ระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยการรับปรึกษาให้ความเห็นทางกฎหมายของกรรมการร่างกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๒๒ ฉบับปรับปรุง ณ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๔๒ (ยกเลิก)

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลัง๒๕๒๒12 มาตราต้นฉบับ PDF · 5 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 3f6f3f0a… · ดึงข้อมูล 2026-08-24 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน

ปรารภ

ระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกา ว่าด้วย การรับปรึกษาให้ความเห็นทางกฎหมายของกรรมการกฤษฎีกา* พ.ศ. ๒๕๒๒ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๖แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

ทุกมาตรา

ดูเป็นรายการ
  1. ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยการรับปรึกษาให้ ความเห็นทางกฎหมายของกรรมการกฤษฎีกา* พ.ศ. ๒๕๒๒”

  2. ในระเบียบนี้ “รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่ารัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณและ รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ

  3. กรรมการกฤษฎีกา*จะพิจารณาให้ความเห็นทางกฎหมายแก่บุคคลดังต่อไปนี้

    (๑) คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี

    (๒) กระทรวงทบวงกรม

    (๓) รัฐวิสาหกิจ

    (๔) คณะกรรมการซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเฉพาะเรื่อง โดยผ่านทางกระทรวง ทบวงกรมที่มีหน้าที่รับผิดชอบในงานธุรการของคณะกรรมการนั้น ๆ

    (๕) ผู้ว่าราชการจังหวัด เฉพาะปัญหาตามกฎหมายที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีหน้าที่ต้อง ปฏิบัติหรือรับผิดชอบ

    (๖) คณะผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือประธานสภาท้องถิ่น เฉพาะปัญหา ตามกฎหมายที่คณะผู้บริหารท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือประธานสภาท้องถิ่นมีหน้าที่ต้องปฏิบัติ หรือรับผิดชอบ

    (๗) ผู้ซึ่งคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีเห็นสมควรให้ขอความเห็นทางกฎหมาย เป็นการเฉพาะราย

  4. เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปตามขั้นตอนของการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่ องที่ กรรมการกฤษฎีกา*จะพิจารณาให้ความเห็นทางกฎหมาย จะต้องเป็นเรื่ องที่ ได้มี การ ปรึกษาหารือระหว่างส่วนราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบหรือรักษาการตามกฎหมายแล้วเว้นแต่จะเป็น กรณีเร่งด่วนหรือมีความจำเป็นอย่างอื่นตามที่คณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีจะได้มีมติหรือคำสั่ง

  5. ในกรณีที่การขอความเห็นทางกฎหมายมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบนี้ ถ้าเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนหรือจำเป็น จะสั่งรับไว้เพื่อ พิจารณาก่อน แล้วแจ้งให้ส่วนราชการซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบหรือรักษาการตามกฎหมายทราบก็ได้ แต่ ถ้าเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเห็นว่ากรณีไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนหรือจำเป็น ก็ให้ส่งเรื่องคืน ไปยังส่วนราชการที่ขอความเห็นมาเพื่อพิจารณาดำเนินการตามระเบียบต่อไป

  6. ในกรณีที่เคยมีคำวินิจฉัยของกรรมการกฤษฎีกา*หรือของคณะกรรมการ วินิจฉัยร้องทุกข์ในประเด็นเดียวกันหรือในประเด็นที่อยู่ในลักษณะเดียวกันมาก่อนแล้ว เลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกาจะตอบโดยส่งคำวินิจฉัยที่เคยมีมาแล้วไปให้โดยไม่ต้องดำเนินการให้มีการ พิจารณาวินิจฉัยใหม่ก็ได้ ในกรณีที่เป็นปัญหากฎหมายที่ไม่ซับซ้อนหรือเป็นเรื่องเร่งด่วนซึ่งจะต้องดำเนินการ ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาจะสั่งให้เจ้าหน้าที่ในสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามอำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็ได้

  7. ในการพิจารณาให้ความเห็นทางกฎหมาย ให้กรรมการกฤษฎีกา* หรือ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเชิญบุคคลดังต่อไปนี้ชี้แจงแถลงข้อเท็จจริงหรือให้ความ คิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา

    (๑) ผู้แทนกระทรวง ทบวงกรมหรือรัฐวิสาหกิจเจ้าของเรื่อง

    (๒) ผู้แทนกระทรวง ทบวงกรมราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่น ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พิจารณา ตามที่กรรมการกฤษฎีกา*หรือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นสมควร ในการพิจารณาของกรรมการกฤษฎีกา ถ้าเรื่องที่พิจารณาเป็นเรื่องเกี่ยวกับสิทธิของ เอกชน และกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าการฟังความคิดเห็นของเอกชนจะเป็นประโยชน์ จะขอให้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเชิญผู้แทนของสถาบันฝ่ายเอกชน หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ กรรมการกฤษฎีกา*เห็นสมควร เข้าร่วมชี้แจงให้ข้อเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นเพื่อประกอบการ พิจารณาด้วยก็ได้

  8. ในกรณีที่ผู้แทนที่กระทรวง ทบวงกรมรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐส่ง มาชี้แจงหรือให้ความคิดเห็นตามข้อ ๗ไม่มีผู้ซึ่งทราบข้อเท็จจริงอันเป็นที่มาของปัญหากฎหมายที่ กำลังพิจารณา เพียงพอที่ จะให้ข้ อเท็จจริงเกี่ ยวกับปัญหาที่ กำลังพิจารณาได้ เมื่ อสำนักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นสมควร หรือเมื่อได้รับคำร้องขอจากกรรมการกฤษฎีกา* ก็ให้แจ้งให้ กระทรวง ทบวงกรมรัฐวิสาหกิจ หรือกิจการอื่นของรัฐนั้นส่งผู้แทนมาใหม่หรือส่งผู้แทนมาเพิ่มเติมก็ได้

  9. กรรมการกฤษฎีกา*จะไม่พิ จารณาให้ความเห็นทางกฎหมายในเรื่ อง ดังต่อไปนี้

    (๑) เรื่องที่มีการฟ้องร้องเป็นคดีอยู่ในศาล

    (๒) เรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของสถาบันอื่นอยู่แล้วตามกฎหมายและกรรมการ กฤษฎีกา*เห็นว่าสมควรให้มีการดำเนินการตามกฎหมายนั้นก่อนเพื่อประโยชน์แก่การบริหารราชการ แผ่นดิน

    (๓) เรื่องซึ่งหากให้ความเห็นแล้วจะมีผลกระทบกระเทือนในทางการเมือง หรือ ทางการต่างประเทศ ทั้งนี้ เว้นแต่จะเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีจะได้มีมติหรือมีคำสั่งเป็น การภายในให้พิจารณา

  10. ๑๐

    เมื่อกรรมการกฤษฎีกา*ได้พิจารณาให้ความเห็นทางกฎหมายในเรื่องใด เสร็จแล้ว ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแจ้งให้กระทรวง ทบวงกรมรัฐวิสาหกิจ หรือผู้ที่ขอ ความเห็นมาทราบโดยเร็วและให้ส่งสำเนาให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเรื่องนั้นเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบหรือเพื่อมีมติหรือคำสั่ง แล้วแต่กรณี ในการแจ้งความเห็นตามวรรคหนึ่ง ให้แจ้งไปด้วยว่าเรื่องดังกล่าวได้วินิจฉัยโดย กรรมการกฤษฎีกา*คณะใด หรือวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่กรรมการกฤษฎีกา* กระทรวงทบวงกรมรัฐวิสาหกิจ หรือผู้ขอความเห็นอาจขอให้ทบทวนปัญหาที่ กรรมการกฤษฎีกาคณะใดคณะหนึ่งได้วิ นิจฉัยไปแล้วอีกครั้งหนึ่งก็ได้ ในกรณีนี้ให้เลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาจัดให้มีการประชุมร่วมกันของกรรมการกฤษฎีกาสองหรือสามคณะ เป็นการประชุมพิเศษ หรือจัดให้มีการประชุมใหญ่กรรมการกฤษฎีกา*เพื่อพิจารณาปัญหานั้นได้ตามที่ เห็นสมควร

  11. ๑๑

    เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกามีอำนาจวางข้อกำหนดและระเบียบ ปฏิบัติเกี่ยวกับการเผยแพร่ความเห็นทางกฎหมายของกรรมการกฤษฎีกา*ได้ตามความเหมาะสมเท่าที่ ไม่เป็นการเปิดเผยความลับของทางราชการ

  12. ๑๒

    ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๐มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๒เป็นต้นไป ให้ไว้ ณวันที่ ๑๓กรกฎาคมพ.ศ. ๒๕๒๒ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา ๑ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๙๖/ตอนที่๑๒๔/ฉบับพิเศษหน้า ๑๓/๒๖กรกฎาคม๒๕๒๒ *พระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๔)พ.ศ. ๒๕๔๒๒ มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา นุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๓ ให้แก้ไขคำว่า “กรรมการร่างกฎหมาย”ในพระราชบัญญัติคณะกรรมการ กฤษฎีกาพ.ศ. ๒๕๒๒เป็น “กรรมการกฤษฎีกา”ทุกแห่ง มาตรา ๑๑ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน ข้าราชการ ลูกจ้าง และ เงินงบประมาณในส่วนที่เกี่ยวกับงานคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์และกองวิเคราะห์กฎหมายและ การร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งนี้ เฉพาะที่นายกรัฐมนตรีประกาศกำหนดในราช กิจจานุเบกษาไปเป็นของสำนักงานศาลปกครองตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธี พิจารณาคดีปกครอง ให้ข้าราชการที่โอนไปตามวรรคหนึ่งเป็นข้าราชการฝ่ายศาลปกครองและในระหว่าง ที่ยังไม่มีระเบียบของคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงาน บุคคล ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับโดยอนุโลมกับข้าราชการที่โอนไป ตามวรรคหนึ่ง มาตรา ๑๒ ให้บทบัญญัติเกี่ยวกับการร้องทุกข์ตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการ กฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๒)พ.ศ. ๒๕๒๒และพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๔ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัตินี้ยังคงมีผลบังคับอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีการเปิดทำการศาลปกครองกลางตาม กฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง มาตรา ๑๓ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการตรากฎหมายว่าด้วย การจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครองขึ้น ให้เป็นศาลปกครองที่มีอำนาจพิจารณา พิพากษาคดีปกครอง อันเป็นการดำเนินการที่สืบเนื่องจากแนวทางการจัดองค์กรคณะกรรมการ กฤษฎีกาให้เป็นรูปแบบองค์กรเชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมายปกครองที่เคยดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว โดยองค์กรคณะกรรมการกฤษฎีกานั้นเป็นสถาบันที่ปฏิบัติงานในด้านคดีปกครองและการสร้างบท กฎหมายรวมทั้งกำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการอยู่ด้วยกันซึ่งประเทศไทยได้ดำเนินการในแนวทาง นี้มาตั้งแต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยได้ทรงตราพระราชบัญญัติเคาน์ซิ ลออฟสเตดคือ ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินขึ้นใช้บังคับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๗และต่อมาได้มีการตรา พระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา พุทธศักราช ๒๔๗๖โดยให้มีสถาบันเกี่ยวกับการร่าง กฎหมายและให้ความเห็นทางกฎหมาย และสถาบันที่พิจารณาพิพากษาคดีปกครองควบคู่ กัน ๒ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๑๖/ตอนที่๙๔ก/หน้า ๔๔/๑๐ตุลาคม๒๕๔๒ หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงเป็นพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒โดยให้มี คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ขึ้นทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาททางกฎหมายปกครองระหว่างเอกชนกับ หน่วยงานของรัฐเพื่อเป็นพื้นฐานในการสร้างหลักกฎหมายปกครองที่เหมาะสมแก่ประเทศไทย และ สร้างความคุ้นเคยในระบบวิธีพิจารณาคดีปกครองโดยจะพัฒนาให้เป็นระบบศาลปกครองอย่างเต็ม รูปแบบต่อไป บัดนี้ เมื่อได้มีการจัดตั้งศาลปกครองตามกฎหมายโดยเฉพาะขึ้นทำหน้าที่พิจารณา พิพากษาคดีปกครองโดยตรงแล้ว จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาโดย ยกเลิกงานวินิจฉัยร้องทุกข์ให้สอดคล้องกับการจัดตั้งศาลปกครอง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติ นี้

ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หน้ารายการของกฤษฎีกา
https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/8647ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiYzRiOWEyYjItYjkwZS00ZjA0LWFmMjctZmZiNDc5ZTE3NWYzIiwiZmlsZW5hbWUiOiIyLiBGaW5hbCDguKPguLDguYDguJrguLXguKLguJrguKrguITguIEuIOC4p-C5iOC4suC4lOC5ieC4p-C4ouC4geC4suC4o-C4o-C4seC4muC4m-C4o-C4tuC4geC4qeC4suC5g-C4q-C5ieC4hOC4p-C4suC4oeC5gOC4q-C5h-C4meC4l-C4suC4h-C4geC4juC4q-C4oeC4suC4oiAoVXBkYXRlIOC4iuC4t-C5iOC4reC4hOC4geC4gS4pLnBkZiJ9.ahzU-PlYYawd1QF_othwD23bRDSUdH6-kAgTMNbTqPM5 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:3f6f3f0ab03bfc14bdc121437287e871a6e222fcc2c16d6651283d1f415ab192ดึงเมื่อ 2026-08-24T01:26:51.477Z
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layoutผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR