นวสังคหวรรค ที่ ๕
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๓๖๒นว สงฺคหา วตฺถุสงฺคโห วิปตฺติสงฺคโห อาปตฺติสงฺคโห นิทานสงฺคโห ปุคฺคลสงฺคโห ขนฺธสงฺคโห สมุฏฺฐานสงฺคโห อธิกรณสงฺคโห สมถสงฺคโห ฯ
๑๓๖๓อธิกรเณ สมุปฺปนฺเน สเจ อุโภ อตฺถปจฺจตฺถิกา อาคจฺฉนฺติ อุภินฺนมฺปิ วตฺถุํ อาโรจาเปตพฺพํ อุภินฺนมฺปิ วตฺถุํ อาโรจาเปตฺวา อุภินฺนมฺปิ ปฏิญฺญา โสตพฺพา อุภินฺนมฺปิ ปฏิญฺญํ สุตฺวา อุโภปิ วตฺตพฺพา อมฺหากํ อิมสฺมึ อธิกรเณ วูปสมิเต อุโภปิ ตุฏฺฐา ภวิสฺสถาปิ สเจ อาหํสุ อุโภปิ ตุฏฺฐา ภวิสฺสามาติ สงฺเฆน ตํ อธิกรณํ ปฏิจฺฉิตพฺพํ ฯ สเจ อลชฺชุสฺสนฺนา โหติ ปริสา อุพฺพาหิกาย วูปสเมตพฺพํ ฯ สเจ พาลุสฺสนฺนา โหติ ปริสา วินยธโร ปริเยสิตพฺโพ ฯ เยน ธมฺเมน เยน วินเยน เยน สตฺถุสาสเนน ตํ อธิกรณํ วูปสมฺมติ ตถา ตํ อธิกรณํ วูปสเมตพฺพํ ฯ
๑๓๖๔วตฺถุํ ชานิตพฺพํ โคตฺตํ ชานิตพฺพํ นามํ ชานิตพฺพํ อาปตฺติ ชานิตพฺพา ฯ เมถุนธมฺโมติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ ปาราชิกนฺติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ อทินฺนาทานนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ ปาราชิกนฺติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ มนุสฺสวิคฺคโหติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ ปาราชิกนฺติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ อุตฺตริมนุสฺสธมฺโมติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ ปาราชิกนฺติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ สุกฺกวิสฏฺฐีติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ กายสํสคฺโคติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ ทุฏฺฐุลฺลวาจาติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ อตฺตกามนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ สญฺจริตฺตนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ สญฺญาจิกาย กุฏึ การาปนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ มหลฺลกํ วิหารํ การาปนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ ภิกฺขุํ อมูลเกน ปาราชิเกน ธมฺเมน อนุทฺธํสนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ ภิกฺขุํ อญฺญภาคิยสฺส อธิกรณสฺส กิญฺจิ เทสํ เลสมตฺตํ อุปาทาย ปาราชิเกน ธมฺเมน อนุทฺธํสนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ สงฺฆเภทกสฺส ภิกฺขุโน ยาวตติยํ สมนุภาสนาย นปฺปฏินิสฺสชฺชนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ {๑๓๖๔.๑} เภทกานุวตฺตกานํ ภิกฺขูนํ ยาวตติยํ สมนุภาสนาย นปฺปฏินิสฺสชฺชนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ ทุพฺพจสฺส ภิกฺขุโน ยาวตติยํ สมนุภาสนาย นปฺปฏินิสฺสชฺชนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯ กุลทูสกสฺส ภิกฺขุโน ยาวตติยํ สมนุภาสนาย นปฺปฏินิสฺสชฺชนนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ สงฺฆาทิเสโสติ นามญฺเจว อาปตฺติ จ ฯเปฯ อนาทริยํ ปฏิจฺจ อุทเก อุจฺจารํ วา ปสฺสาวํ วา เขฬํ วา กรณนฺติ วตฺถุญฺเจว โคตฺตญฺจ ฯ ทุกฺกฏนฺติ นามญฺเจว อาปตฺติ จาติ ฯ นวสงฺคหวคฺโค นิฏฺฐิโต ปญฺจโม ฯ -------------- ตสฺสุทฺทานํ
๑๓๖๕อปโลกนํ ญตฺติ จ ทุติยํ จตุตฺเถน จ วตฺถุ ญตฺติ อนุสฺสาวนํ สีมาปริสเมว จ สมฺมุขา ปฏิปุจฺฉา จ ปฏิญฺญา วินยารโห วตฺถุสงฺฆปุคฺคลญฺจ ญตฺตึ ปจฺฉา ญตฺตึ ฐเป วตฺถุสงฺฆปุคฺคลญฺจ สาวนํ จ อกาลิกํ อติขุทฺทา มหนฺตา จ ขณฺฑจฺฉายานิมิตฺตกา พหินทีสมุทฺเท จ ชาตสฺสเร จ ภินฺทติ อชฺโฌตฺถรติ สีมาย จตุปญฺจวคฺคิกา ทสวีสติวคฺคา จ อนาหฏา จ อาหฏา กมฺมปฺปตฺตา ฉนฺทารหา กมฺมารหา จ ปุคฺคลา อปโลกนํ ปญฺจฏฺฐานํ ญตฺติ จ นวฐานิกา ญตฺติทุติยํ สตฺตฏฺฐานํ จตุตฺถา สตฺตฐานิกา สุฏฺฐุ ผาสุ ทุมฺมงฺกูนํ เปสลา จาปิ อาสวา เวรวชฺชภยญฺเจว อกุสลญฺจ คีหินํ ปาปิจฺฉา อปฺปสนฺนานํ ปสนฺนาธมฺมฐปนา วินยานุคฺคหา เจว ปาติโมกฺขุทฺเทเสน จ ปาติโมกฺขญฺจ ฐปนา ปวารณญฺจ ฐปนํ ตชฺชนียานิยสฺสญฺจ ปพฺพาชปฏิสารณี อุกฺเขปนปริวาสํ มูลํ มานตฺตพฺภานกํ โอสารณํ นิสฺสารณํ ตเถว อุปสมฺปทา อปโลกนํ ญตฺติ จ ทุติยญฺจ จตุตฺถกํ อปฺปญฺญตฺเตนุปญฺญตฺตํ สมฺมุขาวินโย สติ อมูฬฺหปฏิเยภุยฺย ปาปิยติณวตฺถารกํ วตฺถุํ วิปตฺติ อาปตฺติ นิทานํ ปุคฺคเลน จ ขนฺธา เจว สมุฏฺฐานา อธิกรณเมว จ สมถา สงฺคหา เจว นามา อาปตฺติกา ตถาติ ฯ ปริวาโร นิฏฺฐิโต ฯ --------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก ปริวาร [ปัญจวรรค] ๕. นวสังคหวรรค ๕. นวสังคหวรรค หมวดว่าด้วยสังคหะ ๙ สังคหะ ๙ อย่าง
สังคหะ มี ๙ อย่าง คือ ๑. วัตถุสังคหะ ๒. วิบัติสังคหะ ๓. อาบัติสังคหะ ๔. นิทานสังคหะ ๕. บุคคลสังคหะ ๖. ขันธสังคหะ ๗. สมุฏฐานสังคหะ ๘. อธิกรณสังคหะ ๙. สมถสังคหะ ให้บอกเรื่อง เมื่ออธิกรณ์เกิดขึ้นแล้ว ถ้าคู่ความทั้งสองมาถึง สงฆ์พึงให้ทั้งสองบอกเรื่องครั้นให้ทั้งสองบอกเรื่องแล้ว พึงฟังปฏิญญาของทั้งสอง ครั้นฟังปฏิญญาของทั้งสองแล้วพึงพูดกับคู่ความทั้งสองว่า เมื่อพวกเราระงับอธิกรณ์นี้แล้ว ท่านทั้งสองจักยินดีหรือถ้าทั้งสองรับว่า ข้าพเจ้าทั้งสองจักยินดี สงฆ์พึงรับอธิกรณ์นั้นไว้ ถ้าบริษัทมีอลัชชีมากสงฆ์พึงระงับด้วยอุพพาหิกา ถ้าบริษัทมีคนเลวมาก สงฆ์พึงแสวงหาพระวินัยธรอธิกรณ์นั้นจะระงับโดยธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ใด สงฆ์พึงระงับอธิกรณ์นั้นโดยอย่างนั้น พึงรู้วัตถุ เป็นต้น พึงรู้วัตถุ พึงรู้โคตร พึงรู้ชื่อ พึงรู้อาบัติ คำว่า เมถุนธรรม เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า ปาราชิก เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า อทินนาทาน เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า ปาราชิก เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๗๑๗}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [ปัญจวรรค] ๕. นวสังคหวรรค คำว่า มนุสสวิคคหะ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า ปาราชิก เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า อุตตริมนุสสธรรม เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า ปาราชิก เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า สุกกวิสัฏฐิ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า กายสังสัคคะ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า ทุฏฐุลลวาจา เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า อัตตกาม เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า สัญจริตตะ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า ให้สร้างกุฎีด้วยการขอเอาเอง เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า ให้สร้างวิหารใหญ่ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า ตามกำจัดภิกษุด้วยธรรมมีโทษถึงปาราชิกอันไม่มีมูล เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า อ้างเลศบางอย่างแห่งอธิกรณ์เรื่องอื่นแล้ว ตามกำจัดภิกษุด้วยธรรมมีโทษถึงปาราชิก เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๗๑๘}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [ปัญจวรรค] หัวข้อประจำวรรค คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไม่ยอมสละกรรม เพราะการสวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้งเป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า ภิกษุผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไม่ยอมสละกรรม เพราะการสวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า ภิกษุผู้ว่ายากไม่ยอมสละกรรม เพราะการสวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้งเป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ คำว่า ภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุลไม่ยอมสละกรรม เพราะการสวดสมนุภาสน์ครบ๓ ครั้ง เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า สังฆาทิเสส เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ ฯลฯ คำว่า อาศัยความไม่สนใจถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในน้ำ เป็นทั้งวัตถุ เป็นทั้งโคตร คำว่า ทุกกฏ เป็นทั้งชื่อ เป็นทั้งอาบัติ นวสังคหวรรคที่ ๕ จบ หัวข้อประจำวรรค อปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม วัตถุ ญัตติ อนุสาวนา สีมา บริษัท พร้อมเพรียง สอบถาม ปฏิญญา ควรสติวินัย วัตถุ สงฆ์ บุคคล ญัตติ ตั้งญัตติภายหลัง วัตถุ สงฆ์ บุคคล สวดประกาศ สวดในกาลไม่ควร สีมาเล็กเกิน สีมาใหญ่เกิน สีมามีนิมิตขาด สีมาใช้เงาเป็นนิมิต สีมาไม่มีนิมิต
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๗๑๙}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [ปัญจวรรค] หัวข้อประจำวรรค อยู่นอกสีมาสมมติสีมา สมมติสีมาในแม่น้ำ ในทะเล ในสระเกิดเอง คาบเกี่ยวสีมา ทับสีมาด้วยสีมา กรรมที่สงฆ์จตุวรรคพึงทำ กรรมที่สงฆ์ปัญจวรรคพึงทำ กรรมที่สงฆ์ทสวรรคพึงทำ กรรมที่สงฆ์วีสติวรรคพึงทำ ไม่นำฉันทะมา นำฉันทะมา ผู้เข้ากรรม ผู้ควรฉันทะ ผู้ควรแก่กรรม อปโลกนกรรม ๕ ฐานะ ญัตติกรรม ๙ ฐานะ ญัตติทุติยกรรม ๗ ฐานะ ญัตติจตุตถกรรม ๗ ฐานะ ยอมรับว่าดี ความผาสุก บุคคลผู้หน้าด้าน ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก อาสวะ เวร โทษ ภัย อกุศลธรรม คฤหัสถ์ ผู้ปรารถนาเลวทราม ชุมชนผู้ยังไม่เลื่อมใส ชุมชนผู้เลื่อมใสแล้ว ความตั้งอยู่แห่งพระสัทธรรม เอื้อเฟื้อพระวินัย ปาติโมกขุทเทส งดปาติโมกข์ งดปวารณา ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม อุกเขปนียกรรม ปริวาส อาบัติเดิม มานัต อัพภาน โอสารณา นิสสารณา อุปสมบท อปโลกนกรรม ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม ยังมิได้ทรงบัญญัติ ทรงบัญญัติซ้ำ สัมมุขาวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ เยภุยยสิกา ตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ วัตถุ วิบัติ อาบัติ นิทาน บุคคล ขันธ์ สมุฏฐาน อธิกรณ์ สมถะ สังคหะ ชื่อ อาบัติ ดังนี้แล คัมภีร์ปริวาร จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๗๒๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
[ว่าด้วยประมวล]
บัดนี้ พระอุบาลีกล่าวคำว่า นว สงฺคหา เป็นต้น เพื่อแสดงประมวลสิกขาบททั้งปวงเป็น ๙ ส่วน โดยอาการแต่ละอย่าง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตฺถุสงฺคโห ได้แก่ ประมวลด้วยวัตถุ.
เนื้อความเฉพาะบท แม้ในบทที่เหลือ ก็พึงทราบอย่างนี้.
ก็ในบทว่า วตฺถุสงฺคโห เป็นต้นนี้ มีอัตถโยชนา ดังต่อไปนี้ :-
ประมวลด้วยวัตถุ พึงทราบก่อนอย่างนี้ว่า ก็สิกขาบททั้งปวง ชื่อว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประมวลด้วยวัตถุ เพราะเหตุว่า ไม่มีแม้แต่สิกขาบทเดียวที่ทรงบัญญัติ ในเพราะเหตุมิใช่วัตถุ.
อนึ่ง ประมวลด้วยวิบัติ พึงทราบอย่างนี้ว่า เพราะเหตุที่อาบัติ ๒ กอง ทรงประมวลด้วยสีลวิบัติ, อาบัติ ๕ กอง ทรงประมวลด้วยอาจารวิบัติ, ๖ สิกขาบท ทรงประมวลด้วยอาชีววิบัติ ฉะนั้น สิกขาบทแม้ทั้งปวง ชื่อว่าทรงประมวลแล้วด้วยวิบัติ.
อนึ่ง ประมวลด้วยอาบัติ พึงทราบอย่างนี้ว่า เพราะเหตุที่ไม่มีแม้แต่สิกขาบทเดียว ซึ่งพ้นจากอาบัติ ๗ กอง ฉะนั้น สิกขาบททั้งปวง ชื่อว่าทรงประมวลแล้วด้วยอาบัติ.
อนึ่ง ประมวลด้วยนิทาน พึงทราบอย่างนี้ว่า สิกขาบททั้งปวง ทรงบัญญัติแล้วใน ๗ นคร เพราะฉะนั้น ชื่อว่าทรงประมวลแล้วด้วยนิทาน.
อนึ่ง ประมวลด้วยบุคคล พึงทราบอย่างนี้ว่า เพราะเหตุที่ไม่มีแม้แต่สิกขาบทเดียว ที่ทรงบัญญัติในเมื่อไม่มีบุคคลผู้ประพฤติล่วง ฉะนั้น สิกขาบททั้งปวง ชื่อว่าทรงประมวลแล้วด้วยบุคคล.
อนึ่ง สิกขาบททั้งปวง ทรงประมวลแล้วด้วยอาบัติ ๕ กองและ ๗ กอง. สิกขาบททั้งหมดนั้น เว้นจากสมุฏฐาน ๖ เสีย ย่อมเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าทรงประมวลแล้วด้วยสมุฏฐาน.
อนึ่ง สิกขาบททั้งปวง ทรงประมวลแล้วด้วยอาปัตตาธิกรณ์ในบรรดาอธิกรณ์ ๔. สิกขาบททั้งปวงย่อมถึงความระงับด้วยสมถะ ๗ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าทรงประมวลแล้วด้วยสมถะ.
แม้ประมวลด้วยกอง อธิกรณ์ สมุฏฐานและสมถะ ในบทว่า ขนฺธสงฺคโห เป็นอาทินี้ ก็พึงทราบอย่างนี้.
คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล ฉะนี้แล.
พรรณนาสังคหวัคค์ ในอัฏฐกถาวินัย ชื่อสมันตปาสาทิกา จบ และพรรณนาบทที่มีเนื้อความไม่ตื้น แห่งคัมภีร์บริวาร ก็จบดังนี้แล. -----------------------------------------------------