อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๒๔๒

อาบัติทางกายเป็นต้น

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๔๒–๑๒๙๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 54 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 54 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 5 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ทุติยคาถาสงฺคณิกํ

กติ อาปตฺติโย กายิกา กติ วาจสิกา กตา ฉาเทนฺตสฺส กติ อาปตฺติโย กติ สํสคฺคปจฺจยา ฯ ฉ อาปตฺติโย กายิกา ฉ วาจสิกา กตา ฉาเทนฺตสฺส ติสฺโส อาปตฺติโย ปญฺจ สํสคฺคปจฺจยา ฯ

อรุณุคฺเค กติ อาปตฺติโย กติ ยาวตติยกา กเตตฺถ อฏฺฐวตฺถุกา กตีหิ สพฺพสงฺคโห ฯ อรุณุคฺเค ติสฺโส อาปตฺติโย เทฺว ยาวตติยกา เอเกตฺถ อฏฺฐวตฺถุกา เอเกน สพฺพสงฺคโห ฯ

วินยสฺส กติ มูลานิ ยานิ พุทฺเธน ปญฺญตฺตา วินยครุกา กติ วุตฺตา ทุฏฺฐุลฺลฉาทนา กติ ฯ วินยสฺส เทฺว มูลานิ ยานิ พุทฺเธน ปญฺญตฺตา วินยครุกา เทฺว วุตฺตา เทฺว ทุฏฺฐุลฺลฉาทนา ฯ

คามนฺตเร กติ อาปตฺติโย กติ นทีปารปจฺจยา กติมํเสสุ ถุลฺลจฺจยํ กติมํเสสุ ทุกฺกฏํ ฯ คามนฺตเร จตสฺโส อาปตฺติโย จตสฺโส นทีปารปจฺจยา เอกมํเส ถุลฺลจฺจยํ นวมํเสสุ ทุกฺกฏํ ฯ

กติ วาจสิกา รตฺตึ กติ วาจสิกา ทิวา ททมานสฺส กติ อาปตฺติโย ปฏิคฺคณฺหนฺตสฺส กิตฺตกา ฯ เทฺว วาจสิกา รตฺตึ เทฺว วาจสิกา ทิวา ททมานสฺส ติสฺโส อาปตฺติโย จตฺตาโร จ ปฏิคฺคเห ฯ

กติ เทสนาคามินิโย กติ สปฺปฏิกมฺมา กตา กเตตฺถ อปฺปฏิกมฺมา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา ฯ ปญฺจ เทสนาคามินิโย ฉ สปฺปฏิกมฺมา กตา เอเกตฺถ อปฺปฏิกมฺมา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา ฯ

วินยครุกา กติ วุตฺตา กายวาจสิกานิ จ กติ วิกาเล ธญฺญรสา กติ ญตฺติจตุตฺเถน สมฺมติ ฯ วินยครุกา เทฺว วุตฺตา กายวาจสิกานิ จ เอโก วิกาเล ธญฺญรโส เอกา ญตฺติจตุตฺเถน สมฺมติ ฯ

ปาราชิกา กายิกา กติ กติ สํวาสกภูมิโย กตีนญฺจ รตฺติจฺเฉโท ปญฺญตฺตา ทฺวงฺคุลา กติ ฯ ปาราชิกา กายิกา เทฺว เทฺว สํวาสกภูมิโย ทฺวินฺนญฺจ รตฺติจฺเฉโท ปญฺญตฺตา ทฺวงฺคุลา ทุเว ฯ

กตตฺตานํ วธิตฺวาน กตีหิ สงฺโฆ ภิชฺชติ กเตตฺถ ปฐมาปตฺติกา ญตฺติยา กรณา กติ ฯ เทฺว อตฺตานํ วธิตฺวาน ทฺวีหิ สงฺโฆ ภิชฺชติ เทฺวตฺถ ปฐมาปตฺติกา ญตฺติยา กรณา ทุเว ฯ

ปาณาติปาเต กติ อาปตฺติโย วาจา ปาราชิกา กติ โอภาสนา กติ วุตฺตา สญฺจริตฺเตน วา กติ ฯ ปาณาติปาเต ติสฺโส อาปตฺติโย วาจา ปาราชิกา ตโย โอภาสนา ตโย วุตฺตา สญฺจริตฺเตน วา ตโย ฯ

กติ ปุคฺคลา น อุปสมฺปาเทตพฺพา กตี กมฺมาน สงฺคหา นาสิตกา กติ วุตฺตา กตีนํ เอกวาจิกา ฯ ตโย ปุคฺคลา น อุปสมฺปาเทตพฺพา ตโย กมฺมาน สงฺคหา นาสิตกา ตโย วุตฺตา ติณฺณนฺนํ เอกวาจิกา ฯ

อทินฺนาทาเน กติ อาปตฺติโย กติ เมถุนปจฺจยา ฉินฺทนฺตสฺส กติ อาปตฺติโย กติ ฉฑฺฑิตปจฺจยา ฯ อทินฺนาทาเน ติสฺโส อาปตฺติโย จตสฺโส เมถุนปจฺจยา ฉินฺทนฺตสฺส ติสฺโส อาปตฺติโย ปญฺจ ฉฑฺฑิตปจฺจยา ฯ

ภิกฺขุโนวาทกวคฺคสฺมึ ปาจิตฺติเยน ทุกฺกฏา กเตตฺถ นวกา วุตฺตา กตีนํ จีวเรน จ ฯ ภิกฺขุโนวาทกวคฺคสฺมึ ปาจิตฺติเยน ทุกฺกฏา กตา จตุเรตฺถ นวกา วุตฺตา ทฺวินฺนํ จีวเรน จ ฯ

ภิกฺขุนีนญฺจ อกฺขาตา ปาฏิเทสนิยา กติ ภุญฺชนฺตามกธญฺเญน ปาจิตฺติเยน ทุกฺกฏา กติ ฯ ภิกฺขุนีนญฺจ อกฺขาตา อฏฺฐ ปาฏิเทสนิยา กตา ภุญฺชนฺตามกธญฺเญน ปาจิตฺติเยน ทุกฺกฏา กตา ฯ

คจฺฉนฺตสฺส กติ อาปตฺติโย ฐิตสฺส วาปิ กิตฺตกา นิสินฺนสฺส กติ อาปตฺติโย นิปนฺนสฺสาปิ กิตฺตกา ฯ คจฺฉนฺตสฺส จตสฺโส อาปตฺติโย ฐิตสฺส วาปิ ตตฺตกา นิสินฺนสฺส จตสฺโส อาปตฺติโย นิปนฺนสฺสาปิ ตตฺตกา

กติ ปาจิตฺติยานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ อปุพฺพํ อจริมํ อาปชฺเชยฺย เอกโต ฯ ปญฺจ ปาจิตฺติยานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ อปุพฺพํ อจริมํ อาปชฺเชยฺย เอกโต ฯ

กติ ปาจิตฺติยานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ อปุพฺพํ อจริมํ อาปชฺเชยฺย เอกโต ฯ นว ปาจิตฺติยานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ อปุพฺพํ อจริมํ อาปชฺเชยฺย เอกโต ฯ

กติ ปาจิตฺติยานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ กติวาจาย เทเสยฺย วุตฺตา อาทิจฺจพนฺธุนา ฯ ปญฺจ ปาจิตฺติยานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ เอกวาจาย เทเสยฺย วุตฺตา อาทิจฺจพนฺธุนา ฯ

กติ ปาจิตฺติยานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ กติวาจาย เทเสยฺย วุตฺตา อาทิจฺจพนฺธุนา ฯ นว ปาจิตฺติยานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ เอกวาจาย เทเสยฺย วุตฺตา อาทิจฺจพนฺธุนา ฯ

กติ ปาจิตฺติยานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ กิญฺจ กิตฺเตตฺวา เทเสยฺย วุตฺตา อาทิจฺจพนฺธุนา ฯ ปญฺจ ปาจิตฺติยานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ วตฺถุํ กิตฺเตตฺวา เทเสยฺย วุตฺตา อาทิจฺจพนฺธุนา ฯ

กติ ปาจิตฺติยานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ กิญฺจ กิตฺเตตฺวา เทเสยฺย วุตฺตา อาทิจฺจพนฺธุนา ฯ นว ปาจิตฺติยานิ สพฺพานิ นานาวตฺถุกานิ วตฺถุํ กิตฺเตตฺวา เทเสยฺย วุตฺตา อาทิจฺจพนฺธุนา ฯ

ยาวตติยเก กติ อาปตฺติโย กติ โวหารปจฺจยา ขาทนฺตสฺส กติ อาปตฺติโย กติ โภชนปจฺจยา ฯ ยาวตติยเก ติสฺโส อาปตฺติโย ฉ โวหารปจฺจยา ฯ ขาทนฺตสฺส ติสฺโส อาปตฺติโย ปญฺจ โภชนปจฺจยา ฯ

สพฺพา ยาวตติยกา กติ ฐานานิ คจฺฉนฺติ กตีนญฺเจว อาปตฺติ กตีนํ อธิกรเณน จ ฯ สพฺพา ยาวตติยกา ปญฺจ ฐานานิ คจฺฉนฺติ ปญฺจนฺนญฺเจว อาปตฺติ ปญฺจนฺนํ อธิกรเณน จ ฯ

กตีนํ วินิจฺฉโย โหติ กตีนํ วูปสเมน จ กตีนญฺเจว อนาปตฺติ กตีหิ ฐาเนหิ โสภติ ฯ ปญฺจนฺนํ วินิจฺฉโย โหติ ปญฺจนฺนํ วูปสเมน จ ปญฺจนฺนญฺเจว อนาปตฺติ ตีหิ ฐาเนหิ โสภติ ฯ

กติ กายิกา รตฺตึ กติ กายิกา ทิวา นิชฺฌนฺตสฺส กติ อาปตฺติ กติ ปิณฺฑปาตปจฺจยา ฯ เทฺว กายิกา รตฺตึ เทฺว กายิกา ทิวา นิชฺฌนฺตสฺส เอกา อาปตฺติ เอกา ปิณฺฑปาตปจฺจยา ฯ

กตานิสํเส สมฺปสฺสํ ปเรสํ สทฺธาย เทสเย อุกฺขิตฺตกา กติ วุตฺตา กติ สมฺมาปวตฺตนา อฏฺฐานิสํเส สมฺปสฺสํ ปเรสํ สทฺธาย เทสเย อุกฺขิตฺตกา ตโย วุตฺตา เตจตฺตาฬีส สมฺมาวตฺตนา ฯ

กติฐาเน มุสาวาโท กติ ปรมนฺติ วุจฺจติ กติ ปาฏิเทสนียา กตีนํ เทสนาย จ ฯ ปญฺจฐาเน มุสาวาโท จุทฺทส ปรมนฺติ วุจฺจติ ทฺวาทส ปาฏิเทสนียา จตุนฺนํ เทสนาย จ ฯ

กตงฺคิโก มุสาวาโท กติ อุโปสถงฺคานิ กติ ทูเตยฺยงฺคานิ กติ ติตฺถิยวตฺตนา ฯ อฏฺฐงฺคิโก มุสาวาโท อฏฺฐ อุโปสถงฺคานิ อฏฺฐ ทูเตยฺยงฺคานิ อฏฺฐ ติตฺถิยวตฺตนา ฯ

กติวาจิกา อุปสมฺปทา กตีนํ ปจฺจุฏฺฐาตพฺพํ กตีนํ อาสนํ ทาตพฺพํ ภิกฺขุโนวาทโก กตีหิ ฯ อฏฺฐวาจิกา อุปสมฺปทา อฏฺฐนฺนํ ปจฺจุฏฺฐาตพฺพํ อฏฺฐนฺนํ อาสนํ ทาตพฺพํ ภิกฺขุโนวาทโก อฏฺฐหิ ฯ

กตีนํ เฉชฺชํ โหติ กตีนํ ถุลฺลจฺจยํ กตีนญฺเจว อนาปตฺติ สพฺเพสํ เอกวตฺถุกา ฯ เอกสฺส เฉชฺชํ โหติ จตุนฺนํ ถุลฺลจฺจยํ จตุนฺนญฺเจว อนาปตฺติ สพฺเพสํ เอกวตฺถุกา ฯ

กติ อาฆาตวตฺถูนิ กตีหิ สงฺโฆ ภิชฺชติ กเตตฺถ ปฐมาปตฺติกา ญตฺติยา กรณา กติ ฯ นว อาฆาตวตฺถูนิ นวหิ สงฺโฆ ภิชฺชติ นเวตฺถ ปฐมาปตฺติกา ญตฺติยา กรณา นว ฯ

กติ ปุคฺคลา นาภิวาเทตพฺพา อญฺชลิสามิเจน จ กตีนํ ทุกฺกฏํ โหติ กติ จีวรธารณา ฯ ทส ปุคฺคลา นาภิวาเทตพฺพา อญฺชลิสามิเจน จ ทสนฺนํ ทุกฺกฏํ โหติ ทส จีวรธารณา ฯ

กตีนํ วสฺสํ วุตฺถานํ ทาตพฺพํ อิธ จีวรํ กตีนํ สนฺเต ทาตพฺพํ กตีนญฺเจว น ทาตพฺพํ ฯ ปญฺจนฺนํ วสฺสํ วุตฺถานํ ทาตพฺพํ อิธ จีวรํ สตฺตนฺนํ สนฺเต ทาตพฺพํ โสฬสนฺนํ น ทาตพฺพํ ฯ

กติสตํ รตฺติสตํ อาปตฺตึ ฉาทยิตฺวาน กติ รตฺติโย วสิตฺวาน มุจฺเจยฺย ปาริวาสิโก ฯ ทสสตํ รตฺติสตํ อาปตฺตึ ฉาทยิตฺวาน ทส รตฺติโย วสิตฺวาน มุจฺเจยฺย ปาริวาสิโก ฯ

กติ กมฺมโทสา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา จมฺปายํ วินยวตฺถุสฺมึ สพฺเพ อธมฺมิกา กติ ฯ ทฺวาทส กมฺมโทสา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา จมฺปายํ วินยวตฺถุสฺมึ สพฺเพ อธมฺมิกา กตา ฯ

กติ กมฺมสมฺปตฺติโย วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา จมฺปายํ วินยวตฺถุสฺมึ สพฺเพ ว ธมฺมิกา กติ ฯ จตสฺโส กมฺมสมฺปตฺติโย วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา จมฺปายํ วินยวตฺถุสฺมึ สพฺเพ ว ธมฺมิกา กตา ฯ

กติ กมฺมานิ วุตฺตานิ พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา จมฺปายํ วินยวตฺถุสฺมึ ธมฺมิกา อธมฺมิกา กติ ฯ ฉ กมฺมานิ วุตฺตานิ พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา จมฺปายํ วินยวตฺถุสฺมึ เอเกตฺถ ธมฺมิกา กตา ปญฺจ อธมฺมิกา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา ฯ

กติ กมฺมานิ วุตฺตานิ พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา จมฺปายํ วินยวตฺถุสฺมึ ธมฺมิกา อธมฺมิกา กติ ฯ จตฺตาริ กมฺมานิ วุตฺตานิ พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา จมฺปายํ วินยวตฺถุสฺมึ เอเกตฺถ ธมฺมิกา กตา ตโย อธมฺมิกา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา ฯ

ยํ เทสิตํ อนนฺตชิเนน ตาทินา อาปตฺติกฺขนฺธานิ วิเวกทสฺสินา กเตตฺถ สมฺมติ วินา สมเถหิ ปุจฺฉามิ ตํ พฺรูหิ วิภงฺคโกวิท ฯ ยํ เทสิตํ อนนฺตชิเนน ตาทินา อาปตฺติกฺขนฺธานิ วิเวกทสฺสินา เอเกตฺถ สมฺมติ วินา สมเถหิ เอตนฺเต อกฺขามิ วิภงฺคโกวิท ฯ

กติ อาปายิกา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ ฉอูนทิยฑฺฒสตา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา อาปายิกา เนรยิกา กปฺปฏฺฐา สงฺฆเภทกา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ

กติ นาปายิกา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ อฏฺฐารส นาปายิกา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา ฯ วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ

กติ อฏฺฐกา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ อฏฺฐารสฏฺฐกา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ

กติ กมฺมานิ วุตฺตานิ พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ โสฬส กมฺมานิ วุตฺตานิ พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ

กติ กมฺมโทสา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ ทฺวาทส กมฺมโทสา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ

กติ กมฺมสมฺปตฺติโย วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ จตสฺโส กมฺมสมฺปตฺติโย วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ

กติ กมฺมานิ วุตฺตานิ พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ ฉ กมฺมานิ วุตฺตานิ พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ

กติ กมฺมานิ วุตฺตานิ พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ จตฺตาริ กมฺมานิ วุตฺตานิ พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ

กติ ปาราชิกา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ อฏฺฐ ปาราชิกา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ

กติ สงฺฆาทิเสสา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ เตวีส สงฺฆาทิเสสา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ

กติ อนิยตา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ เทฺว อนิยตา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ

กติ นิสฺสคฺคิยา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ เทฺวจตฺตาฬีส นิสฺสคฺคิยา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ

กติ ปาจิตฺติยา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ อฏฺฐาสีติสตํ ปาจิตฺติยา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ

กติ ปาฏิเทสนียา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ ทฺวาทส ปาฏิเทสนียา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ

กติ เสขิยา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณม เต ฯ ปญฺจสตฺตติ เสขิยา วุตฺตา พุทฺเธนาทิจฺจพนฺธุนา วินยํ ปฏิชานนฺตสฺส วิสยานิ สุโณหิ เม ฯ ยาว สุปุจฺฉิตํ ตยา ตาว สุวิสฺสชฺชิตํ มยา ปุจฺฉาวิสฺสชฺชนาย วา นตฺถิ กิญฺจิ อสุตฺตกนฺติ ฯ ทุติยคาถาสงฺคณิกํ นิฏฺฐิตํ ฯ -------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๑. กายิกาทิอาปัตติ ทุติยคาถาสังคณิกะ ว่าด้วยกลุ่มคาถา กลุ่มที่ ๒ ๑. กายิกาทิอาปัตติ ว่าด้วยอาบัติทางกาย เป็นต้น

ข้อ ๔๗๔

ถาม : อาบัติทางกายจัดไว้เท่าไร ทางวาจาจัดไว้เท่าไร เมื่อปกปิดต้องอาบัติเท่าไร อาบัติที่มีการเคล้าคลึงเป็นปัจจัยมีเท่าไร ตอบ : อาบัติทางกายจัดไว้ ๖ ทางวาจาจัดไว้ ๖ เมื่อปกปิดต้องอาบัติ ๓ อย่าง อาบัติที่มีการเคล้าคลึง เป็นปัจจัยมี ๕ ต้องอาบัติเมื่ออรุณขึ้น เป็นต้น ถาม : ต้องอาบัติเมื่ออรุณขึ้นมีเท่าไร อาบัติชื่อยาวตติยกา มีเท่าไร อาบัติชื่ออัฏฐวัตถุกาในศาสนานี้มีเท่าไร จัดสิกขาบทและปาติโมกขุทเทสทั้งมวล เข้าในอุทเทสเท่าไร ตอบ : ต้องอาบัติเมื่ออรุณขึ้นมี ๓ อาบัติชื่อยาวตติยกามี ๒ อาบัติชื่ออัฏฐวัตถุกาในศาสนานี้มี ๑ จัดสิกขาบทและปาติโมกขุทเทสทั้งมวลเข้าในนิทานุทเทสอย่างเดียว มูลแห่งพระวินัย เป็นต้น ถาม : มูลแห่งพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มีเท่าไร อาบัติหนักในฝ่ายพระวินัยที่ตรัสไว้มีเท่าไร อาบัติเพราะปิดโทษชั่วหยาบมีเท่าไร ตอบ : มูลแห่งพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้มี ๒ อาบัติหนักในฝ่ายพระวินัยที่ตรัสไว้มี ๒ อาบัติเพราะปิดโทษชั่วหยาบมี ๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๗๘}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๒. เทสนาคามินิยาทิอาปัตติ ต้องอาบัติในละแวกบ้าน เป็นต้น ถาม : อาบัติในละแวกบ้านมีเท่าไร อาบัติมีฝั่งนทีเป็นปัจจัยมีเท่าไร ต้องอาบัติถุลลัจจัย เพราะเนื้อกี่ชนิด ต้องอาบัติทุกกฏเพราะเนื้อกี่ชนิด ตอบ : อาบัติในละแวกบ้านมี ๔ อาบัติมีฝั่งนทีเป็นปัจจัยมี ๔ ต้องอาบัติถุลลัจจัยเพราะเนื้อชนิดเดียว ต้องอาบัติทุกกฏเพราะเนื้อ ๙ ชนิด ต้องอาบัติทางวาจาในกลางคืน เป็นต้น ถาม : อาบัติทางวาจาในกลางคืนมีเท่าไร อาบัติทางวาจา ในกลางวันมีเท่าไร เมื่อให้ต้องอาบัติเท่าไร เมื่อรับต้องอาบัติเท่าไร ตอบ : อาบัติทางวาจาในกลางคืนมี ๒ อาบัติทางวาจาในกลางวันมี ๒ เมื่อให้ต้องอาบัติ ๓ เมื่อรับต้องอาบัติ ๔ ๒. เทสนาคามินิยาทิอาปัตติ ว่าด้วยอาบัติเป็นเทสนาคามินี เป็นต้น

ข้อ ๔๗๕

ถาม : อาบัติเป็นเทสนาคามินีมีเท่าไร อาบัติที่แก้ไขได้จัดไว้เท่าไร อาบัติที่ทำคืนไม่ได้ในศาสนานี้พระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ตอบ : อาบัติเป็นเทสนาคามินีมี ๕ อาบัติที่ทำคืนได้จัดไว้ ๖ อาบัติที่ทำคืนไม่ได้ในศาสนานี้พระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้อย่างเดียว ต้องอาบัติหนักในฝ่ายพระวินัย เป็นต้น ถาม : อาบัติหนักในฝ่ายพระวินัยเป็นไปทางกายและวาจา

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๗๙}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๒. เทสนาคามินิยาทิอาปัตติ ตรัสไว้เท่าไร ธัญญรสในเวลาวิกาลมีเท่าไร สมมติด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจามีเท่าไร ตอบ : อาบัติหนักในฝ่ายพระวินัยเป็นไปทางกายและวาจาตรัสไว้ ๒ ธัญญรสในเวลาวิกาลมีอย่างเดียว สมมติด้วยญัตติจตุตถกรรมวาจามีอย่างเดียว อาบัติปาราชิกทางกาย เป็นต้น ถาม : อาบัติปาราชิกทางกายมีเท่าไร ภูมิของภิกษุผู้มีสังวาส มีเท่าไร รัตติเฉทของภิกษุกี่พวก และพระบัญญัติเรื่อง ๒ นิ้วมีเท่าไร ตอบ : อาบัติปาราชิกทางกายมี ๒ ภูมิของภิกษุผู้มีสังวาสมี ๒ รัตติเฉทของภิกษุมี ๒ พวก และพระบัญญัติเรื่อง ๒ นิ้วมี ๒ ต้องอาบัติเพราะทำร้ายตัวเอง เป็นต้น ถาม : เพราะทำร้ายตัวเองต้องอาบัติเท่าไร สงฆ์แตกกันด้วยอาการเท่าไร อาบัติชื่อปฐมาปัตติกา ในศาสนานี้มีเท่าไร การทำญัตติมีเท่าไร ตอบ : เพราะทำร้ายตัวเองต้องอาบัติมี ๒ สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๒ อาบัติชื่อปฐมาปัตติกาในศาสนานี้มี ๒ ทำญัตติมี ๒ ต้องอาบัติเพราะปาณาติบาต เป็นต้น ถาม : อาบัติเพราะปาณาติบาตมีเท่าไร อาบัติปาราชิก เนื่องด้วยวาจามีเท่าไร อาบัติเกี่ยวด้วยพูดเชิญชวนตรัสไว้เท่าไร อาบัติเกี่ยวด้วยเที่ยวเป็นพ่อสื่อตรัสไว้เท่าไร ตอบ : อาบัติเพราะปาณาติบาตมี ๓ อาบัติปาราชิกเนื่องด้วยวาจามี ๓ อาบัติเกี่ยวด้วยพูดเชิญชวนตรัสไว้ ๓ และอาบัติเกี่ยวด้วยเที่ยวเป็นพ่อสื่อตรัสไว้ ๓

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๘๐}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๒. เทสนาคามินิยาทิอาปัตติ บุคคลไม่ควรให้อุปสมบท เป็นต้น ถาม : บุคคลไม่ควรให้อุปสมบทมีเท่าไร กรรมสังคหะมีเท่าไร บุคคลถูกนาสนะตรัสไว้เท่าไร อนุสาวนาเดียวกันสำหรับบุคคลจำนวนเท่าไร ตอบ : บุคคลไม่ควรให้อุปสมบทมี ๓ พวก กรรมสังคหะมี ๓ อย่าง บุคคลที่ถูกนาสนะตรัสไว้ ๓ พวก อนุสาวนาเดียวกันสำหรับบุคคลจำนวน ๓ คน ต้องอาบัติเพราะอทินนาทาน เป็นต้น ถาม : ต้องอาบัติเพราะอทินนาทานมีเท่าไร อาบัติเพราะเสพเมถุนธรรมเป็นปัจจัยมีเท่าไร เมื่อตัด(ต้นไม้)ต้องอาบัติเท่าไร อาบัติเพราะวัตถุที่ทิ้งเป็นปัจจัยมีเท่าไร ตอบ : ต้องอาบัติเพราะอทินนาทานมี ๓ อาบัติเพราะเสพเมถุนธรรมเป็นปัจจัยมี ๔ เมื่อตัดต้องอาบัติ ๓ อาบัติเพราะวัตถุที่ทิ้งเป็นปัจจัยมี ๕ ปรับอาบัติควบกัน เป็นต้น ถาม : ในภิกขุโนวาทกวรรค อาบัติทุกกฏกับปาจิตตีย์ ที่ตรัสไว้หมวดที่ ๙ ในสิกขาบทที่ ๑ นั้นมีเท่าไร ภิกษุณีกี่จำพวกเป็นเหตุให้ภิกษุต้องอาบัติ เพราะจีวรเป็นเหตุ ตอบ : ในภิกขุโนวาทกวรรค อาบัติทุกกฏกับปาจิตตีย์ ที่ตรัสไว้หมวดที่ ๙ ในสิกขาบทที่ ๑ นั้นมี ๔ ภิกษุณี ๒ พวกเป็นเหตุให้ภิกษุต้องอาบัติ เพราะจีวรเป็นเหตุ ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ เป็นต้น ถาม : อาบัติปาฏิเทสนียะที่ตรัสไว้แก่ภิกษุณีมีเท่าไร เพราะขอข้าวเปลือกมาฉัน ปรับอาบัติทุกกฏกับปาจิตตีย์หรือ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๘๑}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๓. ปาจิตติยะ ตอบ : อาบัติปาฏิเทสนียะที่ตรัสไว้แก่ภิกษุณี ปรับอาบัติไว้ ๘ เพราะขอข้าวเปลือกมาฉัน ปรับอาบัติทุกกฏกับปาจิตตีย์ ต้องอาบัติเพราะเดิน เป็นต้น ถาม : ผู้เดินต้องอาบัติเท่าไร ผู้ยืนต้องอาบัติเท่าไร ผู้นั่งต้องอาบัติเท่าไร และผู้นอนต้องอาบัติเท่าไร ตอบ : ผู้เดินต้องอาบัติ ๔ ผู้ยืนต้องอาบัติ ๔ เท่ากัน ผู้นั่งต้องอาบัติ ๔ และผู้นอนต้องอาบัติ ๔ เท่ากัน ๓. ปาจิตติยะ ว่าด้วยอาบัติปาจิตตีย์ต้องอาบัติในเขตเดียวกัน

ข้อ ๔๗๖

ถาม : อาบัติปาจิตตีย์ทั้งหมดที่มีวัตถุต่างกัน มีเท่าไร ภิกษุพึงต้องในขณะเดียวกัน ไม่ก่อน ไม่หลัง ตอบ : อาบัติปาจิตตีย์ทั้งหมดที่มีวัตถุต่างกัน มี ๕ ภิกษุพึงต้องในขณะเดียวกัน ไม่ก่อน ไม่หลัง ถาม : อาบัติปาจิตตีย์ทั้งหมดที่มีวัตถุต่างกัน มีเท่าไร ภิกษุพึงต้องในขณะเดียวกัน ไม่ก่อน ไม่หลัง ตอบ : อาบัติปาจิตตีย์ทั้งหมดที่มีวัตถุต่างกัน มี ๙ ภิกษุพึงต้องในขณะเดียวกัน ไม่ก่อน ไม่หลัง วิธีแสดงอาบัติ ถาม : อาบัติปาจิตตีย์ทั้งหมดที่มีวัตถุต่างกัน มีเท่าไร อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ภิกษุพึงแสดงด้วยวาจาเท่าไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๘๒}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๓. ปาจิตติยะ ตอบ : อาบัติปาจิตตีย์ทั้งหมดที่มีวัตถุต่างกัน มี ๕ อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ภิกษุพึงแสดงด้วยวาจาอย่างเดียว ถาม : อาบัติปาจิตตีย์ทั้งหมดที่มีวัตถุต่างกัน มีเท่าไร อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ภิกษุพึงแสดงด้วยวาจาเท่าไร ตอบ : อาบัติปาจิตตีย์ทั้งหมดที่มีวัตถุต่างกัน มี ๙ อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ภิกษุพึงแสดงด้วยวาจาอย่างเดียว ถาม : อาบัติปาจิตตีย์ทั้งหมดที่มีวัตถุต่างกัน มีเท่าไร อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ภิกษุพึงแสดงระบุอะไร ตอบ : อาบัติปาจิตตีย์ทั้งหมดที่มีวัตถุต่างกัน มี ๕ อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ภิกษุพึงแสดงระบุวัตถุ ถาม : อาบัติปาจิตตีย์ทั้งหมดที่มีวัตถุต่างกัน มีเท่าไร อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ภิกษุพึงแสดงระบุอะไร ตอบ : อาบัติปาจิตตีย์ทั้งหมดที่มีวัตถุต่างกัน มี ๙ อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้แล้ว ภิกษุพึงแสดงระบุวัตถุ ยาวตติยกาบัติ เป็นต้น ถาม : เพราะสวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติเท่าไร เพราะการกล่าวเป็นปัจจัย ต้องอาบัติเท่าไร ภิกษุเคี้ยวต้องอาบัติเท่าไร เพราะโภชนะเป็นปัจจัย ต้องอาบัติเท่าไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๘๓}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๓. ปาจิตติยะ ตอบ : เพราะสวดสมนุภาสน์ครบ ๓ ครั้ง ต้องอาบัติ ๓ เพราะการกล่าวเป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๖ ภิกษุเคี้ยวต้องอาบัติ ๓ เพราะโภชนะเป็นปัจจัย ต้องอาบัติ ๕ ฐานะแห่งยาวตติยกาบัติ เป็นต้น ถาม : ยาวตติยกาบัติทั้งหมดย่อมถึงฐานะเท่าไร อาบัติมีแก่คนกี่พวก และอธิกรณ์มีแก่คนกี่พวก ตอบ : ยาวตติยกาบัติทั้งหมดย่อมถึงฐานะ ๕ อาบัติมีแก่สหธรรมิก ๕ และอธิกรณ์มีแก่สหธรรมิก ๕ วินิจฉัย เป็นต้น ถาม : วินิจฉัยมีแก่คนกี่พวก การระงับมีแก่คนกี่พวก บุคคลกี่พวกไม่ต้องอาบัติ และภิกษุย่อมงามด้วยฐานะเท่าไร ตอบ : วินิจฉัยมีแก่สหธรรมิก ๕ การระงับมีแก่ สหธรรมิก ๕ ไม่ต้องอาบัติ และภิกษุย่อมงามด้วย ๓ ฐานะ อาบัติทางกายในราตรี เป็นต้น ถาม : อาบัติทางกายในกลางคืนมีเท่าไร อาบัติทางกาย ในกลางวันมีเท่าไร ภิกษุเพ่งดูต้องอาบัติเท่าไร เพราะบิณฑบาตเป็นปัจจัย ต้องอาบัติเท่าไร ตอบ : อาบัติทางกายในกลางคืนมี ๒ อาบัติทางกาย ในกลางวันมี ๒ ภิกษุเพ่งดูต้องอาบัติกองเดียว เพราะบิณฑบาตเป็นปัจจัย ต้องอาบัติกองเดียว ภิกษุที่สงฆ์ยกวัตร เป็นต้น ถาม : ภิกษุเห็นอานิสงส์เท่าไรจึงแสดงเพราะเชื่อคนอื่น ภิกษุถูกยกวัตรตรัสไว้เท่าไร ความประพฤติชอบมีเท่าไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๘๔}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๓. ปาจิตติยะ ตอบ : ภิกษุเห็นอานิสงส์ ๘ อย่างจึงแสดง เพราะเชื่อคนอื่น ภิกษุถูกยกวัตรตรัสไว้ ๓ พวก ความประพฤติชอบมี ๔๓ ข้อ มุสาวาท เป็นต้น ถาม : มุสาวาทถึงฐานะเท่าไร ที่ตรัสว่าอย่างยิ่งมีเท่าไร ปาฏิเทสนียะมีกี่สิกขาบท และการแสดงโทษของบุคคลกี่พวก ตอบ : มุสาวาทถึงฐานะ ๕ ที่ตรัสว่าอย่างยิ่งมี ๑๔ สิกขาบท ปาฏิเทสนียะมี ๑๒ สิกขาบท และการแสดงโทษของบุคคล ๔ พวก องค์ของมุสาวาท เป็นต้น ถาม : มุสาวาทมีองค์เท่าไร องค์อุโบสถมีเท่าไร องค์ที่เอื้อต่อการเป็นทูตมีเท่าไร ติตถิยวัตรมีเท่าไร ตอบ : มุสาวาทมีองค์ ๘ องค์อุโบสถมี ๘ องค์ ที่เอื้อต่อการเป็นทูตมี ๘ ติตถิยวัตรมี ๘ อุปสัมปทา เป็นต้น ถาม : อุปสัมปทามีวาจาเท่าไร ภิกษุณีพึงลุกรับภิกษุณี กี่พวก พึงให้อาสนะแก่ภิกษุณีกี่พวก ภิกษุผู้สั่งสอนภิกษุณีประกอบด้วยคุณสมบัติเท่าไร ตอบ : อุปสัมปทามีวาจา ๘ ภิกษุณีพึงลุกรับภิกษุณี ๘ พวก พึงให้อาสนะแก่ภิกษุณี ๘ พวก ภิกษุผู้สั่งสอนภิกษุณีประกอบด้วยคุณสมบัติ ๘ ข้อ ความขาด เป็นต้น ถาม : ความขาดมีแก่บุคคลเท่าไร อาบัติถุลลัจจัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๘๕}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๔. อวันทนียปุคคลาทิ มีแก่บุคคลเท่าไร บุคคลเท่าไรไม่ต้องอาบัติ อาบัติและอนาบัติของคนทั้งหมดมีวัตถุอย่างเดียวกันหรือ ตอบ : ความขาดมีแก่บุคคลผู้เดียว อาบัติถุลลัจจัย มีแก่บุคคล ๔ พวก บุคคล ๔ พวกไม่ต้องอาบัติ อาบัติและอนาบัติของคนทั้งหมดมีวัตถุอย่างเดียวกัน กรรมเนื่องด้วยญัตติ เป็นต้น ถาม : อาฆาตวัตถุมีเท่าไร สงฆ์แตกกันด้วยเหตุเท่าไร อาบัติชื่อปฐมาปัตติกา ในศาสนานี้มีเท่าไร การทำด้วยญัตติมีเท่าไร ตอบ : อาฆาตวัตถุมี ๙ สงฆ์แตกกันด้วยเหตุ ๙ อย่าง อาบัติชื่อปฐมาปัตติกาในศาสนานี้มี ๙ อย่าง การทำด้วยญัตติมี ๙ อย่าง ๔. อวันทนียปุคคลาทิ ว่าด้วยบุคคลไม่ควรไหว้ เป็นต้น

ข้อ ๔๗๗

ถาม : บุคคลเท่าไรอันภิกษุไม่ควรกราบไหว้ ไม่ควรทำอัญชลีกรรมและสามีจิกรรม ทำแก่บุคคลกี่พวก ต้องอาบัติทุกกฏ การทรงจีวรมีกำหนดเท่าไร ตอบ : บุคคล ๑๐ จำพวก อันภิกษุไม่ควรกราบไหว้ ไม่ควรทำอัญชลีกรรม และสามีจิกรรม ทำแก่บุคคล ๑๐ จำพวก ต้องอาบัติทุกกฏ การทรงจีวรมีกำหนด ๑๐ วัน ให้จีวร เป็นต้น ถาม : จีวรควรให้แก่บุคคลในศาสนานี้ผู้อยู่จำพรรษาแล้ว กี่พวก เมื่อมีผู้รับแทน ควรให้แก่บุคคลกี่พวก และไม่ควรให้แก่บุคคลกี่พวก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๘๖}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๔. อวันทนียปุคคลาทิ ตอบ : จีวรควรให้แก่สหธรรมิก ๕ ในศาสนานี้ผู้อยู่จำพรรษาแล้ว เมื่อมีผู้รับแทน ควรให้แก่บุคคล ๗ จำพวก และไม่ควรให้แก่บุคคล ๑๖ จำพวก ภิกษุอยู่ปริวาส ถาม : ชั่ว ๑๐๐ ราตรี ภิกษุอยู่ปริวาสปิดอาบัติไว้กี่ร้อย ต้องอยู่ปริวาสกี่ราตรีจึงจะพ้น ตอบ : ชั่ว ๑๐๐ ราตรี ภิกษุอยู่ปริวาสปิดอาบัติไว้ ๑,๐๐๐ ราตรี ต้องอยู่ปริวาส ๑๐ ราตรีจึงจะพ้น โทษแห่งกรรม ถาม : โทษแห่งกรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร กรรมที่ไม่ชอบธรรมทั้งหมด ที่ตรัสไว้ในเรื่องพระวินัยในพระนครจัมปามีเท่าไร ตอบ : โทษแห่งกรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้มี ๑๒ กรรม กรรมที่ตรัสไว้ในเรื่องพระวินัยในพระนครจัมปาล้วนไม่ชอบธรรม กรรมสมบัติ ถาม : กรรมสมบัติอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร กรรมที่ชอบธรรมทั้งหมด ที่ตรัสไว้ในเรื่องพระวินัยในพระนครจัมปามีเท่าไร ตอบ : กรรมสมบัติอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้มี ๔ ประการ กรรมที่ตรัสไว้ในเรื่องพระวินัยในพระนครจัมปาล้วนชอบธรรม กรรม ๖ อย่าง ถาม : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๘๗}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๔. อวันทนียปุคคลาทิ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร กรรมที่ตรัสไว้ในเรื่องพระวินัยในพระนครจัมปา ที่ชอบธรรมมีเท่าไร ที่ไม่ชอบธรรมมีเท่าไร ตอบ : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้มี ๖ อย่าง ในกรรม ๖ อย่างนี้ กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ ตรัสไว้ในเรื่องพระวินัยในพระนครจัมปา ที่ชอบธรรมมีอย่างเดียว ที่ไม่ชอบธรรมมี ๕ อย่าง กรรม ๔ อย่าง ถาม : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร กรรมที่ตรัสไว้ในเรื่องพระวินัย ในพระนครจัมปา ที่ชอบธรรมมีเท่าไร ที่ไม่ชอบธรรมมีเท่าไร ตอบ : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้มี ๔ อย่าง ในกรรม ๔ อย่างนี้ กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ในเรื่องพระวินัยในพระนครจัมปา ที่ชอบธรรมมีอย่างเดียว ที่ไม่ชอบธรรมมี ๓ อย่าง อาบัติระงับ และไม่ระงับ ถาม : ในกองอาบัติที่พระอนันตชินเจ้าผู้คงที่ ผู้ทรงเห็นวิเวก ทรงแสดงแล้วนั้น กองอาบัติกี่กอง เว้นสมถะเสียก็ระงับได้ ท่านผู้ฉลาดในวิภังค์ ข้าพเจ้าถามข้อนั้น ขอท่านจงบอก ตอบ : ในกองอาบัติที่พระอนันตชินเจ้าผู้คงที่ ผู้ทรงเห็นวิเวก ทรงแสดงแล้วนั้น กองอาบัติกองเดียว เว้นสมถะเสียก็ระงับได้ ท่านผู้ฉลาดในวิภังค์ ข้าพเจ้าขอบอกข้อนั้นแก่ท่าน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๘๘}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๔. อวันทนียปุคคลาทิ ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไปสู่อบาย ถาม : ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไปสู่อบาย อันพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย ตอบ : ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไปสู่อบาย ตกนรกอยู่ชั่วกัป อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชา ผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๑๔๔ พวก ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไม่ไปสู่อบาย ถาม : ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไม่ไปสู่อบาย อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย ตอบ : ภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ไม่ไปสู่อบาย อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่ง พระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๑๘ พวก ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย หมวด ๘ ถาม : หมวด ๘ อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย ตอบ : หมวด ๘ อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๑๘ หมวด ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๘๙}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๕. โสฬสกัมมาทิ ๕. โสฬสกัมมาทิ ว่าด้วยกรรม ๑๖ อย่าง เป็นต้น

ข้อ ๔๗๘

ถาม : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย ตอบ : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๑๖ อย่าง ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย โทษแห่งกรรม ถาม : โทษแห่งกรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย ตอบ : โทษแห่งกรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๑๒ อย่าง ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย กรรมสมบัติ ถาม : กรรมสมบัติอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย ตอบ : กรรมสมบัติอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๔ อย่าง ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย กรรม ๖ ถาม : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๐}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๕. โสฬสกัมมาทิ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย ตอบ : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๖ อย่าง ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย กรรม ๔ ถาม : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย ตอบ : กรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๔ อย่าง ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย ปาราชิก ๘ ถาม : ปาราชิกอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย ตอบ : ปาราชิกอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๘ อย่าง ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย สังฆาทิเสส ๒๓ ถาม : สังฆาทิเสสอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๑}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๕. โสฬสกัมมาทิ ตอบ : สังฆาทิเสสอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๒๓ อย่าง ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย อนิยต ๒ ถาม : อนิยตอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย ตอบ : อนิยตอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๒ สิกขาบท ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย นิสสัคคีย์ ๔๒ ถาม : นิสสัคคีย์อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย ตอบ : นิสสัคคีย์อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๔๒ สิกขาบท ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย ปาจิตตีย์ ๑๘๘ ถาม : ปาจิตตีย์อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย ตอบ : ปาจิตตีย์อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๑๘๘ สิกขาบท ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๒}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [ทุติยคาถาสังคณิกะ] ๕. โสฬสกัมมาทิ ปาฏิเทสนียะ ๑๒ ถาม : ปาฏิเทสนียะอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย ตอบ : ปาฏิเทสนียะอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๑๒ สิกขาบท ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย เสขิยะ ๗๕ ถาม : เสขิยะอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้เท่าไร ข้าพเจ้าทั้งหลายขอฟังวิสัยของท่านผู้รู้แจ้งพระวินัย ตอบ : เสขิยะอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระราชาผู้สูงศักดิ์ตรัสไว้ ๗๕ สิกขาบท ขอท่านจงฟังวิสัยของข้าพเจ้าผู้รู้แจ้งพระวินัย ปัญหาข้อใด ท่านถามแล้วด้วยดีเพียงใด ปัญหาข้อนั้นข้าพเจ้าก็ตอบแล้วด้วยดี เพียงนั้น อนึ่ง ในคำถามและคำตอบจะไม่อ้างถึงสูตรอะไร ไม่มีแล ทุติยคาถาสังคณิกะ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๙๓}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อปรทุติยคาถาสังคณิกวัณณนา

วินิจฉัยในวิสัชนาคาถาว่า กตาปตฺติโย กายิกา เป็นอาทิ พึงทราบดังนี้ :-

[อาบัติทางกายเป็นต้น]

บาทคาถาว่า ฉ อาปตฺติโย กายิกา มีความว่า อาบัติทั้งหลายที่ท่านกล่าวไว้ในอันตรเปยยาล โดยนัยมีคำว่า ภิกษุต้องอาบัติ ๖ ด้วยอาปัตติสมุฏฐานที่ ๔ คือ ภิกษุเสพเมถุนธรรมต้องปาราชิก เป็นต้น. จริงอยู่ อาบัติเหล่านั้นตรัสว่า เนื่องด้วยกาย เพราะเกิดขึ้นในกายทวาร.

สองบทว่า ฉ วาจสิกา มีความว่า อาบัติทั้งหลาย ที่ตรัสไว้ในอันตรเปยยาลนั้นแล โดยนัยมีคำว่า ภิกษุต้องอาบัติ ๖ ด้วยอาปัตติสมุฏฐานที่ ๕ คือ ภิกษุผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาลามกครอบงำแล้ว ดังนี้เป็นต้น.

สองบทว่า ฉาเทนฺตสฺส ติสฺโส มีความว่า เป็นปาราชิกแก่ภิกษุณีผู้ปกปิดโทษ, เป็นปาจิตตีย์แก่ภิกษุ เพราะปกปิดอาบัติสังฆาทิเสส, เป็นทุกกฏ เพราะปกปิดอาบัติชั่วหยาบของตน.

สองบทว่า ปญฺจ สํสคฺคปจฺจยา มีความว่า อาบัติ ๕ มีการเคล้าคลึงด้วยกายเป็นปัจจัยเหล่านี้ คือ เพราะเคล้าคลึงด้วยกาย เป็นปาราชิกแก่ภิกษุณี, เป็นสังฆาทิเสสแก่ภิกษุ, เพราะกายกับของเนื่องด้วยกายถูกกัน เป็นถุลลัจจัย, เพราะของที่ซัดไปกับของเนื่องด้วยกายถูกกัน เป็นทุกกฏ, เพราะจี้ด้วยนิ้วมือ เป็นปาจิตตีย์.

[อาบัติเพราะอรุณขึ้นเป็นต้น]

สองบทว่า อรุณุคฺเค ติสฺโส มีความว่า เพราะอรุณขึ้น ภิกษุย่อมต้องอาบัติ ๓ เหล่านี้ คือ นิสสัคคิยปาจิตตีย์ ด้วยอำนาจก้าวล่วง ๑ ราตรี๖ ราตรี ๗ วัน ๑๐ วัน และ ๑ เดือน, เป็นสังฆาทิเสสแก่ภิกษุณี เพราะอยู่ปราศ (จากเพื่อน) ตลอดราตรี, ภิกษุปิดอาบัติไว้ตลอดยามที่ ๑ ก็ดี ปิดไว้ตลอดยามที่ ๒ ก็ดี ตลอดยามที่ ๓ ก็ดี อาบัติเป็นอันเธอปิดเมื่ออรุณขึ้นแล้ว เธอชื่อว่าย่อมปิดอาบัติไว้ พึงให้เธอแสดงอาบัติทุกกฏ.

สองบทว่า เทฺว ยาวตติยกา มีความว่า อาบัติชื่อยาวตติยกา มี ๑๑ แต่แบ่งเป็น ๒ ด้วยอำนาจพระบัญญัติ คือ ยาวตติยกาบัติ ของภิกษุ ยาวตติยกาบัติ ของภิกษุณี.

สองบทว่า เอเกตฺถ อฏฺฐวตฺถุกา มีความว่า อาบัติอย่างหนึ่งของภิกษุณีทั้งหลายเท่านั้น ชื่อว่าอัฏฐวัตถุกา ในศาสนานี้นี่.

สองบทว่า เอเกน สพฺพสงฺคโห มีความว่า สงเคราะห์สิกขาบททั้งมวล และปาฏิโมกขุทเทสทั้งมวล เข้าด้วยนิทานุทเทสอันเดียวนี้ว่า ภิกษุใด มีอาบัติอยู่, ภิกษุนั้น พึงเปิดเผยเสีย.

____________________________

ที่ถูก ๑๒ คือภิกษุ ๔ ภิกษุณี ๘.

[มูลแห่งวินัยเป็นต้น]

หลายบทว่า วินยสฺส เทฺว มูลานิ มีความว่า (มูลแห่งวินัยมี ๒ คือ) กาย ๑ วาจา ๑.

หลายบทว่า ครุกา เทฺว วุตฺตา มีความว่า (อาบัติหนักท่านกล่าวไว้ ๒ คือ) ปาราชิกและสังฆาทิเสส.

สองบทว่า เทฺว ทุฏฺฐุลฺลจฺฉาทนา มีความว่า ขึ้นชื่อว่าอาบัติ เพราะปิดโทษชั่วหยาบ มี ๒ เหล่านี้ คือเป็นปาราชิกแก่ภิกษุณีผู้ปิดโทษ (คือปาราชิกของภิกษุณีอื่น) เป็นปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ปิดสังฆาทิเสส (ของภิกษุอื่น).

[อาบัติในละแวกบ้านเป็นต้น]

สองบทว่า คามนฺตเร จตสฺโส มีความว่า อาบัติ ๔ อย่าง ด้วยอำนาจทุกกฏ ปาจิตตีย์ ถุลลัจจัย และสังฆาทิเสส เพราะละแวกบ้านเหล่านี้คือ ภิกษุกับภิกษุณีชวนกัน ต้องทุกกฏ. เข้าอุปจารบ้านอื่น ต้องปาจิตตีย์, เมื่อภิกษุณี ไปสู่ละแวกบ้าน ในบ้านที่ล้อมเป็นถุลลัจจัย ในย่างเท้าที่ ๑, เป็นสังฆาทิเสส ในย่างเท้าที่ ๒,เป็นถุลลัจจัย ในย่างเท้าที่ ๑ ที่ก้าวเข้าอุปจารแห่งบ้านไม่ได้ล้อม, เป็นสังฆาทิเสส ในย่างเท้าที่ ๒.

สองบทว่า จตสฺโส นทีปารปจฺจยา มีความว่า อาบัติ ๔ อย่างเหล่านี้ คือภิกษุกับภิกษุณีชวนกัน ต้องทุกกฏ, ลงเรือ ต้องปาจิตตีย์, เมื่อภิกษุณี (รูปเดียว) ไปสู่ฝั่งแม่น้ำ ในเวลาข้าม เป็นถุลลัจจัย ในย่างเท้าที่ ๑, เป็นสังฆาทิเสส ในย่างเท้าที่ ๒.

สองบทว่า เอกมํเส ถุลฺลจฺจยํ มีความว่า (ภิกษุย่อมต้องถุลลัจจัย) เพราะเนื้อแห่งมนุษย์.

สองบทว่า นวมํเสสุ ทุกฺกฏํ มีความว่า (ภิกษุย่อมต้องทุกกฏ) ในเพราะอกัปปิยมังสะที่เหลือ.

[อาบัติทางวาจาในราตรีเป็นต้น]

หลายบทว่า เทฺว วาจสิกา รตฺตึ มีความว่า ภิกษุณียืนพูดในหัตถบาสกับบุรุษ ในเวลามืดๆ ค่ำๆ ไม่มีแสงไฟ ต้องปาจิตตีย์, เว้นหัตถบาส ยืนพูด ต้องทุกกฏ.

หลายบทว่า เทฺว วาจสิกา ทิวา มีความว่า ภิกษุณียืนพูดในหัตถบาสกับบุรุษ ในโอกาสที่ปิดบัง ในกลางวัน ต้องปาจิตตีย์, เว้นหัตถบาส ยืนพูด ต้องทุกกฏ.

สองบทว่า ททมานสฺส ติสฺโส มีความว่า เป็นอาบัติ ๓ อย่างแก่ภิกษุผู้ให้อย่างนี้ คือมีประสงค์จะให้ตาย ให้ยาพิษแก่มนุษย์ถ้าว่า เขาตาย ด้วยยาพิษนั้น ภิกษุต้องปาราชิก, ให้แก่ยักษ์และเปรต ถ้าว่า ยักษ์และเปรตนั้นตาย ภิกษุต้องถุลลัจจัย,ให้แก่สัตว์ดิรัจฉาน ถ้าว่า มันตาย ภิกษุต้องปาจิตตีย์, แม้เพราะให้จีวรแก่ภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ ก็ต้องปาจิตตีย์.

สองบทว่า จตฺตาโร จ ปฏิคฺคเห มีความว่า เป็นสังฆาทิเสส เพราะจับมือและจับช้องผม, ต้องปาราชิก เพราะอมองคชาตด้วยปาก, ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์ เพราะรับจีวรของภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ, ต้องถุลลัจจัยแก่ภิกษุณีผู้กำหนัด รับของเคี้ยว ของบริโภค จากมือบุรุษผู้กำหนัด, กองอาบัติ ๔ ย่อมมีในเพราะรับ ด้วยประการอย่างนี้.

[อาบัติเป็นเทสนาคามินีเป็นต้น]

สองบทว่า ปญฺจ เทสนาคามินิโย ได้แก่ ลหุกาบัติ ๕ กอง.

สองบทว่า ฉ สปฺปฏิกมฺมา มีความว่า เว้นปาราชิกเสียแล้ว อาบัติที่เหลือ (มีทางจะทำคืนได้).

สองบทว่า เอเกตฺถ อปฺปฏิกมฺมา มีความว่า (อาบัติที่ทำคืนไม่ได้ในศาสนานี้ มีอย่างเดียว คือ) อาบัติปาราชิก.

หลายบทว่า วินยครุกา เทฺว วุตฺตา ได้แก่ ปาราชิกและสังฆาทิเสส.

บทว่า กายวาจสิกานิ จ มีความว่า สิกขาบททั้งมวลทีเดียว เป็นไปในทางกายและวาจา. ไม่มีแม้เพียงสิกขาบทเดียว ที่ทรงบัญญัติในมโนทวาร.

หลายบทว่า เอโก วิกาเล ธญฺญรโส ได้แก่ ยาดองด้วยเกลือ. จริงอยู่ รสแห่งธัญชาติชนิดหนึ่งนี้แล ควรในวิกาล.

หลายบทว่า เอกา ฐตฺติจตุตฺเถน สมฺมติ ได้แก่ สมมติภิกษุผู้สอนภิกษุณี. จริงอยู่ สมมติด้วยญัตติจตุตถกรรมอันเดียวนี้เท่านั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว.

[ปาราชิกทางกายเป็นต้น]

หลายบทว่า ปาราชิกา กายิกา เทฺว ได้แก่ เมถุนธรรมปาราชิกของภิกษุ และกายสังสัคคปาราชิกของภิกษุณี.

สองบทว่า เทฺว สํวาสกภูมิโย มีความว่า ภิกษุทำตนให้เป็นสมานสังวาสก์ด้วยตนเอง, หรือสงฆ์ผู้พร้อมเพรียง ประกาศถอนภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกวัตรนั้นเสีย.

แต่ในกุรุนที กล่าวสังวาสกภูมิไว้ ๒ อย่างๆ นี้ คือ ภูมิแห่งสมานสังวาสก์ ๑ ภูมิแห่งนานาสังวาสก์ ๑.

สองบทว่า ทฺวินฺนญฺจ รตฺติจฺเฉโท ได้แก่ รัตติจเฉทของภิกษุผู้อยู่ปริวาส ๑ ของภิกษุผู้ประพฤติมานัตต์ ๑.

หลายบทว่า ปญฺญตฺตา ทฺวงฺคุลา ทุเว ได้แก่ พระบัญญัติว่าด้วยสองนิ้ว ๒ อย่าง คือ พระบัญญัติที่ว่า (ภิกษุณีเมื่อถือเอาให้สะอาดด้วยน้ำ) พึงถือเอาเพียง ๒ ข้อแห่งนิ้วมือเป็นอย่างยิ่งนี้ ๑ พระบัญญัติที่ว่า ภิกษุไว้ผม ๒ นิ้วหรือ ๒ เดือน นี้ ๑.

[อาบัติเพราะทำร้ายตัวเองเป็นต้น]

หลายบทว่า เทฺว อตฺตานํ วธิตฺวาน มีความว่า ภิกษุณีทำร้ายตัวเอง ต้องอาบัติ ๒ อย่าง คือ ทำร้าย ร้องไห้ ต้องปาจิตตีย์, ทำร้ายไม่ร้องไห้ ต้องทุกกฏ.

หลายบทว่า ทฺวีหิ สงฺโฆ ภิชฺชติ มีความว่า (สงฆ์ย่อมแตกกัน ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ) ด้วยกรรม ๑ ด้วยจับสลาก ๑.

สองบทว่า เทฺวตฺถ ปฐมาปตฺติกา มีความว่าในวินัยแม้ทั้งสิ้นนี้ มีอาบัติต้องแต่แรกทำ ๒ อย่าง เนื่องด้วยพระบัญญัติแห่งภิกษุและภิกษุณีทั้ง๒ ฝ่าย. แต่โดยประการนอกนี้ ปฐมาปัตติกาบัตินั้น ย่อมมี ๑๘ คือ ของภิกษุ ๙ ของภิกษุณี ๙.

หลายบทว่า ญตฺติยา กรณา ทุเว มีความว่า ญัตติกิจมี ๒ คือญัตติที่เป็นกรรมเอง ๑ ญัตติที่เป็นบาทแห่งกรรม ๑, ญัตติกิจย่อมเป็นกรรมเอง ใน ๙ สถาน, ตั้งอยู่โดยความเป็นบาทแห่งกรรมใน ๒ สถาน.

[อาบัติเพราะปาณาติบาตเป็นต้น]

สองบทว่า ปาณาติปาเต ติสฺโส มีความว่า (ในเพราะปาณาติบาต) ย่อมมีอาบัติ ๓ เหล่านี้ คือ ภิกษุขุดหลุมพรางไว้ ไม่เจาะจง (ผู้ใด), ถ้ามนุษย์ตาย ต้องปาราชิก; ต้องถุลลัจจัย เพราะยักษ์และเปรตตาย, ต้องปาจิตตีย์ เพราะสัตว์ดิรัจฉานตาย.

หลายบทว่า วาจา ปาราชิกา ตโย มีความว่า (อาบัติปาราชิก เนื่องด้วยวาจา ๓ คือ) ปาราชิกในวัชชปฏิจฉาทิกาสิกขาบท ๑ ในอุกขิตตานุวัตติกาสิกขาบท ๑ ในอัฏฐวัตถุกาสิกขาบท ๑.

แต่ในกุรุนที ท่านกล่าวไว้ ๓ อย่างนี้ คือ ปาราชิกเพราะอทินนาทานและฆ่ามนุษย์ โดยสั่งบังคับ และเพราะอวดอุตริมนุสธรรม.

สองบทว่า โอภาสนา ตโย ได้แก่ สังฆาทิเสสเพราะพูดสรรเสริญและติพาดพิงทวารหนักทวารเบา,ถุลลัจจัย เพราะพูดสรรเสริญและติพาดพิงอวัยวะใต้รากขวัญลงมา เหนือช่วงเข่าขึ้นไป เว้นทวารหนักทวารเบาเสีย,ทุกกฏ เพราะพูดสรรเสริญและติพาดพิงอวัยวะเหนือรากขวัญขึ้นไป ใต้ช่วงเข่าลงมา.

สองบทว่า สญฺจริตฺเตน วา ตโย มีความว่า อาบัติ ๓ กองมีเพราะการชักสื่อเป็นเหตุ เหล่านี้ คือ ภิกษุรับคำ พูดชักสื่อ กลับมาบอก ต้องสังฆาทิเสส, รับคำ พูดชักสื่อ ไม่กลับมาบอก ต้องถุลลัจจัย, รับคำ ไม่พูด ชักสื่อ ไม่กลับมาบอก ต้องทุกกฏ.

[บุคคลที่ไม่ควรให้อุปสมบทเป็นต้น]

หลายบทว่า ตโย ปุคฺคลา น อุปสมฺปาเทตพฺพา มีความว่า (บุคคลอันสงฆ์ไม่พึงให้อุปสมบท ๓ จำพวก คือ) บุคคลผู้มีกาล คือ อายุไม่ครบ ๑ ผู้มีอวัยวะบกพร่อง ๑ ผู้วิบัติโดยวัตถุ ๑. เหตุที่ทำบุคคล ๓ จำพวกนั้นให้ต่างกัน ได้กล่าวแล้ว.

อีกประการหนึ่ง ในบุคคล ๓ จำพวกนี้ บุคคลใด ไม่บริบูรณ์ด้วยบาตรและจีวร และบุคคลใด บริบูรณ์แต่ไม่ขอ, บุคคลเหล่านี้แล ท่านสงเคราะห์ ด้วยบุคคลผู้มีอวัยวะบกพร่องโดยเฉพาะ. ฝ่ายบุคคลผู้มีความกระทำเลวทราม มีผู้ฆ่ามารดาเป็นต้น พึงทราบว่าสงเคราะห์ ด้วยบุคคลผู้วิบัติโดยวัตถุโดยเฉพาะ กล่าวคือ บัณเฑาะก์อุภโตพยัญชนก และสัตว์ดิรัจฉาน. จริงอยู่ นัยนี้ ท่านกล่าวไว้ในกุรุนที.

หลายบทว่า ตโย กมฺมานํ สงฺคหา ได้แก่ (กรรมสังคหะ ๓ อย่างคือ) วาจากำหนดญัตติ คำประธานที่ทำค้าง คำระบุกรรมที่เสร็จไปแล้ว.

ในกรรมสังคหะ ๓ นั้น กรรมทั้งหลายอันท่านสงเคราะห์ด้วยลักษณะ ๓ เหล่านี้ คือ วาจาที่สวดต่างโดยคำว่า ทเทยฺย กเรยฺย เป็นอาทิ ชื่อว่าวาจากำหนดญัตติ. คำสวดประกาศต่างโดยคำว่า เทติ กโรติ เป็นอาทิ ชื่อว่าคำประธานที่ทำค้าง, คำสวดประกาศต่างโดยคำว่า ทินฺนํ กตํ เป็นอาทิ ชื่อว่าคำระบุกรรมที่เสร็จไปแล้ว.

กรรมทั้งหลายอันท่านสงเคราะห์ด้วยลักษณะ ๓ แม้อื่นอีก คือ ด้วยวัตถุ ญัตติ อนุสาวนา. จริงอยู่ กรรมที่พร้อมด้วยวัตถุ พร้อมด้วยญัตติและพร้อมด้วยอนุสาวนา จึงจัดเป็นกรรมแท้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กรรมสังคหะมี ๓.

ขึ้นชื่อว่า บุคคลที่สงฆ์นาสนะเสีย ท่านกล่าวไว้ ๓ จำพวก ได้แก่ บุคคล ๓ จำพวกที่สงฆ์ให้นาสนะเสีย ด้วยอำนาจลิงคนาสนา สังวาสนาสนาและทัณฑกรรมนาสนาพึงทราบ (โดยบาลี) อย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย จงนาสนะเมตติยาภิกษุณีเสีย, บุคคลผู้ประทุษร้าย สงฆ์พึงให้นาสนะเสีย, สามเณรประกอบด้วยองค์ ๑๐ ภิกษุพึงให้นาสนะเสีย,ท่านทั้งหลายจงให้นาสนะกัณกฏสามเณรเสีย.

สองบทว่า ติณฺณนฺนํ เอกวาจิกา มีความว่า อนุสาวนาอันเดียวควรแก่ชน ๓ มีอุปัชฌาย์เดียวกัน ต่างอาจารย์กัน โดยพระบาลีว่า ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อทำบุคคล ๒-๓ คน ในอนุสาวนาเดียวกัน.

[อาบัติเพราะอทินนาทานเป็นต้น]

สองบทว่า อทินฺนาทาเน ติสฺโส มีความว่า ในเพราะ (อทินนาทาน) บาทหนึ่ง หรือเกินกว่าบาท เป็นปาราชิก, เกินกว่า ๑ มาสก ต่ำกว่า ๕ มาสก เป็นถุลลัจจัย, ๑ มาสก หรือหย่อนมาสก เป็นทุกกฏ.

สองบทว่า จตสฺโส เมถุนปจฺจยา มีความว่า ภิกษุเสพเมถุนในทวารที่สัตว์ยังไม่กัด ต้องปาราชิก. ในทวารที่สัตว์กัดแล้วโดยมาก ต้องถุลลัจจัย, สอดองคชาตเข้าไปในปากที่อ้ามิให้กระทบ ต้องทุกกฏ, ภิกษุณีต้องปาจิตตีย์ เพราะขุนเพ็ดทำด้วยยาง.

สองบทว่า ฉินฺทนฺตสฺส ติสฺโส มีความว่า เป็นปาราชิกแก่ภิกษุผู้ (ลัก) ตัดต้นไม้ใหญ่, เป็นปาจิตตีย์ แก่ผู้ตัดภูตคาม, เป็นถุลลัจจัย แก่ผู้ตัดองคชาต.

สองบทว่า ปญฺจ ฉฑฺฑิตปจฺจยา มีความว่า ภิกษุทิ้งยาพิษ ไม่เจาะจง ถ้ามนุษย์ตายเพราะยาพิษนั้น ต้องปาราชิก, เมื่อยักษ์และเปรตตาย ต้องถุลลัจจัย,เมื่อสัตว์ดิรัจฉานตาย ต้องปาจิตตีย์. เพราะทิ้ง คือปล่อยสุกกะ เป็นสังฆาทิเสส, เพราะถ่ายอุจจาระและปัสสาวะในของเขียว ต้องทุกกฏ ในเสขิยวัตร,อาบัติ ๕ กองนี้ย่อมมี เพราะวัตถุที่ทิ้งเป็นปัจจัย.

[ปรับอาบัติควบกันเป็นต้น]

หลายบทว่า ปาจิตฺติเยน ทุกฺกฏา กตา มีความว่า ท่านปรับทุกกฏควบกับปาจิตตีย์ด้วย ในสิกขาบททั้ง ๑๐ ในภิกขุโนวาทกวัคค์.

หลายบทว่า จตุเรตฺถ นวกา วุตฺตา มีความว่า ในสิกขาบทที่ ๑ นั่นแล ท่านกล่าวหมวด ๙ ไว้ ๔ หมวดอย่างนี้ คือในกรรมไม่เป็นธรรม ๒ หมวด ในกรรมเป็นธรรม ๒ หมวด.

สองบทว่า ทฺวินฺนํปิ จีวเรน จ มีความว่า เพราะจีวรเป็นต้นเหตุ ย่อมเป็นอาบัติ แก่ภิกษุผู้ให้จีวร แก่ภิกษุณี ๒ พวก อย่างนี้ คือ เป็นปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้ให้จีวรแก่ภิกษุณี ผู้อุปสมบทในสำนักภิกษุทั้งหลาย, เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้ให้จีวรแก่ภิกษุณี ผู้อุปสมบทในสำนักภิกษุณีทั้งหลาย.

ปาฏิเทสนียะ ๘ มาแล้วในบาลีแล.

หลายบทว่า ภุชนฺตามกธญฺเญน ปาจิตฺติเยน ทุกฺกฏา กตา มีความว่า ท่านปรับทุกกฏควบกับปาจิตตีย์ด้วย แก่ภิกษุณีผู้ออกปากขอข้าวเปลือกฉัน.

[อาบัติเพราะเดินเป็นต้น]

สองบทว่า คจฺฉนฺตสฺส จตสฺโส มีความว่า เป็นอาบัติ ๔ กองนี้แก่ผู้ไป คือ เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้ชวนกันเดินทาง กับภิกษุณี หรือมาตุคาม, เป็นปาจิตตีย์ เมื่อเข้าอุปจารบ้าน, ภิกษุณีใด ไปสู่ละแวกบ้านรูปเดียว เมื่อภิกษุณีนั้น เข้าอุปจารบ้าน เป็นถุลลัจจัย ในย่างเท้าที่ ๑, เป็นสังฆาทิเสสในย่างเท้าที่ ๒.

สองบทว่า ฐิตสฺส วาปิ ตตฺตกา มีความว่า อาบัติ ๔ กองนั่นแล ย่อมมีแม้แก่ผู้ยืนอยู่, อย่างไร?อย่างนี้ คือ ภิกษุณี ยืนในหัตถบาสของบุรุษด้วยอำนาจมิตตสันถวะ ในที่มืด หรือในโอกาสกำบัง ต้องปาจิตตีย์, ยืนเว้นหัตถบาส ต้องทุกกฏ. ในเวลาอรุณขึ้น ยืนเว้นหัตถบาสของภิกษุณีซึ่งเป็นเพื่อน ต้องถุลลัจจัย, เว้นหัตถบาสยืน ต้องสังฆาทิเสส.

หลายบทว่า นิสินฺนสฺส จตสฺโส อาปตฺติโย นิปนฺนสฺสาปิ ตตฺตกา มีความว่า ก็แม้ถ้าว่า ภิกษุณีนั้น นั่งก็ตาม นอนก็ตาม เธอย่อมต้องอาบัติ ๔ กองนั้นนั่นแล.

[อาบัติมากต้องในเขตเดียวกัน]

สองบทว่า ปญฺจ ปาจิตฺติยานิ มีความว่า เภสัช ๕ ที่ภิกษุรับประเคนแล้วไม่ปนกัน ใส่ไว้ในภาชนะต่างกันก็ตาม ในภาชนะเดียวกันก็ตาม. เพราะล่วง ๗ วัน ภิกษุนั้น ย่อมต้องปาจิตตีย์หมดทั้ง ๕ ตัว ต่างวัตถุกันในขณะเดียวกัน. ไม่พึงกล่าวว่า ต้องอาบัตินี้ก่อน อาบัตินี้ภายหลัง.

สองบทว่า นว ปาจิตฺติยานิ มีความว่า ภิกษุใด ออกปากขอโภชนะประณีต ๙ อย่าง เคล้าคำข้าวคำหนึ่ง รวมกันกับโภชนะประณีตเหล่านั่นเทียว เปิบเข้าปาก ให้ล่วงลำคอเข้าไป, ภิกษุนี้ ย่อมต้องปาจิตตีย์ หมดทั้ง ๙ ตัว ต่างวัตถุกัน ในขณะเดียวกัน. ไม่พึงกล่าวว่า ต้องอาบัตินี้ก่อน อาบัตินี้ภายหลัง.

[วิธีแสดงอาบัติ]

สองบทว่า เอกวาจาย เทเสยฺย มีความว่า ภิกษุพึงแสดงด้วยวาจาอันเดียว อย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ารับประเคนเภสัช ๕ ให้ล่วง ๗ วันไปต้องอาบัติ ๕ จึงแสดงคืนอาบัติเหล่านั้นในสำนักท่าน อาบัติเหล่านั้น เป็นอันเธอแสดงแล้วแท้ ; ไม่มีกิจที่จะต้องทำด้วยวาจา ๒-๓ ครั้ง. แม้ในวิสัชนาที่ ๒ ก็พึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าออกปากขอโภชนะประณีต ๙ อย่างฉัน ต้องอาบัติ ๙ จึงแสดงคืนอาบัติเหล่านั้น ในสำนักท่าน.

หลายบทว่า วตฺถุํ กิตฺเตตฺวา เทเสยฺย มีความว่า พึงแสดงระบุวัตถุ อย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้ารับประเคนเภสัช ๕ ให้ล่วง ๗ วันไป,ข้าพเจ้าแสดงอาบัติเหล่านั้นตามวัตถุ ในสำนักท่าน. อาบัติทั้งหลาย เป็นอันภิกษุนั้นแสดงแล้วแท้. ไม่มีกิจที่จะต้องระบุชื่ออาบัติ. แม้ในวิสัชนาที่ ๒ ก็พึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าออกปากขอโภชนะประณีต ๙ อย่าง ฉันแล้ว, ข้าพเจ้าแสดงคืนอาบัติเหล่านั้น ตามวัตถุ ในสำนักท่าน.

[ยาวตติยกาบัติเป็นต้น]

สองบทว่า ยาวตติยเก ติสฺโส มีความว่า อาบัติ ๓ กองในยาวตติยกะเหล่านี้ คือ เป็นปาราชิกแก่ภิกษุณีผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร, เป็นสังฆาทิเสส แก่ภิกษุทั้งหลาย มีพระโกกาลิกะเป็นต้น ผู้ประพฤติตามพระเทวทัตต์ผู้ทำลายสงฆ์ และเป็นปาจิตตีย์แก่นางจัณฑกาฬีภิกษุณี เพราะไม่สละทิฏฐิลามก.

สองบทว่า ฉ โวหารปจฺจยา มีความว่า ภิกษุย่อมต้องอาบัติ ๖ มีวาจาที่ตนประกอบเป็นปัจจัย. อย่างไร? อย่างนี้ คือ เพราะอาชีวะเป็นเหตุเพราะอาชีวะเป็นการณ์ ภิกษุมีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาลามกครอบงำแล้ว อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มี ไม่จริง ต้องปาราชิก,เพราะอาชีวะเป็นเหตุ เพราะอาชีวะเป็นการณ์ ภิกษุถึงความชักสื่อ ต้องสังฆาทิเสส, เพราะอาชีวะเป็นเหตุ เพราะอาชีวะเป็นการณ์ (อวดโดยปริยายว่า) ภิกษุใดอยู่ในวิหารของท่าน ฯลฯ ต้องถุลลัจจัย,เพราะอาชีวะเป็นเหตุ เพราะอาชีวะเป็นการณ์ ภิกษุออกปากขอโภชนะประณีต เพื่อประโยชน์แก่ตนฉัน ต้องปาจิตตีย์,เพราะอาชีวะเป็นเหตุ เพราะอาชีวะเป็นการณ์ ภิกษุณีออกปากขอโภชนะประณีต เพื่อประโยชน์แก่ตนฉัน ต้องปาฏิเทสนียะ,เพราะอาชีวะเป็นเหตุ เพราะอาชีวะเป็นการณ์ ภิกษุไม่อาพาธ ออกปากขอแกงหรือข้าวสุก เพื่อประโยชน์แก่ตนฉัน ต้องทุกกฏ.

สองบทว่า ขาทนฺตสฺส ติสฺโส มีความว่า ภิกษุต้องถุลลัจจัย เพราะเนื้อมนุษย์, ต้องทุกกฏ เพราะอกัปปิยมังสะที่เหลือ, เป็นปาจิตตีย์แก่ภิกษุณี เพราะกระเทียม.

สองบทว่า ปญฺจ โภชนปจฺจยา มีความว่า ภิกษุณีผู้กำหนัดรับโภชนะจากมือของบุคคลคือบุรุษผู้กำหนัด เติมเคล้าให้ระคนกันกลืนเข้าไป,อนึ่ง ถือเอาเนื้อมนุษย์ กระเทียม โภชนะประณีตที่ตนออกปากขอเพื่อประโยชน์แก่ตน และอกัปปิยมังสะที่เหลือ เติมเคล้าให้ระคนกันกลืนเข้าไป,ย่อมต้องอาบัติ ๕ มีโภชนะเป็นปัจจัย เหล่านี้ คือ สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ.

[ฐานะ ๕ แห่งยาวตติยกาบัติเป็นต้น]

สองบทว่า ปญฺจ ฐานานิ มีความว่า ยาวตติยกาบัติทั้งปวง ย่อมถึงฐานะ ๕ อย่างนี้ คือ สำหรับภิกษุณี ผู้ประพฤติตามภิกษุอันสงฆ์ยกวัตรไม่ยอมสละ ด้วยวาจาประกาศเพียงครั้งที่ ๓ เพราะญัตติ ต้องทุกกฏ, เพราะกรรมวาจา ๒ ต้องถุลลัจจัย, ในที่สุดแห่งกรรมวาจา ต้องปาราชิก, [สำหรับภิกษุ]เพราะบากบั่นเพื่อทำลายสงฆ์เป็นต้น เป็นสังฆาทิเสส และเพราะไม่ยอมสละทิฏฐิลามกเป็นปาจิตตีย์.

สองบทว่า ปญฺจนฺนญฺเจว อาปตฺติ มีความว่า ขึ้นชื่อว่าอาบัติย่อมมีแก่สหธรรมิกทั้ง ๕. ในสหธรรมิกทั้ง ๕ นั้น โดยนิปปริยาย อาบัติย่อมมีแก่ภิกษุและภิกษุณี ๒ พวกเท่านั้น. แต่สำหรับนางสิกขมานาสามเณรและสามเณรี อาบัติย่อมมีโดยปริยายนี้ว่า ความเป็นของไม่ควร ย่อมไม่ควร. สหธรรมิก ๓ นั้น ภิกษุไม่พึงให้แสดงอาบัติ, แต่พึงลงทัณฑกรรมแก่พวกเธอ.

สองบทว่า ปญฺจนฺนํ อธิกรเณน จ มีความว่า ก็แลอธิกรณ์ย่อมมีแก่สหธรรมิกทั้ง ๕ เหมือนกัน. จริงอยู่ วินิจฉัยโวหาร เพื่อประโยชน์แก่บริขารมีบาตรและจีวรเป็นต้น ของสหธรรมิกทั้ง ๕ นั่นแล เรียกว่าอธิกรณ์ส่วนวินิจฉัยโวหาร ของคฤหัสถ์ ย่อมจัดเป็นอัฏฏกรรม (คือการว่าคดี).

หลายบทว่า ปญฺจนฺนํ วินิจฺฉโย โหติ มีความว่า ขึ้นชื่อว่าวินิจฉัยของสหธรรมิกทั้ง ๕ เหล่านั่นเอง ก็มีอยู่.

สองบทว่า ปญฺจนฺนํ วูปสเมน จ มีความว่า อธิกรณ์ของสหธรรมิกทั้ง ๕ เหล่านั่นแล ที่ได้วินิจฉัยแล้ว ชื่อว่าเป็นอันระงับไป.

สองบทว่า ปญฺจนฺนญฺเจว อนาปตฺติ มีความว่า ขึ้นชื่อว่าอนาบัติ ย่อมมีแก่สหธรรมิกทั้ง ๕ เหล่านั่นแล.

หลายบทว่า ตีหิ ฐาเนหิ โสภติ มีความว่า ภิกษุย่อมงามโดยเหตุ ๓ มีสงฆ์เป็นต้น. จริงอยู่ บุคคลผู้กระทำความละเมิดแล้วกระทำคืนอาบัติที่ยังทำคืนได้ ในท่ามกลางสงฆ์ หรือในท่ามกลางคณะหรือในสำนักบุคคล ย่อมเป็นผู้มีศีลใหม่เอี่ยม กลับตั้งอยู่ตามเดิม. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมงามโดยสถาน ๓.

[อาบัติทางกายในราตรีเป็นต้น]

หลายบทว่า เทฺว กายิกา รตฺตึ มีความว่า ภิกษุณี ต้องอาบัติทางกายทวารเป็นแดนเกิด ๒ อย่าง ในราตรี คือ เมื่อสำเร็จการยืนนั่งและนอน ในหัตถบาสของบุรุษ ในเวลามืดๆ ค่ำๆ ต้องปาจิตตีย์; เมื่อสำเร็จการยืนเป็นอาทิ ละหัตถบาส ต้องทุกกฏ.

หลายบทว่า เทฺว กายิกา ทิวา มีความว่า ภิกษุณี ต้องอาบัติ ๒ กอง ในโอกาสที่กำบัง ในเวลากลางวัน โดยอุบายนั้นแล.

หลายบทว่า นิชฺฌนฺตสฺส เอกา อาปตฺติ มีความว่า อาบัติกองเดียวนี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้เพ่งดู [โดยบาลี] ว่า ภิกษุทั้งหลาย ก็แลอันภิกษุผู้กำหนัดแล้ว ไม่พึงเพ่งดูองค์กำเนิดแห่งมาตุคาม ภิกษุใดพึงเพ่งดู ภิกษุนั้นต้องทุกกฏ.

สองบทว่า เอกา ปิณฺฑปาตปจฺจยา ได้แก่ อาบัติทุกกฏที่ตรัสในบาลีนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ก็แลอันภิกษุไม่พึงแลดูหน้า ของทายิกาผู้ถวายภิกษา. จริงอยู่ โดยที่สุด แลดูหน้าแม้ของสามเณรผู้ถวายข้าวต้มหรือกับข้าว ก็เป็นทุกกฏเหมือนกัน.

แต่ในกุรุนทีกล่าวว่า คำว่า อาบัติกองเดียว เพราะบิณฑบาตเป็นปัจจัย ได้แก่ เป็นปาจิตตีย์ แก่ภิกษุฉันบิณฑบาตซึ่งภิกษุณีแนะนำให้ถวาย.

[ภิกษุที่สงฆ์ยกวัตรเป็นต้น]

สองบทว่า อฏฺฐานิสํเส สมฺปสฺสํ ได้แก่ อานิสงส์ที่ตรัสไว้ในโกสัมพิกขันธกะ.

หลายบทว่า อุกฺขิตฺตกา ตโย วุตฺตา ได้แก่ (ภิกษุที่สงฆ์ยกวัตร ๓ พวก เพราะเหตุ ๓ ประการ คือ) เพราะไม่เห็นอาบัติ ๑ เพราะไม่ทำคืน ๑ เพราะไม่ยอมสละทิฏฐิลามก ๑.

สองบทว่า เตจตฺตาฬีส สมฺมาวตฺตนา ได้แก่ ความประพฤติชอบ ในวัตรทั้งหลาย มีประมาณเท่านั้น ของภิกษุที่ถูกสงฆ์ยกวัตรเหล่านั้นนั่นแล.

สองบทว่า ปญฺจฏฺฐาเน มุสาวาโท มีความว่า มุสาวาท ย่อมถึงฐานะ ๕ กล่าวคือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์และทุกกฏ.

หลายบทว่า จุทฺทส ปรมนฺติ วุจฺจติ ได้แก่ สิกขาบทที่กล่าวแล้วในหนหลัง โดยนัยมี ๑๐ วันอย่างยิ่ง เป็นอาทิ.

สองบทว่า ทฺวาทส ปาฏิเทสนียา ได้แก่ ปาฏิเทสนียะของภิกษุ ๔ ของภิกษุณี ๘.

สองบทว่า จตุนฺนํ เทสนาย จ มีความว่า การแสดงโทษล่วงเกินของบุคคล ๔ จำพวก. ถามว่า ก็การแสดงโทษล่วงเกิน ๔ อย่างนั้น คือข้อไหนบ้าง?คือ ชื่อว่า การแสดงโทษล่วงเกินของบุคคล ๔ จำพวกนี้ คือการแสดงโทษล่วงเกินของนายขมังธนูผู้มุ่งไปฆ่า ซึ่งพระเทวทัตต์จัดส่งไปการแสดงโทษล่วงเกิน แห่งอุปัฏฐายิกาของพระอนุรุทธเถระ การแสดงโทษล่วงเกินของวัฑฒลิจฉวี การแสดงโทษล่วงเกินของภิกษุทั้งหลาย ผู้กระทำอุกเขปนียกรรมแก่พระวาสภคามิยัตเถระแล้วกลับมา.

[มุสาวาทมีองค์ ๘ เป็นต้น]

สองบทว่า อฏฐงฺคิโก มุสาวาโท มีความว่า มุสาวาทที่ประกอบด้วยองค์ ๘ ตั้งต้นแต่องค์ที่ว่า ก่อนแต่พูด ผู้นั้น มีความคิดว่า เราจักพูดปด ดังนี้ มีองค์ว่า ยันความจำ เป็นที่สุดจัดว่ามุสาวาท ประกอบด้วยองค์ ๘.

แม้องค์อุโบสถ ๘ ก็ได้กล่าวแล้ว โดยนัยมีคำว่า ไม่พึงฆ่าสัตว์ เป็นอาทิ.

สองบทว่า อฏฺฐ ทูเตยฺยงฺคานิ ได้แก่ (องค์เกื้อกูลแก่ความเป็นทูต ๘ ประการ) อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสังฆเภทกขันธกะ โดยนัยมีคำว่า ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นผู้ฟังเอง และให้ผู้อื่นฟังเป็นอาทิ.

ติตถิยวัตร ๘ ได้กล่าวแล้วในมหาขันธกะ.

คำว่า อุปสัมปทา มีวาจา ๘ ท่านกล่าวหมายถึงอุปสมบทของภิกษุณีทั้งหลาย.

สองบทว่า อฏฺฐนฺนํ ปจฺจุฏฺฐาตพฺพํ มีความว่า ภิกษุณีทั้งหลายนอกนี้ พึงลุกขึ้นให้อาสนะแก่ภิกษุณี ๘ รูป ในหอฉัน.

สองบทว่า ภิกฺขุโนวาทโก อฏฺฐหิ มีความว่า ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ อันสงฆ์พึงสมมติให้เป็นผู้สอนภิกษุณี.

วินิจฉัยในคาถาว่า เอกสฺส เฉชฺชํ พึงทราบดังนี้ :-

ในชน ๙ ภิกษุใด ให้จับสลากทำลายสงฆ์ ความขาด ย่อมมีแก่ภิกษุนั้นแล คือ ย่อมต้องปาราชิกเหมือนอย่างพระเทวทัตต์. เป็นถุลลัจจัย แก่บุคคล ๔ คน ผู้ประพฤติตามภิกษุผู้ทำลายสงฆ์ เหมือนภิกษุทั้งหลายมีพระโกกาลิกะเป็นต้น. ไม่เป็นอาบัติแก่บุคคล ๔ คน ผู้เป็นธรรมวาที. ก็อาบัติและอนาบัติเหล่านี้ ของคนทั้งปวง มีวัตถุอันเดียวกัน คือ มีสังฆเภทเป็นวัตถุเท่านั้น.

[กรรมเนื่องด้วยญัตติเป็นต้น]

วินิจฉัยในคาถาว่า นว อาฆาตวตฺถูนิ พึงทราบดังนี้ :-

บทว่า นวหิ มีความว่า สงฆ์ย่อมแตกกัน เพราะภิกษุ ๙ รูป.

หลายบทว่า ญตฺติยา การณา นว มีความว่า กรรมที่สงฆ์พึงทำด้วยญัตติ มี ๙ อย่าง.

คำที่เหลือ ตื้นทั้งนั้น.

หลายบทว่า ทส ปุคฺคลา นาภิวาเทตพฺพา ได้แก่ ชน (ที่ไม่ควรไหว้) ๑๐ จำพวก ที่ตรัสไว้ ในเสนาสนขันธกะ.

สองบทว่า อญฺชลิสามิเจน จ มีความว่า อัญชลีกรรมพร้อมทั้งสามีจิกรรม อันภิกษุไม่พึงทำแก่ชน ๑๐ จำพวกนั้น. อธิบายว่า วัตรในขันธกะมีถามถึงน้ำดื่มและฉวยพัดใบตาลเป็นต้น อันภิกษุไม่พึงแสดงแก่ชน ๑๐ จำพวกนั้น อัญชลีก็ไม่พึงประคอง.

สองบทว่า ทสนฺนํ ทุกกฏํ มีความว่า เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้ทำอย่างนั้น แก่คน ๑๐ จำพวกนั้นแล.

สองบทว่า ทส จีวรธารณา มีความว่า อนุญาตให้ทรงอติเรกจีวรไว้ ๑๐ วัน.

หลายบทว่า ปญฺจนฺนํ วสฺสํ วุตฺถานํ ทาตพฺพํ อิธ จีวรํ ได้แก่ พึงให้ต่อหน้าสหธรรมิกทั้ง ๕ ทีเดียว.

สองบทว่า สตฺตนฺนํ สนฺเต มีความว่า เมื่อมีผู้รับแทนที่สมควร พึงให้ลับหลังก็ได้ แก่ชน ๗ จำพวกนี้ คือ ภิกษุผู้หลีกไปต่างทิศ ภิกษุบ้า ภิกษุผู้มีจิตฟุ้งซ่าน ภิกษุผู้ถูกเวทนาครอบงำ และภิกษุสงฆ์ยกวัตร ๓ พวก.

สองบทว่า โสฬสนฺนํ น ทาตพฺพํ มีความว่า ไม่ควรให้แก่ชนที่เหลือ ๑๖ จำพวกมีบัณเฑาะก์เป็นต้น ที่ตรัสไว้ ในจีวรขันธกะ.

หลายบทว่า กติสตํ รตฺติสตํ อาปตฺตึ ฉาทยิตฺวาน มีความว่า ภิกษุปิดอาบัติกี่ร้อย ไว้ร้อยราตรี.

หลายบทว่า ทสสตํ รตฺติสตํ อาปตฺตึ ฉาทยิตฺวาน มีความว่า ภิกษุปิดอาบัติ ๑ พัน ไว้ร้อยราตรี.

ก็ความสังเขปในคำนี้ ดังต่อไปนี้ :-

ภิกษุใด ต้องอาบัติสังฆาทิเสสวันละร้อย ปิดไว้ร้อยละ ๑๐ วัน. อาบัติ ๑ พัน ย่อมเป็นอันภิกษุนั้นปิดไว้ร้อยราตรี. ภิกษุนั้น พึงขอปริวาสว่า อาบัติเหล่านั้นทั้งหมดเทียว ข้าพเจ้าปิดไว้ ๑๐ วัน แล้วเป็นปาริวาสิกะ อยู่ปริวาส ๑๐ ราตรี พึงพ้นได้.

[ว่าด้วยกรรมโทษเป็นอาทิ]

หลายบทว่า ทฺวาทส กมฺมโทสา วุตฺตา มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกรรมโทษ ๑๒ นับกรรมละ ๓ๆ ในกรรม ๑ๆ อย่างนี้คือ อปโลกนกรรม เป็นวรรคโดยอธรรม พร้อมเพรียงโดยอธรรม เป็นวรรคโดยธรรม; แม้ญัตติกรรม ญัตติทุติยกรรม ญัตติจตุตถกรรม ก็เหมือนกัน.

สองบทว่า จตสฺโส กมฺมสมฺปตฺติโย มีความว่า กรรมสมบัติที่ตรัสไว้ ๔ ประการ อย่างนี้ คือ อปโลกนกรรม พร้อมเพรียงโดยธรรม แม้กรรมที่เหลือ ก็เหมือนกัน.

สองบทว่า ฉ กมฺมานิ มีความว่า กรรม ๖ อย่าง ที่ตรัสไว้อย่างนี้ คือ กรรมไม่เป็นธรรม กรรมเป็นวรรค กรรมพร้อมเพรียง กรรมเป็นวรรค โดยอาการเทียมธรรม กรรมพร้อมเพรียงโดยอาการเทียมธรรม กรรมพร้อมเพรียง โดยธรรม.

หลายบทว่า เอเกตฺถ ธมฺมิกา กตา มีความว่า ในกรรม ๖ อย่างนี้ กรรมพร้อมเพรียงโดยธรรมอย่างเดียวเท่านั้น ตรัสเป็นกรรมที่ชอบธรรม.

แม้ในคำตอบในคาถาที่ ๒ กรรมพร้อมเพรียงกันโดยธรรมนั่นแล ก็เป็นกรรมชอบธรรม (เหมือนกัน).

[ว่าด้วยอาบัติระงับและไม่ระงับ]

สองบทว่า ยํ เทสิตํ มีความว่า กองอาบัติเหล่าใด อันพระอนันตชินเจ้าทรงแสดงแล้วตรัสแล้ว คือประกาศแล้ว.

วินิจฉัยในคำว่า อนนฺตชิเนน เป็นต้น พึงทราบดังนี้ :-

นิพพานเรียกว่า อนันตะ เพราะเว้นจากความเป็นธรรมมีที่สุดรอบที่บัณฑิตจะกำหนดได้. นิพพานนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปราบปรามกองกิเลส ชำนะแล้ว ชำนะเด็ดขาดแล้ว คือบรรลุแล้ว ถึงพร้อมแล้วเปรียบเหมือนราชสมบัติอันพระราชาทรงปราบปรามหมู่ข้าศึกได้แล้วฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า บัณฑิตจึงขนานพระนามว่า อนันตชินะ.

พระอนันตชินะนั้นแล ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะเป็นผู้ไม่มีวิการ ในเพราะอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์. พระองค์ทรงเห็นวิเวก ๔ กล่าวคือตทังควิเวก วิกขัมภนวิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก และนิสสรณวิเวก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้เห็นวิเวก. กองอาบัติเหล่าใด อันพระอนันตชินะ ผู้คงที่ผู้เห็นวิเวกนั้นทรงแสดงแล้ว.

ในคำว่า เอเกตฺถ สมฺมติ วินา สมเถหิ นี้ มีบทสัมพันธ์ดังนี้ :-

กองอาบัติ ๗ เหล่าใด อันพระศาสดาทรงแสดงแล้ว ในกองอาบัติ ๗ นั้น อาบัติแม้กองหนึ่ง เว้นจากสมถะทั้งหลายเสีย หาระงับไม่. โดยที่แท้ ธรรมเหล่านี้แม้ทั้งหมด คือ สมถะ ๖ อธิกรณ์ ๔ ย่อมระงับ คือย่อมถึงความประกอบโดยชอบ ด้วยสัมมุขาวินัย. แต่ในธรรมเหล่านี้ สัมมุขาวินัยอย่างเดียวแลเว้นสมถะทั้งหลายเสียย่อมระงับ คือ ย่อมถึงความเป็นสมถะได้. จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่าความเว้นจากสมถะอื่นเสีย สำเร็จไม่ได้ แห่งสัมมุขาวินัยนั้น หามีไม่ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ในอาบัติ ๗ กองนี้ อาบัติกองหนึ่ง เว้นสมถะเสียก็ระงับได้. เนื้อความนี้ ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาทั้งหลายโดยอธิบายนี้ก่อน. แต่ข้าพเจ้าถือเอาเนื้อความเพียงปฏิเสธแห่งนิบาต คือวินา ชอบใจเนื้อความนี้ที่ว่า ข้อว่า เอเกตฺถ สมฺมติ วินา สมเถหิ มีความว่าในอาบัติ ๗ กองนั่น กองอาบัติปาราชิกกองเดียว เว้นสมถะเสีย ก็ระงับได้ คือ ย่อมระงับด้วยสมถะทั้งหลายหามิได้. จริงอยู่ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสคำนี้ว่า อาบัติใดไม่มีส่วนเหลือ อาบัตินั้น ย่อมระงับด้วยอธิกรณ์ไหน หามิได้ ย่อมระงับในสถานไหน หามิได้ ย่อมระงับด้วยสมถะไหน หามิได้.

[ผู้ทำลายสงฆ์ไปสู่อบาย]

บทว่า ฉอูนทิยฑฺฒสตา มีความว่า พึงทราบบุคคลผู้ทำลายสงฆ์ ต้องไปสู่อบาย ๑๔๔ พวก ด้วยอำนาจหมวดแปด ๑๘ หมวดเนื่องด้วยเภทกรวัตถุ ๑๘ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสังฆเภทขันธกะอย่างนี้ว่า อุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีความเห็นในประเภทแห่งอธัมมทิฏฐินั้น ว่าไม่เป็นธรรม มีความเห็นในประเภทแห่งอธัมมทิฏฐินั้น ว่า เป็นธรรม มีความสงสัยในประเภทแห่งอธัมมทิฏฐินั้น มีความเห็นในประเภทแห่งธัมมทิฏฐินั้นว่าเป็นอธรรม มีความสงสัยในประเภทแห่งธัมมทิฏฐินั้น มีความเห็นในประเภทแห่งผู้มีความสงสัยนั้น ว่า เป็นอธรรม มีความเห็นในประเภท แห่งผู้มีความสงสัยนั้นว่า เป็นธรรม มีความสงสัยในประเภทแห่งผู้มีความสงสัยนั้น ย่อมแสดงอธรรม ว่าเป็นธรรม.

สองบทว่า อฏฺฐารส นาปายิกา ได้แก่ ชน ๑๘ พวก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ในที่สุดแห่งสังฆเภทขันธกะ นับหมวดละพวกอย่างนี้ว่าอุบาลี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีความเห็นในประเภทแห่งธัมมทิฏฐินั้น ว่า เป็นธรรม ไม่ยืนยันความเห็น ไม่อิงความพอใจ ไม่อิงความชอบใจ ย่อมแสดงธรรม ว่า เป็นธรรมย่อมสวดประกาศ ให้จับสลาก ด้วยคำว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นสัตถุศาสนา ท่านทั้งหลายจงจับสลากนี้ จงชอบใจสลากนี้ อุบาลี ภิกษุแม้นี้แลเป็นผู้ทำลายสงฆ์แต่หาไปสู่อบายไม่ หาไปสู่นรกไม่ หาตั้งอยู่ตลอดกัลป์ไม่ มิใช่ผู้เยียวยาไม่ได้.

หมวดแปด ๑๘ หมวด ได้กล่าวเสร็จแล้วในคำวิสัชนาด้วยบุคคลผู้ทำลายสงฆ์ ๑๔๔ พวก.

วิสัชนาคาถาทั้งปวง มีว่า กติ กมฺมานิ เป็นต้น ตื้นทั้งนั้นฉะนี้แล.

อปรทุติยคาถาสังคณิกวัณณนา จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา