สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ทุติยวรรคที่ ๒ ปัญจราชสูตรที่ ๒
อรรถกถาแปลไทย
อรรถกถาแปลไทย · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปัญจราชสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในปัญจราชสูตรที่ ๒ ต่อไป :-
บทว่า รูปา ได้แก่ อารมณ์คือรูป ต่างโดยรูปสีเขียวสีเหลืองเป็นต้น.
บทว่า กามานํ อคฺคํ ความว่า ผู้หนักในรูป ก็กล่าวรูปนั้นว่าสูงสุด ประเสริฐสุดแห่งกามทั้งหลาย.
แม้ในอารมณ์ที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด.
บทว่า มนาปปริยนฺตํ ได้แก่ ทำอารมณ์ที่น่าพอใจให้เสร็จ ชื่อว่าเป็นยอดอารมณ์ที่น่าพอใจ.
ในคำว่า มนาปปริยนฺตํ นั้น อารมณ์ที่น่าพอใจมี ๒ คือ อารมณ์ที่น่าพอใจของบุคคล อารมณ์ที่น่าพอใจโดยสมมติ
สิ่งใดเป็นของที่น่าปรารถนา น่าใคร่ของบุคคลคนหนึ่ง สิ่งนั้นนั่นแหละไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ของบุคคลอื่น ชื่อว่าสิ่งที่น่าพอใจของบุคคล.
เป็นความจริง ไส้เดือนย่อมเป็นของที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจของชาวปัจจันตประเทศ แต่ชาวมัชฌิมประเทศเกลียดนัก. ส่วนเนื้อนกยูงเป็นต้นเป็นที่น่าปรารถนาของชาวมัชฌิมประเทศเหล่านั้น แต่สำหรับชาวปัจจันตประเทศนอกนี้เกลียดนัก. นี้คือสิ่งที่น่าพอใจของบุคคล.
สิ่งที่น่าพอใจโดยสมมติเป็นอย่างไร.
ชื่อว่า อิฏฐารมณ์ (น่าปรารถนา) และอนิฏฐารมณ์ (ที่ไม่น่าปรารถนา) ที่แยกกันในโลกไม่มีเลย แต่ก็พึงจำแนกแสดง. แต่เมื่อจะจำแนกก็จำต้องยกพระเจ้ามหาสมมตปฐมกษัตริย์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะและพระเจ้าธรรมาโศกราชเป็นต้นจำแนกแยกแยะ.
จริงอยู่ อารมณ์แม้สำเร็จจากทิพย์ ก็ปรากฏว่าไม่สมพระทัยของกษัตริย์เหล่านั้น แต่ไม่พึงจำแนกโดยยกเอาข้าวน้ำที่หายาก สำหรับคนเข็ญใจอย่างยิ่ง.
จริงอยู่ คนเข็ญใจอย่างยิ่งเหล่านั้น เมล็ดข้าวสวยปลายเกวียนก็ดี รสเนื้อเน่าก็ดี ก็มีรสอร่อยเหลือเกิน เสมือนอมฤตรส. แต่พึงจำแนกโดยยกคนปานกลาง เช่นหัวหน้าหมู่ มหาอำมาตย์ เศรษฐี กุฏุมพีและพาณิชเป็นต้น ซึ่งบางคราวก็ได้สิ่งที่น่าปรารถนา บางคราวก็ได้สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา. ก็แต่ว่า สิ่งที่น่าปรารถนาและสิ่งที่ไม่น่าปรารถนานั้น ก็ไม่อาจกำหนดชวนจิตในอารมณ์ได้.
จริงอยู่ ชวนจิตย่อมยินดีในสิ่งที่น่าปรารถนาก็มี ในสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาก็มี ยินร้ายในสิ่งที่น่าปรารถนาก็มี ในสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาก็มี. ด้วยว่า วิบากจิตย่อมกำหนดอารมณ์ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา โดยอารมณ์อันเดียวกัน.
จริงอยู่ พวกมิจฉาทิฏฐิเห็นพระพุทธเจ้าก็ดี พระสงฆ์ก็ดี อารมณ์อันโอฬารมีมหาเจดีย์เป็นต้นก็ดี ย่อมปิดตา ประสบความเสียใจ ได้ยินเสียงแสดงธรรมก็ปิดหูทั้งสอง แต่จักขุวิญญาณและโสตวิญญาณก็เป็นกุศลวิบากของพวกเขา.
สุกรกินคูถเป็นต้น ได้กลิ่นคูถก็เกิดความดีใจว่าเราจักกินคูถดังนี้ ก็จริงอยู่ ถึงกระนั้น จักขุวิญญาณของมันในการเห็นคูถ ฆานวิญญาณในการดมกลิ่นคูถนั้น และชิวหาวิญญาณในการลิ้มรส ย่อมเป็นอกุศลวิบากโดยแท้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาความเป็นสิ่งที่น่าพอใจของบุคคล จึงตรัสว่า เต จ มหาราช รูปา เป็นต้น.
คำว่า จนฺทนงฺคลิโย (บาลีเป็น จนฺทนงฺคลิโก) นี้ เป็นชื่อของอุบาสกนั้น.
บทว่า ปฏิภาติ มํ ภควา ความว่า เหตุอย่างหนึ่ง ย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์.
จันทนังคลิกอุบาสกนั้นเห็นพระราชาทั้ง ๕ พระองค์ทรงสวมกุณฑลมณี แม้เสด็จมาด้วยพระอิสริยยศและสมบัติอย่างเยี่ยม ด้วยราชานุภาพอย่างใหญ่โดยประทับนั่งรวมกัน ณ พื้นที่สำหรับดื่มซึ่งจัดไว้ ต่างก็สิ้นสง่าสิ้นความงาม ตั้งแต่ประทับยืน ณ สำนักของพระทศพลเหมือนดวงประทีปเวลากลางวันเหมือนถ่านไฟที่เอาน้ำรด และเหมือนหิ่งห้อย เวลาพระอาทิตย์ขึ้น จึงเกิดปฏิภาณขึ้นว่า ท่านผู้เจริญ ธรรมดาว่าพระพุทธะทั้งหลายใหญ่หนอ เพราะฉะนั้น เขาจึงกล่าวอย่างนี้.
คำว่า โกกนทํ นี้ เป็นไวพจน์ของปทุมนั่นเอง.
บทว่า ปาโต ได้แก่ ต่อกาลเที่ยว.
บทว่า สิยา แปลว่า พึงมี.
บทว่า อวีตคนฺธํ ได้แก่ ไม่ปราศจากกลิ่น.
บทว่า องฺคีรสํ ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
จริงอยู่ พระรัศมีทั้งหลายย่อมซ่านออกจากพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า องฺคีรโส พระอังคีรส.
ความย่อในคำนี้ มีดังนี้ว่า
ดอกปทุมกล่าวคือดอกโกกนุท บานแต่เช้าตรู่ ยังไม่ปราศจากกลิ่น หอมระรื่นฉันใด ท่านจงดูพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อังคีรส ทรงรุ่งโรจน์ ดุจดวงอาทิตย์ส่องแสงจ้ากลางนภากาศฉันนั้นเหมือนกัน.
บทว่า ภควนฺตํ อจฺฉาเทสิ ความว่า ได้ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
แต่ว่าโดยโวหารโลก ในข้อนี้ คำก็มีเช่นนี้.
ได้ยินว่า อุบาสกนั้นคิดว่า พระราชาเหล่านี้ทรงเลื่อมใสในพระคุณทั้งหลายของพระตถาคต พระราชทานผ้าห่มแก่เราถึง ๕ ผืน จำเราจักถวายผ้าห่มเหล่านั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่พระองค์เดียว ดังนี้ จึงได้ถวาย.
จบอรรถกถาปัญจราชสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------