อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๘

คำถามและคำตอบในโกสิยวรรคที่ ๒

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๘–๔๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 11 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 11 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 10 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


โกสิยมิสฺสกํ สนฺถตํ การาเปนฺตสฺส นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ กตฺถ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ อาฬวิยา ปญฺญตฺตํ ฯ กํ อารพฺภาติ ฯ ฉพฺพคฺคิเย ภิกฺขู อารพฺภ ฯ กิสฺมึ วตฺถุสฺมินฺติ ฯ ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู โกสิยการเก อุปสงฺกมิตฺวา เอวมาหํสุ พหู อาวุโส โกสการเก ปจถ อมฺหากํปิ ทสฺสถ มยํปิ อิจฺฉาม โกสิยมิสฺสกํ สนฺถตํ การาเปตุนฺติ ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ ฯ เอกา ปญฺญตฺติ ฯ ฉนฺนํ อาปตฺติสมุฏฺฐานานํ ฉหิ สมุฏฺฐาเนหิ สมุฏฺฐาติ ฯเปฯ

สุทฺธกาฬกานํ เอฬกโลมานํ สนฺถตํ การาเปนฺตสฺส นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ กตฺถ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ เวสาลิยา ปญฺญตฺตํ ฯ กํ อารพฺภาติ ฯ ฉพฺพคฺคิเย ภิกฺขู อารพฺภ ฯ กิสฺมึ วตฺถุสฺมินฺติ ฯ ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู สุทฺธกาฬกานํ เอฬกโลมานํ สนฺถตํ การาเปสุํ ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ ฯ เอกา ปญฺญตฺติ ฯ ฉนฺนํ อาปตฺติสมุฏฺฐานานํ ฉหิ สมุฏฺฐาเนหิ สมุฏฺฐาติ ฯเปฯ

อนาทยิตฺวา ตุลํ โอทาตานํ ตุลํ โคจริยานํ นวํ สนฺถตํ การาเปนฺตสฺส นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ กตฺถ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ สาวตฺถิยา ปญฺญตฺตํ ฯ กํ อารพฺภาติ ฯ ฉพฺพคฺคิเย ภิกฺขู อารพฺภ ฯ กิสฺมึ วตฺถุสฺมินฺติ ฯ ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู โถกํเยว โอทาตานํ อนฺเต อาทยิตฺวา ตเถว สุทฺธกาฬกานํ เอฬกโลมานํ สนฺถตํ การาเปสุํ ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ ฯ เอกา ปญฺญตฺติ ฯ ฉนฺนํ อาปตฺติสมุฏฺฐานานํ ฉหิ สมุฏฺฐาเนหิ สมุฏฺฐาติ ฯเปฯ

อนุวสฺสํ สนฺถตํ การาเปนฺตสฺส นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ กตฺถ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ สาวตฺถิยา ปญฺญตฺตํ ฯ กํ อารพฺภาติ ฯ สมฺพหุเล ภิกฺขู อารพฺภ ฯ กิสฺมึ วตฺถุสฺมินฺติ ฯ สมฺพหุลา ภิกฺขู อนุวสฺสํ สนฺถตํ การาเปสุํ ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ ฯ เอกา ปญฺญตฺติ เอกา อนุปฺปญฺญตฺติ ฯ ฉนฺนํ อาปตฺติสมุฏฺฐานานํ ฉหิ สมุฏฺฐาเนหิ สมุฏฺฐาติ ฯเปฯ

อนาทยิตฺวา ปุราณสนฺถตสฺส สามนฺตา สุคตวิทตฺถึ นวํ นิสีทนสนฺถตํ การาเปนฺตสฺส นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ กตฺถ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ สาวตฺถิยา ปญฺญตฺตํ ฯ กํ อารพฺภาติ ฯ สมฺพหุเล ภิกฺขู อารพฺภ ฯ กิสฺมึ วตฺถุสฺมินฺติ ฯ สมฺพหุลา ภิกฺขู สนฺถตานิ อุชฺฌิตฺวา อารญฺญิกงฺคํ ปิณฺฑปาติกงฺคํ ปํสุกูลิกงฺคํ สมาทยึสุ ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ ฯ เอกา ปญฺญตฺติ ฯ ฉนฺนํ อาปตฺติสมุฏฺฐานานํ ฉหิ สมุฏฺฐาเนหิ สมุฏฺฐาติ ฯเปฯ

เอฬกโลมานิ ปฏิคฺคเหตฺวา ติโยชนํ อติกฺกาเมนฺตสฺส นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ กตฺถ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ สาวตฺถิยา ปญฺญตฺตํ ฯ กํ อารพฺภาติ ฯ อญฺญตรํ ภิกฺขุํ อารพฺภ ฯ กิสฺมึ วตฺถุสฺมินฺติ ฯ อญฺญตโร ภิกฺขุ เอฬกโลมานิ ปฏิคฺคเหตฺวา ติโยชนํ อติกฺกาเมสิ ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ ฯ เอกา ปญฺญตฺติ ฯ ฉนฺนํ อาปตฺติสมุฏฺฐานานํ ทฺวีหิ สมุฏฺฐาเนหิ สมุฏฺฐาติ สิยา กายโต สมุฏฺฐาติ น วาจโต น จิตฺตโต สิยา กายโต จ จิตฺตโต จ สมุฏฺฐาติ น วาจโต ฯเปฯ

อญฺญาติกาย ภิกฺขุนิยา เอฬกโลมานิ โธวาเปนฺตสฺส นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ กตฺถ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ สกฺเกสุ ปญฺญตฺตํ ฯ กํ อารพฺภาติ ฯ ฉพฺพคฺคิเย ภิกฺขู อารพฺภ ฯ กิสฺมึ วตฺถุสฺมินฺติ ฯ ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู อญฺญาติกาหิ ภิกฺขุนีหิ เอฬกโลมานิ โธวาเปสุํ ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ ฯ เอกา ปญฺญตฺติ ฯ ฉนฺนํ อาปตฺติสมุฏฺฐานานํ ฉหิ สมุฏฺฐาเนหิ สมุฏฺฐาติ ฯเปฯ

รูปิยํ ปฏิคฺคณฺหนฺตสฺส นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ กตฺถ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ ราชคเห ปญฺญตฺตํ ฯ กํ อารพฺภาติ ฯ อายสฺมนฺตํ อุปนนฺทํ สกฺยปุตฺตํ อารพฺภ ฯ กิสฺมึ วตฺถุสฺมินฺติ ฯ อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต รูปิยํ ปฏิคฺคเหสิ ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ ฯ เอกา ปญฺญตฺติ ฯ ฉนฺนํ อาปตฺติสมุฏฺฐานานํ ฉหิ สมุฏฺฐาเนหิ สมุฏฺฐาติ ฯเปฯ

นานปฺปการกํ รูปิยสํโวหารํ สมาปชฺชนฺตสฺส นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ กตฺถ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ สาวตฺถิยา ปญฺญตฺตํ ฯ กํ อารพฺภาติ ฯ ฉพฺพคฺคิเย ภิกฺขู อารพฺภ ฯ กิสฺมึ วตฺถุสฺมินฺติ ฯ ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขู นานปฺปการกํ รูปิยสํโวหารํ สมาปชฺชึสุ ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ ฯ เอกา ปญฺญตฺติ ฯ ฉนฺนํ อาปตฺติสมุฏฺฐานานํ ฉหิ สมุฏฺฐาเนหิ สมุฏฺฐาติ ฯเปฯ

นานปฺปการกํ กยวิกฺกยํ สมาปชฺชนฺตสฺส นิสฺสคฺคิยํ ปาจิตฺติยํ กตฺถ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ สาวตฺถิยา ปญฺญตฺตํ ฯ กํ อารพฺภาติ ฯ อายสฺมนฺตํ อุปนนฺทํ สกฺยปุตฺตํ อารพฺภ ฯ กิสฺมึ วตฺถุสฺมินฺติ ฯ อายสฺมา อุปนนฺโท สกฺยปุตฺโต ปริพฺพาชเกน สทฺธึ กยวิกฺกยํ สมาปชฺชิ ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ ฯ เอกา ปญฺญตฺติ ฯ ฉนฺนํ อาปตฺติสมุฏฺฐานานํ ฉหิ สมุฏฺฐาเนหิ สมุฏฺฐาติ ฯเปฯ โกสิยวคฺโค ทุติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ

มิสฺสกํ สุทฺธกญฺเจว ตุลญฺจ อนุวสฺสกํ ปุราณสนฺถตญฺเจว โลมานิ หารเณน จ โธวนํ รูปิยญฺเจว เทฺว จ นานปฺปการกนฺติ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๔. นิสสัคคิยกัณฑ์ ๒. โกสิยวรรค ๒. โกสิยวรรค ๑. โกสิยสิกขาบท

ข้อ ๓๔

ถาม : พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ทรงเห็น ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ใช้ให้ทำสันถัตผสมใยไหม ณ ที่ไหน ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ เมืองอาฬวี ถาม : ทรงปรารภใคร ตอบ : ทรงปรารภพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ถาม : เพราะเรื่องอะไร ตอบ : เพราะเรื่องที่พวกภิกษุฉัพพัคคีย์เข้าไปหาพวกช่างทอผ้าไหม กล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พวกท่านจงต้มตัวไหมจำนวนมาก ให้แก่พวกอาตมาบ้างพวกอาตมาต้องการจะทำสันถัตผสมใยไหม” ในโกสิยสิกขาบทนั้น มี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐานเกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ สมุฏฐาน ฯลฯ ๒. สุทธกาฬกสิกขาบท

ข้อ ๓๕

ถาม : ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ใช้ให้ทำสันถัตขนเจียม ดำล้วน ณ ที่ไหน ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงเวสาลี ถาม : ทรงปรารภใคร ตอบ : ทรงปรารภพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ถาม : เพราะเรื่องอะไร ตอบ : เพราะเรื่องที่พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้ให้ทำสันถัตขนเจียมดำล้วน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๕}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๔. นิสสัคคิยกัณฑ์ ๒. โกสิยวรรค ในสุทธกาฬกสิกขาบทนั้น มี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ สมุฏฐาน ฯลฯ ๓. เทฺวภาคสิกขาบท

ข้อ ๓๖

ถาม : ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ไม่เอาขนเจียมดำล้วน ๒ส่วน ขนเจียมขาว ๑ ส่วน ขนเจียมแดง ๑ ส่วนมาปนแล้วให้ทำสันถัตใหม่ ณ ที่ไหน ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี ถาม : ทรงปรารภใคร ตอบ : ทรงปรารภพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ถาม : เพราะเรื่องอะไร ตอบ : เพราะเรื่องที่พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ให้นำขนเจียมขาวหน่อยหนึ่งปนไว้ที่ชายสันถัต แล้วให้ทำสันถัตขนเจียมดำล้วนอย่างเดิม ในเทฺวภาคสิกขาบทนั้น มี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ สมุฏฐาน ฯลฯ ๔. ฉัพพัสสสิกขาบท

ข้อ ๓๗

ถาม : ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ใช้ให้ทำสันถัตทุกปี ณ ที่ไหน ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี ถาม : ทรงปรารภใคร ตอบ : ทรงปรารภภิกษุหลายรูป ถาม : เพราะเรื่องอะไร ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปใช้ให้ทำสันถัตทุกปี ในฉัพพัสสสิกขาบทนั้น มี ๑ พระบัญญัติ ๑ พระอนุบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ สมุฏฐาน ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๖}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๔. นิสสัคคิยกัณฑ์ ๒. โกสิยวรรค ๕. นิสีทนสันถตสิกขาบท

ข้อ ๓๘

ถาม : ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ไม่เอาสันถัตเก่า ๑ คืบสุคตโดยรอบมาปน แล้วใช้ให้ทำสันถัตรองนั่งใหม่ ณ ที่ไหน ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี ถาม : ทรงปรารภใคร ตอบ : ทรงปรารภภิกษุหลายรูป ถาม : เพราะเรื่องอะไร ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุหลายรูปทิ้งสันถัตแล้วพากันสมาทานอารัญญิกธุดงค์ปิณฑปาติกธุดงค์ ปังสุกูลิกธุดงค์ ในนิสีทนสันถตสิกขาบทนั้น มี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ สมุฏฐาน ฯลฯ ๖. เอฬกโลมสิกขาบท

ข้อ ๓๙

ถาม : ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้รับขนเจียมมาแล้วเดิน ทางไกลเกิน ๓ โยชน์ ณ ที่ไหน ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี ถาม : ทรงปรารภใคร ตอบ : ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ถาม : เพราะเรื่องอะไร ตอบ : เพราะเรื่องที่ภิกษุรูปหนึ่งรับขนเจียมแล้วนำไปเกิน ๓ โยชน์ ในเอฬกโลมสิกขาบทนั้น มี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๒ สมุฏฐาน คือ (๑) เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจามิใช่เกิดทางจิต (๒) เกิดทางกายกับจิต มิใช่เกิดทางวาจา ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๗}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๔. นิสสัคคิยกัณฑ์ ๒. โกสิยวรรค ๗. เอฬกโลมโธวาปนสิกขาบท

ข้อ ๔๐

ถาม : ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ใช้ภิกษุณีผู้ไม่ใช่ญาติให้ซักขนเจียม ณ ที่ไหน ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ แคว้นสักกะ ถาม : ทรงปรารภใคร ตอบ : ทรงปรารภพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ถาม : เพราะเรื่องอะไร ตอบ : เพราะเรื่องที่พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้ภิกษุณีผู้ไม่ใช่ญาติให้ซักขนเจียม ในเอฬกโลมโธวาปนสิกขาบทนั้น มี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ สมุฏฐาน ฯลฯ ๘. รูปิยสิกขาบท

ข้อ ๔๑

ถาม : ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้รับรูปิยะ ณ ที่ไหน ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงราชคฤห์ ถาม : ทรงปรารภใคร ตอบ : ทรงปรารภท่านพระอุปนันทศากยบุตร ถาม : เพราะเรื่องอะไร ตอบ : เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนันทศากยบุตรรับรูปิยะ ในรูปิยสิกขาบทนั้น มี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐานเกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ สมุฏฐาน ฯลฯ ๙. รูปิยสังโวหารสิกขาบท

ข้อ ๔๒

ถาม : ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ทำการแลกเปลี่ยนกัน ด้วยรูปิยะชนิดต่างๆ ณ ที่ไหน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๘}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๔. นิสสัคคิยกัณฑ์ รวมสิกขาบทที่มีในฏกสิยวรรค ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี ถาม : ทรงปรารภใคร ตอบ : ทรงปรารภพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ถาม : เพราะเรื่องอะไร ตอบ : เพราะเรื่องที่พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทำการแลกเปลี่ยนกันด้วยรูปิยะชนิดต่างๆ ในรูปิยสังโวหารสิกขาบทนั้น มี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ สมุฏฐาน ฯลฯ ๑๐. กยวิกกยสิกขาบท

ข้อ ๔๓

ถาม : ทรงบัญญัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ทำการซื้อขายมีประการ ต่างๆ ณ ที่ไหน ตอบ : ทรงบัญญัติ ณ กรุงสาวัตถี ถาม : ทรงปรารภใคร ตอบ : ทรงปรารภท่านพระอุปนันทศากยบุตร ถาม : เพราะเรื่องอะไร ตอบ : เพราะเรื่องที่ท่านพระอุปนันทศากยบุตรทำการซื้อขายกับปริพาชก ในกยวิกกยสิกขาบทนั้น มี ๑ พระบัญญัติ บรรดาสมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน เกิดด้วยสมุฏฐาน ๖ สมุฏฐาน ฯลฯ โกสิยวรรคที่ ๒ จบ รวมสิกขาบทที่มีในโกสิยวรรค ๑. โกสิยสิกขาบท ว่าด้วยการทำสันถัตผสมใยไหม ๒. สุทธกาฬกสิกขาบท ว่าด้วยการทำสันถัตโดยใช้ขนเจียมดำล้วน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๙}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ภิกขุวิภังค์] ๑. กัตถปัญญัตติวาร ๔. นิสสัคคิยกัณฑ์ ๓. ปัตตวรรค ๓. เทฺวภาคสิกขาบท ว่าด้วยการทำสันถัตโดยใช้ขนเจียมดำ ๒ ส่วน ๔. ฉัพพัสสสิกขาบท ว่าด้วยการเก็บสันถัตไว้ ๖ ปี ๕. นิสีทนสันถัตสิกขาบท ว่าด้วยการทำสันถัตสำหรับรองนั่ง ๖. เอฬกโลมสิกขาบท ว่าด้วยการรับขนเจียม ๗. เอฬกโธวาปนสิกขาบท ว่าด้วยการให้ซักขนเจียม ๘. รูปิยสิกขาบท ว่าด้วยการรับรูปิยะ ๙. รูปิยสังโวหารสิกขาบท ว่าด้วยการแลกเปลี่ยนรูปิยะ ๑๐. กยวิกกยสิกขาบท ว่าด้วยการซื้อขาย

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๑ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปัญจมสมันตปาสาทิกา

ปริวารวัณณนา -----------------------------------------------------

วินัยใด อันพระเถระทั้งหลายจัดเข้าหมวด

โดยชื่อว่า บริวาร เป็นลำดับแห่งขันธกะ

ทั้งหลาย ใน ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ผู้มีบริวารสะอาด มีกองธรรมเป็นพระสรีระ,

บัดนี้ข้าพเจ้าจักละนัยอันมาแล้วในหนหลังเสีย

จักทำการพรรณาเนื้อความที่ไม่ตื้นแห่งวินัย

ที่ชื่อว่า บริวารนั้น.

[โสฬสมหาวารวัณณนาในอุภโตวิภังค์]

เนื้อความสังเขปแห่งปุจฉา ที่เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า ยนฺเตน ภควตา ฯเปฯ ปญฺญตฺตํ ในคัมภีร์บริวารนั้น พึงทราบดังต่อไปนี้ก่อน :-

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นพระองค์ใด ผู้อันพระธรรมเสนาบดีประดิษฐานไว้แล้วซึ่งอัญชลี อันกำลังแห่งความเคารพและนับถือมากในพระสัทธรรมเชิดขึ้นแล้วเหนือเศียรเกล้า ทูลวิงวอนแล้ว จึงทรงแต่งตั้งวินัยบัญญัติ อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ เพื่อความตั้งอยู่ยืนนานของพระศาสนา. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้รู้กาลที่บัญญัติสิกขาบทนั้นๆ ผู้เห็นอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการแห่งสิกขาบทบัญญัตินั้นๆ.

อีกอย่างหนึ่ง ผู้รู้ด้วยญาณทั้งหลาย มีปุพเพนิวาสญาณเป็นต้น ผู้เห็นด้วยทิพยจักษุ ผู้รู้ด้วยวิชชา ๓ หรือด้วยอภิญญา ๖ ผู้เห็นด้วยสมันตจักษุ อันหาสิ่งใดขัดขวางมิได้ในธรรมทั้งปวง ผู้รู้ด้วยปัญญา ซึ่งสามารถรู้ธรรมทั้งมวล ผู้เห็นแม้ซึ่งรูปทั้งหลาย ที่อยู่ในภายนอกฝาเป็นต้นซึ่งล่วงวิสัยจักษุแห่งสัตว์ทั้งปวง ด้วยมังสจักษุอันผ่องใสยิ่งนัก ผู้รู้ด้วยปัญญาเครื่องแทงตลอด มีสมาธิเป็นปทัฏฐาน ยังประโยชน์ตนให้สำเร็จผู้เห็นด้วยเทศนาปัญญา มีกรุณาเป็นปทัฏฐาน ยังประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จ ผู้เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงบัญญัติปฐมปาราชิกใดไว้ปฐมปาราชิกนั้น ทรงบัญญัติที่ไหน? ทรงปรารภใคร จึงบัญญัติ? ทรงบัญญัติ เพราะเรื่องอะไร? ในปฐมปาราชิกนั้น มีบัญญัติหรือ? ฯลฯ ปฐมปาราชิกนั้น ใครนำมาแล้ว?

แต่คำว่า ยนฺเตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ปฐมํ ปาราชิกํ นี้ เป็นแต่เพียงคำขยายของบทต้น ที่มาแล้ว ในปุจฉาอย่างเดียว ในวาระคำถามและคำตอบเท่านั้น.

ก็แลในวาระคำถามและคำตอบนี้ พึงถามแล้วตอบทีละบทๆ แม้อีกเทียว โดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า ถามว่า ปฐมปาราชิกทรงบัญญัติที่ไหน? ตอบว่า ทรงบัญญัติที่กรุงเวสาลี ทรงปรารภใคร? ทรงปรารภพระสุทินน์กลันทบุตร.

ข้อว่า เอกาปญฺญตฺติ มีความว่า บัญญัติที่ว่า ก็ภิกษุใดพึงเสพเมถุนธรรม ภิกษุนั้นเป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้ นี้เป็นบัญญัติอันหนึ่ง.

ข้อว่า เทฺวอนุปญฺญตฺติโย มีความว่า อนุบัญญัติ ๒ นี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วยอำนาจแห่งเรื่องนางลิงว่า อนฺตมโส ติรจฺฉานคตายปิ และเรื่องภิกษุวัชชีบุตรว่า สิกฺขํ อปจฺจกฺขาย.

ปุจฉานี้ว่า ในปฐมปาราชิกนั้น มีบัญญัติหรือ? มีอนุบัญญัติหรือ? มีอนุปันนบัญญัติหรือ? เป็นอันวิสัชนาแล้ว ๒ ส่วน ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ ก็แลเพื่อวิสัชนาส่วนที่ ๓ ท่านจึงกล่าวว่า ในปฐมปาราชิกนั้น ไม่มีอนุปันนบัญญัติ.

จริงอยู่ ที่ชื่อว่าอนุปันนบัญญัตินี้ ได้แก่ ข้อที่ทรงบัญญัติในเมื่อโทษ ยังไม่เกิดขึ้น อนุปันนบัญญัตินั้นไม่มี นอกจากที่มาด้วยอำนาจครุธรรม ๘ ของภิกษุณีทั้งหลายเท่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ในปฐมปาราชิกนั้น ไม่มีอนุปันนบัญญัติ.

ข้อว่า สพฺพตฺถปญฺญตฺติ นั้น ได้แก่ บัญญัติในที่ทั้งปวง ทั้งในมัชฌิมประเทศ ทั้งในปัจจันตชนบททั้งหลาย.

จริงอยู่ ๔ สิกขาบทนี้ คือ อุปสมบทด้วยคณะมีพระวินัยธรเป็นที่ ๕, รองเท้าตั้งแต่ ๔ ชั้นขึ้นไป, การอาบน้ำเป็นนิตย์, เครื่องลาดคือหนัง ทรงบัญญัติเฉพาะในมัชฌิมประเทศเท่านั้น, เป็นอาบัติ เพราะสิกขาบทเหล่านั้น ในมัชฌิมประเทศนี้เท่านั้น ในปัจจันตชนบททั้งหลาย หาเป็นอาบัติไม่. สิกขาบทที่เหลือทั้งหมดทีเดียว ชื่อว่าสัพพัตถบัญญัติ.

ข้อว่าสาธารณปญฺญตฺติ นั้น ได้แก่ พระบัญญัติที่ทั่วถึงแก่ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย.

จริงอยู่ สิกขาบทที่ทรงบัญญัติเฉพาะแก่ภิกษุล้วน หรือภิกษุณีล้วน เป็นอสาธารณบัญญัติ. ส่วนสิกขาบทที่ว่า ยา ปน ภิกฺขุนี ฉนฺทโส เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย อนฺตมโส ติรจฺฉานคเตปิ ปาราชิกา โหติ อสํวาสา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภภิกษุทั้งหลาย บัญญัติแล้ว แม้แก่ภิกษุณีทั้งหลาย ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้ว. จริงอยู่ เพียงแต่เรื่องเทียบเคียงเท่านั้นของภิกษุณีทั้งหลายเหล่านั้นไม่มี. แต่สิกขาบทมี ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปฐมปาราชิกเป็นสาธารณบัญญัติ.

แม้ในอุภโตบัญญัติ ก็มีนัยเหมือนกัน. จริงอยู่ ในอุภโตบัญญัตินี้ต่างกันแต่เพียงพยัญชนะเท่านั้น. ปฐมปาราชิก จัดเป็นสาธารณบัญญัติ เพราะเป็นสิกขาบทที่ทั่วถึงทั้งแก่ภิกษุทั้งหลาย ทั้งแก่ภิกษุณีทั้งหลาย จัดเป็นอุภโตบัญญัติ เพราะเป็นสิกขาบทที่ทรงบัญญัติแก่ภิกษุและภิกษุณีทั้ง ๒ ฝ่าย ฉะนี้แล. ส่วนในใจความ ไม่มีความต่างกันเลย.

บทว่า นิทาโนคธํ มีความว่า ชื่อว่าหยั่งลงในนิทาน คือ นับเข้าในนิทาน เพราะอาบัติทั้งปวงนับเข้าในนิทานุทเทสนี้ว่า ยสฺส สิยา อาปตฺติ, โส อาวิกเรยฺย.

สองบทว่า ทุติเยน อุทฺเทเสน มีความว่า ปฐมปาราชิกนี้หยั่งลงในนิทาน คือแม้นับเนื่องในนิทานก็จริง แต่ย่อมไม่มาสู่อุเทศ โดยอุเทศที่ ๒ เท่านั้น ดังนี้ว่า ตตฺรีเม จตฺตาโร ปาราชิกา ธมฺมา เป็นอาทิ.

สองบทว่า จตุนฺนํ วิปตฺตีนํ ได้แก่ บรรดาวิบัติทั้งหลายมีศีลวิบัติเป็นต้น.

จริงอยู่ อาบัติ ๒ กองต้น ชื่อว่าศีลวิบัติ. ๕ กองที่เหลือ ชื่อว่าอาจารวิบัติ. มิจฉาทิฏฐิและอันตคาหิกทิฏฐิ ชื่อว่าทิฏฐิวิบัติ. สิกขาบท ๖ ที่ทรงบัญญัติเพราะอาชีวะเป็นเหตุ ชื่อว่าอาชีววิบัติ. บรรดาวิบัติ ๔ เหล่านี้ ปาราชิกนี้จัดเป็นศีลวิบัติ ด้วยประการฉะนี้.

ข้อว่า เอเกน สมุฏฺฐาเนน มีความว่า ปฐมปาราชิกนี้เกิดขึ้นด้วยสมุฏฐานอันหนึ่ง มีองค์ ๒ (คือกายกับจิต).

จริงอยู่ ในองค์ ๒ นี้ จิตเป็นองค์, แต่ภิกษุย่อมต้องอาบัติด้วยกาย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมเกิดขึ้นแต่กายและจิต.

ข้อว่า ทฺวีหิ สมเถหิ มีความว่า ภิกษุผู้ถูกถามอยู่พร้อมหน้ากันว่า ท่านเป็นผู้ต้องหรือ? จึงปฏิญญาว่า จริง ข้าพเจ้าเป็นผู้ต้องแล้ว. ความบาดหมาง ความทะเลาะ และความแก่งแย่ง เป็นอันสงบในทันทีนั้นเอง, ทั้งอุโบสถหรือปวารณา ย่อมเป็นกรรมอันสงฆ์อาจกำจัดบุคคลนั้นเสียแล้ว กระทำได้ ;เพราะเหตุนั้น อธิกรณ์นั้นจึงระงับด้วยสมถะ ๒ คือ สัมมุขาวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑. และอุปัทวะบางอย่าง ย่อมไม่มี เพราะปัจจัยคือการกำจัดบุคคลนั้น.

ส่วนคำใดที่ท่านกล่าวไว้ ในปัญญัตติวัคค์ถัดไปว่า กตเมน สมเถน สมฺมติ คำนั้น ท่านกล่าวหมายเอาเนื้อความนี้ว่า อนาบัติอันภิกษุไม่อาจเพื่อให้หยั่งลงสู่สมถะแล้วกระทำได้.

ข้อว่า ปญฺญตฺติ วินโย มีความว่า บัญญัติมีมาติกาที่ตรัสไว้โดยนัยมีคำว่า โย ปน ภิกฺขุ เป็นอาทิ เป็นวินัย.

บทภาชนะ เรียกว่า วิภัตติ. คำว่า วิภัตติ นั่นเป็นชื่อแห่งวิภังค์.

ความละเมิด ชื่อว่า ความไม่สังวร. ความไม่ละเมิด ชื่อว่า สังวร.

ข้อว่า เยสํ วตฺตติ มีความว่า วินัยปิฎกและอรรถกถาของพระมหาเถระเหล่าใด เป็นคุณแคล่วคล่องทั้งหมด.

ข้อว่า เต ธาเรนฺติ มีความว่า พระมหาเถระเหล่านั้น ย่อมทรงไว้ซึ่งปฐมปาราชิกนั่นทั้งโดยบาลี ทั้งโดยอรรถกถา.

จริงอยู่ เนื้อความแห่งปฐมปาราชิกนั่น อันบุคคลผู้ไม่รู้วินัยปิฎกทั้งหมด ไม่อาจทราบได้.

ข้อว่า เกนาภฏํ มีความว่า ปฐมปาราชิกนี้ ใครนำมาด้วยอำนาจบาลี และด้วยอำนาจอรรถกถา ตลอดกาลจนทุกวันนี้?

ข้อ ปรมฺปราภฏํ มีความว่า อันพระมหาเถระทั้งหลายนำมาด้วยสืบลำดับกัน.

ปฐมปาราชิกนี้ อันพระมหาเถระทั้งหลายนำมาด้วยสืบลำดับกันอันใด, บัดนี้ เพื่อแสดงกิริยาที่สืบลำดับกันอันนั้น พระมหาเถระทั้งหลายครั้งโบราณจึงตั้งคาถาไว้โดยนัยมีคำว่า อุปาลิ ทาสโก เจว เป็นอาทิ. ในคาถาเหล่านั้น คำใดอันข้าพเจ้าพึงกล่าว, คำนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ในนิทานวัณณนานั่นแล.

แม้ในปุจฉาวิสัชนาทั้งหลาย มีทุติยปาราชิกเป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยโดยนัยนี้ ฉะนี้แล. ปัญญัตติวารวัณณนาในมหาวิภังค์ จบ.

[ว่าด้วยวารต่างๆ]

ถัดจากนี้ไป วาร ๗ เหล่านี้ คือ กตาปัตติวาร มีประเภทเป็นต้นว่า ภิกษุเสพเมถุนธรรมต้องอาบัติเท่าไร? วิปัตติวาร มีประเภทเป็นต้นว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม ย่อมจัดเป็นวิบัติเท่าไร แห่งวิบัติ ๔ อย่าง? สังคหวาร มีประเภทเป็นต้นว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม ท่านสงเคราะห์ด้วยกองอาบัติเท่าไร แห่งกองอาบัติ ๗?

สมุฏฐานวาร มีประเภทเป็นต้นว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม ย่อมเกิดขึ้น ด้วยสมุฏฐานเท่าไร แห่งสมุฏฐานอาบัติ ๖? อธิกรณวาร มีประเภทเป็นต้นว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม จัดเป็นอธิกรณ์ไหน แห่งอธิกรณ์ ๔? สมถวาร มีประเภทเป็นต้นว่า อาบัติของภิกษุผู้เสพเมถุนธรรม ย่อมระงับด้วยสมถะเท่าไร แห่งสมถะ ๗?

และสมุจจยวารอันเป็นลำดับแห่งสมถวารนั้น มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

ถัดจากนั้นไปอีก ๘ วาร ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ คือ ปัญญัตติวาร ๑ เนื่องด้วยปัจจัยอีก โดยนัยเป็นต้นว่า เพราะปัจจัยคือการเสพเมถุนธรรม ปาราชิกทรงบัญญัติที่ไหน? ดังนี้, ๗ วาร มกตาปัตติวารเป็นอาทิ คล้ายวารก่อนๆ เนื่องด้วยปัจจัยนั้นเหมือนกัน. แม้วารทั้ง ๘ นั้น ก็มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.

วาร ๑๖ ในมหาวิภังค์ คือ ที่มีก่อน ๘ เหล่านี้อีก ๘ ข้าพเจ้าแสดงแล้ว ด้วยประการฉะนี้.

ถัดจากวารนั้นไป ๑๖ วาร มาแล้วแม้ในภิกขุนีวิภังค์ โดยนัยนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น พึงทราบวาร ๓๒ ในอุภโตวิภังค์เหล่านี้โดยนัยบาลีนั่นแล ด้วยประการฉะนี้.

จริงอยู่ ใน ๓๒ วารนี้ คำไรๆ ที่นับว่ามิได้วินิจฉัยแล้วในหนหลัง ย่อมไม่มี.

โสฬสมหาวาร วัณณนา ในมหาวิภังค์และภิกขุนีวิภังค์ จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา