๖. เอสุการีสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เอสุการีสุตฺตํ
๖๖๑เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข เอสุการี พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ
๖๖๒เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข เอสุการี พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ พฺราหฺมณา โภ โคตม จตสฺโส ปาริจริยา ปญฺญเปนฺติ พฺราหฺมณสฺส ปาริจริยํ ปญฺญเปนฺติ ขตฺติยสฺส ปาริจริยํ ปญฺญเปนฺติ เวสฺสสฺส ปาริจริยํ ปญฺญเปนฺติ สุทฺทสฺส ปาริจริยํ ปญฺญเปนฺติ ตตฺริทํ โภ โคตม พฺราหฺมณา พฺราหฺมณสฺส ปาริจริยํ ปญฺญเปนฺติ พฺราหฺมโณ วา พฺราหฺมณํ ปริจเรยฺย ขตฺติโย วา พฺราหฺมณํ ปริจเรยฺย เวสฺโส วา พฺราหฺมณํ ปริจเรยฺย สุทฺโท วา พฺราหฺมณํ ปริจเรยฺยาติ อิทํ โข โภ โคตม พฺราหฺมณา พฺราหฺมณสฺส ปาริจริยํ ปญฺญเปนฺติ ตตฺริทํ โภ โคตม พฺราหฺมณา ขตฺติยสฺส ปาริจริยํ ปญฺญเปนฺติ ขตฺติโย วา ขตฺติยํ ปริจเรยฺย เวสฺโส วา ขตฺติยํ ปริจเรยฺย สุทฺโท วา ขตฺติยํ ปริจเรยฺยาติ อิทํ โข โภ โคตม พฺราหฺมณา ขตฺติยสฺส ปาริจริยํ ปญฺญเปนฺติ ตตฺริทํ โภ โคตม พฺราหฺมณา เวสฺสสฺส ปาริจริยํ ปญฺญเปนฺติ เวสฺโส วา เวสฺสํ ปริจเรยฺย สุทฺโท วา เวสฺสํ ปริจเรยฺยาติ อิทํ โข โภ โคตม พฺราหฺมณา เวสฺสสฺส ปาริจริยํ ปญฺญเปนฺติ ตตฺริทํ โภ โคตม พฺราหฺมณา สุทฺทสฺส ปาริจริยํ ปญฺญเปนฺติ สุทฺโทว สุทฺทํ ปริจเรยฺย โก ปนญฺโญ สุทฺทํ ปริจริสฺสตีติ อิทํ โข โภ โคตม พฺราหฺมณา สุทฺทสฺส ปาริจริยํ ปญฺญเปนฺติ พฺราหฺมณา โภ โคตม อิมา จตสฺโส ปาริจริยา ปญฺญเปนฺติ อิทํ ภวํ โคตโม กิมาหาติ ฯ
๖๖๓กึ ปน พฺราหฺมณ สพฺโพ โลโก พฺราหฺมณานํ เอตทพฺภนุชานาติ อิมา จตสฺโส ปาริจริยา ปญฺญเปนฺตูติ ฯ โน หิทํ โภ โคตม ฯ เสยฺยถาปิ พฺราหฺมณ ปุริโส ทฬิทฺโท อสฺสโก อนาฬฺหิโย ตสฺส อกามสฺส วิสํ โอลคฺเคยฺยุํ อิทนฺเต อมฺโภ ปุริส มํสํ ขาทิตพฺพํ มูลญฺจ อนุปฺปทาตพฺพนฺติ เอวเมว โข พฺราหฺมณ พฺราหฺมณา อปฺปฏิญฺญาย เตสํ สมณพฺราหฺมณานํ อถ จ ปนิมา จตสฺโส ปาริจริยา ปญฺญเปนฺติ ฯ นาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ ปริจริตพฺพนฺติ วทามิ น ปนาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ น ปริจริตพฺพนฺติ วทามิ ฯ {๖๖๓.๑} ยํ หิสฺส พฺราหฺมณ ปริจรโต ปาริจริยาเหตุ ปาปิโย อสฺส น เสยฺโย นาหนฺตํ ปริจริตพฺพนฺติ วทามิ ยญฺจ ขฺวสฺส พฺราหฺมณ ปริจรโต ปาริจริยาเหตุ เสยฺโย อสฺส น ปาปิโย ตมหํ ปริจริตพฺพนฺติ วทามิ ฯ ขตฺติยญฺเจปิ พฺราหฺมณ เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ ยํ วา เต ปริจรโต ปาริจริยาเหตุ ปาปิโย อสฺส น เสยฺโย ยํ วา เต ปริจรโต ปาริจริยาเหตุ เสยฺโย อสฺส น ปาปิโย ตเมตฺถ ปริจเรยฺยาสีติ ฯ ขตฺติโยปิ หิ พฺราหฺมณ สมฺมา พฺยากรมาโน เอวํ พฺยากเรยฺย ยํ หิ เม ปริจรโต ปาริจริยาเหตุ ปาปิโย อสฺส น เสยฺโย นาหนฺตํ ปริจเรยฺยํ ยญฺจ โข เม ปริจรโต ปาริจริยาเหตุ เสยฺโย อสฺส น ปาปิโย ตมหํ ปริจเรยฺยนฺติ ฯ พฺราหฺมณํ เจปิ พฺราหฺมณ ... เวสฺสํ เจปิ พฺราหฺมณ ... สุทฺทํ เจปิ พฺราหฺมณ เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ ยํ วา เต ปริจรโต ปาริจริยาเหตุ ปาปิโย อสฺส น เสยฺโย ยํ วา เต ปริจรโต ปาริจริยาเหตุ เสยฺโย อสฺส น ปาปิโย ตเมตฺถ ปริจเรยฺยาสีติ ฯ สุทฺโทปิ พฺราหฺมณ สมฺมา พฺยากรมาโน เอวํ พฺยากเรยฺย ยํ หิ เม ปริจรโต ปาริจริยาเหตุ ปาปิโย อสฺส น เสยฺโย นาหนฺตํ ปริจเรยฺยํ ยญฺจ โข เม ปริจรโต ปาริจริยาเหตุ เสยฺโย อสฺส น ปาปิโย ตมหํ ปริจเรยฺยนฺติ ฯ
๖๖๔นาหํ พฺราหฺมณ อุจฺจากุลีนตา เสยฺยโสติ วทามิ น ปนาหํ พฺราหฺมณ อุจฺจากุลีนตา ปาปิยโสติ วทามิ ฯ นาหํ พฺราหฺมณ อุฬารวณฺณตา เสยฺยโสติ วทามิ น ปนาหํ พฺราหฺมณ อุฬารวณฺณตา ปาปิยโสติ วทามิ ฯ นาหํ พฺราหฺมณ อุฬารโภคตา เสยฺยโสติ วทามิ น ปนาหํ พฺราหฺมณ อุฬารโภคตา ปาปิยโสติ วทามิ ฯ {๖๖๔.๑} อุจฺจากุลีโนปิ หิ พฺราหฺมณ อิเธกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ อทินฺนาทายี โหติ กาเมสุมิจฺฉาจารี โหติ มุสาวาที โหติ ปิสุณวาโจ โหติ ผรุสวาโจ โหติ สมฺผปฺปลาปี โหติ อภิชฺฌาลุ โหติ พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐี โหติ ตสฺมา น อุจฺจากุลีนตา เสยฺยโสติ วทามิ ฯ อุจฺจากุลีโนปิ หิ พฺราหฺมณ อิเธกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุมิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อนภิชฺฌาลุ โหติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐี โหติ ตสฺมา น อุจฺจากุลีนตา ปาปิยโสติ วทามิ ฯ {๖๖๔.๒} อุฬารวณฺโณปิ หิ พฺราหฺมณ อิเธกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ อทินฺนาทายี โหติ กาเมสุมิจฺฉาจารี โหติ มุสาวาที โหติ ปิสุณวาโจ โหติ ผรุสวาโจ โหติ สมฺผปฺปลาปี โหติ อภิชฺฌาลุ โหติ พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐี โหติ ตสฺมา น อุฬารวณฺณตา เสยฺยโสติ วทามิ ฯ {๖๖๔.๓} อุฬารวณฺโณปิ หิ พฺราหฺมณ อิเธกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุมิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อนภิชฺฌาลุ โหติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐี โหติ ตสฺมา น อุฬารวณฺณตา ปาปิยโสติ วทามิ ฯ {๖๖๔.๔} อุฬารโภโคปิ หิ พฺราหฺมณ อิเธกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ อทินฺนาทายี โหติ กาเมสุมิจฺฉาจารี โหติ มุสาวาที โหติ ปิสุณวาโจ โหติ ผรุสวาโจ โหติ สมฺผปฺปลาปี โหติ อภิชฺฌาลุ โหติ พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐี โหติ ตสฺมา น อุฬารโภคตา เสยฺยโสติ วทามิ ฯ อุฬารโภโคปิ หิ พฺราหฺมณ อิเธกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุมิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อนภิชฺฌาลุ โหติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐี โหติ ตสฺมา น อุฬารโภคตา ปาปิยโสติ วทามิ ฯ นาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ ปริจริตพฺพนฺติ วทามิ น ปนาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ น ปริจริตพฺพนฺติ วทามิ ฯ ยํ หิสฺส พฺราหฺมณ ปริจรโต ปาริจริยาเหตุ สทฺธา วฑฺฒติ สีลํ วฑฺฒติ สุตํ วฑฺฒติ จาโค วฑฺฒติ ปญฺญา วฑฺฒติ ตมหํ ปริจริตพฺพนฺติ วทามีติ ฯ
๖๖๕เอวํ วุตฺเต เอสุการี พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ พฺราหฺมณา โภ โคตม จตฺตาริ ธนานิ ปญฺญเปนฺติ พฺราหฺมณสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปนฺติ ขตฺติยสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปนฺติ เวสฺสสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปนฺติ สุทฺทสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปนฺติ ฯ ตตฺริทํ โภ โคตม พฺราหฺมณา พฺราหฺมณสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปนฺติ ภิกฺขาจริยํ ภิกฺขาจริยญฺจ ปน พฺราหฺมโณ สทฺธนํ อติมญฺญมาโน อกิจฺจการี โหติ โคโปว อทินฺนํ อาทิยมาโนติ อิทํ โข โภ โคตม พฺราหฺมณา พฺราหฺมณสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปนฺติ ฯ ตตฺริทํ โภ โคตม พฺราหฺมณา ขตฺติยสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปนฺติ ธนุกลาปํ ธนุกลาปญฺจ ปน ขตฺติโย สทฺธนํ อติมญฺญมาโน อกิจฺจการี โหติ โคโปว อทินฺนํ อาทิยมาโนติ อิทํ โข โภ โคตม พฺราหฺมณา ขตฺติยสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปนฺติ ฯ ตตฺริทํ โภ โคตม พฺราหฺมณา เวสฺสสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปนฺติ กสิโครกฺขํ กสิโครกฺขญฺจ ปน เวสฺโส สทฺธนํ อติมญฺญมาโน อกิจฺจการี โหติ โคโปว อทินฺนํ อาทิยมาโนติ อิทํ โข โภ โคตม พฺราหฺมณา เวสฺสสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปนฺติ ฯ ตตฺริทํ โภ โคตม พฺราหฺมณา สุทฺทสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปนฺติ อสิต พฺยาภงฺคึ อสิต พฺยาภงฺคิญฺจ ปน สุทฺโท สทฺธนํ อติมญฺญมาโน อกิจฺจการี โหติ โคโปว อทินฺนํ อาทิยมาโนติ อิทํ โข โภ โคตม พฺราหฺมณา สุทฺทสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปนฺติ ฯ อิมานิ จตฺตาริ ธนานิ ปญฺญเปนฺติ อิธ ภวํ โคตโม กิมาหาติ ฯ
๖๖๖กึ ปน พฺราหฺมณ สพฺโพ โลโก พฺราหฺมณานํ เอตทพฺภนุชานาติ อิมานิ จตฺตาริ ธนานิ ปญฺญเปนฺตูติ ฯ โน หิทํ โภ โคตม ฯ เสยฺยถาปิ พฺราหฺมณ ปุริโส ทฬิทฺโท อสฺสโก อนาฬฺหิโย ตสฺส อกามสฺส วิสํ โอลคฺเคยฺยุํ อิทนฺเต อมฺโภ ปุริส มํสํ ขาทิตพฺพํ มูลญฺจ อนุปฺปทาตพฺพนฺติ เอวเมว โข พฺราหฺมณ พฺราหฺมณา อปฺปฏิญฺญาย เตสํ สมณพฺราหฺมณานํ อถ จ ปนิมานิ จตฺตาริ ธนานิ ปญฺญเปนฺติ ฯ {๖๖๖.๑} อริยํ โข ปน อหํ พฺราหฺมณ โลกุตฺตรํ ธมฺมํ ปุริสสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปมิ โปราณํ โข ปนสฺส มาตาเปตฺติกํ กุลวํสํ อนุสฺสรโต ยตฺถ ยตฺเถว อตฺตภาวสฺส อภินิพฺพตฺติ โหติ เตน เตเนว สงฺขฺยํ คจฺฉติ ขตฺติยกุเล เจ อตฺตภาวสฺส อภินิพฺพตฺติ โหติ ขตฺติโยเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ พฺราหฺมณกุเล เจ อตฺตภาวสฺส อภินิพฺพตฺติ โหติ พฺราหฺมโณเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ เวสฺสกุเล เจ อตฺตภาวสฺส อภินิพฺพตฺติ โหติ เวสฺโสเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ สุทฺทกุเล เจ อตฺตภาวสฺส อภินิพฺพตฺติ โหติ สุทฺโทเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ ฯ เสยฺยถาปิ พฺราหฺมณ ยํ ยเทว ปจฺจยํ ปฏิจฺจ อคฺคิ ชลติ เตน เตเนว สงฺขฺยํ คจฺฉติ ฯ {๖๖๖.๒} กฏฺฐญฺเจ ปฏิจฺจ อคฺคิ ชลติ กฏฺฐคฺคิเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ สกลิกญฺเจ ปฏิจฺจ อคฺคิ ชลติ สกลิกคฺคิเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ ติณญฺเจ ปฏิจฺจ อคฺคิ ชลติ ติณคฺคิเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ โคมยญฺเจ ปฏิจฺจ อคฺคิ ชลติ โคมยคฺคิเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ เอวเมว โข อหํ พฺราหฺมณ อริยํ โลกุตฺตรํ ธมฺมํ ปุริสสฺส สทฺธนํ ปญฺญเปมิ โปราณํ โข ปนสฺส มาตาเปตฺติกํ กุลวํสํ อนุสฺสรโต ยตฺถ ยตฺเถว อตฺตภาวสฺส อภินิพฺพตฺติ โหติ เตน เตเนว สงฺขฺยํ คจฺฉติ ขตฺติยกุเล เจ อตฺตภาวสฺส อภินิพฺพตฺติ โหติ ขตฺติโยเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ พฺราหฺมณกุเล เจ อตฺตภาวสฺส อภินิพฺพตฺติ โหติ พฺราหฺมโณเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ เวสฺสกุเล เจ อตฺตภาวสฺส อภินิพฺพตฺติ โหติ เวสฺโสเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ สุทฺทกุเล เจ อตฺตภาวสฺส อภินิพฺพตฺติ โหติ สุทฺโทเตฺวว สงฺขฺยํ คจฺฉติ ฯ
๖๖๗ขตฺติยกุลา เจปิ พฺราหฺมณ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ โส จ ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ อาคมฺม ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ อพฺรหฺมจริยา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อนภิชฺฌาลุ โหติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อาราธโก โหติ ญายํ ธมฺมํ กุสลํ ฯ {๖๖๗.๑} พฺราหฺมณกุลา เจปิ พฺราหฺมณ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ โส จ ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ อาคมฺม ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ อพฺรหฺมจริยา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อาราธโก โหติ ญายํ ธมฺมํ กุสลํ ฯ {๖๖๗.๒} เวสฺสกุลา เจปิ พฺราหฺมณ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ โส จ ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ อาคมฺม ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ อพฺรหฺมจริยา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ฯเปฯ สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อาราธโก โหติ ญายํ ธมฺมํ กุสลํ ฯ {๖๖๗.๓} สุทฺทกุลา เจปิ พฺราหฺมณ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ โส จ ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ อาคมฺม ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ อพฺรหฺมจริยา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อนภิชฺฌาลุ โหติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อาราธโก โหติ ญายํ ธมฺมํ กุสลํ ฯ {๖๖๗.๔} ตํ กึ มญฺญสิ พฺราหฺมณ พฺราหฺมโณว นุ โข ปโหติ อสฺมึ ปเทเส อเวรํ อพฺยาปชฺฌํ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวตุํ โน ขตฺติโย โน เวสฺโส โน สุทฺโทติ ฯ โน หิทํ โภ โคตม ขตฺติโยปิ หิ โภ โคตม ปโหติ อสฺมึ ปเทเส อเวรํ อพฺยาปชฺฌํ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวตุํ พฺราหฺมโณปิ หิ โภ โคตม ... เวสฺโสปิ หิ โภ โคตม ... สุทฺโทปิ หิ โภ โคตม ... สพฺเพปิ หิ โภ โคตม จตฺตาโร วณฺณา ปโหนฺติ อสฺมึ ปเทเส อเวรํ อพฺยาปชฺฌํ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวตุนฺติ ฯ
๖๖๘เอวเมว โข พฺราหฺมณ ขตฺติยกุลา เจปิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ โส จ ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ อาคมฺม ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ อพฺรหฺมจริยา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อนภิชฺฌาลุ โหติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อาราธโก โหติ ญายํ ธมฺมํ กุสลํ ฯ พฺราหฺมณกุลา เจปิ พฺราหฺมณ ... เวสฺสกุลา เจปิ พฺราหฺมณ ... สุทฺทกุลา เจปิ พฺราหฺมณ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ โส จ ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ อาคมฺม ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ อพฺรหฺมจริยา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อนภิชฺฌาลุ โหติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อาราธโก โหติ ญายํ ธมฺมํ กุสลํ ฯ {๖๖๘.๑} ตํ กึ มญฺญสิ พฺราหฺมณ พฺราหฺมโณว นุ โข ปโหติ โสตฺตึ สินานํ อาทาย นทึ คนฺตฺวา รโชชลฺลํ ปวาเหตุํ โน ขตฺติโย โน เวสฺโส โน สุทฺโทติ ฯ โน หิทํ โภ โคตม ขตฺติโยปิ หิ โภ โคตม ปโหติ โสตฺตึ สินานํ อาทาย นทึ คนฺตฺวา รโชชลฺลํ ปวาเหตุํ พฺราหฺมโณปิ หิ โภ โคตม ... เวสฺโสปิ หิ โภ โคตม ... สุทฺโทปิ หิ โภ โคตม ... สพฺเพปิ หิ โภ โคตม จตฺตาโร วณฺณา ปโหนฺติ โสตฺตึ สินานํ อาทาย นทึ คนฺตฺวา รโชชลฺลํ ปวาเหตุนฺติ ฯ
๖๖๙เอวเมว โข พฺราหฺมณ ขตฺติยกุลา เจปิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ โส จ ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ อาคมฺม ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ อพฺรหฺมจริยา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อนภิชฺฌาลุ โหติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อาราธโก โหติ ญายํ ธมฺมํ กุสลํ ฯ พฺราหฺมณกุลา เจปิ พฺราหฺมณ ... เวสฺสกุลา เจปิ พฺราหฺมณ ... สุทฺทกุลา เจปิ พฺราหฺมณ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ โส จ ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ อาคมฺม ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ อพฺรหฺมจริยา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อนภิชฺฌาลุ โหติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อาราธโก โหติ ญายํ ธมฺมํ กุสลํ ฯ {๖๖๙.๑} ตํ กึ มญฺญสิ พฺราหฺมณ อิธ ราชา ขตฺติโย มุทฺธาวสิตฺโต นานาชจฺจานํ ปุริสานํ ปุริสสตํ สนฺนิปาเตยฺย อายนฺตุ โภนฺโต เย ตตฺถ ขตฺติยกุลา พฺราหฺมณกุลา ราชญฺญกุลา อุปฺปนฺนา สากสฺส วา สาลสฺส วา สลฬสฺส วา จนฺทนสฺส วา ปทุมกสฺส วา อุตฺตรารณึ อาทาย อคฺคึ อภินิพฺพตฺเตนฺตุ เตโช ปาตุกโรนฺตุ อายนฺตุ ปน โภนฺโต เย จ ตตฺถ จณฺฑาลกุลา เนสาทกุลา เวณุกุลา รถการกุลา ปุกฺกุสกุลา อุปฺปนฺนา สาปานโทณิยา วา สูกรโทณิยา วา รชกโทณิยา วา เอลณฺฑกฏฺฐสฺส วา อุตฺตรารณึ อาทาย อคฺคึ อภินิพฺพตฺเตนฺตุ เตโช ปาตุกโรนฺตูติ ฯ {๖๖๙.๒} ตํ กึ มญฺญสิ พฺราหฺมณ โย เอว นุ โข โส ขตฺติยกุลา พฺราหฺมณกุลา ราชญฺญกุลา อุปฺปนฺเนหิ สากสฺส วา สาลสฺส วา สลฬสฺส วา จนฺทนสฺส วา ปทุมกสฺส วา อุตฺตรารณึ อาทาย อคฺคิ อภินิพฺพตฺโต เตโช ปาตุกโต เสฺวว นุ ขฺวสฺส อคฺคิ อจฺจิมา เจว วณฺณิมา จ ปภสฺสโร จ เตน สกฺกา อคฺคินา อคฺคิกรณียํ กรณียํ กาตุํ โย ปน โส จณฺฑาลกุลา เนสาทกุลา เวณุกุลา รถการกุลา ปุกฺกุสกุลา อุปฺปนฺเนหิ สาปานโทณิยา วา สูกรโทณิยา วา รชกโทณิยา วา เอลณฺฑกฏฺฐสฺส วา อุตฺตรารณึ อาทาย อคฺคิ อภินิพฺพตฺโต เตโช ปาตุกโต สฺวาสฺส อคฺคิ น เจว อจฺจิมา น จ วณฺณิมา น จ ปภสฺสโร น จ เตน สกฺกา อคฺคินา อคฺคิกรณียํ กาตุนฺติ ฯ โน หิทํ โภ โคตม โยปิ โส โภ โคตม ขตฺติยกุลา พฺราหฺมณกุลา ราชญฺญกุลา อุปฺปนฺเนหิ สากสฺส วา สาลสฺส วา สลฬสฺส วา จนฺทนสฺส วา ปทุมกสฺส วา อุตฺตรารณึ อาทาย อคฺคิ อภินิพฺพตฺโต เตโช ปาตุกโต สฺวาสฺส อคฺคิ อจฺจิมา เจว วณฺณิมา จ ปภสฺสโร จ เตน จ สกฺกา อคฺคินา อคฺคิกรณียํ กาตุํ โยปิ โส จณฺฑาลกุลา เนสาทกุลา เวณุกุลา รถการกุลา ปุกฺกุสกุลา อุปฺปนฺเนหิ สาปานโทณิยา วา สูกรโทณิยา วา รชกโทณิยา วา เอลณฺฑกฏฺฐสฺส วา อุตฺตรารณึ อาทาย อคฺคิ อภินิพฺพตฺโต เตโช ปาตุกโต โสปิสฺส อคฺคิ อจฺจิมา เจว วณฺณิมา จ ปภสฺสโร จ เตนปิ จ สกฺกา อคฺคินา อคฺคิกรณียํ กาตุํ สพฺโพปิ หิ โภ โคตม อคฺคิ อจฺจิมา เจว วณฺณิมา จ ปภสฺสโร จ สพฺเพนปิ จ สกฺกา อคฺคินา อคฺคิกรณียํ กาตุนฺติ ฯ
๖๗๐เอวเมว โข พฺราหฺมณ ขตฺติยกุลา เจปิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ โส จ ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ อาคมฺม ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ อพฺรหฺมจริยา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อนภิชฺฌาลุ โหติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อาราธโก โหติ ญายํ ธมฺมํ กุสลํ ฯ พฺราหฺมณกุลา เจปิ พฺราหฺมณ ... เวสฺสกุลา เจปิ พฺราหฺมณ ... สุทฺทกุลา เจปิ พฺราหฺมณ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ โส จ ตถาคตปฺปเวทิตํ ธมฺมวินยํ อาคมฺม ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ อพฺรหฺมจริยา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อนภิชฺฌาลุ โหติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐี โหติ อาราธโก โหติ ญายํ ธมฺมํ กุสลนฺติ ฯ
๖๗๑เอวํ วุตฺเต เอสุการี พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณงฺคตนฺติ ฯ เอสุการีสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ฉฏฺฐํ ฯ ---------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. เอสุการีสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อเอสุการี
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชื่อเอสุการีได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว ได้นั่ง ณที่สมควร การบำเรอ ๔ ประเภท เอสุการีพราหมณ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ท่านพระโคดม พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอไว้ ๔ ประเภท คือ ๑. บัญญัติการบำเรอพราหมณ์ ๒. บัญญัติการบำเรอกษัตริย์ ๓. บัญญัติการบำเรอแพศย์ ๔. บัญญัติการบำเรอศูทร @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๑๐๐ (อปัณณกสูตร) หน้า ๑๐๖ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๔๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๖. เอสุการีสูตร ในการบำเรอทั้ง ๔ ประเภทนั้น พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอพราหมณ์ไว้ว่า ‘พราหมณ์ควรบำเรอพราหมณ์ กษัตริย์ควรบำเรอพราหมณ์ แพศย์ควรบำเรอพราหมณ์ หรือศูทรควรบำเรอพราหมณ์’ พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอพราหมณ์ไว้เช่นนี้แล พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอกษัตริย์ไว้ว่า ‘กษัตริย์ควรบำเรอกษัตริย์แพศย์ควรบำเรอกษัตริย์ หรือศูทรควรบำเรอกษัตริย์’ พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอกษัตริย์ไว้เช่นนี้แล พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอแพศย์ไว้ว่า ‘แพศย์ควรบำเรอแพศย์ หรือศูทรควรบำเรอแพศย์’ พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอแพศย์ไว้เช่นนี้แล พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอศูทรไว้ว่า ‘ศูทรเท่านั้นควรบำเรอศูทร ผู้อื่นใครเล่าจักบำเรอศูทร’ พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอศูทรไว้เช่นนี้แล ท่านพระโคดม พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอไว้ ๔ ประเภทนี้ ท่าน พระโคดมตรัสการบำเรอนี้ไว้อย่างไร”
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “พราหมณ์ ชาวโลกทั้งปวงเห็นด้วยกับ คำของพราหมณ์ที่ว่า ‘พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอไว้ ๔ ประเภทเท่านี้หรือ” เอสุการีพราหมณ์ ทูลตอบว่า “ไม่ใช่ ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ บุรุษผู้ขัดสน ไม่มีทรัพย์สินสิ่งไรเป็น ของตน ยากจน ชนทั้งหลายแขวนก้อนเนื้อที่อาบยาพิษไว้สำหรับเขาซึ่งไม่ชอบพอกันโดยแกล้งพูดว่า ‘พ่อคุณ เชิญท่านกินเนื้อนี้ แต่ต้องจ่ายค่าเนื้อเพิ่มขึ้น’ แม้ฉันใดพราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอไว้ ๔ ประเภทแก่สมณพราหมณ์เหล่านั้น ฝ่ายเดียว โดยไม่มีฝ่ายอื่นยินยอม ฉันนั้นเหมือนกัน เราไม่กล่าวว่า ‘สิ่งทั้งปวงควรบำเรอ’ แต่ก็ไม่กล่าวว่า ‘สิ่งทั้งปวงไม่ควรบำเรอ’ เพราะว่า เมื่อบุคคลบำเรอสิ่งใดอยู่ เพราะเหตุแห่งการบำเรอสิ่งนั้นพึงมีแต่ความชั่ว ไม่มีความดีเลย เราจึงไม่กล่าวว่า ‘สิ่งนั้นควรบำเรอ’ แต่เมื่อบุคคลบำเรอสิ่งใดเพราะเหตุแห่งการบำเรอสิ่งนั้นพึงมีแต่ความดีเท่านั้น ไม่มีความชั่วเลย เราจึงกล่าวว่า ‘สิ่งนั้นควรบำเรอ’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๔๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๖. เอสุการีสูตร ถ้าแม้ชนทั้งหลายจะพึงถามกษัตริย์อย่างนี้ว่า ‘เมื่อท่านบำเรอสิ่งใดอยู่ เพราะเหตุแห่งการบำเรอสิ่งนั้นพึงมีแต่ความชั่ว ไม่มีความดีเลย หรือว่าเมื่อท่านบำเรอสิ่งใดอยู่ เพราะเหตุแห่งการบำเรอสิ่งนั้นพึงมีแต่ความดี ไม่มีความชั่วเลย ในกรณีเช่นนี้ท่านควรบำเรอสิ่งไหน’ กษัตริย์เมื่อจะตรัสตอบให้ถูกต้อง ควรตรัสตอบอย่างนี้ว่า‘เมื่อข้าพเจ้าบำเรอสิ่งใดอยู่ เพราะเหตุแห่งการบำเรอสิ่งนั้นพึงมีแต่ความชั่ว ไม่มีความดีเลย ข้าพเจ้าไม่ควรบำเรอสิ่งนั้น แต่เมื่อข้าพเจ้าบำเรอสิ่งใดอยู่ เพราะเหตุแห่งการบำเรอสิ่งนั้นพึงมีแต่ความดี ไม่มีความชั่วเลย ข้าพเจ้าควรบำเรอสิ่งนั้น’ ถ้าแม้ชนทั้งหลายพึงถามพราหมณ์ ฯลฯ ถ้าแม้ชนทั้งหลายพึงถามแพศย์ ฯลฯ ถ้าแม้ชนทั้งหลายพึงถามศูทรอย่างนี้ว่า ‘เมื่อท่านบำเรอสิ่งใดอยู่ เพราะเหตุแห่งการบำเรอสิ่งนั้นพึงมีแต่ความชั่ว ไม่มีความดีเลย หรือว่าเมื่อท่านบำเรอสิ่งใดอยู่เพราะเหตุแห่งการบำเรอสิ่งนั้นพึงมีแต่ความดี ไม่มีความชั่วเลย ในกรณีเช่นนี้ท่านควรบำเรอสิ่งไหน’ แม้ศูทรเมื่อจะตอบให้ถูกต้อง ควรตอบอย่างนี้ว่า ‘เมื่อข้าพเจ้าบำเรอสิ่งใดอยู่ เพราะเหตุแห่งการบำเรอสิ่งนั้นพึงมีแต่ความชั่ว ไม่มีความดีเลยข้าพเจ้าไม่ควรบำเรอสิ่งนั้น แต่เมื่อข้าพเจ้าบำเรอสิ่งใดอยู่ เพราะเหตุแห่งการบำเรอสิ่งนั้นพึงมีแต่ความดีเท่านั้น ไม่มีความชั่วเลย ข้าพเจ้าควรบำเรอสิ่งนั้น’ เราจะกล่าวว่า ‘บุคคลเป็นผู้ประเสริฐเพราะเกิดในตระกูลสูง’ ก็หาไม่ จะกล่าวว่า ‘เขาเป็นผู้เลวทรามเพราะเกิดในตระกูลสูง’ ก็หาไม่ จะกล่าวว่า ‘บุคคลเป็นผู้ประเสริฐเพราะความเป็นผู้มีวรรณะอันยิ่ง’ ก็หาไม่ จะกล่าวว่า ‘เขาเป็นผู้เลวทรามเพราะความเป็นผู้มีวรรณะอันยิ่ง’ ก็หาไม่ เรากล่าวว่า ‘บุคคลเป็นผู้ประเสริฐ เพราะความเป็นผู้มีโภคะมาก’ ก็หาไม่ แต่จะกล่าวว่า ‘เขาเป็นผู้เลวทราม เพราะความเป็นผู้มีโภคะมาก’ ก็หาไม่
พราหมณ์ เพราะบุคคลบางคนในโลกนี้ แม้เกิดในตระกูลสูงก็ยังเป็น ผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อเป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นเราจึงไม่กล่าวว่า ‘เขาเป็นผู้ประเสริฐเพราะเกิดในตระกูลสูง’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๔๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๖. เอสุการีสูตร แต่บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้เกิดในตระกูลสูงก็ยังเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิเพราะฉะนั้น เราจึงไม่กล่าวว่า ‘เขาเป็นผู้เลวทราม เพราะเกิดในตระกูลสูง’
พราหมณ์ เพราะบุคคลบางคนในโลกนี้ แม้มีวรรณะสูงก็ยังเป็นผู้ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่กล่าวว่า ‘เขาเป็นผู้ประเสริฐเพราะความเป็นผู้มีวรรณะสูง’ บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้มีวรรณะสูงก็เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่กล่าวว่า ‘เขาเป็นผู้เลวทรามเพราะความเป็นผู้มีวรรณะสูง’ บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้มีทรัพย์สมบัติมากก็ยังเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่กล่าวว่า‘เขาเป็นผู้ประเสริฐเพราะความเป็นผู้มีทรัพย์สมบัติมาก’ บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้มีทรัพย์สมบัติมากก็ยังเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิเพราะฉะนั้น เราจึงไม่กล่าวว่า ‘เขาเป็นผู้เลวทรามเพราะความเป็นผู้มีทรัพย์สมบัติมาก’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๕๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๖. เอสุการีสูตร พราหมณ์ เราไม่กล่าวว่า ‘บุคคลต้องบำเรอสิ่งทั้งปวง’ แต่เราก็ไม่ปฏิเสธว่า‘บุคคลไม่ต้องบำเรอสิ่งทั้งปวง’ เพราะว่า เมื่อบุคคลบำเรอสิ่งใดอยู่ ศรัทธา ศีล สุตะจาคะ ปัญญาย่อมเจริญ เพราะเหตุแห่งการบำเรอ เราจึงกล่าวว่า ‘บุคคลต้องบำเรอสิ่งนั้น” ทรัพย์ ๔ ชนิด
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว เอสุการีพราหมณ์ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า “ท่านพระโคดม พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติทรัพย์ไว้ ๔ ชนิด คือ ๑. บัญญัติทรัพย์ของพราหมณ์ ๒. บัญญัติทรัพย์ของกษัตริย์ ๓. บัญญัติทรัพย์ของแพศย์ ๔. บัญญัติทรัพย์ของศูทร ในทรัพย์ ๔ ชนิดนั้น พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติทรัพย์ของพราหมณ์คือการ เที่ยวไปเพื่ออาหาร แต่พราหมณ์เมื่อดูหมิ่นทรัพย์คือการเที่ยวไปเพื่ออาหาร ชื่อว่าเป็นผู้ทำหน้าที่ผิด เปรียบเหมือนคนเลี้ยงโคถือเอาของที่เจ้าของเขามิได้ให้ พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติทรัพย์ของพราหมณ์ไว้เช่นนี้แล พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติทรัพย์ของกษัตริย์คือแล่งธนู แต่กษัตริย์เมื่อดูหมิ่น ทรัพย์คือแล่งธนู ชื่อว่าเป็นผู้ทำหน้าที่ผิด เปรียบเหมือนคนเลี้ยงโคถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติทรัพย์ของกษัตริย์ไว้เช่นนี้แล พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติทรัพย์ของแพศย์คือกสิกรรมและโครักขกรรม แต่แพศย์เมื่อดูหมิ่นทรัพย์คือกสิกรรมและโครักขกรรม ชื่อว่าเป็นผู้ทำหน้าที่ผิด เปรียบเหมือนคนเลี้ยงโคถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติทรัพย์ของแพศย์ไว้เช่นนี้แล พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติทรัพย์ของศูทรคือเคียวและไม้คาน แต่ศูทรเมื่อดูหมิ่นทรัพย์คือเคียวและไม้คาน ชื่อว่าเป็นผู้ทำหน้าที่ผิด เปรียบเหมือนคนเลี้ยงโคถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ ฉะนั้น พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติทรัพย์ของศูทรไว้เช่นนี้แล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๕๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๖. เอสุการีสูตร ท่านพระโคดม พราหมณ์ทั้งหลายย่อมบัญญัติทรัพย์ไว้ ๔ ชนิดนี้ ในเรื่องนี้ท่านพระโคดมจะตรัสว่าอย่างไร”
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “พราหมณ์ ชาวโลกทั้งปวงเห็นด้วยกับ คำนั้นว่า ‘พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติทรัพย์ไว้ ๔ ชนิดเท่านี้หรือ” เอสุการีพราหมณ์ทูลตอบว่า “ไม่ใช่ ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ บุรุษผู้ขัดสน ไม่มีทรัพย์สินสิ่งไรเป็น ของตน ยากจน ชนทั้งหลายแขวนก้อนเนื้ออาบยาพิษไว้สำหรับเขาซึ่งไม่ชอบพอกันโดยแกล้งพูดว่า ‘พ่อคุณ เชิญท่านกินเนื้อนี้ แต่ต้องจ่ายค่าเนื้อเพิ่มขึ้น’ แม้ฉันใดพราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติทรัพย์ไว้ ๔ ประเภท แก่สมณพราหมณ์เหล่านั้นฝ่ายเดียวโดยไม่มีฝ่ายอื่นยินยอม ฉันนั้นเหมือนกัน แต่เราบัญญัติโลกุตตรธรรมอันเป็นอริยะว่าเป็นทรัพย์ของบุคคล เมื่อเขาระลึกถึงวงศ์ตระกูลเก่าอันเป็นของมารดาบิดา อัตภาพเกิดในวงศ์ตระกูลใดๆ ก็นับตามวงศ์ตระกูลนั้นๆ ถ้าอัตภาพเกิดในตระกูลกษัตริย์ก็นับว่า ‘เป็นกษัตริย์’ ถ้าอัตภาพเกิดในตระกูลพราหมณ์ก็นับว่า ‘เป็นพราหมณ์’ ถ้าอัตภาพเกิดในตระกูลแพศย์ก็นับว่า‘เป็นแพศย์’ ถ้าอัตภาพเกิดในตระกูลศูทรก็นับว่า ‘เป็นศูทร’ เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใดๆ ติดขึ้นก็นับตามเชื้อนั้นๆ ถ้าไฟอาศัยไม้ติดขึ้น ก็นับว่า ‘เป็นไฟไม้’ ถ้าอาศัยหยากเยื่อติดขึ้น ก็นับว่า ‘เป็นไฟหยากเยื่อ’ ถ้าอาศัยหญ้าติดขึ้น ก็นับว่า ‘เป็นไฟหญ้า’ถ้าอาศัยมูลโคติดขึ้นก็นับว่า ‘เป็นไฟมูลโค’ แม้ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน บัญญัติโลกุตตรธรรมอันเป็นอริยะว่าเป็นทรัพย์ของบุคคล เมื่อเขาระลึกถึงวงศ์ตระกูลเก่าอันเป็นของมารดาบิดา อัตภาพเกิดในตระกูลใดๆ ก็นับตามตระกูลนั้นๆ ถ้าอัตภาพเกิดในตระกูลกษัตริย์ ก็นับว่า ‘เป็นกษัตริย์’ ถ้าอัตภาพเกิดในตระกูลพราหมณ์ ก็นับว่า‘เป็นพราหมณ์’ ถ้าอัตภาพเกิดในตระกูลแพศย์ ก็นับว่า ‘เป็นแพศย์’ ถ้าอัตภาพเกิดในตระกูลศูทร ก็นับว่า ‘เป็นศูทร’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๕๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๖. เอสุการีสูตร คนจะดีหรือชั่วมิใช่เพราะตระกูล พราหมณ์ ถ้าแม้กุลบุตรออกจากตระกูลกษัตริย์บวชเป็นบรรพชิต และเขาอาศัยธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิยินดีกุศลธรรมอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ ถ้าแม้กุลบุตรออกจากตระกูลพราหมณ์ ฯลฯ ถ้าแม้กุลบุตรออกจากตระกูลแพศย์ ฯลฯ ถ้าแม้กุลบุตรออกจากตระกูลศูทรบวชเป็นบรรพชิต และเขาอาศัยธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ ยินดีกุศลธรรมอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์
พราหมณ์ ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ในประเทศนี้พราหมณ์ เท่านั้นหรือย่อมสามารถเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียน กษัตริย์แพศย์ ศูทร ไม่สามารถหรือ” เอสุการีพราหมณ์กราบทูลว่า “ไม่ใช่เช่นนั้น ท่านพระโคดม ในประเทศนี้แม้กษัตริย์ก็สามารถเจริญเมตตาจิตอันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนได้ แม้พราหมณ์ ฯลฯ แม้แพศย์ ฯลฯ แม้ศูทร ฯลฯ ข้าแต่ท่านพระโคดม ความจริง ในประเทศนี้ แม้วรรณะ ๔ ทั้งหมดก็สามารถเจริญเมตตาจิต อันไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนได้”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๕๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๖. เอสุการีสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ อย่างนั้นเหมือนกันแล ถ้าแม้กุลบุตร ออกจากตระกูลกษัตริย์บวชเป็นบรรพชิต และเขาอาศัยธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียดเว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ ยินดีกุศลธรรมอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ ถ้าแม้กุลบุตรออกจากตระกูลพราหมณ์ ฯลฯ ถ้าแม้กุลบุตรออกจากตระกูลแพศย์ ฯลฯ ถ้าแม้กุลบุตรออกจากตระกูลศูทรบวชเป็นบรรพชิต และเขาอาศัยธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ ยินดีกุศลธรรมอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์
พราหมณ์ ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร พราหมณ์เท่านั้นหรือ ย่อมสามารถถือเอาเครื่องสีตัวสำหรับอาบน้ำไปยังแม่น้ำแล้วลอยละอองธุลีได้ กษัตริย์แพศย์ ศูทร ไม่สามารถหรือ” เอสุการีพราหมณ์กราบทูลว่า “ไม่ใช่เช่นนั้น ท่านพระโคดม แม้กษัตริย์ก็สามารถถือเอาเครื่องสีตัวสำหรับอาบน้ำไปยังแม่น้ำแล้วลอยละอองธุลีได้ แม้พราหมณ์ ฯลฯ แม้แพศย์ ฯลฯ แม้ศูทร ฯลฯ ข้าแต่ท่านพระโคดม ความจริง ในประเทศนี้ แม้วรรณะ ๔ ทั้งหมดก็สามารถถือเอาเครื่องสีตัวสำหรับอาบน้ำไปยังแม่น้ำแล้วลอยละอองธุลีได้”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๕๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๖. เอสุการีสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ อย่างนั้นเหมือนกันแล ถ้าแม้กุลบุตร ออกจากตระกูลกษัตริย์บวชเป็นบรรพชิต และเขาอาศัยธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่นมีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ ยินดีกุศลธรรมอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ ถ้าแม้กุลบุตรออกจากตระกูลพราหมณ์ ฯลฯ ถ้าแม้กุลบุตรออกจากตระกูลแพศย์ ฯลฯ ถ้าแม้กุลบุตรออกจากตระกูลศูทรบวชเป็นบรรพชิต และเขาอาศัยธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ ยินดีกุศลธรรมอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์
พราหมณ์ ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร พระราชามหากษัตริย์ ในโลกนี้ผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว จะพึงทรงเกณฑ์บุรุษผู้มีฐานะต่างๆ กัน ๑๐๐ คนให้มาประชุมกันตรัสว่า ‘มาเถิดท่านทั้งหลาย ในจำนวนบุรุษเหล่านั้น บุรุษเหล่าใดเกิดจากตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ ราชตระกูล บุรุษเหล่านั้นจงถือเอาไม้สักไม้สาละ ไม้สน ไม้จันทน์ หรือไม้ทับทิม มาทำเป็นไม้สีไฟ แล้วจงสีให้ไฟลุกโพลงขึ้นมาเถิดท่านทั้งหลาย ในจำนวนบุรุษเหล่านั้น บุรุษเหล่าใด เกิดจากตระกูลจัณฑาลตระกูลพราน ตระกูลช่างจักสาน ตระกูลช่างรถ ตระกูลคนขนขยะ บุรุษเหล่านั้นจงถือเอาไม้รางสุนัข ไม้รางสุกร ไม้รางย้อมผ้า หรือไม้ละหุ่งมาทำเป็นไม้สีไฟแล้วจงสีให้ไฟลุกโพลงขึ้น’ พราหมณ์ ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร ไฟที่บุรุษทั้งหลายผู้เกิดจากตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ ราชตระกูล ถือเอาไม้สัก ไม้สาละ ไม้สน ไม้จันทน์ หรือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๕๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๖. เอสุการีสูตร ไม้ทับทิม มาทำเป็นไม้สีไฟ แล้วสีให้ไฟลุกโพลงขึ้นเท่านั้นหรือ เป็นไฟมีเปลว มีสีมีแสงสว่าง และสามารถทำกิจที่ต้องทำด้วยไฟนั้นให้สำเร็จได้ ส่วนไฟที่บุรษทั้งหลายผู้เกิดจากตระกูลจัณฑาล ตระกูลนายพราน ตระกูลช่างจักสาน ตระกูลช่างรถ ตระกูลคนขนขยะ ถือเอาไม้รางสุนัข ไม้รางสุกร ไม้รางย้อมผ้า หรือไม้ละหุ่งมาทำเป็นไม้สีไฟ แล้วสีให้ไฟลุกโพลงขึ้นนั้น เป็นไฟไม่มีเปลว ไม่มีสี ไม่มีแสงสว่าง และไม่สามารถทำกิจที่ต้องทำด้วยไฟนั้นให้สำเร็จได้กระนั้นหรือ” เอสุการีพราหมณ์กราบทูลว่า “ไม่ใช่เช่นนั้น ท่านพระโคดม แม้ไฟที่บุรุษทั้งหลายผู้เกิดจากตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ ราชตระกูล ถือเอาไม้สัก ไม้สาละไม้สน ไม้จันทน์ หรือไม้ทับทิม มาทำเป็นไม้สีไฟ แล้วสีให้ไฟลุกโพลงขึ้นนั้น ก็เป็นไฟมีเปลว มีสี มีแสงสว่าง และสามารถทำกิจที่ต้องทำด้วยไฟนั้นให้สำเร็จได้ แม้ไฟที่บุรุษทั้งหลายผู้เกิดจากตระกูลจัณฑาล ตระกูลนายพราน ตระกูลช่างจักสานตระกูลช่างรถ ตระกูลคนขนขยะ ถือเอาไม้รางสุนัข ไม้รางสุกร ไม้รางย้อมผ้าหรือไม้ละหุ่ง มาทำเป็นไม้สีไฟ แล้วสีให้ไฟลุกโพลงขึ้นนั้น ก็เป็นไฟมีเปลว มีสีมีแสงสว่าง และสามารถทำกิจที่ต้องทำด้วยไฟให้สำเร็จได้ ท่านพระโคดม ความจริงแม้ไฟทุกชนิด ก็เป็นไฟมีเปลว มีสี มีแสงสว่างและสามารถทำกิจที่ต้องทำด้วยไฟให้สำเร็จได้ทั้งหมด” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ อย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าแม้บุคคลออกจากตระกูลกษัตริย์บวชเป็นบรรพชิต และเขาอาศัยธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่นมีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ ยินดีกุศลธรรมอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้ ถ้าแม้กุลบุตรออกจากตระกูลพราหมณ์ ฯลฯ ถ้าแม้กุลบุตรออกจากตระกูลแพศย์ ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๕๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๗. ธนัญชานิสูตร ถ้าแม้กุลบุตรออกจากตระกูลศูทรบวชเป็นบรรพชิต และเขาอาศัยธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากพฤติกรรมอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ ยินดีกุศลธรรมอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว เอสุการีพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” ดังนี้แล เอสุการีสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. อรรถกถาเอสุการีสูตร
เอสุการีสูตรขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
บรรดาบทเหล่านั้น คำว่า พึงแขวนส่วน คือพึงให้แขวนส่วน. ทรงแสดงชื่อว่า สัตถธรรม คือธรรมของพ่อค้าเกวียนด้วยคำนี้.
ได้ยินว่า พ่อค้าเกวียนเดินทางกันดารมาก. เมื่อโคตายในระหว่างทาง ก็ถือเอาเนื้อมันมาแล้ว แขวนไว้สำหรับผู้ต้องการเนื้อทั้งปวงว่า ใครๆ เคี้ยวกินเนื้อนี้ จงให้ราคาเท่านี้. ธรรมดาว่าเนื้อโค คนกินได้ก็มี กินไม่ได้ก็มี ผู้สามารถให้ต้นทุนก็มี ผู้ไม่สามารถก็มี. พ่อค้าเกวียนซื้อโคมาด้วยราคาใด เพื่อให้ราคานั้น จึงให้ส่วนแก่คนทั้งปวงโดยพลการแล้ว เอาแต่ต้นทุน. นี้เป็นธรรมของพ่อค้าเกวียน. เพื่อแสดงว่า แม้พราหมณ์ทั้งหลายก็อย่างนั้นเหมือนกัน ถือเอาปฏิญญาของชาวโลกแล้วบัญญัติการบำเรอ ๔ ประการโดยธรรมดาของตนเอง ดังนี้ จึงตรัสว่า อย่างนั้นเหมือนกันแล ดังนี้เป็นต้น.
คำว่า พึงมีแต่ความชั่ว คือ พึงเป็นความชั่วช้าอย่างยิ่ง.
คำว่า พึงมีแต่ความดี คือ พึงมีแต่ประโยชน์เกื้อกูล.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ชั่ว คือ พึงเป็นอัตตภาพชั่ว คือลามก.
บทว่า ดี คือ ประเสริฐสุด ได้แก่สูงสุด.
บทว่า ประเสริฐ คือ ประเสริฐกว่า.
บทว่า เพราะความเป็นผู้เกิดในตระกูลสูง คือประเสริฐ เพราะความเป็นผู้เกิดในตระกูลสูง.
บทว่า ชั่วช้า คือ เลวทราม. ความเป็นผู้เกิดในตระกูลสูงเทียว ย่อมควรในตระกูลทั้งสอง คือตระกูลกษัตริย์และตระกูลพราหมณ์. ความเป็นผู้มีวรรณะอันยิ่ง ย่อมควรในตระกูลทั้งสาม. เพราะแม้แพศย์ก็ย่อมเป็นผู้มีวรรณะอันยิ่งได้. ความเป็นผู้มีโภคะมากย่อมควรแม้ในตระกูลทั้ง ๔. เพราะแม้ศูทรจนชั้นที่สุดแม้คนจัณฑาล ก็ย่อมเป็นผู้มีโภคะมากได้เหมือนกัน.
บทว่า เที่ยวไปเพื่อภิกษา ความว่า อันพราหมณ์แม้มีทรัพย์เป็นโกฏิก็ต้องเที่ยวขอภิกขา. พราหมณ์แต่เก่าก่อนแม้มีทรัพย์ตั้ง ๘๐ โกฏิก็ย่อมเที่ยวภิกขาเพลาหนึ่ง.
ถามว่า เพราะเหตุไร.
ตอบว่า ข้อครหาว่า เดี๋ยวนี้เริ่มเที่ยวขอภิกษา ดังนี้ จักไม่มีแก่โปราณกพราหมณ์ทั้งหลายในเวลาเข็ญใจ.
บทว่า ดูหมิ่น ความว่า พราหมณ์ละวงศ์การเที่ยวภิกษาแล้ว เลี้ยงชีวิตด้วยสัตถาชีพ (อาชีพขายศัสตรา) กสิกรรมและพาณิชกรรมเป็นต้นนี้ ชื่อว่าดูหมิ่น.
บทว่า เหมือนคนเลี้ยงโค ความว่า เหมือนคนเลี้ยงโคลักของที่ตนต้องรักษา เป็นผู้ทำในสิ่งที่มิใช่หน้าที่ฉะนั้น. พึงทราบเนื้อความในวาระทั้งปวงโดยนัยนี้.
บทว่า มีดและไม้คาน คือ มีดสำหรับเกี่ยวหญ้า (คือเคียว) และไม้คาน.
บทว่า ระลึกถึง ความว่า ระลึกถึงวงศ์ตระกูลเก่าอันเป็นของมารดาบิดาที่ตนเกิดนั้น.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเอสุการีสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------