เสทโมจนคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เสทโมจนคาถา
๑๒๙๖อสํวาโส ภิกฺขูหิ ภิกฺขุนีหิ จ สมฺโภโค เอกจฺโจ ตหึ น ลพฺภติ อวิปฺปวาเสน อนาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๒๙๗อวิสฺสชฺชิตํ อเวภงฺคิยํ ปญฺจ วุตฺตา มเหสินา วิสฺสชฺชนฺตสฺส ปริภุญฺชนฺตสฺส อนาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๒๙๘ทส ปุคฺคเล น วทามิ เอกาทส วิวชฺชิย วุฑฺฒํ วนฺทนฺตสฺส อาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๒๙๙น อุกฺขิตฺตโก น จ ปน ปาริวาสิโก น สงฺฆภินฺโน น จ ปน ปกฺขสงฺกนฺโต สมานสํวาสกภูมิยา ฐิโต กถํ นุ สิกฺขาย อสาธารโณ สิยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๐๐อุเปติ ธมฺมํ ปริปุจฺฉมาโน กุสลํ อตฺถุปสญฺหิตํ น ชีวติ น มโต น นิพฺพุโต ฯ ตํ ปุคฺคลํ กตมํ วทนฺติ พุทฺธา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๐๑อุพฺภกฺขเก น วทามิ อโธนาภึ วิวชฺชิย เมถุนธมฺมปจฺจยา กถํ ปาราชิโก สิยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๐๒ภิกฺขุ สญฺญาจิกาย กุฏึ กโรติ อเทสิตวตฺถุกํ ปมาณาติกนฺตํ สารมฺภํ อปริกฺกมนํ อนาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๐๓ภิกฺขุ สญฺญาจิกาย กุฏึ กโรติ เทสิตวตฺถุกํ ปมาณิกํ อนารมฺภํ สปริกฺกมนํ อาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๐๔น กายิกํ กิญฺจิ ปโยคมาจเร น จาปิ วาจาย ปเร ภเณยฺย อาปชฺเชยฺย ครุกํ เฉชฺชวตฺถุํ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๐๕น กายิกํ วาจสิกญฺจ กิญฺจิ มนสาปิ สนฺโต น กเรยฺย ปาปํ โส นาสิโต กินฺติ สุนาสิโต ภเว ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๐๖อนาลปนฺโต มนุเชน เกนจิ วาจา คิรํ โน จ ปเร ภเณยฺย อาปชฺเชยฺย วาจสิกํ น กายิกํ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๐๗สิกฺขาปทา พุทฺธวเรน วณฺณิตา สงฺฆาทิเสสา จตุโร ภเวยฺยุํ อาปชฺเชยฺย เอกปฺปโยเคน สพฺเพ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๐๘อุโภ เอกโต อุปสมฺปนฺนา อุภินฺนํ หตฺถโต จีวรํ ปฏิคฺคเณฺหยฺย สิยา อาปตฺติโย นานา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๐๙จตุโร ชนา สํวิธาย ครุภณฺฑํ อวหรุํ ตโย ปาราชิกา เอโก น ปาราชิโก ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๑๐อิตฺถี จ อพฺภนฺตเร สิยา ภิกฺขุ จ พหิทฺธา สิยา ฉิทฺทํ ตสฺมึ ฆเร นตฺถิ เมถุนธมฺมปจฺจยา กถํ ปาราชิโก สิยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๑๑เตลํ มธุํ ผาณิตญฺจาปิ สปฺปึ สามํ คเหตฺวาน นิกฺขิเปยฺย อวีติวตฺเต สตฺตาเห สติ ปจฺจเย ปริภุญฺชนฺตสฺส อาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๑๒นิสฺสคฺคิเยน อาปตฺติ สุทฺธเกน ปาจิตฺติยํ อาปชฺชนฺตสฺส เอกโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๑๓ภิกฺขู สิยา วีสติยา สมาคตา กมฺมํ กเรยฺยุํ สมคฺคสญฺญิโน ภิกฺขุ สิยา ทฺวาทสโยชเน ฐิโต กมฺมญฺจ ตํ กุปฺเปยฺย วคฺคปจฺจยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๑๔ปทวีติหารมตฺเตน วาจาย ภณิเตน จ สพฺพานิ ครุกานิ สปฺปฏิกมฺมานิ จตุสฏฺฐิ อาปตฺติโย อาปชฺเชยฺย เอกโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๑๕นิวตฺโถ อนฺตรวาสเกน ทิคุณํ สงฺฆาฏึ ปารุโต สพฺพานิ ตานิ นิสฺสคฺคิยานิ โหนฺติ ฯ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๑๖น จาปิ ญตฺติ น จ ปน กมฺมวาจา น เจหิภิกฺขูติ ชิโน อโวจ สรณคมนมฺปิ น ตสฺส อตฺถิ อุปสมฺปทา จสฺส อกุปฺปา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๑๗อิตฺถึ หเน น มาตรํ ปุริสญฺจ น ปิตรํ หเน หเนยฺย อนริยํ มนฺโท เตน จานนฺตรํ ผุเส ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๑๘อิตฺถึ หเน จ มาตรํ ปุริสญฺจ ปิตรํ หเน มาตรํ ปิตรํ หนฺตฺวา น เตนานนฺตรํ ผุเส ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๑๙อโจทยิตฺวา อสารยิตฺวา อสมฺมุขีภูตสฺส กเรยฺย กมฺมํ กตญฺจ กมฺมํ สุกตํ ภเวยฺย การโก จ สงฺโฆ อนาปตฺติโก สิยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๒๐โจทยิตฺวา สารยิตฺวา สมฺมุขีภูตสฺส กเรยฺย กมฺมํ กตญฺจ กมฺมํ อกตํ ภเวยฺย การโก จ สงฺโฆ สาปตฺติโก สิยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๒๑ฉินฺทนฺตสฺส อาปตฺติ ฉินฺทนฺตสฺส อนาปตฺติ ฉาเทนฺตสฺส อาปตฺติ ฉาเทนฺตสฺส อนาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๒๒สจฺจํ ภณนฺโต ครุกํ มุสา จ ลหุ ภาสโต มุสา ภณนฺโต ครุกํ สจฺจญฺจ ลหุ ภาสโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๒๓อธิฏฺฐิตํ รชนาย รตฺตํ กปฺปกตํปิ สนฺตํ ปริภุญฺชนฺตสฺส อาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๒๔อตฺถงฺคเต สุริเย ภิกฺขุ มํสานิ ขาทติ น อุมฺมตฺตโก น จ ปน ขิตฺตจิตฺโต น จาปิ โส เวทนฏฺโฏ ภเวยฺย น จสฺส โหติ อาปตฺติ โส จ ธมฺโม สุคเตน เทสิโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๒๕น รตฺตจิตฺโต น จ ปน เถยฺยจิตฺโต น จาปิ โส ปรํ มรณาย เจตยิ สลากํ เทนฺตสฺส โหติ เฉชฺชํ ปฏิคฺคณฺหนฺตสฺส ถุลฺลจฺจยํ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๒๖น จาปิ อารญฺญกํ สาสงฺกสมฺมตํ น จาปิ สงฺเฆน สมฺมติ ทินฺนา น จสฺส กฐินํ อตฺถตํ ตตฺเถว จีวรํ นิกฺขิปิตฺวา คจฺเฉยฺย อฑฺฒโยชนํ ตสฺเสว อรุณํ อุคฺคจฺฉนฺตสฺส อนาปตฺติ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๒๗กายิกานิ น วาจสิกานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ อปุพฺพํ อจริมํ อาปชฺเชยฺย เอกโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๒๘วาจสิกานิ น กายิกานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ อปุพฺพํ อจริมํ อาปชฺเชยฺย เอกโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๒๙ติสฺสิตฺถิโย เมถุนํ ตํ น เสเว ตโย ปุริเส ตโย จ อนริยปณฺฑเก น จาจเร เมถุนํ พฺยญฺชนสฺมึ เฉชฺชํ สิยา เมถุนธมฺมปจฺจยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๓๐มาตรํ จีวรํ ยาเจ โน จ สงฺฆสฺส ปริณตํ เกนสฺส โหติ อาปตฺติ อนาปตฺติ จ ญาตเก ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๓๑กุทฺโธ อาราธโก โหติ กุทฺโธ โหติ ครหิโย อถ โก นาม โส ธมฺโม เยน กุทฺโธ ปสํสิโย ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๓๒ตุฏฺโฐ อาราธโก โหติ ตุฏฺโฐ โหติ ครหิโย อถ โก นาม โส ธมฺโม เยน ตุฏฺโฐ ครหิโย ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๓๓สงฺฆาทิเสสํ ถุลฺลจฺจยํ ปาจิตฺติยํ ปาฏิเทสนียํ ทุกฺกฏํ อาปชฺเชยฺย เอกโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๓๔อุโภ ปริปุณฺณวีสติวสฺสา อุภินฺนํ เอกุปชฺฌาโย เอกาจริโย เอกา กมฺมวาจา เอโก อุปสมฺปนฺโน เอโก อนุปสมฺปนฺโน ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๓๕อกปฺปกตํ นปิ รชนาย รตฺตํ เตน นิวตฺโถ เยน กามํ วเชยฺย น จสฺส โหติ อาปตฺติ โส จ ธมฺโม สุคเตน เทสิโต ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๓๖น เทติ นปฺปฏิคฺคณฺหาติ ปฏิคฺคโห เตน น วิชฺชติ อาปชฺชติ ครุกํ น ลหุกํ ตญฺจ ปริโภคปจฺจยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๓๗น เทติ นปฺปฏิคฺคณฺหาติ ปฏิคฺคโห เตน น วิชฺชติ อาปชฺชติ ลหุกํ น ครุกํ ตญฺจ ปริโภคปจฺจยา ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ
๑๓๓๘อาปชฺชติ ครุกํ สาวเสสํ ฉาเทติ อนาทริยํ ปฏิจฺจ น ภิกฺขุนี โน จ ผุเสยฺย วชฺชํ ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา ฯ เสทโมจนคาถา นิฏฺฐิตา ฯ ตสฺสุทฺทานํ
๑๓๓๙อสํวาโส อวิสฺสชฺชิ ทส จ อนุกฺขิตฺตโก อุเปติ ธมฺมํ อุพฺภกฺขํ ตโต สญฺญาจิกา จ เทฺว น กายิกญฺจ ครุกํ น กายิกํ สุนาสิตํ อนาลปนฺโต สิกฺขา จ อุโภ จ จตุโร ชนา อิตฺถี เตลญฺจ นิสฺสคฺคิ ภิกฺขู จ ปทวีติโย นิวตฺโถ จ น จ ญตฺติ น มาตรํ ปิตรํ หเน อโจทยิตฺวา โจทยิตฺวา ฉินฺทนฺตํ สจฺจเมว จ อธิฏฺฐิตญฺจตฺถงฺคเต น รตฺตํ น จารญฺญกํ กายิกา วาจสิกา จ ติสฺสิตฺถี จาปิ มาตรํ กุทฺโธ อาราธโก ตุฏฺโฐ สงฺฆาทิเสสกา อุโภ อกปฺปกตํ น เทติ น เทตาปชฺชเต ครุํ เสทโมจนิกา คาถา ปญฺหา วิญฺญูวิภาวิตาติ ฯ --------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เสทโมจนคาถา] ๑. อวิปปวาสปัญหา เสทโมจนคาถา ว่าด้วยคาถาที่ทำให้เหงื่อแตก ๑. อวิปปวาสปัญหา ปัญหาว่าด้วยการไม่อยู่ปราศ
ภิกษุทั้งหลายไม่อยู่ร่วมกับภิกษุณีทั้งหลาย ความสนิทชิดเชื้อบางอย่างในบุคคลนั้นทำไม่ได้ เพราะไม่อยู่ปราศไม่ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ครุภัณฑ์ที่ไม่พึงสละ ไม่พึงแจก อันพระผู้มีพระภาค ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสไว้ ๕ หมวด ภิกษุผู้สละใช้สอยไม่ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ข้าพเจ้าไม่กล่าวถึงบุคคล ๑๐ จำพวก บุคคลที่พึงเว้น ๑๑ จำพวก ภิกษุไหว้ผู้แก่กว่าต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุไม่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม และมิได้อยู่ปริวาส ไม่เป็นผู้ทำลายสงฆ์ และไม่เป็นผู้ไปเข้ารีด ดำรงอยู่ในภูมิของภิกษุผู้มีสังวาสเสมอกัน ไฉนหนอจึงไม่ทั่วไปแก่สิกขา ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว บุคคลเข้าถึงธรรม สอบถามถึงกุศลที่ประกอบด้วยประโยชน์ มิใช่ผู้มีชีวิต มิใช่ผู้ตาย มิใช่ผู้ดับ ท่านผู้รู้ทั้งหลายเรียกบุคคลนั้นว่าอย่างไร ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๔}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เสทโมจนคาถา] ๑. อวิปปวาสปัญหา ข้าพเจ้าไม่กล่าวถึงอวัยวะเหนือบริเวณรากขวัญขึ้นไป เว้นอวัยวะบริเวณใต้สะดือลงมา ภิกษุพึงเป็นปาราชิก เพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัยได้อย่างไร ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุสร้างกุฎีด้วยการขอเอาเอง ไม่ได้ให้สงฆ์แสดงพื้นที่ เกินขนาด ซึ่งเป็นพื้นที่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ไม่ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุสร้างกุฎีด้วยการขอเอาเอง ให้สงฆ์แสดงพื้นที่ ได้ขนาด เป็นพื้นที่ไม่มีอันตราย เป็นพื้นที่ไม่มีบริเวณโดยรอบ ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุไม่พยายามอะไรทางกาย และไม่พูดกับผู้อื่นทางวาจา แต่ต้องอาบัติหนักซึ่งเป็นมูลแห่งการตัดขาด ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว สัตบุรุษไม่ทำความชั่วอะไรทางกาย ทางวาจา และแม้ทางใจ ถูกสงฆ์นาสนะแล้ว ชื่อว่าถูกนาสนะด้วยดี เพราะเหตุไร ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุไม่เจรจากับมนุษย์ไรๆ ด้วยวาจา และไม่กล่าวถ้อยคำกับผู้อื่น ต้องอาบัติทางวาจา ไม่ต้องอาบัติทางกาย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว สิกขาบททั้งหลาย อันพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พรรณาไว้แล้ว สังฆาทิเสส ๔ สิกขาบท ภิกษุณีต้องทั้งหมด ด้วยความพยายามครั้งเดียวกัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุณี ๒ รูป อุปสมบทแต่สงฆ์ฝ่ายเดียว ภิกษุรับจีวรจากมือของภิกษุณี ๒ รูป ต้องอาบัติต่างกัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๕}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เสทโมจนคาถา] ๒. ปาราชิกาทิปัญหา ภิกษุ ๔ รูป ชวนกันไปลักครุภัณฑ์ ๓ รูป ต้องอาบัติปาราชิก อีก ๑ รูป ไม่ต้องอาบัติปาราชิก ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ๒. ปาราชิกาทิปัญหา ปัญหาว่าด้วยอาบัติปาราชิก เป็นต้น
สตรีอยู่ข้างในและภิกษุอยู่ข้างนอก ช่องในเรือนนั้นก็ไม่มี ภิกษุจะพึงต้องอาบัติปาราชิกเพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัยได้อย่างไร ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว เมื่อภิกษุรับประเคนน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยและเนยใส ด้วยตนเองแล้วเก็บไว้ เมื่อยังไม่ล่วง ๗ วัน เมื่อปัจจัยมีอยู่จึงฉัน ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว อาบัตินิสสัคคิยปาจิตตีย์ อาบัติสุทธิกปาจิตตีย์ ภิกษุต้องพร้อมกัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุ ๒๐ รูป มาประชุมกัน สำคัญว่าพร้อมเพรียงจึงทำกรรม ภิกษุอยู่ไกล ๑๒ โยชน์ พึงยังกรรมนั้นให้เสียได้ เพราะการแบ่งพวกเป็นปัจจัย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุต้องครุกาบัติที่ทำคืนได้ทั้งหมด ๖๔ คราวเดียวกัน ด้วยอาการเพียงย่างเท้า และด้วยกล่าววาจา ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุนุ่งผ้าอันตรวาสก ห่มผ้าสังฆาฏิ ๒ ชั้น ผ้าทั้งหมดนั้นเป็นนิสสัคคีย์ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๖}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เสทโมจนคาถา] ๒. ปาราชิกาทิปัญหา ญัตติก็ไม่ได้สวด กรรมวาจาก็ไม่ได้สวด พระชินเจ้าก็มิได้รับสั่งว่า เธอจงมาเป็นภิกษุเถิด ไตรสรณคมณ์เขาก็ไม่ได้รับ แต่อุปสัมปทกรรมของบุคคลนั้นไม่เสีย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว บุคคลผู้โง่เขลาฆ่าสตรีซึ่งมิใช่มารดา และฆ่าบุรุษซึ่งมิใช่บิดา ฆ่าบุคคลผู้มิใช่อริยะ แต่ต้องอนันตริยกรรมเพราะโทษนั้น ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว บุคคลผู้โง่เขลาฆ่าสตรีผู้เป็นมารดา และฆ่าบุรุษผู้เป็นบิดา ครั้นฆ่ามารดาบิดาแล้ว ไม่ต้องอนันตริยกรรมเพราะโทษนั้น ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุไม่โจท ไม่สอบสวน แล้วทำกรรมแก่บุคคลผู้อยู่ลับหลัง และกรรมที่ทำแล้ว เป็นอันทำชอบแล้ว ทั้งการกสงฆ์ก็ไม่ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุโจท สอบสวนแล้ว พึงทำกรรมแก่บุคคลผู้อยู่ต่อหน้า และกรรมที่ทำแล้ว ไม่เป็นอันทำ ทั้งการกสงฆ์ก็ต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุตัดต้องอาบัติก็มี ไม่ต้องอาบัติก็มี ภิกษุปกปิดต้องอาบัติก็มี ไม่ต้องอาบัติก็มี ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุพูดจริงต้องอาบัติหนัก พูดเท็จต้องอาบัติเบา พูดเท็จต้องอาบัติหนัก และพูดจริงต้องอาบัติเบา ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๗}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เสทโมจนคาถา] ๓. ปาจิตติยาทิปัญหา ๓. ปาจิตติยาทิปัญหา ปัญหาว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ เป็นต้น
ภิกษุใช้สอยจีวรที่อธิษฐานแล้ว ย้อมด้วยน้ำย้อม แม้กัปปะก็ทำแล้ว ยังต้องอาบัติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว เมื่อพระอาทิตย์อัสดงแล้ว ภิกษุฉันเนื้อ ไม่ใช่ผู้วิกลจริต ไม่ใช่ผู้มีจิตฟุ้งซ่าน และไม่ใช่ผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา แต่ไม่ต้องอาบัติ และธรรมข้อนั้นพระสุคตทรงแสดงไว้แล้ว ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุไม่ใช่ผู้มีจิตกำหนัด ไม่ใช่ผู้มีจิตคิดลัก และแม้ผู้อื่นภิกษุนั้นก็ไม่ได้คิดจะฆ่า ความขาดย่อมมีแก่ภิกษุนั้นผู้ให้สลาก เมื่อภิกษุจับต้องอาบัติถุลลัจจัย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ไม่ใช่เสนาสนะป่าที่รู้กันว่าน่าหวาดระแวง และไม่ใช่สงฆ์ให้สมมติ ทั้งกฐินภิกษุนั้นก็ไม่ได้กราน ภิกษุนั้นเก็บจีวรไว้ ณ ที่นั้นเอง แล้วไปไกลถึงครึ่งโยชน์ เมื่ออรุณขึ้น ไม่ต้องอาบัติในเรื่องนั้นนั่นเล ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว อาบัติทั้งมวลที่เกิดทางกาย มิใช่เกิดทางวาจา มีวัตถุต่างกัน ภิกษุต้องในขณะเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว อาบัติทั้งมวลที่เกิดทางวาจา มิใช่เกิดทางกาย มีวัตถุต่างกัน ภิกษุต้องในขณะเดียวกัน ไม่ก่อนไม่หลัง ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ไม่มีการเสพเมถุนธรรมในสตรี ๓ จำพวก บุรุษ ๓ จำพวก คนไม่ประเสริฐ ๓ จำพวก และบัณเฑาะก์ ๓ จำพวก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๘}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เสทโมจนคาถา] ๓. ปาจิตติยาทิปัญหา และไม่มีการเสพเมถุนธรรมในอวัยวะที่ปรากฏ แต่มีมูลแห่งการตัดขาด เพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุขอจีวรกับมารดา และไม่ได้น้อมลาภไปเพื่อสงฆ์ เพราะเหตุไร ภิกษุนั้นจึงต้องอาบัติ แต่ไม่ต้องอาบัติเพราะบุคคลผู้เป็นญาติ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ผู้โกรธย่อมให้สงฆ์ยินดี ผู้โกรธย่อมถูกสงฆ์ติเตียน ก็ธรรมที่เป็นเหตุให้สงฆ์สรรเสริญผู้โกรธนั้น ชื่ออะไร ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ผู้แช่มชื่นย่อมให้สงฆ์ยินดี ผู้แช่มชื่นย่อมถูกสงฆ์ติเตียน ก็ธรรมที่เป็นเหตุให้สงฆ์ติเตียนผู้แช่มชื่นนั้น ชื่ออะไร ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ และทุกกฏในขณะเดียวกัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ทั้ง ๒ มีอายุครบ ๒๐ ปี ทั้ง ๒ มีพระอุปัชฌาย์รูปเดียวกัน มีอาจารย์รูปเดียวกัน สวดกรรมวาจาเดียวกัน คนหนึ่งเป็นอุปสัมบัน คนหนึ่งเป็นอนุปสัมบัน ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ผ้าที่ไม่ได้ทำกัปปะและไม่ได้ย้อมด้วยน้ำย้อม ภิกษุนุ่งห่มเดินทางไปตามปรารถนา และภิกษุนั้นไม่ต้องอาบัติ ธรรมนั้นพระสุคตทรงแสดงแล้ว ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุณีไม่ให้ ไม่รับ การรับไม่มีด้วยเหตุนั้น แต่ต้องอาบัติหนัก ไม่ต้องอาบัติเบา และต้องอาบัตินั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๙}
พระวินัยปิฎก ปริวาร [เสทโมจนคาถา] ๓. ปาจิตติยาทิปัญหา เพราะการใช้สอยเป็นปัจจัย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุณีไม่ให้ ไม่รับ การรับไม่มีด้วยเหตุนั้น แต่ต้องอาบัติเบา ไม่ต้องอาบัติหนัก และต้องอาบัตินั้น เพราะการใช้สอยเป็นปัจจัย ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ภิกษุณีต้องอาบัติหนักมีส่วนเหลือ ปกปิดไว้ เพราะอาศัยความไม่เอื้อเฟื้อ ผู้ไม่ใช่ภิกษุณีก็ไม่ต้องโทษ ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว เสทโมจนคาถา จบ หัวข้อประจำเรื่อง ไม่อยู่ร่วมกัน ไม่สละ บุคคล ๑๐ จำพวก ไม่ถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม เข้าถึงธรรม อวัยวะเหนือบริเวณรากขวัญ จากนั้นสร้างกุฎีด้วยการขอเอาเอง ๒ สิกขาบท ไม่พยายามทางกาย แต่ต้องอาบัติหนัก ไม่ทำความชั่วทางกาย แต่ถูกสงฆ์นาสนะชอบแล้ว ไม่เจรจา สิกขาบท ชน ๒ คน และชน ๔ คน สตรี น้ำมัน นิสสัคคีย์ ภิกษุ ก้าวเท้าเดิน นุ่งผ้า ไม่สวดญัตติ ฆ่าสตรีมิใช่มารดา ฆ่าบุรุษมิใช่บิดา ไม่โจท โจท ตัด พูดจริง ผ้าที่อธิษฐาน พระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ไม่กำหนัด มิใช่เสนาสนะป่า อาบัติทางกาย ทางวาจา สตรี ๓ พวก มารดา โกรธแล้วให้ยินดี แช่มชื่น ต้องสังฆาทิเสส สองคน ผ้าไม่ได้ทำกัปปะ ไม่ให้ ต้องอาบัติหนัก คาถาที่คิดจนเหงื่อไหล เป็นปัญหาที่ท่านผู้รู้ได้ชี้แจงไว้แล้วแล
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๗๐๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เสทโมจนคาถาวัณณนา
วินิจฉัยในเสทโมจนคาถา พึงทราบดังนี้ :-
บทว่า อสํวาโส มีความว่า ผู้ไม่มีสังวาส ด้วยสังวาส มีอุโบสถและปวารณาเป็นต้น.
หลายบทว่า สมฺโภโค เอกจฺโจ ตหึ น ลพฺภติ มีความว่า การสมโภคที่ไม่สมควร อันภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย ย่อมไม่ได้ในบุคคลนั้น แต่บุคคลนั้น อันภิกษุณีผู้มารดาเท่านั้น ย่อมได้เพื่อทำการเลี้ยงดูด้วยอาการให้อาบน้ำและให้บริโภคเป็นต้น.
สองบทว่า อวิปฺปวาเสน อนาปตฺติ มีความว่า ไม่เป็นอาบัติ เพราะนอนร่วมเรือน (แก่ภิกษุณี).
หลายบทว่า ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา มีความว่า ปัญหาข้อนี้ อันผู้ฉลาดคือบัณฑิตทั้งหลาย คิดกันแล้ว.
คำตอบปัญหานั้น พึงทราบด้วยภิกษุณีผู้เป็นมารดาของทารก.
จริงอยู่ คำตอบนั้น ตรัสหมายถึงบุตรของภิกษุณีนั้น.
คาถาว่าด้วยของไม่ควรจำหน่าย ตรัสหมายถึงครุภัณฑ์. ก็เนื้อความแห่งคาถานั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวเสร็จแล้ว ในวาระที่วินิจฉัยด้วยภัณฑ์.
หลายบทว่า ทส ปุคฺคเล น วทามิ มีความว่า ข้าพเจ้าไม่กล่าวถึงบุคคล ๑๐ จำพวก ที่กล่าวแล้วในเสนาสนขันธกะ.
หลายบทว่า เอกาทส วิวชฺชิย มีความว่า มิได้กล่าวถึงบุคคลควรเว้น ๑๑ จำพวก ที่ได้กล่าวแล้วในมหาขันธกะ. ปัญหานี้ตรัสหมายถึงภิกษุผู้เปลือยกาย.
ปัญหาที่ว่า กถํ นุ สิกฺขาย อสาธารโณ นี้ ตรัสหมายถึงภิกษุผู้เคยเป็นช่างโกนผม.
จริงอยู่ ภิกษุผู้เคยเป็นช่างโกนผมนี้ ไม่ได้เพื่อรักษามีดโกนไว้. แต่ภิกษุเหล่าอื่น ย่อมได้: เพราะเหตุนั้นภิกษุผู้เคยเป็นช่างโกนผม จึงชื่อว่าผู้ไม่ทั่วไปเฉพาะสิกขา.
ปัญหาที่ว่า ตํ ปุคฺคลํ กตมํ วทนฺติ พุทฺธา นี้ ตรัสหมายถึงพระพุทธนิรมิต.
สองบทว่า อโธนาภึ วิวชฺชิย มีความว่า เว้นภายใต้สะดือเสีย.
ปัญหานี้ตรัสหมายถึงตัวกพันธะ ไม่มีศีรษะ ที่มีตาและปากอยู่ที่อก.
____________________________
ตัวกะพันธะ เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ซึ่งจัดเข้าในพวกอมนุษย์ ท่านว่าเป็นสัตว์ อยู่คงกระพันฟันไม่เข้ายิงไม่ออก. ทำนองเดียวกับตัวเวตาลกระมัง คำว่าอยู่คงกระพัน ก็ออกมาจากคำนี้.
ปัญหาที่ว่า ภิกฺขุ สญฺญาจิกาย กุฏี นี้ ตรัสหมายถึงกุฎีมีหญ้าเป็นเครื่องมุง.
ปัญหาที่ ๒ กล่าวหมายถึงกุฎีที่แล้วด้วยดินล้วน.
ปัญหาที่ว่า อาปชฺเชยฺย ครุกํ เฉชฺชวตฺถุํ นี้ ตรัสหมายถึงภิกษุณีผู้ปิดโทษ.
ปัญหาที่ ๒ ตรัสหมายถึงอภัพบุคคล มีบัณเฑาะก์เป็นต้น.
จริงอยู่ อภัพบุคคลเหล่านั่น ทั้ง ๑๑ จำพวก ต้องปาราชิกในเพศคฤหัสถ์แล้วแท้.
บทว่า วาจา ได้แก่ ไม่บอกวาจา.
หลายบทว่า คิรํ โน จ ปเร ภเณยฺย มีความว่า ภิกษุไม่พึงเปล่งแม้ซึ่งสำเนียงด่าบุคคลเหล่าอื่น ด้วยหมายว่า ชนเหล่านี้ จักฟังอย่างนี้ ปัญหานี้ ตรัสหมายถึงมุสาวาทนี้ว่า ภิกษุใด ไม่พึงเปิดเผยอาบัติซึ่งมีอยู่ สัมปชานมุสาวาททุกกฏ ย่อมมีแก่ภิกษุนั้น.
จริงอยู่ ธรรมดาอาบัติในมโนทวาร ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้นั่งนิ่งด้วยปฏิญญาไม่เป็นธรรม แต่เพราะเหตุที่ไม่เปิดเผยอาบัติ ซึ่งควรเปิดเผย อาบัตินี้ พึงทราบว่า เกิดแต่การไม่กระทำในวจีทวารของภิกษุนั้น.
ปัญหาที่ว่า สงฺฆาทิเสสา จตุโร นี้ ตรัสหมายถึงภิกษุณีผู้ก้าวลงสู่ฝั่งแม่น้ำ ที่นับเนื่องในละแวกบ้าน ในเวลาอรุณขึ้น. จริงอยู่ ภิกษุณีนั้น แต่พอออกจากบ้านของตน ในเวลาใกล้รุ่ง ก้าวลงสู่ฝั่งแม่น้ำ ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว ในเวลาอรุณขึ้นย่อมต้องอาบัติสังฆาทิเสส ๔ ตัว ซึ่งกำหนดด้วยการอยู่ปราศจากเพื่อนตลอดราตรี ไปสู่ละแวกบ้านตามลำพัง ไปสู่ฝั่งแม่น้ำตามลำพัง ล้าหลังพวกไปคนเดียว พร้อมกันทีเดียว.
ปัญหาที่ว่า สิยา อาปตฺติโย นานา นี้ ตรัสหมายถึงภิกษุณี ๒ รูป ผู้อุปสมบท แต่สงฆ์ฝ่ายเดียว. จริงอยู่ ในภิกษุณี ๒ รูปนั้นเป็นปาจิตตีย์ แก่ภิกษุผู้รับ (จีวร) จากมือภิกษุณี ผู้อุปสมบท ในสำนักภิกษุทั้งหลายฝ่ายเดียว. เป็นทุกกฏ แก่ภิกษุผู้รับจากมือภิกษุณี ผู้อุปสมบท ในสำนักภิกษุณีทั้งหลายฝ่ายเดียว.
หลายบทว่า จตุโร ชนา สํวิธาย มีความว่า อาจารย์ ๑ และอันเตวาสิก ๓ ลักภัณฑะ ๖ มาสก. คือ ของอาจารย์ ลักด้วยมือของตนเอง ๓ มาสก สั่งให้ลักอีก ๓ มาสกเพราะฉะนั้น อาจารย์ต้องถุลลัจจัย. ฝ่ายของพวกอันเตวาสิก ลักด้วยมือของตนเองรูปละ ๑ มาสก สั่งให้ลักรูปละ ๕ มาสกเพราะเหตุฉะนี้นั้น อันเตวาสิกทั้ง ๓ จึงต้องปาราชิกด้วยประการอย่างนี้. ความย่อในคาถานี้เท่านี้. ส่วนความพิสดาร ได้กล่าวไว้แล้ว ในสังวิธาวหารวัณณนา ในอทินนาทานปาราชิก.
ปัญหาที่ว่า ฉิทฺทํ ตสฺมึ ฆเร นตฺถิ นี้ ตรัสหมายถึงกุฎีที่บังด้วยผ้าเป็นต้น และวัตถุที่กำหนดเป็นเครื่องลาดได้.
คาถาว่า เตลํ มธุํ ผาณิตํ ตรัสหมายถึงความกลับเพศ.
คาถาว่า นิสฺสคฺคิเยน ตรัสหมายถึงการน้อมลาภสงฆ์.
จริงอยู่ ภิกษุใด น้อมจีวร ๒ ผืน จากลาภที่เขาน้อมไปแล้วเพื่อสงฆ์ คือ จีวรผืน ๑ เพื่อตน ผืน ๑ เพื่อภิกษุอื่น ด้วยประโยคอันเดียวว่า ท่านจงให้แก่ข้าพเจ้าผืน ๑ แก่ภิกษุนั้นผืน ๑. ภิกษุนั้นต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ และสุทธิกปาจิตตีย์พร้อมกัน.
ปัญหาที่ว่า กมฺมญฺจ ตํ กุปฺเปยฺย วคฺคปจฺจยา นี้ ตรัสหมายถึงคามสีมา ในนครทั้งหลาย มีกรุงพาราณสีเป็นต้น ซึ่งมีประมาณ ๑๒ โยชน์.
คาถาว่า ปทวีติหารมตฺเตน ตรัสหมายเอาการชักสื่อ. ก็เนื้อความแห่งคาถานั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วในวัณณนาแห่งสัญจริตสิกขาบทนั่นแล.
ปัญหาที่ว่า สพฺพานิ ตานิ นิสฺสคฺคิยานิ นี้ ตรัสหมายถึงการใช้ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติให้ซัก. จริงอยู่ แม้ถ้าว่า ภิกษุณีถือเอามุมไตรจีวร ซึ่งกาขี้รดเปื้อนโคลนซักด้วยน้ำ ไตรจีวรที่อยู่ในกายของภิกษุนั่นแล เป็นนิสสัคคีย์.
หลายบทว่า สรณคมนมฺปิ น จ ตสฺส อตฺถิ มีความว่า แม้การอุปสมบทด้วยสรณคมน์ ก็ไม่มี. ปัญหานี้ ตรัสหมายถึงการอุปสมบทของพระนางมหาปชาบดี.
บาทคาถาว่า หเนยฺย อนริยํ มนฺโท มีความว่า คนเขลาพึงฆ่าบุคคลแม้นั้น เป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม ซึ่งไม่ใช่พระอริยบุคคล. ปัญหานี้ ตรัสหมายถึงบิดาซึ่งกลายเป็นหญิง และมารดาซึ่งกลายเป็นชายเพราะเพศกลับ.
ปัญหาที่ว่า น เตนานนฺตรํ ผุเส นี้ ตรัสหมายถึงมารดาบิดาเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ดั่งมารดาของมิคสิงคดาบส และบิดาของสีหกุมารเป็นต้น.
คาถาว่า อโจทยิตฺวา ตรัสหมายถึงการอุปสมบทด้วยทูต.
คาถาว่า โจทยิตฺวา ตรัสหมายถึงการอุปสมบทของอภัพบุคคล มีบัณเฑาะก์เป็นต้น.
แต่คำที่มาในกุรุนทีว่า คาถาที่ ๑ ตรัสหมายถึงกรรมไม่พร้อมหน้า ๘ อย่าง ที่ ๒ ตรัสหมายถึงกรรมของภิกษุผู้ไม่มีอาบัติ.
สองบทว่า ฉินฺทนฺตสฺส อนาปตฺติ ได้แก่ เป็นปาราชิก แก่ภิกษุผู้ตัดหญ้าและเถาวัลย์ เป็นถุลลัจจัย แก่ภิกษุผู้ตัดองคชาต.
สองบทว่า ฉินฺทนฺตสฺส อนาปตฺติ คือ ไม่เป็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้ปลงผมและตัดเล็บ.
บทว่า ฉาเทนฺตสฺส คือ เป็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้ปิดอาบัติ.
บทว่า อนาปตฺติ คือ ไม่เป็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้มุงเรือนเป็นต้น.
วินิจฉัยในคาถาว่า สจฺจํ ภณนฺโต พึงทราบดังนี้ :-
ภิกษุพูดคำจริง กะสตรีผู้มีหงอน และคนกะเทยว่า เธอมีหงอน เธอมี ๒ เพศ ดังนี้ ย่อมต้องครุกาบัติ. แต่เป็นลหุกาบัติ แก่ภิกษุผู้กล่าวเท็จ เพราะสัมปชานมุสาวาท. เมื่อกล่าวเท็จ เพราะอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีจริง ต้องครุกาบัติ. เป็นลหุกาบัติ แก่ภิกษุผู้พูดจริง เพราะอวดอุตริมนุสธรรมที่มีจริง.
คาถาว่า อธิฏฺฐิตํ ตรัสหมายถึงภิกษุผู้ไม่สละก่อน บริโภคจีวรที่เป็นนิสสัคคีย์.
คาถาว่า อตฺถงฺคเต สุริเย ตรัสหมายถึงภิกษุผู้มักอ้วก.
คาถาว่า น รตฺตจิตฺโต มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :-
ภิกษุมีจิตกำหนัด ต้องเมถุนธรรมปาราชิก มีเถยยจิต ต้องอทินนาทานปาราชิก ยังผู้อื่นให้จงใจเพื่อตาย ต้องมนุสสวิคคหปาราชิก. แต่ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ มิใช่ผู้มีจิตกำหนัดและมิใช่ผู้มีเถยยจิต ทั้งเธอหาได้ชักชวนผู้อื่น เพื่อตายไม่เลย. แต่ความขาดย่อมมี คือเป็นปาราชิก แก่เธอผู้ให้สลาก. เป็นถุลลัจจัยแก่ภิกษุผู้รับสลาก คือ ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์.
ปัญหาที่ว่า คจฺเฉยฺย อฑฺฒโยชนํ นี้ ตรัสหมายถึงโคนต้นไม้ของสกุลหนึ่ง เช่นต้นไทรที่งามสล้าง.
คาถาว่า กายิกานิ ตรัสหมายถึงภิกษุผู้จับรวบเส้นผมหรือนิ้วมือของหญิงมากคนด้วยกัน.
คาถาว่า วาจสิกานิ นี้ ตรัสหมายถึงภิกษุผู้กล่าวคำชั่วหยาบโดยนัยเป็นต้นว่า เธอทุกคนมีหงอน.
หลายบทว่า ติสฺสิตฺถิโย เมถุนํ ตํ น เสเว มีความว่า ไม่ได้เสพเมถุนแม้ในหญิง ๓ จำพวกที่ตรัสไว้.
สองบทว่า ตโย ปุริเส มีความว่า จะได้เข้าหาชายทั้ง ๓ จำพวก แล้วเสพเมถุน ก็หาไม่.
สองบทว่า ตโย จ อนริยปณฺฑเก มีความว่า จะได้เข้าหาชน ๖ จำพวกแม้เหล่านี้ คือ คนไม่ประเสริฐ ๓ จำพวก กล่าวคืออุภโตพยัญชนกและบัณเฑาะก์ ๓ จำพวก แล้วเสพเมถุน ก็หาไม่.
สองบทว่า น จาจเร เมถุนํ พฺยญฺชนสฺมึ มีความว่า ประพฤติเมถุนแม้ด้วยอำนาจอนุโลมปาราชิก ก็หาไม่.
ข้อว่า พึงมีความขาดเพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัย ได้แก่ พึงเป็นปาราชิก เพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัยปัญหาดังว่ามานี้ตรัสหมายถึงอัฏฐวัตถุกปาราชิก (ของภิกษุณี). จริงอยู่ ย่อมมีความขาดเพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัยแก่ภิกษุณีนั้น ผู้พยายามอยู่ เพื่อถึงความเคล้าคลึงด้วยกายอันเป็นบุพภาคแห่งเมถุนธรรม.
คาถาว่า มาตรํ จีวรํ นี้ ตรัสหมายถึงการเตือนให้เกิดสติเพื่อได้ผ้าวัสสิกสาฏิก ในเวลาหลังสมัย.
ก็แลวินิจฉัยแห่งคาถานั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว ในวัณณนาแห่งวัสสิกสาฏิกสิกขาบทนั่นแล.
คาถาว่า กุทฺโธ อาราธโก โหติ ตรัสหมายถึงวัตรของเดียรถีย์. ความพิสดารแห่งคำนั้น ตรัสแล้วในติตถิยวัตรนั่นเองว่า อัญเดียรถีย์ผู้บำเพ็ญวัตร เมื่อคุณของพวกเดียรถีย์ อันชนอื่นสรรเสริญอยู่ โกรธแล้ว ย่อมเป็นผู้ยังภิกษุทั้งหลายให้ยินดี. เมื่อคุณแห่งรัตนตรัยอันชนอื่นสรรเสริญอยู่ โกรธแล้ว ย่อมเป็นผู้อันภิกษุทั้งหลายพึงติเตียน.
แม้คาถาที่ ๓ ก็ตรัสหมายถึงติตถิยวัตรนั้นแล.
คาถาว่า สงฺฆาทิเสสํ เป็นต้น ตรัสหมายถึงภิกษุณี ผู้กำหนัดรับบิณฑบาต จากมือของบุรุษผู้กำหนัดแล้ว คลุกกับเนื้อมนุษย์ กระเทียม โภชนะประณีตและอกัปปิยมังสะที่เหลือ แล้วกลืนกิน.
คาถาว่า เอโก อนุปสมฺปนฺโน เอโก อุปสมฺปนฺโน เป็นต้น ตรัสหมายถึงสามเณรผู้ไปในอากาศ. ก็ถ้าว่า ในสามเณร ๒ รูปๆ หนึ่งเป็นผู้นั่งพ้นแผ่นดิน แม้เพียงปลายเส้นผมเดียว ด้วยฤทธิ์. สามเณรนั้นย่อมเป็นอนุปสัมบันแท้. แม้สงฆ์นั่งในอากาศ ก็ไม่พึงทำกรรมแก่อนุปสัมบันผู้อยู่บนพื้นดิน. ถ้าทำ, กรรมย่อมกำเริบ.
คาถาว่า อกปฺปกตํ ตรัสหมายถึงภิกษุผู้มีจีวรอันโจรชิงไป. ก็แม้วินิจฉัยแห่งคาถานั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว โดยพิสดารในสิกขาบทนั้นแล.
หลายบทว่า น เทติ นปฺปฏิคฺคณฺหาติ มีความว่า แม้ภิกษุณีผู้ใช้ก็มิได้ให้, ภิกษุณีผู้รับใช้ก็มิได้รับจากมือของภิกษุณีผู้ใช้.
หลายบทว่า ปฏิคฺคโห เตน น วิชฺชติ มีความว่า ด้วยเหตุนั้นแล ภิกษุณีผู้ใช้ก็หาได้มีการรับจากมือของภิกษุณีผู้ใช้ไม่.
สองบทว่า อาปชฺชติ ครุกํ มีความว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนั้นภิกษุณีผู้ใช้ ย่อมต้องอาบัติสังฆาทิเสส เพราะเหตุที่ภิกษุณีผู้ที่ตนใช้ไปรับบิณฑบาตจากมือบุรุษผู้กำหนัด.
สองบทว่า ตญฺจ ปริโภคปจฺจยา มีความว่า ก็แลภิกษุณีผู้ใช้ เมื่อจะต้องอาบัตินั้น ย่อมต้องเพราะการบริโภคของภิกษุณีผู้รับใช้นั้นเป็นปัจจัย. จริงอยู่ ย่อมเป็นสังฆาทิเสสแก่ภิกษุณีผู้ใช้ ในขณะเสร็จการฉันของภิกษุณีผู้รับใช้นั้น.
คาถาที่ ๒ ท่านกล่าวหมายถึงการใช้ไปในการรับน้ำและไม้สีฟันของภิกษุณีผู้ใช้นั้นเอง.
หลายบทว่า น ภิกฺขุนี โน จ ผุเสยฺย วชฺชํ มีความว่า จริงอยู่ ภิกษุณีต้องสังฆาทิเสสตัวใดตัวหนึ่ง ใน ๑๗ ตัวแล้วแม้ปิดไว้ด้วยไม่เอื้อเฟื้อ ก็ไม่ต้องโทษ คือไม่ต้องอาบัติใหม่อื่น เพราะการปิดเป็นปัจจัย. เธอย่อมได้ปักขมานัตต์เท่านั้น เพื่ออาบัติที่ปิดไว้ก็ตาม ไม่ปิดไว้ก็ตาม. ก็แลบุคคลนี้ แม้จะไม่ใช่ภิกษุณี, แต่ต้องครุกาบัติ มีส่วนเหลือแล้วปิดไว้ ก็ไม่ต้องโทษ.
ได้ยินว่า ปัญหาที่ว่า ปญฺหา เมสา กุสเลหิ จินฺติตา นี้ ท่านกล่าวหมายถึงภิกษุผู้อันสงฆ์ยกวัตร. จริงอยู่ (สงฆ์) ไม่มีวินัยกรรมกับภิกษุนั้น, เพราะเหตุนั้น เธอต้องสังฆาทิเสสแล้ว แม้ปิดไว้ก็ไม่ต้องโทษ ฉะนี้แล.
เสทโมจนคาถาวัณณนา จบ. -----------------------------------------------------