อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๙๔๓

หมวด ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๔๓–๙๕๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 11 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 11 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


อตฺถาปตฺติ สญฺญาวิโมกฺขา อตฺถาปตฺติ น สญฺญาวิโมกฺขา ฯ อตฺถาปตฺติ ลทฺธสมาปตฺติกสฺส อตฺถาปตฺติ น ลทฺธสมาปตฺติกสฺส ฯ อตฺถาปตฺติ สทฺธมฺมปฏิสญฺญุตฺตา อตฺถาปตฺติ อสทฺธมฺมปฏิสญฺญุตฺตา ฯ อตฺถาปตฺติ สปริกฺขารปฏิสญฺญุตฺตา อตฺถาปตฺติ ปรปริกฺขารปฏิสญฺญุตฺตา ฯ อตฺถาปตฺติ สปุคฺคลปฏิสญฺญุตฺตา อตฺถาปตฺติ ปรปุคฺคลปฏิสญฺญุตฺตา ฯ อตฺถิ สจฺจํ ภณนฺโต ครุกํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ อตฺถิ มุสา ภณนฺโต ลหุกํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ ฯ อตฺถิ มุสา ภณนฺโต ครุกํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ อตฺถิ สจฺจํ ภณนฺโต ลหุกํ อาปตฺตึ อาปชฺชติ ฯ อตฺถาปตฺติ ภูมิคโต อาปชฺชติ โน เวหาสคโต อตฺถาปตฺติ เวหาสคโต อาปชฺชติ โน ภูมิคโต ฯ อตฺถาปตฺติ นิกฺขมนฺโต อาปชฺชติ โน ปวิสนฺโต อตฺถาปตฺติ ปวิสนฺโต อาปชฺชติ โน นิกฺขมนฺโต ฯ อตฺถาปตฺติ อาทิยนฺโต อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ อนาทิยนฺโต อาปชฺชติ ฯ อตฺถาปตฺติ สมาทิยนฺโต อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ น สมาทิยนฺโต อาปชฺชติ ฯ อตฺถาปตฺติ กโรนฺโต อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ น กโรนฺโต อาปชฺชติ ฯ อตฺถาปตฺติ เทนฺโต อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ น เทนฺโต อาปชฺชติ ฯ {๙๔๓.๑} อตฺถาปตฺติ ปฏิคฺคณฺหนฺโต อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ น ปฏิคฺคณฺหนฺโต อาปชฺชติ ฯ อตฺถาปตฺติ ปริโภเคน อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ น ปริโภเคน อาปชฺชติ ฯ อตฺถาปตฺติ รตฺตึ อาปชฺชติ โน ทิวา อตฺถาปตฺติ ทิวา อาปชฺชติ โน รตฺตึ ฯ อตฺถาปตฺติ อรุณุคฺเค อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ น อรุณุคฺเค อาปชฺชติ ฯ อตฺถาปตฺติ ฉินฺทนฺโต อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ น ฉินฺทนฺโต อาปชฺชติ ฯ อตฺถาปตฺติ ฉาเทนฺโต อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ น ฉาเทนฺโต อาปชฺชติ ฯ อตฺถาปตฺติ ธาเรนฺโต อาปชฺชติ อตฺถาปตฺติ น ธาเรนฺโต อาปชฺชติ ฯ

เทฺว อุโปสถา จาตุทฺทสิโก จ ปณฺณรสิโก จ ฯ เทฺว ปวารณา จาตุทฺทสิกา จ ปณฺณรสิกา จ ฯ เทฺว กมฺมานิ อปโลกนกมฺมํ ญตฺติกมฺมํ ฯ อปรานิปิ เทฺว กมฺมานิ ญตฺติทุติยกมฺมํ ญตฺติจตุตฺถกมฺมํ ฯ เทฺว กมฺมวตฺถูนิ อปโลกนกมฺมสฺส วตฺถุ ญตฺติกมฺมสฺส วตฺถุ ฯ อปรานิปิ เทฺว กมฺมวตฺถูนิ ญตฺติทุติยกมฺมสฺส วตฺถุ ญตฺติจตุตฺถกมฺมสฺส วตฺถุ ฯ เทฺว กมฺมโทสา อปโลกนกมฺมสฺส โทโส ญตฺติกมฺมสฺส โทโส ฯ อปเรปิ เทฺว กมฺมโทสา ญตฺติทุติยกมฺมสฺส โทโส ญตฺติจตุตฺถกมฺมสฺส โทโส ฯ เทฺว กมฺมสมฺปตฺติโย อปโลกนกมฺมสฺส สมฺปตฺติ ญตฺติกมฺมสฺส สมฺปตฺติ ฯ อปราปิ เทฺว กมฺมสมฺปตฺติโย ญตฺติทุติยกมฺมสฺส สมฺปตฺติ ญตฺติจตุตฺถกมฺมสฺส สมฺปตฺติ ฯ เทฺว นานาสํวาสกภูมิโย อตฺตนา วา อตฺตานํ นานาสํวาสกํ กโรติ สมคฺโค วา นํ สงฺโฆ อุกฺขิปติ อทสฺสเน วา อปฺปฏิกมฺเม วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา ฯ เทฺว สมานสํวาสกภูมิโย อตฺตนา วา อตฺตานํ สมานสํวาสกํ กโรติ สมคฺโค วา นํ สงฺโฆ อุกฺขิตฺตํ โอสาเรติ อทสฺสเน วา อปฺปฏิกมฺเม วา อปฺปฏินิสฺสคฺเค วา ฯ

เทฺว ปาราชิกา ภิกฺขูนญฺจ ภิกฺขุนีนญฺจ ฯ เทฺว สงฺฆาทิเสสา เทฺว ถุลฺลจฺจยา เทฺว ปาจิตฺติยา เทฺว ปาฏิเทสนียา เทฺว ทุกฺกฏา เทฺว ทุพฺภาสิตา ภิกฺขูนญฺจ ภิกฺขุนีนญฺจ สตฺต อาปตฺติโย สตฺต อาปตฺติกฺขนฺธา ฯ ทฺวีหากาเรหิ สงฺโฆ ภิชฺชติ กมฺเมน วา สลากคาเหน วา ฯ

เทฺว ปุคฺคลา น อุปสมฺปาเทตพฺพา อทฺธานหีโน องฺคหีโน ฯ อปเรปิ เทฺว ปุคฺคลา น อุปสมฺปาเทตพฺพา วตฺถุวิปนฺโน กรณทุกฺกฏโก ฯ อปเรปิ เทฺว ปุคฺคลา น อุปสมฺปาเทตพฺพา อปริปูโร ปริปูโร โน จ ยาจติ ฯ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ นิสฺสาย น วตฺถพฺพํ อลชฺชิสฺส จ พาลสฺส จ ฯ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ น นิสฺสโย ทาตพฺโพ อลชฺชิสฺส จ ลชฺชิโน จ น ยาจติ ฯ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ นิสฺสโย ทาตพฺโพ พาลสฺส จ ลชฺชิสฺส จ ยาจติ ฯ เทฺว ปุคฺคลา อภพฺพา อาปตฺตึ อาปชฺชิตุํ พุทฺธา จ ปจฺเจกพุทฺธา จ ฯ เทฺว ปุคฺคลา ภพฺพา อาปตฺตึ อาปชฺชิตุํ ภิกฺขู จ ภิกฺขุนิโย จ ฯ เทฺว ปุคฺคลา อภพฺพา สญฺจิจฺจ อาปตฺตึ อาปชฺชิตุํ ภิกฺขู จ ภิกฺขุนิโย จ อริยปุคฺคลา ฯ เทฺว ปุคฺคลา ภพฺพา สญฺจิจฺจ อาปตฺตึ อาปชฺชิตุํ ภิกฺขู จ ภิกฺขุนิโย จ ปุถุชฺชนา ฯ เทฺว ปุคฺคลา อภพฺพา สญฺจิจฺจ สาติสารํ วตฺถุํ อชฺฌาจริตุํ ภิกฺขู จ ภิกฺขุนิโย จ อริยปุคฺคลา ฯ เทฺว ปุคฺคลา ภพฺพา สญฺจิจฺจ สาติสารํ วตฺถุํ อชฺฌาจริตุํ ภิกฺขู จ ภิกฺขุนิโย จ ปุถุชฺชนา ฯ

เทฺว ปฏิกฺโกสนา กาเยน วา ปฏิกฺโกสติ วาจาย วา ปฏิกฺโกสติ ฯ เทฺว นิสฺสารณา อตฺถิ ปุคฺคโล อปฺปตฺโต นิสฺสารณํ ตญฺเจ สงฺโฆ นิสฺสาเรติ เอกจฺโจ สุนิสฺสาริโต เอกจฺโจ ทุนฺนิสฺสาริโต ฯ เทฺว โอสารณา อตฺถิ ปุคฺคโล อปฺปตฺโต โอสารณํ ตญฺเจ สงฺโฆ โอสาเรติ เอกจฺโจ โสสาริโต เอกจฺโจ โทสาริโต ฯ เทฺว ปฏิญฺญา กาเยน วา ปฏิชานาติ วาจาย วา ปฏิชานาติ ฯ เทฺว ปฏิคฺคหา กาเยน วา ปฏิคฺคณฺหาติ กายปฏิพทฺเธน วา ปฏิคฺคณฺหาติ ฯ เทฺว ปฏิกฺเขปา กาเยน วา ปฏิกฺขิปติ วาจาย วา ปฏิกฺขิปติ ฯ เทฺว อุปฆาติกา สิกฺขูปฆาติกา จ โภคุปฆาติกา จ ฯ เทฺว โจทนา กาเยน วา โจเทติ วาจาย วา โจเทติ ฯ

เทฺว กฐินสฺส ปลิโพธา อาวาสปลิโพโธ จ จีวรปลิโพโธ จ ฯ เทฺว กฐินสฺส อปลิโพธา อาวาสาปลิโพโธ จ จีวราปลิโพโธ จ ฯ เทฺว จีวรานิ คหปติกญฺจ ปํสุกูลิกญฺจ ฯ เทฺว ปตฺตา อโยปตฺโต จ มตฺติกาปตฺโต จ ฯ เทฺว มณฺฑลานิ ติปุมยญฺจ สิสมยญฺจ ฯ เทฺว ปตฺตสฺส อธิฏฺฐานา กาเยน วา อธิฏฺเฐติ วาจาย วา อธิฏฺเฐติ ฯ เทฺว จีวรสฺส อธิฏฺฐานา กาเยน วา อธิฏฺเฐติ วาจาย วา อธิฏฺเฐติ ฯ เทฺว วิกปฺปนา สมฺมุขาวิกปฺปนา จ ปรมฺมุขาวิกปฺปนา จ ฯ เทฺว วินยา ภิกฺขูนญฺจ ภิกฺขุนีนญฺจ ฯ เทฺว เวนยิกา ปญฺญตฺตญฺจ ปญฺญตฺตานุโลมญฺจ ฯ เทฺว วินยสฺส สลฺเลขา อกปฺปิเย เสตุฆาโต กปฺปิเย มตฺตการิตา ฯ

ทฺวีหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชติ กาเยน วา อาปชฺชติ วาจาย วา อาปชฺชติ ฯ ทฺวีหากาเรหิ อาปตฺติยา วุฏฺฐาติ กาเยน วา วุฏฺฐาติ วาจาย วา วุฏฺฐาติ ฯ เทฺว ปริวาสา ปฏิจฺฉนฺนปริวาโส จ อปฺปฏิจฺฉนฺนปริวาโส จ ฯ อปเรปิ เทฺว ปริวาสา สุทฺธนฺตปริวาโส จ สโมธานปริวาโส จ ฯ เทฺว มานนฺตา ปฏิจฺฉนฺนมานตฺตญฺจ อปฺปฏิจฺฉนฺนมานตฺตญฺจ ฯ อปเรปิ เทฺว มานตฺตา ปกฺขมานตฺตญฺจ สโมธานมานตฺตญฺจ ฯ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ รตฺติจฺเฉโท ปาริวาสิกสฺส จ มานตฺตจาริกสฺส จ ฯ

เทฺว อนาทริยานิ ปุคฺคลานาทริยญฺจ ธมฺมานาทริยญฺจ ฯ เทฺว โลณานิ ชาติมยญฺจ ขาริมยญฺจ ฯ อปรานิปิ เทฺว โลณานิ สามุทฺทญฺจ กาฬโลณญฺจ ฯ อปรานิปิ เทฺว โลณานิ สินฺธวญฺจ อุพฺภิทญฺจ ฯ อปรานิปิ เทฺว โลณานิ โรมกญฺจ ปกฺขลฺลกญฺจ ฯ เทฺว ปริโภคา อพฺภนฺตรปริโภโค จ พาหิรปริโภโค จ ฯ เทฺว อกฺโกสา หีโน จ อกฺโกโส อุกฺกฏฺโฐ จ อกฺโกโส ฯ ทฺวีหากาเรหิ เปสุญฺญํ โหติ ปิยกมฺยสฺส วา เภทาธิปฺปายสฺส วา ฯ ทฺวีหากาเรหิ คณโภชนํ ปสวติ นิมนฺตนโต วา วิญฺญตฺติโต วา ฯ เทฺว วสฺสุปนายิกา ปุริมิกา จ ปจฺฉิมิกา จ ฯ เทฺว อธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ เทฺว ธมฺมิกานิ ปาติโมกฺขฏฺฐปนานิ ฯ

เทฺว ปุคฺคลา พาลา โย จ อนาคตํ ภารํ วหติ โย จ อาคตํ ภารํ น วหติ ฯ เทฺว ปุคฺคลา ปณฺฑิตา โย จ อนาคตํ ภารํ น วหติ โย จ อาคตํ ภารํ วหติ ฯ อปเรปิ เทฺว ปุคฺคลา พาลา โน จ อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺญี โย จ กปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญี ฯ เทฺว ปุคฺคลา ปณฺฑิตา โย จ อกปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญี โย จ กปฺปิเย กปฺปิยสญฺญี ฯ อปเรปิ เทฺว ปุคฺคลา พาลา โย จ อนาปตฺติยา อาปตฺติสญฺญี โย จ อาปตฺติยา อนาปตฺติสญฺญี ฯ เทฺว ปุคฺคลา ปณฺฑิตา โย จ อาปตฺติยา อาปตฺติสญฺญี โย จ อนาปตฺติยา อนาปตฺติสญฺญี ฯ อปเรปิ เทฺว ปุคฺคลา พาลา โย จ อธมฺเม ธมฺมสญฺญี โย จ ธมฺเม อธมฺมสญฺญี ฯ เทฺว ปุคฺคลา ปณฺฑิตา โย จ อธมฺเม อธมฺมสญฺญี โย จ ธมฺเม ธมฺมสญฺญี ฯ อปเรปิ เทฺว ปุคฺคลา พาลา โย จ อวินเย วินยสญฺญี โย จ วินเย อวินยสญฺญี ฯ เทฺว ปุคฺคลา ปณฺฑิตา โย จ อวินเย อวินยสญฺญี โย จ วินเย วินยสญฺญี ฯ

ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ อาสวา วฑฺฒนฺติ โย จ น กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ กุกฺกุจฺจายติ โย จ กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ น กุกฺกุจฺจายติ ฯ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ อาสวา น วฑฺฒนฺติ โย จ น กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ น กุกฺกุจฺจายติ โย จ กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ กุกฺกุจฺจายติ ฯ อปเรสมฺปิ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ อาสวา วฑฺฒนฺติ โย จ อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺญี โย จ กปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญี ฯ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ อาสวา น วฑฺฒนฺติ โย จ อกปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญี โย จ กปฺปิเย กปฺปิยสญฺญี ฯ อปเรสมฺปิ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ อาสวา วฑฺฒนฺติ โย จ อนาปตฺติยา อาปตฺติสญฺญี โย จ อาปตฺติยา อนาปตฺติสญฺญี ฯ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ อาสวา น วฑฺฒนฺติ โย จ อนาปตฺติยา อนาปตฺติสญฺญี โย จ อาปตฺติยา อาปตฺติสญฺญี ฯ อปเรสมฺปิ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ อาสวา วฑฺฒนฺติ โย จ อธมฺเม ธมฺมสญฺญี โย จ ธมฺเม อธมฺมสญฺญี ฯ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ อาสวา น วฑฺฒนฺติ โย จ อธมฺเม อธมฺมสญฺญี โย จ ธมฺเม ธมฺมสญฺญี ฯ อปเรสมฺปิ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ อาสวา วฑฺฒนฺติ โย จ อวินเย วินยสญฺญี โย จ วินเย อวินยสญฺญี ฯ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ อาสวา น วฑฺฒนฺติ โย จ อวินเย อวินยสญฺญี โย จ วินเย วินยสญฺญี ฯ ทุกํ นิฏฺฐิตํ ฯ ตสฺสุทฺทานํ

สญฺญา ลทฺธา จ สทฺธมฺมา ปริกฺขารา จ ปุคฺคลา สจฺจํ ภูมิ นิกฺขมนฺโต อาทิยนฺโต สมาทิยํ กโรนฺโต เทนฺโต คณฺหนฺโต ปริโภเคน รตฺติ จ อรุณา ฉินฺทํ ฉาเทนฺโต ธาเรนฺโต จ อุโปสถา ปวารณา กมฺมาปรา วตฺถุ อปรา โทสา จ อปรา เทฺว จ สมฺปตฺติ นานา สมานเมว จ ปาราชิ สงฺฆา ถุลฺลจฺจํ ปาจิตฺติ ปาฏิเทสนี ทุกฺกฏา ภาสิตญฺเจว สตฺต อาปตฺติขนฺธกา ภิชฺชติ อุปสมฺปทา ตเถว อปเร ทุเว น วตฺถพฺพํ น ทาตพฺพํ อภพฺพาภพฺพเมว จ สญฺจิจฺจ สาติสารา จ ปฏิกฺโกสา นิสารณา โอสารณา ปฏิญฺญา จ ปฏิคฺคหา ปฏิกฺขิปา อุปฆาติ โจทนา จ กฐินา จ ทุเว ตถา จีวรา ปตฺตมณฺฑลา อธิฏฺฐานา ตถา ทุเว วิกปฺปนา จ วินยา เวนยิกา สเลกฺขกา อาปชฺชติ จ วุฏฺฐาติ ปริวาสาปเร ทุเว เทฺว มานตฺตา อปเร จ รตฺติจฺเฉโท อนาทริ เทฺว โลณา ตโย อปเร ปริโภคา อกฺโกสนา เปสุญฺญํ จ คณา วสฺสํ ฐปนา ภารกปฺปิยา อนาปตฺติ อธมฺเม จ วินเย อาสเว ตถาติ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๒. ทุกวาร ๒. ทุกวาร ว่าด้วยหมวด ๒

ข้อ ๓๒๒

อาบัติเป็นสัญญาวิโมกข์มีอยู่ อาบัติไม่เป็นสัญญาวิโมกข์มีอยู่ อาบัติ ของภิกษุผู้ได้สมาบัติมีอยู่ อาบัติของภิกษุผู้ไม่ได้สมาบัติมีอยู่ อาบัติเกี่ยวเนื่องด้วยสัทธรรมมีอยู่ อาบัติไม่เกี่ยวเนื่องด้วยสัทธรรมมีอยู่ อาบัติเกี่ยวเนื่องด้วยบริขารของตนมีอยู่ อาบัติเกี่ยวเนื่องด้วยบริขารของผู้อื่นมีอยู่ อาบัติเกี่ยวเนื่องด้วยบุคคลคือตนเองมีอยู่ อาบัติเกี่ยวเนื่องด้วยบุคคลอื่นมีอยู่ อาบัติที่เมื่อภิกษุพูดจริง ย่อมต้องอาบัติหนักมีอยู่ อาบัติที่เมื่อภิกษุพูดเท็จ ย่อมต้องอาบัติเบามีอยู่ อาบัติที่เมื่อภิกษุพูดเท็จ ย่อมต้องอาบัติหนักมีอยู่ อาบัติที่เมื่อภิกษุพูดจริง ย่อมต้องอาบัติเบามีอยู่อาบัติที่ภิกษุอยู่บนแผ่นดินแล้วต้อง อยู่ในอากาศแล้วไม่ต้องมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุอยู่ในอากาศแล้วต้อง อยู่บนแผ่นดินไม่ต้องมีอยู่ อาบัติที่เมื่อภิกษุออกไปต้อง เข้าไปไม่ต้องมีอยู่ อาบัติที่เมื่อภิกษุเข้าไปต้อง ออกไปไม่ต้องมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุเมื่อถือเอาจึงต้องมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุเมื่อไม่ถือเอาก็ต้องมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุเมื่อสมาทานจึงต้องมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุเมื่อไม่สมาทานก็ต้องมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุเมื่อทำจึงต้องมีอยู่อาบัติที่ภิกษุเมื่อไม่ทำก็ต้องมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุเมื่อให้จึงต้องมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุเมื่อไม่ให้ก็ต้องมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุเมื่อรับจึงต้องมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุเมื่อไม่รับก็ต้องมีอยู่อาบัติที่ภิกษุต้องเพราะบริโภคมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องเพราะไม่บริโภคมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องในเวลากลางคืน ไม่ต้องในเวลากลางวันมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องในเวลากลางวันไม่ต้องในเวลากลางคืนมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องเพราะอรุณขึ้นมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุต้องไม่ใช่เพราะอรุณขึ้นมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุเมื่อตัดจึงต้องมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุเมื่อไม่ตัดก็ต้องมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุเมื่อปิดไว้จึงต้องมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุเมื่อไม่ปิดไว้ก็ต้องมีอยู่อาบัติที่ภิกษุเมื่อทรงไว้จึงต้องมีอยู่ อาบัติที่ภิกษุเมื่อไม่ทรงไว้ก็ต้องมีอยู่ ว่าด้วยวันอุโบสถ เป็นต้น วันอุโบสถมี ๒ วัน คือ ๑. วันอุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ ๒. วันอุโบสถในวัน ๑๕ ค่ำ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๒๗}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๒. ทุกวาร วันปวารณามี ๒ วัน คือ ๑. วันปวารณาในวัน ๑๔ ค่ำ ๒. วันปวารณาในวัน ๑๕ ค่ำ กรรมมี ๒ อย่าง คือ ๑. อปโลกนกรรม ๒. ญัตติกรรม กรรมแม้อื่นอีกก็มี ๒ อย่าง คือ ๑. ญัตติทุติยกรรม ๒. ญัตติจตุตถกรรม วัตถุแห่งกรรมมี ๒ อย่าง คือ ๑. วัตถุแห่งอปโลกนกรรม ๒. วัตถุแห่งญัตติกรรม วัตถุแห่งกรรมแม้อื่นอีกก็มี ๒ อย่าง คือ ๑. วัตถุแห่งญัตติทุติยกรรม ๒. วัตถุแห่งญัตติจตุตถกรรม โทษแห่งกรรมมี ๒ อย่าง คือ ๑. โทษแห่งอปโลกนกรรม ๒. โทษแห่งญัตติกรรม โทษแห่งกรรมแม้อื่นอีกก็มี ๒ อย่าง คือ ๑. โทษแห่งญัตติทุติยกรรม ๒. โทษแห่งญัตติจตุตถกรรม สมบัติแห่งกรรมมี ๒ อย่าง คือ ๑. สมบัติแห่งอปโลกนกรรม ๒. สมบัติแห่งญัตติกรรม สมบัติแห่งกรรมแม้อื่นอีกก็มี ๒ อย่าง คือ ๑. สมบัติแห่งญัตติทุติยกรรม ๒. สมบัติแห่งญัตติจตุตถกรรม นานาสังวาสกภูมิมี ๒ อย่าง คือ ๑. ภิกษุทำตนให้เป็นนานาสังวาสด้วยตนเอง ๒. สงฆ์พร้อมเพรียงกันลงอุกเขปนียกรรมภิกษุรูปนั้น เพราะไม่เห็นว่า เป็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิบาป

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๒๘}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๒. ทุกวาร สมานสังวาสกภูมิมี ๒ อย่าง คือ ๑. ภิกษุทำตนให้เป็นสมานสังวาสด้วยตนเอง ๒. สงฆ์พร้อมเพรียงกันรับภิกษุผู้ถูกลงอุกเขปนียกรรม เพราะไม่เห็นว่าเป็นอาบัติ เพราะไม่ทำคืนอาบัติ หรือเพราะไม่สละทิฏฐิบาปเข้าหมู่ ว่าด้วยปาราชิก เป็นต้น ปาราชิกมี ๒ อย่าง คือ (๑) ของภิกษุ (๒) ของภิกษุณี สังฆาทิเสสมี ๒ อย่าง คือ (๑) ของภิกษุ (๒) ของภิกษุณี ถุลลัจจัยมี ๒ อย่าง คือ (๑) ของภิกษุ (๒) ของภิกษุณี ปาจิตตีย์มี ๒ อย่าง คือ (๑) ของภิกษุ (๒) ของภิกษุณี ปาฏิเทสนียะมี ๒ อย่าง คือ (๑) ของภิกษุ (๒) ของภิกษุณี ทุกกฏมี ๒ อย่าง คือ (๑) ของภิกษุ (๒) ของภิกษุณี ทุพภาสิตมี ๒ อย่าง คือ (๑) ของภิกษุ (๒) ของภิกษุณี อาบัติของภิกษุมี ๗ อย่าง ของภิกษุณีก็มี ๗ อย่าง กองอาบัติของภิกษุมี ๗ อย่าง ของภิกษุณีก็มี ๗ อย่าง สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ (๑) ด้วยกรรม (๒) ด้วยการจับสลากว่าด้วยบุคคล บุคคล ๒ จำพวก สงฆ์ไม่พึงให้อุปสมบท คือ ๑. ผู้มีกาลบกพร่อง ๒. ผู้มีอวัยวะบกพร่อง บุคคลแม้อีก ๒ จำพวก สงฆ์ไม่พึงให้อุปสมบท คือ ๑. ผู้มีวัตถุวิบัติ ๒. ผู้มีการกระทำเสียหาย บุคคลแม้อีก ๒ จำพวก สงฆ์ไม่พึงให้อุปสมบท คือ ๑. ผู้ไม่บริบูรณ์ ๒. ผู้บริบูรณ์ แต่ไม่ขออุปสมบท

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๒๙}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๒. ทุกวาร ไม่พึงอยู่อาศัยบุคคล ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้อลัชชี ๒. ผู้โง่เขลา ไม่พึงให้นิสัยแก่บุคคล ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้อลัชชี ๒. ผู้ลัชชีแต่ไม่ขอ พึงให้นิสัยแก่บุคคล ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้โง่เขลา ๒. ผู้ลัชชีแต่ขอ บุคคล ๒ จำพวก ไม่ควรต้องอาบัติ คือ ๑. พระพุทธเจ้า ๒. พระปัจเจกพุทธเจ้า บุคคล ๒ จำพวก ควรต้องอาบัติ คือ ๑. ภิกษุ ๒. ภิกษุณี บุคคล ๒ จำพวก ไม่จงใจต้องอาบัติ คือ ๑. ภิกษุชั้นอริยบุคคล ๒. ภิกษุณีชั้นอริยบุคคล บุคคล ๒ จำพวก ควรจงใจต้องอาบัติ คือ ๑. ภิกษุปุถุชน ๒. ภิกษุณีปุถุชน บุคคล ๒ จำพวก ไม่จงใจประพฤติล่วงวัตถุที่มีโทษแรง คือ ๑. ภิกษุชั้นอริยบุคคล ๒. ภิกษุณีชั้นอริยบุคคล บุคคล ๒ จำพวก ควรจงใจประพฤติล่วงวัตถุที่มีโทษแรง คือ ๑. ภิกษุปุถุชน ๒. ภิกษุณีปุถุชน ว่าด้วยปฏิกโกสนา เป็นต้น ปฏิกโกสนา(การกล่าวคัดค้าน)มี ๒ อย่าง คือ ๑. คัดค้านด้วยกาย ๒. คัดค้านด้วยวาจา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๐}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๒. ทุกวาร นิสสารณา(การขับออกจากหมู่)มี ๒ อย่าง คือ ๑. บุคคลที่ยังไม่ถูกขับออก ถ้าสงฆ์ขับบุคคลนั้นออกไป บางคนเป็นอัน ถูกขับออกดีแล้ว ๒. บางคนเป็นอันถูกขับออกไม่ดี โอสารณา(การเรียกเข้าหมู่)มี ๒ อย่าง คือ ๑. บุคคลที่ยังไม่รับเข้าหมู่ ถ้าสงฆ์รับบุคคลนั้นเข้าหมู่ บางคนเป็น อันรับเข้าดี ๒. บางคนเป็นอันรับเข้าไม่ดี ปฏิญญามี ๒ อย่าง คือ ๑. ปฏิญญาด้วยกาย ๒. ปฏิญญาด้วยวาจา การรับประเคนมี ๒ อย่าง คือ ๑. การรับประเคนด้วยกาย ๒. การรับประเคนด้วยสิ่งที่เนื่องด้วยกาย การห้ามมี ๒ อย่าง คือ ๑. การห้ามด้วยกาย ๒. การห้ามด้วยวาจา การทำลายมี ๒ อย่าง คือ ๑. การทำลายสิกขา ๒. การทำลายโภคะ การโจทมี ๒ อย่าง คือ ๑. การโจทด้วยกาย ๒. การโจทด้วยวาจา ว่าด้วยปลิโพธ เป็นต้น กฐินมีปลิโพธ ๒ อย่าง คือ ๑. อาวาสปลิโพธ ๒. จีวรปลิโพธ @เชิงอรรถ : @ การทำลายสิกขา หมายถึงการไม่ศึกษาสิกขา ๓ @การทำลายโภคะ หมายถึงการใช้สอยของสงฆ์หรือของส่วนบุคคลเสียหาย (วิ.อ. ๓/๓๒๒/๔๔๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๑}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๒. ทุกวาร กฐินมีอปลิโพธ ๒ อย่าง คือ ๑. อาวาสอปลิโพธ ๒. จีวรอปลิโพธ จีวรมี ๒ อย่าง คือ ๑. คหบดีจีวร ๒. บังสุกุลจีวร บาตรมี ๒ อย่าง คือ ๑. บาตรเหล็ก ๒. บาตรดิน เชิงบาตรมี ๒ อย่าง คือ ๑. เชิงบาตรทำด้วยดีบุก ๒. เชิงบาตรทำด้วยตะกั่ว การอธิษฐานบาตรมี ๒ อย่าง คือ ๑. อธิษฐานด้วยกาย ๒. อธิษฐานด้วยวาจา การอธิษฐานจีวรมี ๒ อย่าง คือ ๑. อธิษฐานด้วยกาย ๒. อธิษฐานด้วยวาจา วิกัปมี ๒ อย่าง คือ ๑. วิกัปต่อหน้า ๒. วิกัปลับหลัง วินัยมี ๒ อย่าง คือ ๑. วินัยของภิกษุ ๒. วินัยของภิกษุณี เนื้อหาที่ปรากฏในวินัยมี ๒ อย่าง คือ ๑. พระบัญญัติ ๒. อนุโลมบัญญัติ วินัยมีความขัดเกลา ๒ อย่าง คือ ๑. กำจัดสิ่งไม่ควรด้วยอริยมรรค ๒. ความทำพอประมาณในสิ่งที่ควร ว่าด้วยต้องอาบัติด้วยอาการ ๒ อย่าง เป็นต้น ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ ๑. ต้องทางกาย ๒. ต้องทางวาจา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๒}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๒. ทุกวาร ภิกษุออกจากอาบัติด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ ๑. ออกด้วยกาย ๒. ออกด้วยวาจา ปริวาสมี ๒ อย่าง คือ ๑. ปฏิจฉันนปริวาส ๒. อัปปฏิจฉันนปริวาส ปริวาสแม้อีก ๒ อย่าง คือ ๑. สุทธันตปริวาส ๒. สโมธานปริวาส มานัตมี ๒ อย่าง คือ ๑. ปฏิจฉันนมานัต ๒. อัปปฏิจฉันนมานัต มานัตแม้อีก ๒ อย่าง คือ ๑. ปักขมานัต ๒. สโมธานมานัต รัตติเฉทของบุคคล ๒ จำพวก คือ ๑. ภิกษุผู้อยู่ปริวาส ๒. ภิกษุผู้ประพฤติมานัต ว่าด้วยไม่เอื้อเฟื้อ เป็นต้น ความไม่เอื้อเฟื้อมี ๒ อย่าง คือ ๑. ไม่เอื้อเฟื้อต่อบุคคล ๒. ไม่เอื้อเฟื้อต่อธรรม เกลือมี ๒ ชนิด คือ ๑. เกลือเกิดจากธรรมชาติ ๒. เกลือเกิดจากน้ำด่าง เกลือแม้อื่นอีกก็มี ๒ ชนิด คือ ๑. เกลือสมุทร ๒. เกลือดำ เกลือแม้อื่นอีกก็มี ๒ ชนิด คือ ๑. เกลือสินเธาว์ ๒. เกลือดินโปร่ง เกลือแม้อื่นอีกก็มี ๒ ชนิด คือ ๑. เกลือโรมกะ ๒. เกลือปักขัลลกะ การบริโภคมี ๒ อย่าง คือ ๑. การบริโภคภายใน ๒. การบริโภคภายนอก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๓}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๒. ทุกวาร คำด่ามี ๒ อย่าง คือ ๑. คำด่าหยาบ ๒. คำด่าสุภาพ คำส่อเสียดมีด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ ๑. ต้องการให้ผู้อื่นชอบตน ๒. ต้องการให้ผู้อื่นแตกกัน การฉันคณโภชนะมีด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ ๑. เพราะทายกนิมนต์ ๒. เพราะภิกษุออกปากขอเขา วันเข้าพรรษามี ๒ วัน คือ ๑. วันเข้าพรรษาต้น ๒. วันเข้าพรรษาหลัง งดปาติโมกข์ไม่ชอบธรรมมี ๒ อย่าง งดปาติโมกข์ชอบธรรมมี ๒ อย่างว่าด้วยบุคคลโง่เขลาและบัณฑิต เป็นต้น บุคคลโง่เขลามี ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้รับภาระที่ยังมาไม่ถึง ๒. ผู้ไม่รับภาระที่มาถึงแล้ว บุคคลบัณฑิตมี ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้ไม่รับภาระที่ยังมาไม่ถึง ๒. ผู้รับภาระที่มาถึงแล้ว บุคคลโง่เขลาแม้อื่นอีกก็มี ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้สำคัญสิ่งที่ไม่ควรว่าควร ๒. ผู้สำคัญสิ่งที่ควรว่าไม่ควร บุคคลบัณฑิตมี ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้สำคัญสิ่งที่ไม่ควรว่าไม่ควร ๒. ผู้สำคัญสิ่งที่ควรว่าควร บุคคลโง่เขลาแม้อื่นอีกก็มี ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้สำคัญอนาบัติว่าเป็นอาบัติ ๒. ผู้สำคัญอาบัติว่าเป็นอนาบัติ บุคคลบัณฑิตมี ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้สำคัญอาบัติว่าเป็นอาบัติ ๒. ผู้สำคัญอนาบัติว่าเป็นอนาบัติ บุคคลโง่เขลาแม้อื่นอีกก็มี ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้สำคัญในอธรรมว่าเป็นธรรม ๒. ผู้สำคัญธรรมว่าเป็นอธรรม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๔}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๒. ทุกวาร บุคคลบัณฑิตมี ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้สำคัญอธรรมว่าเป็นอธรรม ๒. ผู้สำคัญธรรมว่าเป็นธรรม บุคคลโง่เขลาแม้อื่นอีกก็มี ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้สำคัญสิ่งมิใช่วินัยว่าเป็นวินัย ๒. ผู้สำคัญวินัยว่าเป็นสิ่งมิใช่วินัย บุคคลบัณฑิตมี ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้สำคัญสิ่งมิใช่วินัยว่า ๒. ผู้สำคัญวินัยว่าเป็นวินัยเป็นสิ่งมิใช่วินัย ว่าด้วยอาสวะ อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคล ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้ประพฤติรังเกียจสิ่งที่ไม่ควรประพฤติรังเกียจ ๒. ผู้ไม่ประพฤติรังเกียจสิ่งที่ควรประพฤติรังเกียจ อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้ไม่ประพฤติรังเกียจสิ่งที่ไม่ควรประพฤติรังเกียจ ๒. ผู้ประพฤติรังเกียจสิ่งที่ควรประพฤติรังเกียจ อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้สำคัญสิ่งไม่ควรว่าควร ๒. ผู้สำคัญสิ่งที่ควรว่าไม่ควร อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้สำคัญสิ่งไม่ควรว่าไม่ควร ๒. ผู้สำคัญสิ่งที่ควรว่าควร อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้สำคัญอนาบัติว่าต้องอาบัติ ๒. ผู้สำคัญอาบัติว่าเป็นอนาบัติ อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้สำคัญอนาบัติว่าเป็นอนาบัติ ๒. ผู้สำคัญอาบัติว่าเป็นอาบัติ อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ จำพวก คือ ๑. ผู้สำคัญอธรรมว่าเป็นธรรม ๒. ผู้สำคัญธรรมว่าเป็นอธรรม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๕}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] หัวข้อประจำวาร อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ พวก คือ ๑. ผู้สำคัญอธรรมว่าเป็นอธรรม ๒. ผู้สำคัญธรรมว่าเป็นธรรม อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลแม้อื่นอีก ๒ พวก คือ ๑. ผู้สำคัญสิ่งมิใช่วินัยว่าเป็นวินัย ๒. ผู้สำคัญวินัยว่าเป็นสิ่งมิใช่วินัย อาสวะทั้งหลายย่อมไม่เจริญแก่บุคคล ๒ พวก คือ ๑. ผู้สำคัญสิ่งมิใช่วินัยว่าเป็นสิ่งมิใช่วินัย ๒. ผู้สำคัญวินัยว่าเป็นวินัย ทุกวาร จบ หัวข้อประจำวาร อาบัติที่เป็นสัญญา อาบัติของผู้ได้สมาบัติ อาบัติที่เกี่ยวด้วยสัทธรรม เกี่ยวด้วยบริขาร เกี่ยวด้วยบุคคล อาบัติที่ต้องเพราะเรื่องจริง เพราะแผ่นดิน เพราะการออกไป เพราะการถือเอา เพราะการสมาทาน เพราะการทำ เพราะการให้ เพราะการรับ เพราะการบริโภค อาบัติที่ต้องในกลางคืน ที่ต้องเพราะอรุณขึ้น ที่ต้องเพราะการตัด ที่ต้องเพราะการปกปิด ที่ต้องเพราะการทรงไว้ อุโบสถ ปวารณา กรรม กรรมอีกอย่าง วัตถุ วัตถุอีกอย่าง โทษ โทษอีกอย่าง สมบัติ ๒ หมวด นานาสังวาส สมานสังวาส ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต อาบัติ ๗ กองอาบัติ ๗ สงฆ์แตกกัน อุปสมบท อุปสมบทอีกสอง ไม่อาศัยอยู่ ไม่ให้นิสัย อภัพบุคคล ภัพบุคคล จงใจ มีโทษ คัดค้าน ขับออกจากหมู่ เรียกเข้าหมู่ ปฏิญญา รับ ห้าม ทำลาย การโจท กฐินปลิโพธ ๒ อย่าง จีวร บาตร เชิงบาตร อธิษฐาน ๒ อย่าง วิกัป วินัย เนื้อหาที่ปรากฏในวินัย ความขัดเกลา การต้องและการออกจากอาบัติ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๔๓๖}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [เอกุตตริกนัย] ๓. ติกวาร ปริวาส ๒ อย่าง มานัต ๒ อย่าง รัตติเฉท เอื้อเฟื้อ เกลือ ๒ ชนิด เกลืออื่นอีก ๓ ชนิด บริโภค คำด่า คำส่อเสียด คณโภชนะ วันจำพรรษา การงดปาติโมกข์ การรับภาระ สิ่งที่สมควร อนาบัติ อธรรม วินัย อาสวะ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

[พรรณนาหมวด ๒]

วินิจฉัยในหมวด ๒ พึงทราบดังนี้ :-

อาบัติเป็นสจิตตกะ เป็นสัญญาวิโมกข์ อาบัติเป็นอจิตตกะ เป็นโนสัญญาวิโมกข์.

อาบัติเพราะอวดอุตริมนุสธรรมที่จริง ชื่อว่าอาบัติของภิกษุผู้ได้สมาบัติ.

อาบัติเพราะอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่จริง ชื่อว่าอาบัติของภิกษุผู้ไม่ได้สมาบัติ.

อาบัติในปทโสธัมมสิกขาบทเป็นต้น ชื่อว่าอาบัติเนื่องโดยเฉพาะด้วยสัทธรรม.

อาบัติเพราะทุฏฐุลลวาจา ชื่อว่าอาบัติเนื่องโดยเฉพาะด้วยอสัทธรรม.

อาบัติเพราะบริโภคบริขารที่ไม่ควรอย่างนี้ คือ เพราะไม่เสียสละวัตถุ เป็นนิสสัคคีย์ก่อนบริโภค เพราะตากบาตรและจีวรไว้นาน เพราะไม่ซักจีวรที่โสมม เพราะไม่ระบมบาตรที่สนิมจับ ชื่อว่า อาบัติเนื่องโดยเฉพาะด้วยบริขารของตน.

อาบัติที่พึงต้อง ในเพราะไปเสียด้วยไม่บอกสั่งการที่วางบริขารมีเตียงและตั่งเป็นอาทิของสงฆ์ ไว้กลางแจ้งเป็นต้น ชื่อว่า อาบัติเนื่องโดยเฉพาะด้วยบริขารของผู้อื่น.

อาบัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้มีหลังอ่อน ผู้มีองคชาตยาว ผู้หนีบองคชาตด้วยขา ชื่อว่าอาบัติเนื่องโดยเฉพาะด้วยบุคคลคือตนเอง.

อาบัติที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ในเพราะเมถุนธรรม กายสังสัคคะและให้ประหารเป็นอาทิ ชื่อว่าอาบัติเนื่องโดยตรงด้วยบุคคลอื่น.

ภิกษุเมื่อพูดจริงว่า หล่อนมีหงอน ย่อมต้องอาบัติหนัก. เมื่อพูดเท็จ ย่อมต้องอาบัติเบา โดยพระบาลีว่า เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะสัมปชานมุสาวาท.

เมื่อพูดเท็จ เพราะอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีจริง ต้องอาบัติหนัก. เมื่อพูดจริง เพราะอวดอตุริมนุสธรรมที่มีจริง ต้องอาบัติเบา.

ภิกษุเมื่อนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ภายในสีมา ด้วยตั้งใจว่า เราจักทำสังฆกรรมเป็นพวก ชื่อว่าอยู่บนแผ่นดิน ต้อง (อาบัติ).

ก็ถ้าว่า เธอพึงตั้งอยู่ในอากาศแม้เพียงองคุลีเดียว ไม่พึงต้อง; เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อยู่ในอากาศ ไม่ต้อง.

เมื่อภิกษุเมื่อนั่งทับ ซึ่งเตียงหรือตั่ง อันมีเท้าเสียบในตัวบนร้านสูงซึ่งว่าอยู่ในอากาศ ต้อง (อาบัติ).

ก็ถ้าว่า เธอพึงตั้งเตียงและตั่งนั้นบนภาคพื้นแล้วจึงนอน ไม่พึงต้อง; เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อยู่บนภาคพื้น ไม่ต้อง.

ภิกษุผู้เตรียมจะไป เมื่อไม่ยังคมิยวัตรให้เต็มไปเสีย ชื่อว่าออกไปอยู่ ต้อง (อาบัติ) เข้าไปอยู่ ไม่ต้อง.

ภิกษุอาคันตุกะ ไม่ยังอาคันตุกวัตรให้เต็ม กางร่มสวมรองเท้าเข้าไปอยู่ ชื่อว่าเข้าไปอยู่ ต้อง (อาบัติ) ออกไปอยู่ ไม่ต้อง.

ภิกษุณี เมื่อถือเอาการชำระให้สะอาดด้วยน้ำ ลึกเกินไป ชื่อว่าถือเอาอยู่ ต้อง (อาบัติ).

ฝ่ายภิกษุ เมื่อไม่ถือเอาสีสำหรับทำให้เศร้าหมอง บริโภคจีวร ชื่อว่าไม่ถือเอาอยู่ ต้อง (อาบัติ).

เมื่อสมาทานวัตรของเดียรถีย์ มีมูควัตรเป็นต้น ชื่อว่าสมาทานอยู่ (อาบัติ).

ฝ่ายภิกษุผู้อยู่ปริวาสเป็นต้นก็ดี ผู้ถูกสงฆ์ลงตัชชนียกรรมเป็นต้นก็ดี เมื่อไม่สมาทานวัตรของตน ชื่อว่าไม่สมาทานอยู่ ต้อง (อาบัติ).

คำที่ว่า มีอยู่ อาบัติ ภิกษุไม่สมาทานอยู่ ย่อมต้อง ดังนี้ท่านกล่าวหมายเอาภิกษุเหล่านั้น.

ภิกษุผู้เย็บจีวรของภิกษุณีผู้มิใช่ญาติก็ดี ผู้ทำเวชกรรม ภัณฑาคาริกกรรมและจิตรกรรมก็ดี ชื่อว่าที่ทำอยู่ ต้อง (อาบัติ) ผู้ไม่ทำอุปัชฌายวัตรเป็นต้น ชื่อว่าไม่ทำอยู่ ต้อง (อาบัติ).

ภิกษุผู้ให้จีวรแก่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ชื่อว่าให้อยู่ ต้อง (อาบัติ). เมื่อไม่ให้บริขารมีจีวรเป็นต้น แก่สัทธิวิหาริกและอันเตวาสิก ชื่อว่าไม่ให้อยู่ ต้อง (อาบัติ).

เมื่อถือเอาจีวรของภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ชื่อว่ารับอยู่ ต้อง (อาบัติ).

เมื่อไม่ถือเอาซึ่งโอวาท โดยพระบาลีว่า ภิกษุทั้งหลาย โอวาทอันภิกษุณีไม่พึงรับไม่ได้ ดังนี้ ชื่อว่าไม่รับอยู่ ต้อง (อาบัติ).

เมื่อไม่เสียสละนิสสัคคิยวัตถุก่อนบริโภค ชื่อว่าต้อง (อาบัติ) เพราะบริโภค.

เมื่อยังวาระผลัดสังฆาฏิซึ่งมี ๕ วัน ให้ก้าวล่วงไป ชื่อว่าต้อง (อาบัติ) เพราะไม่บริโภค.

ชื่อว่าย่อมต้อง (อาบัติ) ในราตรีเป็นที่นอนในเรือนร่วมกัน. เมื่อไม่ปิดประตู เร้นอยู่ ชื่อว่าต้องในกลางวัน ไม่ต้องในกลางคืน.

เมื่อต้องอาบัติที่ตรัสไว้ เพราะก้าวล่วง ๑ ราตรี ๖ ราตรี ๗ วัน ๑๐ วันและเดือนหนึ่ง ชื่อว่าต้องเพราะอรุณขึ้น.

เมื่อห้ามข้าวแล้วฉัน ชื่อว่าต้อง ไม่ใช่เพราะอรุณขึ้น.

เมื่อตัดอยู่ซึ่งภูตคามและองคชาต ชื่อว่าตัดอยู่จึงต้อง.

เมื่อไม่ปลงผมและไม่ตัดเล็บ ชื่อว่าไม่ตัดอยู่จึงต้อง.

เมื่อปิดอาบัติไว้ ชื่อว่าปิดอยู่จึงต้อง. และชื่อว่าไม่ปกปิดอยู่ต้องอาบัตินี้ (ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส) ว่า อันภิกษุพึงปกปิดด้วยหญ้าหรือใบไม้แล้วจึงไป ฝ่ายภิกษุผู้เปลือย อย่าพึงไปเลย ภิกษุใดไป ภิกษุนั้นต้องทุกกฏ.

เมื่อทรงไว้ ซึ่งผ้าคากรองเป็นต้น ชื่อว่าทรงไว้ จึงต้อง.

ชื่อว่าไม่ทรงไว้จึงต้องอาบัตินี้ (ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส) ว่า ภิกษุบาตรนี้ เธอพึงทรงไว้จนกว่าจะแตก.

ข้อว่า อตฺตนา วา อตฺตานํ นานาสํวาสกํ กโรติ มีความว่า เมื่อสงฆ์ ๒ ฝ่ายนั่งในสีมาเดียวกัน ภิกษุนั่งในฝ่ายหนึ่ง ถือเอาลัทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง ชื่อว่าตนเองทำตนเองให้เป็นนานาสังวาสก์ ของภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ในฝ่ายที่ตนนั่งนั้น. ตนนั่งแล้วในสำนักของภิกษุเหล่าใด แม้เป็นคณปูรกะของภิกษุณีเหล่านั้น ชื่อว่าย่อมยังกรรมให้กำเริบ เพราะตนไม่มาเข้าหัตถบาสของอีกฝ่ายหนึ่ง.

แม้ในสมานสังวาสก์ก็มีนัยเหมือนกัน. จริงอยู่ ภิกษุนั้น ชอบใจลัทธิของพวกใด ย่อมเป็นสมานสังวาสก์ของพวกนั้น เป็นนานาสังวาสก์ของอีกพวกหนึ่ง.

ข้อว่า สตฺต อาปตฺติโย สตฺต อาปตฺติกฺขนฺธา มีความว่า หมวด ๒ (แห่งอาบัติ) อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงด้วยอำนาจแห่งชื่อว่า มี ๒ ชื่อเท่านั้น อย่างนี้ คือ ชื่อว่าอาบัติ เพราะเป็นวีติกกมะที่จะพึงต้องชื่อว่ากอง เพราะอรรถว่าเป็นที่อยู่.

วินิจฉัยในคำว่า กมฺเมน วา สลากคาเหน วา นี้ พึงทราบดังนี้ :-

อุทเทสและกรรมเป็นอันเดียวกัน. โวหารอนุสาวนาและการจับสลากเป็นอันเดียวกัน. โวหารอนุสาวนาและการจับสลาก เป็นบุพภาค. กรรมและอุทเทสเป็นสำคัญ.

บุคคลผู้มีอายุหย่อน ๒๐ ปี ชื่อว่าผู้มีกาลบกพร่อง. บุคคลผู้มีบรรพชา โทษต่างโดยชนิดมีผู้มีมือด้วนเป็นต้น ชื่อว่าผู้มีอวัยวะบกพร่อง.

บัณเฑาะก์ สัตว์ดิรัจฉาน และอุภโตพยัญชนก ชื่อว่าผู้มีวัตถุวิบัติ.

อภัพบุคคล ๘ ที่ยังเหลือ มีผู้ลักสังวาสเป็นต้น ชื่อว่าผู้มีความกระทำเสียหาย.

ผู้มีกรรมอันตนทำเสีย ชื่อว่าผู้มีความกระทำเสียหาย. อธิบายว่า ผู้ถึงฐานแห่งอภัพบุคคล เพราะกรรมของตนที่ทำเองในอัตภาพนี้ทีเดียว.

ผู้มีบาตรจีวรไม่ครบ ชื่อว่าผู้ไม่บริบูรณ์. บุคคลไม่ขออุปสมบทชื่อว่าบุคคลไม่ขอ.

สองบทว่า อลชฺชิสฺส จ พาลสฺส จ มีความว่า ภิกษุอลัชชีแม้หากว่าเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก ภิกษุพาล แม้หากว่า เป็นผู้มีพรรษา ๖๐ อัน ภิกษุไม่พึงอาศัยอยู่ทั้ง ๒.

วินิจฉัยในคำว่า พาลสฺส จ อลชฺชิสฺส จ ยาจติ นี้ พึงทราบดังนี้ :-

นิสัยอันบุคคลผู้ให้นิสัย พึงให้ แม้ด้วยสั่งบังคับว่า เธอจงถือนิสัยในสำนักภิกษุผู้โง่. แต่พึงให้แก่ภิกษุลัชชีผู้ขออยู่แท้.

บทว่า สาติสารํ มีความว่า เมื่อประพฤติล่วงวัตถุใด ย่อมต้องอาบัติ วัตถุนั้นชื่อว่าเป็นไปกับด้วยโทษ.

การคัดค้าน ด้วยกายวิการ มีหัตถวิการเป็นอาทิ ชื่อว่าคัดค้านด้วยกาย.

ข้อว่า กาเยน วา ปฏิชานาติ ได้แก่ ปฏิญญาด้วยกายวิการมีหัตถวิการเป็นต้น.

การล้างผลาญ ชื่อว่าการเข้าไปทำร้าย.

การล้างผลาญสิกขา ชื่อว่าการเข้าไปทำร้ายสิกขา.

การล้างผลาญเครื่องบริโภค ชื่อว่าการเข้าไปทำร้ายโภคะ.

ใน ๒ อย่างนั้น พึงทราบการล้างผลาญสิกขาของภิกษุผู้ไม่ศึกษาสิกขา ๓. พึงทราบการล้างผลาญโภคะ ของภิกษุผู้ใช้สอยเครื่องบริโภคของสงฆ์ หรือของบุคคลเสียหายไป.

ข้อว่า เทฺว เวนยิกา ได้แก่ อรรถ ๒ อย่างสำเร็จในวินัย.

ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ ด้วยอำนาจวัตถุที่ควรและไม่ควรในวินัยปิฎกทั้งสิ้น ชื่อว่าข้อบัญญัติ. ที่ชื่อว่าอนุโลมบัญญัติ พึงเห็นในมหาปเทส ๔.

การผลาญปัจจัยเสีย ชื่อว่ารื้อสะพาน. อธิบายว่า ภิกษุพึงทำกรรมอันไม่ควรด้วยจิตใด การที่ไม่ยังจิตแม้นั้นให้เกิดขึ้น ชื่อว่าการรื้อสะพานเสีย.

การกระทำโดยประมาณ คือโดยพอเหมาะ. อธิบายว่า ความตั้งอยู่ในความพอเหมาะ ชื่อว่าความเป็นผู้กระทำพอประมาณ.

ข้อว่า กาเยน อาปชฺชติ มีความว่า ต้องอาบัติที่เกิดทางกายทวาร ด้วยกาย. ต้องอาบัติที่เกิดทางวจีทวาร ด้วยวาจา.

ข้อว่า กาเยน วุฏฺฐาติ มีความว่า แม้เว้นการแสดงในติณวัตถารกสมถะเสีย ชื่อว่าย่อมออกด้วยกายเท่านั้น. แต่เมื่อแสดงแล้วออก ชื่อว่าย่อมออกด้วยวาจา.

บริโภคด้วยการกลืนกิน ชื่อว่าบริโภคภายใน. การทาศีรษะเป็นอาทิ ชื่อว่าบริโภคภายนอก.

ข้อว่า อนาคตํ ภารํ วหติ มีความว่า ภิกษุผู้มิได้เป็นเถระ แต่นำภาระมีถือพัดและเชิญแสดงธรรมเป็นอาทิ ที่พระเถระทั้งหลายจะพึงนำ คือเริ่มความเพียรที่จะรับภาระนั้น.

ข้อว่า อาคตํ ภารํ น วหติ มีความว่า ภิกษุผู้เป็นเถระ แต่ไม่ทำกิจของพระเถระ. อธิบายว่า ให้เสื่อมเสียกิจทั้งปวงมีอาทิอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุผู้เป็นเถระแสดงธรรมเองบ้าง, อนุญาตให้ภิกษุผู้เถระเชิญภิกษุอื่นบ้าง, ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตปาฏิโมกข์ให้เป็นกิจมีพระเถระเป็นใหญ่.

ข้อว่า น กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ กุกฺกุจฺจายติ มีความว่า ประพฤติรังเกียจ ทำสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ.

ข้อว่า กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ น กุกฺกุจฺจายติ มีความว่า ภิกษุไม่ประพฤติรังเกียจทำสิ่งที่น่ารังเกียจ. อธิบายว่า อาสวะทั้งหลายของภิกษุ ๒ พวกนั่น ย่อมเพิ่มพูนทั้งกลางวันและกลางคืน.

เนื้อความแม้ในหมวด ๒ อันเป็นลำดับไป พึงทราบด้วยอำนาจแห่งเนื้อความ ที่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว.

บทที่เหลือ นับว่ามีเนื้อความชัดทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในบทนั้นๆ.

พรรณนาหมวด ๒ จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา