป็นไฉน? โลภะ โทสะ โมหะ ที่เหลือ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องบน ๓ ประหาณ, กิเลสที่ตั้งอยู่ฐานเดียวกันกับ โลภะ โทสะ โมหะ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วย โลภะ โทสะ โมหะ นั้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอันมี โลภะ โทสะ โมหะ นั้น เป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีสัมปยุตตเหตุอันมรรคเบื้องสูง ๓ ประหาณ. ธรรมไม่มีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ จะประหาณเป็นไฉน? เว้นธรรมนั้น กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรมที่เหลือ ซึ่งเป็นกามาวจรรูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตระ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์,รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่มีสัมปยุตตเหตุอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ จะประหาณ.

ข้อ ๖๗๖

กตเม ธมฺมา อาจยคามิโน สาสวา กุสลากุสลา ธมฺมา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา อาจยคามิโน ฯ กตเม ธมฺมา อปจยคามิโน จตฺตาโร มคฺคา อปริยาปนฺนา อิเม ธมฺมา อปจยคามิโน ฯ กตเม ธมฺมา เนวาจยคามิโนนาปจยคามิโน กุสลากุสลานํ ธมฺมานํ วิปากา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา อปริยาปนฺนา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ เย จ ธมฺมา กิริยา เนว กุสลา นากุสลา น จ กมฺมวิปากา สพฺพญฺจ รูปํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา เนวาจยคามิโนนาปจยคามิโน ฯ

ธรรมเป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ เป็นไฉน? กุศลธรรมและอกุศลธรรม ประเภทที่ยังมีอาสวะ ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจรคือเวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ. ธรรมเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน เป็นไฉน? มรรค ๔ ที่เป็นโลกุตตระ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นเหตุให้ถึงนิพพาน. ธรรมไม่เป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิ และไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน เป็นไฉน? วิบากแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรมที่เป็น กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตระคือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์, ธรรมเป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก, รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เป็นเหตุให้จุติปฏิสนธิและไม่เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน.

ข้อ ๖๗๗

กตเม ธมฺมา เสกฺขา จตฺตาโร มคฺคา อปริยาปนฺนา เหฏฺฐิมานิ จ ตีณิ สามญฺญผลานิ อิเม ธมฺมา เสกฺขา ฯ กตเม ธมฺมา อเสกฺขา อุปริฏฺฐิมํ อรหตฺตผลํ อิเม ธมฺมา อเสกฺขา ฯ กตเม ธมฺมา เนวเสกฺขานาเสกฺขา เต ธมฺเม ฐเปตฺวา อวเสสา กุสลากุสลาพฺยากตา ธมฺมา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ สพฺพญฺจ รูปํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา เนวเสกฺขานาเสกฺขา ฯ

ธรรมเป็นของเสกขบุคคล เป็นไฉน? มรรคที่เป็นโลกุตตระทั้ง ๔ และสามัญญผลเบื้องต่ำ ๓ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นของเสกขบุคคล. ธรรมเป็นของอเสกขบุคคล เป็นไฉน? อรหัตตผลเบื้องสูง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นของอเสกขบุคคล. ธรรมไม่เป็นของเสกขบุคคล และไม่เป็นของอเสกขบุคคล เป็นไฉน? เว้นธรรมคือมรรค ๔ ผล ๔ เหล่านั้นเสีย กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรมที่เหลือ ซึ่งเป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร คือเวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์, รูปทั้งหมดและอสังขตธาตุ สภาวะธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมไม่เป็นของเสกขบุคคลและไม่เป็นของอเสกข-*บุคคล.

ข้อ ๖๗๘

กตเม ธมฺมา ปริตฺตา สพฺเพว กามาวจรา กุสลา- กุสลาพฺยากตา ธมฺมา รูปกฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา ปริตฺตา ฯ กตเม ธมฺมา มหคฺคตา รูปาวจรา อรูปาวจรา กุสลาพฺยากตา ธมฺมา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา มหคฺคตา ฯ กตเม ธมฺมา อปฺปมาณา อปริยาปนฺนา มคฺคา จ มคฺคผลานิ จ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา อปฺปมาณา ฯ

ธรรมเป็นปริตตะ เป็นไฉน? กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรม ที่เป็นกามาวจรทั้งหมด คือ รูปขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นปริตตะ. ธรรมเป็นมหัคคตะ เป็นไฉน? กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรมที่เป็นรูปาวจร อรูปาวจร คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นมหัคคตะ. ธรรมเป็นอัปปมาณะ เป็นไฉน? มรรคและผลของมรรคที่เป็นโลกุตตระ และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นอัปปมาณะ.

ข้อ ๖๗๙

กตเม ธมฺมา ปริตฺตารมฺมณา ปริตฺเต ธมฺเม อารพฺภ เย อุปฺปชฺชนฺติ จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อิเม ธมฺมา ปริตฺตารมฺมณา ฯ กตเม ธมฺมา มหคฺคตารมฺมณา มหคฺคเต ธมฺเม อารพฺภ เย อุปฺปชฺชนฺติ จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อิเม ธมฺมา มหคฺคตารมฺมณา ฯ กตเม ธมฺมา อปฺปมาณารมฺมณา อปฺปมาเณ ธมฺเม อารพฺภ เย อุปฺปชฺชนฺติ จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อิเม ธมฺมา อปฺปมาณารมฺมณา ฯ

ธรรมมีอารมณ์เป็นปริตตะ เป็นไฉน? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่าใด ปรารภปริตตธรรมเกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมมีอารมณ์เป็นปริตตะ. ธรรมมีอารมณ์เป็นมหัคคตะ เป็นไฉน? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่าใด ปรารภมหัคคตธรรมเกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมมีอารมณ์เป็นมหัคคตะ. ธรรมมีอารมณ์เป็นอัปปมาณะ เป็นไฉน? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่าใด ปรารภอัปปมาณธรรมเกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมมีอารมณ์เป็นอัปปมาณะ.

ข้อ ๖๘๐

กตเม ธมฺมา หีนา ตีณิ อกุสลมูลานิ โลโภ โทโส โมโห ตเทกฏฺฐา จ กิเลสา ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตํสมุฏฺฐานํ กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมํ อิเม ธมฺมา หีนา ฯ กตเม ธมฺมา มชฺฌิมา สาสวา กุสลาพฺยากตา ธมฺมา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา รูปกฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา มชฺฌิมา ฯ กตเม ธมฺมา ปณีตา อปริยาปนฺนา มคฺคา จ มคฺคผลานิ จ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา ปณีตา ฯ

ธรรมทราม เป็นไฉน? อกุศลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ กิเลสที่ตั้งอยู่ฐานเดียวกันกับ โลภะ โทสะโมหะนั้น, เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์อันสัมปยุตด้วยโลภะ โทสะ โมหะนั้น, กายกรรมวจีกรรม มโนกรรม อันมีโลภะ โทสะ โมหะ นั้นเป็นสมุฏฐาน สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมทราม. ธรรมปานกลาง เป็นไฉน? กุศลธรรมและอัพยากตธรรม ประเภทที่ยังมีอาสวะ ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจรคือ รูปขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมปานกลาง. ธรรมประณีต เป็นไฉน? มรรคและผลของมรรคที่เป็นโลกุตตระ และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมประณีต.

ข้อ ๖๘๑

กตเม ธมฺมา มิจฺฉตฺตนิยตา ปญฺจ กมฺมานิ อานนฺตริกานิ ยา จ มิจฺฉาทิฏฺฐิ นิยตา อิเม ธมฺมา มิจฺฉตฺตนิยตา ฯ กตเม ธมฺมา สมฺมตฺตนิยตา จตฺตาโร มคฺคา อปริยาปนฺนา อิเม ธมฺมา สมฺมตฺตนิยตา ฯ กตเม ธมฺมา อนิยตา เต ธมฺเม ฐเปตฺวา อวเสสา กุสลากุสลาพฺยากตา ธมฺมา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา อปริยาปนฺนา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ สพฺพญฺจ รูปํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา อนิยตา ฯ

ธรรมเป็นมิจฉาสภาวะและให้ผลแน่นอน เป็นไฉน? อนันตริยกรรม ๕ และนิยตมิจฉาทิฏฐิ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นมิจฉาสภาวะและให้ผลแน่นอน. ธรรมเป็นสัมมาสภาวะและให้ผลแน่นอน เป็นไฉน? มรรคที่เป็นโลกุตตระทั้ง ๔ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นสัมมาสภาวะและให้ผลแน่นอน. ธรรมให้ผลไม่แน่นอน เป็นไฉน? เว้นธรรมเหล่านั้นเสีย กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรมที่เหลือที่เป็นกามาวจรรูปาวจร อรูปาวจร โลกุตตระ คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์, รูปทั้งหมด และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมให้ผลไม่แน่นอน.

ข้อ ๖๘๒

กตเม ธมฺมา มคฺคารมฺมณา อริยมคฺคํ อารพฺภ เย อุปฺปชฺชนฺติ จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อิเม ธมฺมา มคฺคารมฺมณา ฯ กตเม ธมฺมา มคฺคเหตุกา อริยมคฺคสมงฺคิสฺส มคฺคงฺคานิ ฐเปตฺวา ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา มคฺคเหตุกา ฯ อริยมคฺคสมงฺคิสฺส สมฺมาทิฏฺฐิ มคฺโค เจว เหตุ จ สมฺมาทิฏฺฐึ ฐเปตฺวา ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา มคฺคเหตุกา ฯ อริยมคฺคสมงฺคิสฺส อโลโภ อโทโส อโมโห อิเม ธมฺมา มคฺคเหตู ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา มคฺคเหตุกา ฯ กตเม ธมฺมา มคฺคาธิปติโน อริยมคฺคํ อธิปตึ กริตฺวา เย อุปฺปชฺชนฺติ จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อิเม ธมฺมา มคฺคาธิปติโน ฯ อริยมคฺคสมงฺคิสฺส วีมํสาธิปเตยฺยํ มคฺคํ ภาวยนฺตสฺส วีมํสํ ฐเปตฺวา ตํสมฺปยุตฺโต เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อิเม ธมฺมา มคฺคาธิปติโน ฯ

ธรรมมีมรรคเป็นอารมณ์ เป็นไฉน? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่าใด ปรารภอริยมรรคเกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีมรรคเป็นอารมณ์. ธรรมมีเหตุคือมรรค เป็นไฉน? เว้นองค์แห่งมรรคเสีย เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยองค์แห่งมรรคนั้น ของท่านผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีเหตุคือมรรค. สัมมาทิฏฐิของท่านผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค เป็นมรรคด้วย เป็นเหตุด้วย, เว้นสัมมา-*ทิฏฐิเสีย เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ อันสัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐินั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีเหตุคือมรรค. อโลภะ อโทสะ อโมหะ ของท่านผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรค สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าเหตุคือมรรค, เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์อันสัมปยุตด้วยอโลภะ อโทสะ อโมหะ นั้นสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีเหตุคือมรรค. ธรรมมีมรรคเป็นอธิบดี เป็นไฉน? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่าใด ทำอริยมรรคให้เป็นอธิบดีเกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีมรรคเป็นอธิบดี. เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ของท่านผู้พรั่งพร้อมด้วยอริยมรรคที่กำลังเจริญมรรคมีวิมังสาเป็นอธิบดี อันสัมปยุตด้วยวิมังสานั้น เว้นวิมังสาเสีย สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีมรรคเป็นอธิบดี.

ข้อ ๖๘๓

กตเม ธมฺมา อุปฺปนฺนา เย ธมฺมา ชาตา ภูตา สญฺชาตา นิพฺพตฺตา อภินิพฺพตฺตา ปาตุภูตา อุปฺปนฺนา สมุปฺปนฺนา อุฏฺฐิตา สมุฏฺฐิตา อุปฺปนฺนา อุปฺปนฺนํเสน สงฺคหิตา รูปา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ อิเม ธมฺมา อุปฺปนฺนา ฯ กตเม ธมฺมา อนุปฺปนฺนา เย ธมฺมา อชาตา อภูตา อสญฺชาตา อนิพฺพตฺตา อนภินิพฺพตฺตา อปาตุภูตา อนุปฺปนฺนา อสมุปฺปนฺนา อนุฏฺฐิตา อสมุฏฺฐิตา อนุปฺปนฺนา อนุปฺปนฺนํเสน สงฺคหิตา รูปา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ อิเม ธมฺมา อนุปฺปนฺนา ฯ กตเม ธมฺมา อุปฺปาทิโน กุสลากุสลานํ ธมฺมานํ อวิปกฺกวิปากานํ วิปากา กามาวจรา รูปาวจรา อรูปาวจรา อปริยาปนฺนา เวทนากฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ยญฺจ รูปํ กมฺมสฺส กตตฺตา อุปฺปชฺชิสฺสติ อิเม ธมฺมา อุปฺปาทิโน ฯ

ธรรมเกิดขึ้นแล้ว เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด เกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้วปรากฏแล้ว เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว เกิดขึ้นแล้วสงเคราะห์ด้วยส่วนที่เกิดขึ้นแล้ว คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเกิดขึ้นแล้ว. ธรรมยังไม่เกิดขึ้น เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด ยังไม่เกิดแล้ว ยังไม่เป็นแล้ว ยังไม่เกิดพร้อมแล้ว ยังไม่บังเกิดแล้วยังไม่บังเกิดเฉพาะแล้ว ยังไม่ปรากฏแล้ว ยังไม่เกิดขึ้นแล้ว ยังไม่เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ยังไม่ตั้งขึ้นแล้ว ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว ยังไม่เกิดขึ้นแล้ว สงเคราะห์ด้วยส่วนที่ยังไม่เกิดขึ้น คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมยังไม่เกิดขึ้น. ธรรมจักเกิดขึ้น เป็นไฉน? วิบากแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรมที่ยังไม่ให้ผล เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจรโลกุตตระ คือ เวทนาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ และรูปซึ่งจักเกิดขึ้นเพราะกรรมแต่ง สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมจักเกิดขึ้น.

ข้อ ๖๘๔

กตเม ธมฺมา อตีตา เย ธมฺมา อตีตา นิรุทฺธา วิคตา วิปริณตา อตฺถงฺคตา อพฺภตฺถงฺคตา อุปฺปชฺชิตฺวา วิคตา อตีตา อตีตํเสน สงฺคหิตา รูปา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ อิเม ธมฺมา อตีตา ฯ กตเม ธมฺมา อนาคตา เย ธมฺมา อชาตา อภูตา อสญฺชาตา อนิพฺพตฺตา อนภินิพฺพตฺตา อปาตุภูตา อนุปฺปนฺนา อสมุปฺปนฺนา อนุฏฺฐิตา อสมุฏฺฐิตา อนาคตา อนาคตํเสน สงฺคหิตา รูปา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ อิเม ธมฺมา อนาคตา ฯ กตเม ธมฺมา ปจฺจุปฺปนฺนา เย ธมฺมา ชาตา ภูตา สญฺชาตา นิพฺพตฺตา อภินิพฺพตฺตา ปาตุภูตา อุปฺปนฺนา สมุปฺปนฺนา อุฏฺฐิตา สมุฏฺฐิตา ปจฺจุปฺปนฺนา ปจฺจุปฺปนฺนํเสน สงฺคหิตา รูปา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ อิเม ธมฺมา ปจฺจุปฺปนฺนา ฯ

ธรรมเป็นอดีต เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้วถึงความดับสูญแล้ว เกิดขึ้นแล้วปราศไป ล่วงไป สงเคราะห์ด้วยส่วนที่ล่วงไปแล้ว คือ รูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นอดีต. ธรรมเป็นอนาคต เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด ยังไม่เกิดแล้ว ยังไม่เป็นแล้ว ยังไม่เกิดพร้อมแล้ว ยังไม่บังเกิดแล้วยังไม่บังเกิดเฉพาะแล้ว ยังไม่ปรากฏแล้ว ยังไม่เกิดขึ้นแล้ว ยังไม่เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ยังไม่ตั้งขึ้นแล้ว ยังไม่ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว ยังไม่มาถึง สงเคราะห์ด้วยส่วนที่ยังไม่มาถึง คือ รูปเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นอนาคต. ธรรมเป็นปัจจุบัน เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด ซึ่งเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดเฉพาะแล้วปรากฏแล้ว เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นพร้อมแล้ว ตั้งขึ้นแล้ว ตั้งขึ้นพร้อมแล้ว เกิดขึ้นเฉพาะแล้วสงเคราะห์ด้วยส่วนที่เกิดขึ้นเฉพาะแล้ว คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นปัจจุบัน.

ข้อ ๖๘๕

กตเม ธมฺมา อตีตารมฺมณา อตีเต ธมฺเม อารพฺภ เย อุปฺปชฺชนฺติ จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อิเม ธมฺมา อตีตารมฺมณา ฯ กตเม ธมฺมา อนาคตารมฺมณา อนาคเต ธมฺเม อารพฺภ เย อุปฺปชฺชนฺติ จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อิเม ธมฺมา อนาคตารมฺมณา ฯ กตเม ธมฺมา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ปจฺจุปฺปนฺเน ธมฺเม อารพฺภ เย อุปฺปชฺชนฺติ จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อิเม ธมฺมา ปจฺจุปฺปนฺนารมฺมณา ฯ

ธรรมมีอารมณ์เป็นอดีต เป็นไฉน? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่าใด ปรารภอดีตธรรมเกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีอารมณ์เป็นอดีต. ธรรมมีอารมณ์เป็นอนาคต เป็นไฉน? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่าใด ปรารภอนาคตธรรมเกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมมีอารมณ์เป็นอนาคต. ธรรมมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน เป็นไฉน? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่าใด ปรารภปัจจุบันธรรมเกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมมีอารมณ์เป็นปัจจุบัน.

ข้อ ๖๘๖

กตเม ธมฺมา อชฺฌตฺตา เย ธมฺมา เตสํ เตสํ สตฺตานํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นิยกา ปาฏิปุคฺคลิกา อุปาทินฺนา รูปา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ อิเม ธมฺมา อชฺฌตฺตา ฯ กตเม ธมฺมา พหิทฺธา เย ธมฺมา เตสํ เตสํ ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นิยกา ปาฏิปุคฺคลิกา อุปาทินฺนา รูปา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ อิเม ธมฺมา พหิทฺธา ฯ กตเม ธมฺมา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ตทุภยํ อิเม ธมฺมา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ฯ

ธรรมเป็นภายใน เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด เป็นภายใน เป็นเฉพาะตน เกิดแก่ตน เป็นของเฉพาะแต่ละบุคคลเป็นอุปาทินนะ ของสัตว์นั้นๆ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นภายใน. ธรรมเป็นภายนอก เป็นไฉน? ธรรมเหล่าใด เป็นภายใน เป็นเฉพาะตน เกิดแก่ตน เป็นของเฉพาะแต่ละบุคคลเป็นอุปาทินนะ ของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่นนั้นๆ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นภายนอก. ธรรมเป็นภายในและเป็นภายนอก เป็นไฉน? ธรรมทั้ง ๒ ประเภทนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมเป็นภายในและเป็นภายนอก.

ข้อ ๖๘๗

กตเม ธมฺมา อชฺฌตฺตารมฺมณา อชฺฌตฺเต ธมฺเม อารพฺภ เย อุปฺปชฺชนฺติ จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อิเม ธมฺมา อชฺฌตฺตารมฺมณา ฯ กตเม ธมฺมา พหิทฺธารมฺมณา พหิทฺธา ธมฺเม อารพฺภ เย อุปฺปชฺชนฺติ จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อิเม ธมฺมา พหิทฺธารมฺมณา ฯ กตเม ธมฺมา อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา อชฺฌตฺตพหิทฺธา ธมฺเม อารพฺภ เย อุปฺปชฺชนฺติ จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อิเม ธมฺมา อชฺฌตฺตพหิทฺธารมฺมณา ฯ

ธรรมมีอารมณ์เป็นภายใน เป็นไฉน? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่าใด ปรารภธรรมเป็นภายในเกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมมีอารมณ์เป็นภายใน. ธรรมมีอารมณ์เป็นภายนอก เป็นไฉน? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่าใด ปรารภธรรมเป็นภายนอกเกิดขึ้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีอารมณ์เป็นภายนอก. ธรรมมีอารมณ์เป็นภายในและเป็นภายนอก เป็นไฉน? ธรรมคือจิตและเจตสิกเหล่าใด ปรารภธรรมเป็นภายใน ธรรมเป็นภายนอกเกิดขึ้นสภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมมีอารมณ์เป็นภายในและเป็นภายนอก.

ข้อ ๖๘๘

กตเม ธมฺมา สนิทสฺสนสปฺปฏิฆา รูปายตนํ อิเม ธมฺมา สนิทสฺสนสปฺปฏิฆา ฯ กตเม ธมฺมา อนิทสฺสนสปฺปฏิฆา จกฺขายตนํ โสตายตนํ ฆานายตนํ ชิวฺหายตนํ กายายตนํ สทฺทายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อิเม ธมฺมา อนิทสฺสนสปฺปฏิฆา ฯ กตเม ธมฺมา อนิทสฺสนาปฺปฏิฆา เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ยญฺจ รูปํ อนิทสฺสนํ อปฺปฏิฆํ ธมฺมายตนปริยาปนฺนํ อสงฺขตา จ ธาตุ อิเม ธมฺมา อนิทสฺสนาปฺปฏิฆา ฯ ติกํ ฯ -----------

ธรรมที่เห็นได้และกระทบได้ เป็นไฉน? รูปายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมที่เห็นได้และกระทบได้. ธรรมที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ เป็นไฉน? จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะรสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้. ธรรมที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ เป็นไฉน? เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์, รูปที่เห็นไม่ได้กระทบไม่ได้ ซึ่งนับเนื่องในธัมมายตนะ และอสังขตธาตุ สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่า ธรรมที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้. ติกะ จบ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/