โจทนากัณฑ์
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
โจทนากณฺฑํ
๑๐๗๗อนุวิชฺชเกน โจทโก ปุจฺฉิตพฺโพ ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมํ ภิกฺขุํ โจเทสิ กิมฺหิ นํ โจเทสิ สีลวิปตฺติยา โจเทสิ อาจารวิปตฺติยา โจเทสิ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา โจเทสีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย สีลวิปตฺติยา วา โจเทมิ อาจารวิปตฺติยา วา โจเทมิ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา วา โจเทมีติ ฯ โส เอวมสฺส วจนีโย ชานาติ ปนายสฺมา สีลวิปตฺตึ ชานาติ อาจารวิปตฺตึ ชานาติ ทิฏฺฐิวิปตฺตินฺติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย ชานามิ โข อหํ อาวุโส สีลวิปตฺตึ ชานามิ อาจารวิปตฺตึ ชานามิ ทิฏฺฐิวิปตฺตินฺติ ฯ โส เอวมสฺส วจนีโย กตมา ปนาวุโส สีลวิปตฺติ กตมา อาจารวิปตฺติ กตมา ทิฏฺฐิวิปตฺตีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย จตฺตาริ ปาราชิกานิ เตรส สงฺฆาทิเสสา อยํ สีลวิปตฺติ ถุลฺลจฺจยํ ปาจิตฺติยํ ปาฏิเทสนียํ ทุกฺกฏํ ทุพฺภาสิตํ อยํ อาจารวิปตฺติ มิจฺฉาทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อยํ ทฏฺฐิวิปตฺตีติ ฯ {๑๐๗๗.๑} โส เอวมสฺส วจนีโย ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมํ ภิกฺขุํ โจเทสิ ทิฏฺเฐน โจเทสิ สุเตน โจเทสิ ปริสงฺกาย โจเทสีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย ทิฏฺเฐน วา โจเทมิ สุเตน วา โจเทมิ ปริสงฺกาย วา โจเทมีติ ฯ โส เอวมสฺส วจนีโย ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมํ ภิกฺขุํ ทิฏฺเฐน โจเทสิ กินฺเต ทิฏฺฐํ กินฺติ เต ทิฏฺฐํ กทา เต ทิฏฺฐํ กตฺถ เต ทิฏฺฐํ ปาราชิกํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ ถุลฺลจฺจยํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ ปาจิตฺติยํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ ปาฏิเทสนียํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ กตฺถ จ ตฺวํ อโหสิ กตฺถ จายํ ภิกฺขุ อโหสิ กิญฺจ ตฺวํ กโรสิ กิญฺจายํ ภิกฺขุ กโรตีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย น โข อหํ อาวุโส อิมํ ภิกฺขุํ ทิฏฺเฐน โจเทมิ อปิจ สุเตน โจเทมีติ ฯ {๑๐๗๗.๒} โส เอวมสฺส วจนีโย ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมํ ภิกฺขุํ สุเตน โจเทสิ กินฺเต สุตํ กินฺติ เต สุตํ กทา เต สุตํ กตฺถ เต สุตํ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ถุลฺลจฺจยํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ปาจิตฺติยํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ปาฏิเทสนียํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ภิกฺขุสฺส สุตํ ภิกฺขุนิยา สุตํ สิกฺขมานาย สุตํ สามเณรสฺส สุตํ สามเณริยา สุตํ อุปาสกสฺส สุตํ อุปาสิกาย สุตํ ราชูนํ สุตํ ราชมหามตฺตานํ สุตํ ติตฺถิยานํ สุตํ ติตฺถิยสาวกานํ สุตนฺติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย น โข อหํ อาวุโส อิมํ ภิกฺขุํ สุเตน โจเทมิ อปิจ ปริสงฺกาย โจเทมีติ ฯ {๑๐๗๗.๓} โส เอวมสฺส วจนีโย ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมํ ภิกฺขุํ ปริสงฺกาย โจเทสิ กึ ปริสงฺกสิ กินฺติ ปริสงฺกสิ กทา ปริสงฺกสิ กตฺถ ปริสงฺกสิ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ถุลฺลจฺจยํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ปาจิตฺติยํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ปาฏิเทสนียํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ภิกฺขุสฺส สุตฺวา ปริสงฺกสิ ภิกฺขุนิยา สุตฺวา ปริสงฺกสิ สิกฺขมานาย สุตฺวา ปริสงฺกสิ สามเณรสฺส สุตฺวา ปริสงฺกสิ สามเณริยา สุตฺวา ปริสงฺกสิ อุปาสกสฺส สุตฺวา ปริสงฺกสิ อุปาสิกาย สุตฺวา ปริสงฺกสิ ราชูนํ สุตฺวา ปริสงฺกสิ ราชมหามตฺตานํ สุตฺวา ปริสงฺกสิ ติตฺถิยานํ สุตฺวา ปริสงฺกสิ ติตฺถิยสาวกานํ สุตฺวา ปริสงฺกสีติ ฯ
๑๐๗๘ทิฏฺฐํ ทิฏฺเฐน สเมติ ทิฏฺเฐน สํสนฺทเต ทิฏฺฐํ ทิฏฺฐํ ปฏิจฺจ น อุเปติ อสุทฺธปริสงฺกิโต โส ปุคฺคโล ปฏิญฺญาย กาตพฺโพ เตนุโปสโถ ฯ สุตํ สุเตน สเมติ สุเตน สํสนฺทเต สุตํ สุตํ ปฏิจฺจ น อุเปติ อสุทฺธปริสงฺกิโต โส ปุคฺคโล ปฏิญฺญาย กาตพฺโพ เตนุโปสโถ ฯ มุตํ มุเตน สเมติ มุเตน สํสนฺทเต มุตํ มุตํ ปฏิจฺจ น อุเปติ อสุทฺธปริสงฺกิโต โส ปุคฺคโล ปฏิญฺญาย กาตพฺโพ เตนุโปสโถติ ฯ
๑๐๗๙โจทนาย โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯ โจทนาย โอกาสกมฺมํ อาทิ กิริยา มชฺเฌ สมโถ ปริโยสานํ ฯ โจทนาย กติ มูลานิ กติ วตฺถูนิ กติ ภูมิโย กตีหากาเรหิ โจเทติ ฯ โจทนาย เทฺว มูลานิ ตีณิ วตฺถูนิ ปญฺจ ภูมิโย ทฺวีหากาเรหิ โจเทติ ฯ โจทนาย กตมานิ เทฺว มูลานิ ฯ สมูลิกา วา อมูลิกา วา โจทนาย อิมานิ เทฺว มูลานิ ฯ โจทนาย กตมานิ ตีณิ วตฺถูนิ ฯ ทิฏฺเฐน สุเตน ปริสงฺกาย โจทนาย อิมานิ ตีณิ วตฺถูนิ ฯ โจทนาย กตมา ปญฺจ ภูมิโย ฯ กาเลน วกฺขามิ โน อกาเลน ภูเตน วกฺขามิ โน อภูเตน สเณฺหน วกฺขามิ โน ผรุเสน อตฺถสญฺหิเตน วกฺขามิ โน อนตฺถสญฺหิเตน เมตฺตจิตฺโต วกฺขามิ โน โทสนฺตโรติ โจทนาย อิมา ปญฺจ ภูมิโย ฯ กตเมหิ ทฺวีหากาเรหิ โจเทติ ฯ กาเยน วา โจเทติ วาจาย วา โจเทติ อิเมหิ ทฺวีหากาเรหิ โจเทติ ฯ
๑๐๘๐โจทเกน กถํ ปฏิปชฺชิตพฺพํ จุทิตเกน กถํ ปฏิปชฺชิตพฺพํ สงฺเฆน กถํ ปฏิปชฺชิตพฺพํ อนุวิชฺชเกน กถํ ปฏิปชฺชิตพฺพํ ฯ โจทเกน กถํ ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ โจทเกน ปญฺจสุ ธมฺเมสุ ปติฏฺฐาย ปโร โจเทตพฺโพ กาเลน วกฺขามิ โน อกาเลน ภูเตน วกฺขามิ โน อภูเตน สเณฺหน วกฺขามิ โน ผรุเสน อตฺถสญฺหิเตน วกฺขามิ โน อนตฺถสญฺหิเตน เมตตจิตฺโต วกฺขามิ โน โทสนฺตโรติ ฯ โจทเกน เอวํ ปฏิปชฺชิตพฺพํ ฯ จุทิตเกน กถํ ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ จุทิตเกน ทฺวีสุ ธมฺเมสุ ปติฏฺฐาตพฺพํ สจฺเจ จ อกุปฺเป จ ฯ จุทิตเกน เอวํ ปฏิปชฺชิตพฺพํ ฯ สงฺเฆน กถํ ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ สงฺเฆน โอติณฺณาโนติณฺณํ ชานิตพฺพํ ฯ สงฺเฆน เอวํ ปฏิปชฺชิตพฺพํ ฯ อนุวิชฺชเกน กถํ ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ อนุวิชฺชเกน เยน ธมฺเมน เยน วินเยน เยน สตฺถุสาสเนน ตํ อธิกรณํ วูปสมฺมติ ตถา ตํ อธิกรณํ วูปสเมตพฺพํ ฯ อนุวิชฺชเกน เอวํ ปฏิปชฺชิตพฺพํ ฯ
๑๐๘๑อุโปสโถ กิมตฺถาย ปวารณา กิสฺส การณา ปริวาโส กิมตฺถาย มูลาย ปฏิกสฺสนา กิสฺส การณา มานตฺตํ กิมตฺถาย อพฺภานํ กิสฺส การณา ฯ อุโปสโถ สมคฺคตฺถาย วิสุทฺธตฺถาย ปวารณา ปริวาโส มานตฺตตฺถาย มูลาย ปฏิกสฺสนา นิคฺคหตฺถาย มานตฺตํ อพฺภานตฺถาย วิสุทฺธตฺถาย อพฺภานํ ฯ ฉนฺทา โทสา ภยา โมหา เถเร จ ปริภาสติ กายสฺส เภทา ทุปฺปญฺโญ ขโต อุปหตินฺทฺริโย นิรยํ คจฺฉติ ทุมฺเมโธ น จ สิกฺขาย คารโว ฯ น จามิสํปิ นิสฺสาย น จ นิสฺสาย ปุคฺคลํ อุโภ เอเต วิวชฺเชตฺวา ยถา ธมฺโม ตถา กเร ฯ โกธโน อุปนาหี จ จณฺโฑ จ ปริภาสโก อนาปตฺติยา อาปตฺตีติ โรเปติ ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานํ ฯ อุปกณฺณกํ ชปฺเปติ วิมฺหํ เปกฺขติ วีติหรติ กุมฺมคฺคํ ปฏิเสวติ อนาปตฺติยา อาปตฺตีติ โรเปติ ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานํ อกาเลน โจเทติ อภูเตน ผรุเสน อนตฺถสญฺหิเตน โทสนฺตโร โจเทติ โน เมตฺตจิตฺโต อนาปตฺติยา อาปตฺตีติ โรเปติ ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานํ ฯ ธมฺมาธมฺมํ น ชานาติ ธมฺมาธมฺมสฺส อโกวิโท อนาปตฺติยา อาปตฺตีติ โรเปติ ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานํ ฯ วินยาวินยํ น ชานาติ วินยาวินยสฺส อโกวิโท อนาปตฺติยา อาปตฺตีติ โรเปติ ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานํ ฯ ภาสิตาภาสิตํ น ชานาติ ภาสิตาภาสิตสฺส อโกวิโท อนาปตฺติยา อาปตฺตีติ โรเปติ ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานํ ฯ อาจิณฺณานาจิณฺณํ น ชานาติ อาจิณฺณานาจิณฺณสฺส อโกวิโท อนาปตฺติยา อาปตฺตีติ โรเปติ ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานํ ฯ ปญฺญตฺตาปญฺญตฺตํ น ชานาติ ปญฺญตฺตาปญฺญตฺตสฺส อโกวิโท อนาปตฺติยา อาปตฺตีติ โรเปติ ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานํ ฯ อาปตฺตานาปตฺตึ น ชานาติ อาปตฺตานาปตฺติยา อโกวิโท อนาปตฺติยา อาปตฺตีติ โรเปติ ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานํ ฯ ลหุกครุกํ น ชานาติ ลหุกครุกสฺส อโกวิโท อนาปตฺติยา อาปตฺตีติ โรเปติ ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานํ ฯ สาวเสสานวเสสํ น ชานาติ สาวเสสานวเสสสฺส อโกวิโท อนาปตฺติยา อาปตฺตีติ โรเปติ ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานํ ฯ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลํ น ชานาติ ทุฏฺฐุลฺลาทุฏฺฐุลฺลสฺส อโกวิโท อนาปตฺติยา อาปตฺตีติ โรเปติ ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานํ ฯ ปุพฺพาปรํ น ชานาติ ปุพฺพาปรสฺส อโกวิโท อนาปตฺติยา อาปตฺตีติ โรเปติ ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานํ ฯ อนุสนฺธิวจนปถํ น ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถสฺส อโกวิโท อนาปตฺติยา อาปตฺตีติ โรเปติ ตาทิโส โจทโก ฌาเปติ อตฺตานนฺติ ฯ โจทนากณฺฑํ นิฏฺฐิตํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ
๑๐๘๒โจทนา อนุวิชฺชญฺจ อาทิ มูเลนุโปสโถ คติ โจทนกณฺฑมฺหิ สาสนํ ปติฏฺฐาปยนฺติ ฯ ----------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก ปริวาร [โจทนากัณฑ์] ๑. อนุวิชชกอนุโยค โจทนากัณฑ์ ว่าด้วยหมวดการโจท ๑. อนุวิชชกอนุโยค ว่าด้วยข้อซักถามของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์
ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงถามโจทก์ว่า อาวุโส ข้อที่ท่านโจทภิกษุ รูปนี้นั้น โจทเพราะเรื่องอะไร ท่านโจทด้วยสีลวิบัติ โจทด้วยอาจารวิบัติ หรือโจทด้วยทิฏฐิวิบัติ ถ้าโจทก์นั้นตอบอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าโจทด้วยสีลวิบัติ โจทด้วยอาจารวิบัติ หรือโจทด้วยทิฏฐิวิบัติ ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์พึงซักถามโจทก์ อย่างนี้ว่า ท่านรู้สีลวิบัติ รู้อาจารวิบัติ รู้ทิฏฐิวิบัติหรือ ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า อาวุโส ข้าพเจ้ารู้สีลวิบัติ รู้อาจารวิบัติ รู้ทิฏฐิวิบัติ ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์พึงซักถามโจทก์อย่างนี้ว่า อาวุโส ก็ สีลวิบัติเป็นไฉนอาจารวิบัติเป็นไฉน ทิฏฐิวิบัติเป็นไฉน ถ้าโจทก์นั้นตอบอย่างนี้ว่า ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ นี้จัดเป็นสีลวิบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต นี้จัดเป็นอาจารวิบัติ มิจฉาทิฏฐิอันตคาหิกทิฏฐิ นี้จัดเป็นทิฏฐิวิบัติ ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์พึงซักถามโจทก์อย่างนี้ว่า อาวุโส ข้อที่ท่านโจทภิกษุรูปนี้นั้น ท่านโจทด้วยเรื่องที่ได้เห็น ด้วยเรื่องที่ได้ยิน หรือด้วยเรื่องที่นึกสงสัย ถ้าโจทก์นั้นตอบอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าโจทด้วยเรื่องที่เห็น ด้วยเรื่องที่ได้ยิน หรือด้วยเรื่องที่นึกสงสัย ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์พึงซักถามโจทก์อย่างนี้ว่า อาวุโส ข้อที่ท่านโจทภิกษุรูปนี้ด้วยเรื่องที่ได้เห็นนั้น ท่านเห็นอะไร เห็นอย่างไร เห็นเมื่อไร เห็นที่ไหน ท่านเห็นภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติปาราชิก หรือท่านเห็นภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๔๓}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [โจทนากัณฑ์] ๑. อนุวิชชกอนุโยค ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิตหรือ อนึ่ง ท่านอยู่ที่ไหน และภิกษุรูปนี้อยู่ที่ไหน ท่านทำอะไรอยู่ ภิกษุรูปนี้ทำอะไรอยู่ ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า อาวุโส ข้าพเจ้ามิได้โจทภิกษุรูปนี้ด้วยเรื่องที่ได้เห็นแต่ข้าพเจ้าโจทด้วยเรื่องที่ได้ยิน ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์พึงซักถามอย่างนี้ว่า อาวุโส ข้อที่ท่านโจทภิกษุรูปนี้ ด้วยเรื่องที่ได้ยินนั้น ท่านได้ยินอะไร ได้ยินอย่างไร ได้ยินเมื่อไร ได้ยินที่ไหนท่านได้ยินว่าภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติปาราชิก หรือท่านได้ยินว่าภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต หรือท่านได้ยินจากภิกษุ หรือได้ยินจากภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกาพระราชา ราชมหาอมาตย์ เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ หรือ ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า อาวุโส ข้าพเจ้ามิได้โจทภิกษุรูปนี้ด้วยเรื่องที่ได้ยินแต่ว่าโจทด้วยเรื่องที่นึกสงสัย ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์พึงซักถามอย่างนี้ว่า อาวุโส ข้อที่ท่านโจทภิกษุรูปนี้ ด้วยเรื่องที่นึกสงสัยนั้น ท่านนึกสงสัยอะไร นึกสงสัยอย่างไร นึกสงสัยเมื่อไรนึกสงสัยที่ไหน ท่านนึกสงสัยว่าภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติปาราชิก หรือท่านนึกสงสัยว่าภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิตหรือท่านได้ยินจากภิกษุแล้วนึกสงสัย หรือได้ยินจากภิกษุณี สิกขมานา สามเณรสามเณรี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา ราชมหาอมาตย์ เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์แล้วนึกสงสัยหรือ เปรียบเทียบอธิกรณ์
เรื่องที่ได้เห็นสมด้วยเรื่องที่ได้เห็น เรื่องที่ได้เห็นเทียบกันได้กับเรื่องที่ได้เห็น แต่บุคคลนั้นไม่ยอมรับ เพราะอาศัยการเห็น บุคคลนั้นถูกสงสัยว่าไม่บริสุทธิ์ พึงปรับอาบัติตามปฏิญญา พึงทำอุโบสถกับบุคคลนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๔๔}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [โจทนากัณฑ์] ๑. อนุวิชชกอนุโยค เรื่องที่ได้ยินสมด้วยเรื่องที่ได้ยิน เรื่องที่ได้ยินเทียบกันได้กับเรื่องที่ได้ยิน แต่บุคคลนั้นไม่ยอมรับ เพราะอาศัยการได้ยิน บุคคลนั้นถูกสงสัยว่าไม่บริสุทธิ์ พึงปรับอาบัติตามปฏิญญา พึงทำอุโบสถกับบุคคลนั้น เรื่องที่ได้ทราบสมด้วยเรื่องที่ได้ทราบ เรื่องที่ได้ทราบเทียบกันได้กับเรื่องที่ได้ทราบ แต่บุคคลนั้นไม่ยอมรับ เพราะอาศัยการได้ทราบ บุคคลนั้นถูกสงสัยว่าไม่บริสุทธิ์ พึงปรับอาบัติตามปฏิญญา พึงทำอุโบสถกับบุคคลนั้นเถิด ข้อซักถามของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์
ถาม : การโจทมีอะไรเป็นเบื้องต้น มีอะไรเป็นท่ามกลาง มีอะไรเป็นที่สุด ตอบ : การโจทมีโอกาสเป็นเบื้องต้น มีการทำเป็นท่ามกลาง มีการระงับเป็นที่สุด ถาม : การโจทมีมูลเท่าไร มีวัตถุเท่าไร มีภูมิเท่าไร โจทด้วยอาการเท่าไร ตอบ : การโจทมีมูล ๒ มีวัตถุ ๓ มีภูมิ ๕ โจทด้วยอาการ ๒ อย่าง ถาม : การโจทมีมูล ๒ เป็นไฉน ตอบ : การโจทมีมูล การโจทไม่มีมูล นี้การโจทมีมูล ๒ ถาม : การโจทมีวัตถุ ๓ เป็นไฉน ตอบ : เรื่องที่ได้เห็น เรื่องที่ได้ยิน เรื่องที่นึกสงสัย นี้การโจทมีวัตถุ ๓ ถาม : การโจทมีภูมิ ๕ เป็นไฉน ตอบ : ๑. จักโจทโดยกาลที่สมควร จักไม่โจทโดยกาลไม่ควร ๒. จักโจทด้วยเรื่องจริง จักไม่โจทด้วยเรื่องไม่จริง ๓. จักโจทด้วยคำสุภาพ จักไม่โจทด้วยคำหยาบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๔๕}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [โจทนากัณฑ์] ๒. โจทกาทิปฏิปัตติ ๔. จักโจทด้วยเรื่องที่เป็นประโยชน์ จักไม่โจทด้วยเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ ๕. จักมีเมตตาจิตโจท จักไม่มุ่งร้ายโจท นี้การโจทมีภูมิ ๕ ถาม : โจทด้วยอาการ ๒ อย่าง เป็นไฉน ตอบ : โจทด้วยกาย โจทด้วยวาจา นี้โจทด้วยอาการ ๒ อย่าง ๒. โจทกาทิปฏิปัตติ ว่าด้วยข้อปฏิบัติของโจทก์ เป็นต้น
โจทก์พึงปฏิบัติอย่างไร จำเลยพึงปฏิบัติอย่างไร สงฆ์พึงปฏิบัติอย่างไร ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์พึงปฏิบัติอย่างไร ถาม : โจทก์พึงปฏิบัติอย่างไร ตอบ : โจทก์พึงตั้งอยู่ในธรรม ๕ อย่าง แล้วจึงโจทผู้อื่น คือ ๑. จักโจทโดยกาลที่สมควร จักไม่โจทโดยกาลไม่ควร ๒. จักโจทด้วยเรื่องจริง จักไม่โจทด้วยเรื่องไม่จริง ๓. จักโจทด้วยคำสุภาพ จักไม่โจทด้วยคำหยาบ ๔. จักโจทด้วยเรื่องที่เป็นประโยชน์ จักไม่โจด้วยเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์ ๕. จักมีเมตตาจิตโจท จักไม่มุ่งร้ายโจท โจทก์พึงปฏิบัติอย่างนี้ ถาม : จำเลยพึงปฏิบัติอย่างไร ตอบ : จำเลยพึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ คือ ๑. ในความสัตย์ ๒. ในความไม่ขุ่นเคือง จำเลยพึงปฏิบัติอย่างนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๔๖}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [โจทนากัณฑ์] ๒. โจทกาทิปฏิปัตติ ถาม : สงฆ์พึงปฏิบัติอย่างไร ตอบ : สงฆ์พึงรู้คำที่เข้าประเด็นและไม่เข้าประเด็น สงฆ์พึงปฏิบัติอย่างนี้ ถาม : ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ควรปฏิบัติอย่างไร ตอบ : ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์พึงระงับอธิกรณ์นั้น โดยประการที่อธิกรณ์นั้นจะระงับโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์พึงปฏิบัติอย่างนี้ว่าด้วยอุโบสถ เป็นต้น
ถาม : อุโบสถเพื่อประโยชน์อะไร ปวารณาเพื่อเหตุอะไร ปริวาสเพื่อประโยชน์อะไร การชักเข้าหาอาบัติเดิมเพื่อเหตุอะไร มานัตเพื่อประโยชน์อะไร อัพภานเพื่อเหตุอะไร ตอบ : อุโบสถเพื่อประโยชน์แก่ความพร้อมเพรียง ปวารณาเพื่อประโยชน์แก่ความหมดจด ปริวาสเพื่อประโยชน์แก่มานัต การชักเข้าหาอาบัติเดิมเพื่อประโยชน์แก่นิคคหะ มานัตเพื่อประโยชน์แก่อัพภาน อัพภานเพื่อประโยชน์แก่ความหมดจด ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์มีปัญญาทราม โง่เขลา และไม่มีความเคารพในสิกขาบริภาษพระเถระ ลำเอียงเพราะชอบ ลำเอียงเพราะชัง ลำเอียงเพราะกลัว ลำเอียงเพราะหลง เป็นผู้ขุดตนกำจัดอินทรีย์แล้ว เพราะกายแตกย่อมเข้านรก ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ไม่พึงเห็นแก่อามิส และไม่พึงเห็นแก่บุคคล ควรเว้นสองอย่างนั้นแล้ว ทำตามที่เป็นธรรม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๔๗}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [โจทนากัณฑ์] ๓. โจทกัสสอัตตฌาปนะ ๓. โจทกัสสอัตตฌาปนะ ว่าด้วยการเผาตนของภิกษุผู้เป็นโจทก์ โจทก์เป็นผู้มักโกรธ มักถือโกรธ ดุร้าย มักกล่าวบริภาษ ย่อมปลูกอนาบัติว่าเป็นอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน โจทก์กระซิบใกล้หูคอยจับผิด ทำให้บกพร่อง เสพทางผิด ย่อมปลูกอนาบัติว่าเป็นอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน โจทก์โจทโดยกาลอันไม่ควร โจทด้วยคำไม่จริง โจทด้วยคำหยาบ โจทด้วยคำไม่ประกอบด้วยประโยชน์ มุ่งร้ายโจทไม่มีเมตตาจิตโจท ปลูกอนาบัติว่าเป็นอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน โจทก์ไม่รู้ธรรมและอธรรม ไม่ฉลาดในธรรมและอธรรม ปลูกอนาบัติว่าเป็นอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน โจทก์ไม่รู้วินัยและมิใช่วินัย ไม่ฉลาดในวินัยและมิใช่วินัย ปลูกอนาบัติว่าอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน โจทก์ไม่รู้สิ่งที่พระตถาคตภาษิตไว้และมิได้ภาษิตไว้ ไม่ฉลาดในสิ่งที่พระตถาคตภาษิตไว้และมิได้ภาษิตไว้ ปลูกอนาบัติว่าเป็นอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน โจทก์ไม่รู้สิ่งที่พระตถาคตทรงประพฤติมาและมิได้ทรงประพฤติมา ไม่ฉลาดในสิ่งที่พระตถาคตทรงประพฤติมาและมิได้ทรงประพฤติมา ปลูกอนาบัติว่าเป็นอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน โจทก์ไม่รู้สิ่งที่พระตถาคตทรงบัญญัติไว้และมิได้ทรงบัญญัติไว้ ไม่ฉลาดในสิ่งที่พระตถาคตทรงบัญญัติไว้และมิได้ทรงบัญญัติไว้ ปลูกอนาบัติว่าเป็นอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๔๘}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [โจทนากัณฑ์] หัวข้อประจำกัณฑ์ โจทก์ไม่รู้อาบัติและอนาบัติ ไม่ฉลาดในอาบัติและอนาบัติ ปลูกอนาบัติว่าเป็นอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน โจทก์ไม่รู้อาบัติเบาและอาบัติหนัก ไม่ฉลาดในอาบัติเบาและอาบัติหนัก ปลูกอนาบัติว่าเป็นอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน โจทก์ไม่รู้อาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนหลือ ไม่ฉลาดในอาบัติมีส่วนเหลือและอาบัติไม่มีส่วนหลือ ปลูกอนาบัติว่าเป็นอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน โจทก์ไม่รู้อาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ไม่ฉลาดในอาบัติชั่วหยาบและอาบัติไม่ชั่วหยาบ ปลูกอนาบัติว่าเป็นอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน โจทก์ไม่รู้คำต้นและคำหลัง ไม่ฉลาดในคำต้นและคำหลัง ปลูกอนาบัติว่าเป็นอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน โจทก์ไม่รู้ทางถ้อยคำอันต่อเนื่องกัน ไม่ฉลาดต่อทางถ้อยคำอันต่อเนื่องกัน ปลูกอนาบัติว่าเป็นอาบัติ โจทก์เช่นนั้นชื่อว่าย่อมเผาตน แล โจทนากัณฑ์ จบ หัวข้อประจำกัณฑ์ การโจท ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ เป็นเบื้องต้น มีมูล อุโบสถ คติ เป็นคำสั่งสอนที่คงอยู่ในโจทนากัณฑ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๔๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
โจทนากัณฑกวัณณนา [กิจของภิกษุผู้ว่าอรรถคดี]
บัดนี้ พระอุบาลีเถระเริ่มคำว่า อนุวิชฺชเกน เป็นอาทิ เพื่อแสดงกิจอันพระวินัยธรพึงกระทำ ในการฟ้องร้องที่เกิดขึ้นแล้วอย่างนั้น.
ในคำนั้น คาถาว่า ทิฏฺฐํ ทิฏฺเฐน เป็นต้น มีเนื้อความดังนี้ :-
ภิกษุรูปหนึ่ง กำลังออกหรือกำลังเข้าไป โดยสถานที่อันเดียวกันกับมาตุคามผู้หนึ่ง อันโจทก์เห็นแล้ว. โจทก์นั้นจึงฟ้องภิกษุนั้นเป็นจำเลยด้วยอาบัติปาราชิก;ฝ่ายจำเลยยอมรับการเห็นของโจทก์นั้น แต่จำเลยยังไม่ถึงปาราชิก จึงไม่ปฏิญญา เพราะอิงการเห็นนั้น. ในคำของโจทก์และจำเลยนี้ การใดอันโจทก์นั้นเห็นแล้ว การนั้นสมด้วยคำที่ว่าได้เห็นของโจทก์นั้น นี้ว่า จำเลยอันข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ด้วยประการฉะนี้. แต่เพราะเหตุที่ฝ่ายจำเลยไม่ยอมปฏิญญาโทษ เพราะอาศัยการเห็นนั้น จึงชื่อว่าผู้ถูกรังเกียจโดยไม่บริสุทธิ์. อธิบายว่า เป็นผู้รังเกียจโดยไม่มีมูล. สงฆ์พึงทำอุโบสถกับบุคคลนั้นตามปฏิญญาที่ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ของบุคคลนั้น. ใน ๒ คาถาที่เหลือ มีนัยอย่างนี้แล.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้นฉะนี้แล. พรรณนากิจของภิกษุผู้ว่าอรรถคดี จบ.
[ว่าด้วยเบื้องต้นของโจทนาเป็นอาทิ]
วินิจฉัยในปุจฉาวิสัชนามีอาทิว่า อะไรเป็นเบื้องต้นของโจทนา พึงทราบดังนี้ :-
หลายบทว่า สจฺเจ จ อกุปฺเป จ มีความว่า จำเลยพึงตั้งอยู่ในธรรม ๒ ประการ คือ ให้การตามจริง ๑ ไม่ขุ่นเคือง ๑ คือว่าการใดอันตนกระทำหรือมิได้กระทำ การนั้นแล อันตนพึงให้การ (เช่นนั้น). และไม่พึงให้เกิดความขุ่นเคืองในโจทก์ หรือในภิกษุผู้ว่าอรรถคดี หรือในสงฆ์.
สองบทว่า โอติณฺณาโนติณฺณํ ชานิตพฺพํ มีความว่า สงฆ์พึงรู้ถ้อยคำอันเข้าประเด็นและไม่เข้าประเด็น.
ในคำนั้น มีวิธีสำหรับรู้ดังนี้ :-
สงฆ์พึงรู้ว่า คำต้นของโจทก์เท่านี้ คำหลังเท่านี้ คำต้นของจำเลยเท่านี้ คำหลังเท่านี้.
พึงกำหนดลักษณะที่ควรเชื่อถือของโจทก์ พึงกำหนดลักษณะที่ควรเชื่อถือของจำเลย พึงกำหนดลักษณะที่ควรเชื่อถือของภิกษุผู้ว่าอรรถคดี. ภิกษุผู้ว่าอรรถคดี เมื่อยังการพิจารณาให้บกพร่องแม้มีประมาณน้อย อันสงฆ์พึงสั่งว่า ผู้มีอายุ ท่านจงพิจารณาให้ดีบังคับคดีให้ตรง. สงฆ์พึงปฏิบัติอย่างนี้.
วินิจฉัยในคำว่า เยน ธมฺเมน เยน วินเยน เยน สตฺถุสาสเนน อธิกรณํ วูปสมฺมติ นี้ พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า ธมฺโม ได้แก่ เรื่องที่เป็นจริง.
บทว่า วินโย ได้แก่ กิริยาที่โจทก์ และกิริยาที่จำเลยให้การ.
บทว่า สตฺถุสาสนํ ได้แก่ ญัตติสัมปทาและอนุสาวนสัมปทา.
จริงอยู่ อธิกรณ์ย่อมระงับโดยธรรม โดยวินัย และโดยสัตถุศาสนานั่น เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ว่าอรรถคดี พึงโจทด้วยวัตถุที่เป็นจริง แล้วให้จำเลยระลึกถึงอาบัติ และยังอธิกรณ์นั้นให้ระงับด้วยญัตติสัมปทาและอนุสาวนสัมปทา. ภิกษุผู้ว่าอรรถคดีพึงปฏิบัติอย่างนี้.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้นฉะนี้แล.
แม้ปุจฉาวิสัชนามีอาทิว่า อุโบสถ เพื่อประโยชน์อะไร? ก็ตื้นเหมือนกันแล.
วินิจฉัยในอวสานคาถาทั้งหลาย พึงทราบดังนี้ :-
บาทคาถาว่า เถเร จ ปริภาสติ มีความว่า เมื่อจะทำความดูหมิ่น ย่อมด่าว่า ภิกษุเหล่านี้ไม่รู้อะไร.
บาทคาถาว่า ขโต อุปหตินฺทฺริโย มีความว่า ชื่อว่าผู้มีตนอันขุดแล้ว เพราะความที่ตนเป็นสภาพอันตนเองขุดแล้ว ด้วยความเป็นผู้ถึงความลำเอียงด้วยฉันทาคติเป็นต้นนั้น และด้วยการด่านั้น และชื่อว่าผู้มีอินทรีย์อันตนเองขจัดเสียแล้ว เพราะความที่อินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้น เป็นคุณอันตนเองขจัดเสียแล้ว.
สองบาทคาถาว่า นิรยํ คจฺฉติ ทุมฺเมโธ น จ สิกฺขาย คารโว มีความว่า ผู้มีตนอันขุดแล้ว มีอินทรีย์อันตนขจัดแล้วนั้น ชื่อว่าผู้มีปัญญาทราม เพราะไม่มีปัญญา และชื่อว่าไม่มีความเคารพในการศึกษา เพราะไม่ศึกษาในสิกขา ๓ เพราะแตกแห่งกาย ย่อมเข้าถึงนรก.
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ไม่ควรอิงอามิส (และไม่ควรอิงบุคคลพึงเว้นส่วนทั้ง ๒ นั้นเสีย) กระทำตามธรรม.
เนื้อความแห่งคำนั้นว่า ไม่พึงกระทำ เพราะอิงอามิส จริงอยู่ เมื่อถือเอาอามิสมีจีวรเป็นต้น ที่โจทก์หรือจำเลยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ ชื่อว่ากระทำเพราะอิงอามิส ไม่พึงกระทำอย่างนั้น.
หลายบทว่า น จ นิสฺสาย ปุคฺคลํ มีความว่า เมื่อลำเอียงเพราะความรักเป็นต้น โดยนัยมีอาทิว่า ผู้นี้เป็นอุปัชฌาย์ของเรา หรือว่า ผู้นี้เป็นอาจารย์ของเรา ชื่อว่ากระทำเพราะอิงบุคคล ไม่พึงกระทำอย่างนั้น. ทางที่ถูก พึงเว้นส่วนทั้ง ๒ นั้นเสีย กระทำตามที่เป็นธรรมเท่านั้น.
บาทคาถาว่า อุปกณฺณกํ ชปฺเปติ มีความว่า กระซิบที่ใกล้หูว่า ท่านจงพูดอย่างนี้ อย่าพูดอย่างนี้.
สองบทว่า ชิมฺหํ เปกฺขติ มีความว่า ย่อมแส่หาโทษเท่านั้น.
บทว่า วีติหรติ ได้แก่ ยังการวินิจฉัยให้บกพร่อง.
สองบทว่า กุมฺมคฺคํ ปฏิเสวติ มีความว่า ย่อมชี้อาบัติ.
สองบทว่า อกาเลน จ โจเทติ มีความว่า ผู้อันพระเถระมิได้เชื้อเชิญ โจทในสมัยมิใช่โอกาส.
บาทคาถาว่า ปุพฺพาปรํ น ชานาติ มีความว่า ไม่รู้คำต้นและคำหลัง.
บาทคาถาว่า อนุสนฺธิวจนกถํ น ชานาติ มีความว่า ไม่รู้ถ้อยคำ ด้วยอำนาจความสืบสมแห่งคำให้การ และความสืบสมแห่งคำวินิจฉัย.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ตื้นทั้งนั้นฉะนี้แล.
โจทนากัณฑกวัณณนา จบ. -----------------------------------------------------