๕. จังกีสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จงฺกีสุตฺตํ
๖๔๖เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา โกสเลสุ จาริกญฺจรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน โอปาสาทํ นาม โกสลานํ พฺราหฺมณคาโม ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา โอปาสาเท วิหรติ อุตฺตเรน โอปาสาทํ เทววเน สาลวเน ฯ เตน โข ปน สมเยน จงฺกี พฺราหฺมโณ โอปาสาทํ อชฺฌาวสติ สตฺตุสฺสทํ สติณกฏฺโฐทกํ สธญฺญํ ราชโภคฺคํ รญฺญา ปเสนทินา โกสเลน ทินฺนํ ราชทายํ พฺรหฺมเทยฺยํ ฯ
๖๔๗อสฺโสสุํ โข โอปาสาทกา พฺราหฺมณคหปติกา สมโณ ขลุ โภ โคตโม สกฺยปุตฺโต สกฺยกุลา ปพฺพชิโต โกสเลสุ จาริกญฺจรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ โอปาสาทํ อนุปฺปตฺโต โอปาสาเท วิหรติ อุตฺตเรน โอปาสาทํ เทววเน สาลวเน ตํ โข ปน ภวนฺตํ โคตมํ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา โส อิมํ โลกํ สเทวกํ สมารกํ สพฺรหฺมกํ สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปชํ สเทวมนุสฺสํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ สาธุ โข ปน ตถารูปานํ อรหตํ ทสฺสนํ โหตีติ ฯ อถ โข โอปาสาทกา พฺราหฺมณคหปติกา โอปาสาทา นิกฺขมิตฺวา สงฺฆา สงฺฆีคณีภูตา อุตฺตเรน มุขา คจฺฉนฺติ เยน เทววนํ สาลวนํ ฯ เตน โข ปน สมเยน จงฺกี พฺราหฺมโณ อุปริ ปาสาเท ทิวา เสยฺยํ อุปคโต โหติ ฯ
๖๔๘อทฺทสา โข จงฺกี พฺราหฺมโณ โอปาสาทเก พฺราหฺมณคหปติเก โอปาสาทา นิกฺขมิตฺวา สงฺเฆ สงฺฆีคณีภูเต อุตฺตเรน มุเข คจฺฉนฺเต เยน เทววนํ สาลวนํ ทิสฺวาน ขตฺตํ อามนฺเตสิ กินฺนุ โข โภ ขตฺเต โอปาสาทกา พฺราหฺมณคหปติกา โอปาสาทา นิกฺขมิตฺวา สงฺฆา สงฺฆีคณีภูตา อุตฺตเรน มุขา คจฺฉนฺติ เยน เทววนํ สาลวนนฺติ ฯ อตฺถิ โภ จงฺกิ สมโณ โคตโม สกฺยปุตฺโต สกฺยกุลา ปพฺพชิโต โกสเลสุ จาริกญฺจรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ โอปาสาทํ อนุปฺปตฺโต โอปาสาเท วิหรติ อุตฺตเรน โอปาสาทํ เทววเน สาลวเน ตํ โข ปน ภวนฺตํ โคตมํ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ตเมเต ภวนฺตํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมนฺตีติ ฯ เตนหิ โภ ขตฺเต เยน โอปาสาทกา พฺราหฺมณคหปติกา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา โอปาสาเท พฺราหฺมณคหปติเก เอวํ วเทหิ จงฺกี โภ พฺราหฺมโณ เอวมาห อาคเมนฺตุ กิร ภวนฺโต จงฺกีปิ พฺราหฺมโณ สมณํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมตีติ ฯ เอวํ โภติ โข โส ขตฺตา จงฺกิสฺส พฺราหฺมณสฺส ปฏิสฺสุตฺวา เยน โอปาสาทกา พฺราหฺมณคหปติกา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา โอปาสาทเก พฺราหฺมณคหปติเก เอตทโวจ จงฺกี โภ พฺราหฺมโณ เอวมาห อาคเมนฺตุ กิร ภวนฺโต จงฺกีปิ พฺราหฺมโณ สมณํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิสฺสตีติ ฯ
๖๔๙เตน โข ปน สมเยน นานาเวรชฺชกานํ พฺราหฺมณานํ ปญฺจมตฺตานิ พฺราหฺมณสตานิ โอปาสาเท ปฏิวสนฺติ เกนจิเทว กรณีเยน ฯ อสฺโสสุํ โข เต พฺราหฺมณา จงฺกี กิร พฺราหฺมโณ สมณํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิสฺสตีติ ฯ อถ เต พฺราหฺมณา เยน จงฺกี พฺราหฺมโณ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา จงฺกึ พฺราหฺมณํ เอตทโวจุํ สจฺจํ กิร ภวํ จงฺกี สมณํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิสฺสตีติ ฯ เอวํ โข โภ โหติ อหํปิ สมณํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิสฺสามีติ ฯ {๖๔๙.๑} มา ภวํ จงฺกี สมณํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิ น อรหติ ภวํ จงฺกี สมณํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ สมโณ เตฺวว โคตโม อรหติ ภวนฺตํ จงฺกึ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ ภวญฺหิ จงฺกี อุภโตสุชาโต มาติโต จ ปิติโต จ สํสุทฺธคหณิโก ยาว สตฺตมา ปิตามหยุคา อกฺขิตฺโต อนุปกฺกุฏฺโฐ ชาติวาเทน ยมฺปิ ภวํ จงฺกี อุภโตสุชาโต มาติโต จ ปิติโต จ สํสุทฺธคหณิโก ยาว สตฺตมา ปิตามหยุคา อกฺขิตฺโต อนุปกฺกุฏฺโฐ ชาติวาเทน อิมินาปงฺเคน น อรหติ ภวํ จงฺกี สมณํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ สมโณ เตฺวว โคตโม อรหติ ภวนฺตํ จงฺกึ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ {๖๔๙.๒} ภวญฺหิ จงฺกี อทฺโธ มหทฺธโน มหาโภโค ภวญฺหิ จงฺกี ติณฺณํ เวทานํ ปารคู สนิฆณฺฑุเกฏุภานํ สากฺขรปฺปเภทานํ อิติหาสปญฺจมานํ ปทโก เวยฺยากรโณ โลกายตมหาปุริสลกฺขเณสุ อนวโย ภวญฺหิ จงฺกี อภิรูโป ทสฺสนีโย ปาสาทิโก ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคโต พฺรหฺมวณฺณี พฺรหฺมวจฺฉสี อขุทฺทาวกาโส ทสฺสนาย ภวญฺหิ จงฺกี สีลวา พุฑฺฒสีลี พุฑฺฒสีเลน สมนฺนาคโต ภวญฺหิ จงฺกี กลฺยาณวาโจ กลฺยาณวากฺกรโณ โปริยา วาจาย สมนฺนาคโต วิสฏฺฐาย อเนลคฬาย อตฺถสฺส วิญฺญาปนิยา ภวญฺหิ จงฺกี พหุนฺนํ อาจริยปาจริโย ตีณิ มาณวกสตานิ มนฺเต วาเจติ ภวญฺหิ จงฺกี รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส สกฺกโต ครุกโต มานิโต ปูชิโต อปจิโต ภวญฺหิ จงฺกี พฺราหฺมณสฺส โปกฺขรสาติสฺส สกฺกโต ครุกโต มานิโต ปูชิโต อปจิโต ภวญฺหิ จงฺกี โอปาสาทํ อชฺฌาวสติ สตฺตุสฺสทํ สติณกฏฺโฐทกํ สธญฺญํ ราชโภคฺคํ รญฺญา ปเสนทินา โกสเลน ทินฺนํ ราชทายํ พฺรหฺมเทยฺยํ ยมฺปิ ภวํ จงฺกี โอปาสาทํ อชฺฌาวสติ สตฺตุสฺสทํ สติณกฏฺโฐทกํ สธญฺญํ ราชโภคฺคํ รญฺญา ปเสนทินา โกสเลน ทินฺนํ ราชทายํ พฺรหฺมเทยฺยํ อิมินาปงฺเคน น อรหติ ภวํ จงฺกี สมณํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ สมโณ เตฺวว โคตโม อรหติ ภวนฺตํ จงฺกึ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุนฺติ ฯ
๖๕๐เอวํ วุตฺเต จงฺกี พฺราหฺมโณ เต พฺราหฺมเณ เอตทโวจ เตนหิ โภ มมาปิ สุณาถ ยถา ยถา มยเมว อรหาม ตํ สมณํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ น เตฺวว อรหติ โส ภวํ โคตโม อมฺหากํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ สมโณ ขลุ โภ โคตโม อุภโตสุชาโต มาติโต จ ปิติโต จ สํสุทฺธคหณิโก ยาว สตฺตมา ปิตามหยุคา อกฺขิตฺโต อนุปกฺกุฏฺโฐ ชาติวาเทน ยมฺปิ สมโณ โคตโม อุภโตสุชาโต ฯเปฯ ชาติวาเทน อิมินาปงฺเคน น อรหติ โส ภวํ โคตโม อมฺหากํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ อถ โข มยเมว อรหาม ตํ ภวนฺตํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ สมโณ ขลุ โภ โคตโม ปหูตํ หิรญฺญสุวณฺณํ โอหาย ปพฺพชิโต ภูมิคตํ จ เวหาสฏฺฐญฺจ สมโณ ขลุ โภ โคตโม ทหโรว สมาโน สุสุกาฬเกโส ภเทฺรน โยพฺพเนน สมนฺนาคโต ปฐเมน วยสา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต สมโณ ขลุ โภ โคตโม อกามกานํ มาตาปิตูนํ อสฺสุมุขานํ รุทนฺตานํ เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต สมโณ ขลุ โภ โคตโม อภิรูโป ทสฺสนีโย ปาสาทิโก ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคโต พฺรหฺมวณฺณี พฺรหฺมวจฺฉสี อขุทฺทาวกาโส ทสฺสนาย สมโณ ขลุ โภ โคตโม สีลวา อริยสีลี กุสลสีลี กุสเลน สีเลน สมนฺนาคโต สมโณ ขลุ โภ โคตโม กลฺยาณวาโจ กลฺยาณวากฺกรโณ โปริยา วาจาย สมนฺนาคโต วิสฏฺฐาย อเนลคฬาย อตฺถสฺส วิญฺญาปนิยา สมโณ ขลุ โภ โคตโม พหุนฺนํ อาจริยปาจริโย {๖๕๐.๑} สมโณ ขลุ โภ โคตโม ขีณกามราโค วิคตจาปลฺโล สมโณ ขลุ โภ โคตโม กมฺมวาที กิริยวาที อปาปปุเรกฺขาโร พฺรหฺมญฺญาย ปชาย สมโณ ขลุ โภ โคตโม อุจฺจากุลา ปพฺพชิโต อสํภินฺนา ขตฺติยกุลา สมโณ ขลุ โภ โคตโม อทฺธกุลา ปพฺพชิโต มหทฺธนา มหาโภคา สมณํ ขลุ โภ โคตมํ ติโรรฏฺฐา ติโรชนปทา สํปุจฺฉิตุํ อาคจฺฉนฺติ สมณํ ขลุ โภ โคตมํ อเนกานิ เทวตาสหสฺสานิ ปาเณน สรณํ คตานิ สมณํ ขลุ โภ โคตมํ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ {๖๕๐.๒} สมโณ ขลุ โภ โคตโม ทฺวตฺตึสมหาปุริสลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สมณํ ขลุ โภ โคตมํ ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร สปุตฺตทาโร ปาเณหิ สรณํ คโต สมณํ ขลุ โภ โคตมํ ราชา ปเสนทิ โกสโล ปาเณหิ สรณํ คโต สมณํ ขลุ โภ โคตมํ พฺราหฺมโณ โปกฺขรสาติ สปุตฺตทาโร ปาเณหิ สรณํ คโต {๖๕๐.๓} สมโณ ขลุ โภ โคตโม โอปาสาทํ อนุปฺปตฺโต โอปาสาเท วิหรติ อุตฺตเรน โอปาสาทํ เทววเน สาลวเน เย ปน โข เกจิ สมณา วา พฺราหฺมณา วา อมฺหากํ คามกฺเขตฺตํ อาคจฺฉนฺติ อติถิโน เต โหนฺติ อติถี โข ปนเมฺหหิ สกฺกาตพฺพา ครุกาตพฺพา มาเนตพฺพา ปูเชตพฺพา ยมฺปิ โภ สมโณ โคตโม โอปาสาทํ อนุปฺปตฺโต โอปาสาเท วิหรติ อุตฺตเรน โอปาสาทํ เทววเน สาลวเน อติถิมฺหากํ สมโณ โคตโม อติถิ โข ปนเมฺหหิ สกฺกาตพฺโพ ครุกาตพฺโพ มาเนตพฺโพ ปูเชตพฺโพ อิมินาปงฺเคน น อรหติ โส ภวํ โคตโม อมฺหากํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ อถ โข มยเมว อรหาม ตํ ภวนฺตํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ เอตฺตกํ โข อหํ โภ ตสฺส โภโต โคตมสฺส วณฺณํ ปริยาปุณามิ น จ โส ภวํ โคตโม เอตฺตกวณฺโณ อปฺปริมาณวณฺโณ หิ โส ภวํ โคตโม เอกเมเกนปิ โภ องฺเคน สมนฺนาคโต น อรหติ โส ภวํ โคตโม อมฺหากํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ อถ โข มยเมว อรหาม ตํ ภวนฺตํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุนฺติ ฯ เตนหิ โภ สพฺเพว มยํ สมณํ โคตมํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิสฺสามาติ ฯ {๖๕๐.๔} อถ โข จงฺกี พฺราหฺมโณ มหตา พฺราหฺมณคเณน สทฺธึ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา วุฑฺเฒหิ วุฑฺเฒหิ พฺราหฺมเณหิ สทฺธึ กิญฺจิ กิญฺจิ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา นิสินฺโน โหติ ฯ
๖๕๑เตน โข ปน สมเยน กาปทิโก นาม มาณโว ทหโร วุตฺตสิโร โสฬสวสฺสุทฺเทสิโก ชาติยา ติณฺณํ เวทานํ ปารคู สนิฆณฺฑุ เกฏุภานํ สากฺขรปฺปเภทานํ อิติหาสปญฺจมานํ ปทโก เวยฺยากรโณ โลกายตมหาปุริสลกฺขเณสุ อนวโย ตสฺสํ ปริสายํ นิสินฺโน โหติ ฯ โส วุฑฺฒานํ วุฑฺฒานํ พฺราหฺมณานํ ภควตา สทฺธึ มนฺตยมานานํ อนฺตรนฺตรา กถํ โอปาเตติ ฯ อถ โข ภควา กาปทิกํ มาณวํ อปสาเทสิ มา อายสฺมา ภารทฺวาโช วุฑฺฒานํ วุฑฺฒานํ พฺราหฺมณานํ มนฺตยมานานํ อนฺตรนฺตรา กถํ โอปาเตสิ กถาปริโยสานํ อายสฺมา ภารทฺวาโช อาคเมตูติ ฯ
๖๕๒เอวํ วุตฺเต จงฺกี พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ มา ภวํ โคตโม กาปทิกํ มาณวํ อปสาเทสิ กุลปุตฺโต จ กาปทิโก มาณโว พหุสฺสุโต จ กาปทิโก มาณโว ปณฺฑิโต จ กาปทิโก มาณโว กลฺยาณวากฺกรโณ จ กาปทิโก มาณโว ปโหติ จ กาปทิโก มาณโว โภตา โคตเมน สทฺธึ อสฺมึ วจเน ปติมนฺเตตุนฺติ ฯ อถ โข ภควโต เอตทโหสิ อทฺธา โข กาปทิกสฺส มาณวสฺส เตวิชฺชเก ปาวจเน กตํ ภวิสฺสติ ตถา หิ นํ พฺราหฺมณา สํปุเรกฺขโรนฺตีติ ฯ อถ โข กาปทิกสฺส มาณวสฺส เอตทโหสิ ยทา เม สมโณ โคตโม จกฺขุนา จกฺขุํ อุปสํหริสฺสติ อถาหํ สมณํ โคตมํ ปญฺหํ ปุจฺฉิสฺสามีติ ฯ {๖๕๒.๑} อถ โข ภควา กาปทิกสฺส มาณวสฺส เจตสา เจโต ปริวิตกฺกมญฺญาย เยน กาปทิโก มาณโว เตน จกฺขูนิ อุปสํหาสิ ฯ อถ โข กาปทิกสฺส มาณวสฺส เอตทโหสิ สมนฺนาหรติ โข มํ สมโณ โคตโม ยนฺนูนาหํ สมณํ โคตมํ ปญฺหํ ปุจฺเฉยฺยนฺติ ฯ อถ โข กาปทิโก มาณโว ภควนฺตํ เอตทโวจ ยทิทํ โภ โคตม พฺราหฺมณานํ โปราณํ มนฺตปทํ อิติหีติหปรํปราย ปิฏกสมฺปทาย ตตฺถ จ พฺราหฺมณา เอกํเสน นิฏฺฐํ คจฺฉนฺติ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ อิธ ภวํ โคตโม กิมาหาติ ฯ
๖๕๓กึ ปน ภารทฺวาช อตฺถิ โกจิ พฺราหฺมณานํ เอกพฺราหฺมโณปิ โย เอวมาห อหเมตํ ชานามิ อหเมตํ ปสฺสามิ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ โน หิทํ โภ โคตม ฯ กึ ปน ภารทฺวาช อตฺถิ โกจิ พฺราหฺมณานํ เอกาจริโยปิ เอกาจริยปาจริโยปิ ยาว สตฺตมา อาจริยมหยุคา โย เอวมาห อหเมตํ ชานามิ อหเมตํ ปสฺสามิ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ โน หิทํ โภ โคตม ฯ กึ ปน ภารทฺวาช เยปิ เต พฺราหฺมณานํ ปุพฺพกา อิสโย มนฺตานํ กตฺตาโร มนฺตานํ ปวตฺตาโร เยสมิทํ เอตรหิ พฺราหฺมณา โปราณํ มนฺตปทํ คีตํ ปวุตฺตํ สมิหิตํ ตทนุคายนฺติ ตทนุภาสนฺติ ภาสิตมนุภาสนฺติ วาจิตมนุวาเจนฺติ เสยฺยถีทํ อฏฺฐโก วามโก วามเทโว เวสฺสามิตฺโต ยมตคฺคิ องฺคีรโส ภารทฺวาโช วาเสฏฺโฐ กสฺสโป ภคุ เตปิ เอวมาหํสุ มยเมตํ ชานาม มยเมตํ ปสฺสาม อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ โน หิทํ โภ โคตม ฯ
๖๕๔อิติ กิร ภารทฺวาช นตฺถิ โกจิ พฺราหฺมณานํ เอกพฺราหฺมโณปิ โย เอวมาห อหเมตํ ชานามิ อหเมตํ ปสฺสามิ อิทเมว สจฺจํ โมฆญฺญนฺติ นตฺถิ โกจิ พฺราหฺมณานํ เอกาจริโยปิ เอกาจริย- ปาจริโยปิ ยาว สตฺตมา อาจริยมหยุคา โย เอวมาห อหเมตํ ชานามิ อหเมตํ ปสฺสามิ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ เยปิ เต พฺราหฺมณานํ ปุพฺพกา อิสโย มนฺตานํ กตฺตาโร มนฺตานํ ปวตฺตาโร เยสมิทํ เอตรหิ พฺราหฺมณา โปราณํ มนฺตปทํ คีตํ ปวุตฺตํ สมิหิตํ ตทนุคายนฺติ ตทนุภาสนฺติ ภาสิตมนุภาสนฺติ วาจิตมนุวาเจนฺติ เสยฺยถีทํ อฏฺฐโก วามโก วามเทโว เวสฺสามิตฺโต ยมตคฺคิ องฺคีรโส ภารทฺวาโช วาเสฏฺโฐ กสฺสโป ภคุ เตปิ น เอวมาหํสุ มยเมตํ ชานาม มยเมตํ ปสฺสาม อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ {๖๕๔.๑} เสยฺยถาปิ ภารทฺวาช อนฺธเวณิ ปรมฺปราสํสตฺตา ปุริโมปิ น ปสฺสติ มชฺฌิโมปิ น ปสฺสติ ปจฺฉิโมปิ น ปสฺสติ เอวเมว โข ภารทฺวาช อนฺธเวณูปมํ มญฺเญ พฺราหฺมณานํ ภาสิตํ สมฺปชฺชติ ปุริโมปิ น ปสฺสติ มชฺฌิโมปิ น ปสฺสติ ปจฺฉิโมปิ น ปสฺสติ ตํ กึ มญฺญสิ ภารทฺวาช นนุ เอวํ สนฺเต พฺราหฺมณานํ อมูลิกา สทฺธา สมฺปชฺชตีติ ฯ น เขฺวตฺถ โภ โคตม พฺราหฺมณา สทฺธายเยว ปยิรุปาสนฺติ อนุสฺสวาเปตฺถ พฺราหฺมณา ปยิรุปาสนฺตีติ ฯ
๖๕๕ปุพฺเพว โข ตฺวํ ภารทฺวาช สทฺธํ อคมาสิ อนุสฺสวํ อิทานิ วเทสิ ปญฺจ โข อิเม ภารทฺวาช ธมฺมา ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทฺวิธาวิปากา กตเม ปญฺจ สทฺธา รุจิ อนุสฺสโว อาการปริวิตกฺโก ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติ อิเม โข ภารทฺวาช ปญฺจ ธมฺมา ทิฏฺเฐว ธมฺเม ทฺวิธาวิปากา อปิจ ภารทฺวาช สุสทฺทหิตํ เยว โหติ ตญฺจ โหติ ริตฺตํ ตุจฺฉํ มุสา โน เจปิ สุสทฺทหิตํ โหติ ตญฺจ โหติ ภูตํ ตจฺฉํ อนญฺญถา อปิจ ภารทฺวาช สุรุจิตํเยว โหติ ฯเปฯ สฺวานุสฺสุตํเยว โหติ ฯเปฯ สุปริวิตกฺกํเยว โหติ ฯเปฯ สุนิชฺฌายิตํเยว โหติ ตญฺจ โหติ ริตฺตํ ตุจฺฉํ มุสา โน เจปิ สุนิชฺฌายิตํ โหติ ตญฺจ โหติ ภูตํ ตจฺฉํ อนญฺญถา สจฺจํ อนุรกฺขตา ภารทฺวาช วิญฺญุนา ปุริเสน นาลเมตฺถ เอกํเสน นิฏฺฐํ คนฺตุํ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ ฯ กิตฺตาวตา ปน โภ โคตม สจฺจานุรกฺขณา โหติ กิตฺตาวตา สจฺจมนุรกฺขติ สจฺจานุรกฺขณํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ
๖๕๖สทฺธา เจปิ ภารทฺวาช ปุริสสฺส โหติ เอวํ เม สทฺธาติ อิติ วทํ สจฺจมนุรกฺขติ น เตฺวว ตาว เอกํเสน นิฏฺฐํ คจฺฉติ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ เอตฺตาวตา โข ภารทฺวาช สจฺจมนุรกฺขณา โหติ เอตฺตาวตา สจฺจมนุรกฺขติ เอตฺตาวตา จ มยํ สจฺจานุรกฺขณํ ปญฺญาเปม น เตฺวว ตาว สจฺจานุโพโธ โหติ {๖๕๖.๑} รุจิ เจปิ ภารทฺวาช ปุริสสฺส โหติ ... อนุสฺสโว เจปิ ภารทฺวาช ปุริสสฺส โหติ ... อาการปริวิตกฺโก เจปิ ภารทฺวาช ปุริสสฺส โหติ ... ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺติ เจปิ ภารทฺวาช ปุริสสฺส โหติ เอวํ เม ทิฏฺฐินิชฺฌานกฺขนฺตีติ อิติ วทํ สจฺจมนุรกฺขติ น เตฺวว ตาว เอกํเสน นิฏฺฐํ คจฺฉติ อิทเมว สจฺจํ โมฆมญฺญนฺติ เอตฺตาวตา โข ภารทฺวาช สจฺจมนุรกฺขณา โหติ เอตฺตาวตา สจฺจมนุรกฺขติ เอตฺตาวตา จ มยํ สจฺจานุรกฺขณํ ปญฺญาเปม น เตฺวว ตาว สจฺจานุโพโธ โหตีติ ฯ {๖๕๖.๒} เอตฺตาวตา โภ โคตม สจฺจมนุรกฺขณา โหติ เอตฺตาวตา สจฺจมนุรกฺขติ เอตฺตาวตา จ มยํ สจฺจานุรกฺขณํ เปกฺขาม กิตฺตาวตา ปน โภ โคตม สจฺจานุโพโธ โหติ กิตฺตาวตา สจฺจมนุพุชฺฌติ สจฺจานุโพธํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ
๖๕๗อิธ กิร ภารทฺวาช ภิกฺขุ อญฺญตรํ คามํ วา นิคมํ วา อุปนิสฺสาย วิหรติ ฯ ตเมว คหปติ วา คหปติปุตฺโต วา อุปสงฺกมิตฺวา ตีสุ ธมฺเมสุ สมนฺเนสติ โลภนีเยสุ ธมฺเมสุ โทสนีเยสุ ธมฺเมสุ โมหนีเยสุ ธมฺเมสุ อตฺถิ นุ โข อิมสฺส อายสฺมโต ตถารูปา โลภนียา ธมฺมา ยถารูเปหิ โลภนีเยหิ ธมฺเมหิ ปริยาทินฺนจิตฺโต อชานํ วา วเทยฺย ชานามีติ อปสฺสํ วา วเทยฺย ปสฺสามีติ ปรํ วา ตถตฺตาย สมาทเปยฺย ยํ ปเรสํ อสฺส ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ ตเมนํ สมนฺเนสมาโน เอวํ ชานาติ นตฺถิ โข อิมสฺสายสฺมโต ตถารูปา โลภนียา ธมฺมา ยถารูเปหิ โลภนีเยหิ ธมฺเมหิ ปริยาทินฺนจิตฺโต อชานํ วา วเทยฺย ชานามีติ อปสฺสํ วา วเทยฺย ปสฺสามีติ ปรํ วา ตถตฺตาย สมาทเปยฺย ยํ ปเรสํ อสฺส ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ ตถา โข ปนิมสฺสายสฺมโต กายสมาจาโร ตถา วจีสมาจาโร ยถาตํ อลุทฺธสฺส ยํ โข ปน อยมายสฺมา ธมฺมํ เทเสติ คมฺภีโร โส ธมฺโม ทุทฺทโส ทุรนุโพโธ สนฺโต ปณีโต อตกฺกาวจโร นิปุโณ ปณฺฑิตเวทนีโย น โส ธมฺโม สุเทสิโย ลุทฺเธนาติ ฯ {๖๕๗.๑} ยโต นํ สมนฺเนสมาโน วิสุทฺธํ โลภนีเยหิ ธมฺเมหิ ปสฺสติ สมนุปสฺสติ ตโต นํ อุตฺตรึ สมนฺเนสติ โทสนีเยสุ ธมฺเมสุ อตฺถิ นุ โข อิมสฺสายสฺมโต ตถารูปา โทสนียา ธมฺมา ยถารูเปหิ โทสนีเยหิ ธมฺเมหิ ปริยาทินฺนจิตฺโต อชานํ วา วเทยฺย ชานามีติ อปสฺสํ วา วเทยฺย ปสฺสามีติ ปรํ วา ตถตฺตาย สมาทเปยฺย ยํ ปเรสํ อสฺส ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ ตเมนํ สมนฺเนสมาโน เอวํ ชานาติ นตฺถิ โข อิมสฺสายสฺมโต ตถารูปา โทสนียา ธมฺมา ยถารูเปหิ โทสนีเยหิ ธมฺเมหิ ปริยาทินฺนจิตฺโต อชานํ วา วเทยฺย ชานามีติ อปสฺสํ วา วเทยฺย ปสฺสามีติ ปรํ วา ตถตฺตาย สมาทเปยฺย ยํ ปเรสํ อสฺส ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ ตถา โข ปนิมสฺสายสฺมโต กายสมาจาโร ตถา วจีสมาจาโร ยถาตํ อทุฏฺฐสฺส ยํ โข ปน อยมายสฺมา ธมฺมํ เทเสติ คมฺภีโร โส ธมฺโม ทุทฺทโส ทุรนุโพโธ สนฺโต ปณีโต อตกฺกาวจโร นิปุโณ ปณฺฑิตเวทนีโย น โส ธมฺโม สุเทสิโย ทุฏฺเฐนาติ ฯ {๖๕๗.๒} ยโต นํ สมนฺเนสมาโน วิสุทฺธํ โทสนีเยหิ ธมฺเมหิ ปสฺสติ สมนุปสฺสติ ตโต นํ อุตฺตรึ สมนฺเนสติ โมหนีเยสุ ธมฺเมสุ อตฺถิ นุ โข อิมสฺสายสฺมโต ตถารูปา โมหนียา ธมฺมา ยถารูเปหิ โมหนีเยหิ ธมฺเมหิ ปริยาทินฺนจิตฺโต อชานํ วา วเทยฺย ชานามีติ อปสฺสํ วา วเทยฺย ปสฺสามีติ ปรํ วา ตถตฺตาย สมาทเปยฺย ยํ ปเรสํ อสฺส ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ ตเมนํ สมนฺเนสมาโน เอวํ ชานาติ นตฺถิ โข อิมสฺสายสฺมโต ตถารูปา โมหนียา ธมฺมา ยถารูเปหิ โมหนีเยหิ ธมฺเมหิ ปริยาทินฺนจิตฺโต อชานํ วา วเทยฺย ชานามีติ อปสฺสํ วา วเทยฺย ปสฺสามีติ ปรํ วา ตถตฺตาย สมาทเปยฺย ยํ ปเรสํ อสฺส ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ ตถา โข ปนิมสฺสายสฺมโต กายสมาจาโร ตถา วจีสมาจาโร ยถาตํ อมูฬฺหสฺส ยํ โข ปน อยมายสฺมา ธมฺมํ เทเสติ คมฺภีโร โส ธมฺโม ทุทฺทโส ทุรนุโพโธ สนฺโต ปณีโต อตกฺกาวจโร นิปุโณ ปณฺฑิตเวทนีโย น โส ธมฺโม สุเทสิโย มูเฬฺหนาติ ฯ {๖๕๗.๓} ยโต นํ สมนฺเนสมาโน วิสุทฺธํ โมหนีเยหิ ธมฺเมหิ ปสฺสติ สมนุปสฺสติ อถ ตมฺหิ สทฺธํ นิเวเสติ สทฺธาชาโต อุปสงฺกมติ อุปสงฺกมนฺโต ปยิรุปาสติ ปยิรุปาสนฺโต โสตํ โอทหติ โอหิตโสโต ธมฺมํ สุณาติ สุตฺวา ธมฺมํ ธาเรติ ธตานํ ธมฺมานํ อตฺถํ อุปปริกฺขติ อตฺถํ อุปปริกฺขโต ธมฺมา นิชฺฌานํ ขมนฺติ ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺติยา สติ ฉนฺโท ชายติ ฉนฺทชาโต อุสฺสหติ อุสฺสหิตฺวา ตุเลติ ตุลยิตฺวา ปทหติ ปหิตตฺโต สมาโน กาเยน เจว ปรมตฺถสจฺจํ สจฺฉิกโรติ ปญฺญาย จ ตํ อติวิชฺฌ ปสฺสติ ฯ เอตฺตาวตา โข ภารทฺวาช สจฺจานุโพโธ โหติ เอตฺตาวตา สจฺจมนุพุชฺฌติ เอตฺตาวตา จ มยํ สจฺจานุโพธํ ปญฺญาเปม น เตฺวว สจฺจานุปตฺติ โหตีติ ฯ {๖๕๗.๔} เอตฺตาวตา โภ โคตม สจฺจานุโพโธ โหติ เอตฺตาวตา สจฺจมนุพุชฺฌติ เอตฺตาวตา จ มยํ สจฺจานุโพธํ เปกฺขาม กิตฺตาวตา ปน โภ โคตม สจฺจานุปตฺติ โหติ กิตฺตาวตา สจฺจมนุปาปุณาติ สจฺจานุปตฺตึ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ
๖๕๘เตสํเยว ภารทฺวาช ธมฺมานํ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ สจฺจานุปตฺติ โหติ เอตฺตาวตา โข ภารทฺวาช สจฺจานุปตฺติ โหติ เอตฺตาวตา สจฺจมนุปาปุณาติ เอตฺตาวตา จ มยํ สจฺจานุปตฺตึ ปญฺญาเปมาติ ฯ เอตฺตาวตา โภ โคตม สจฺจานุปตฺติ โหติ เอตฺตาวตา สจฺจมนุปาปุณาติ เอตฺตาวตา จ มยํ สจฺจานุปตฺตึ เปกฺขาม สจฺจานุปตฺติยา ปน โภ โคตม กตโม ธมฺโม พหุกาโร สจฺจานุปตฺติยา พหุการํ ธมฺมํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ
๖๕๙สจฺจานุปตฺติยา โข ภารทฺวาช ปธานํ พหุการํ โน เจ ตํ ปทเหยฺย น ยิทํ สจฺจมนุปาปุเณยฺย ยสฺมา จ โข ปทหติ ตสฺมา สจฺจมนุปาปุณาติ ตสฺมา สจฺจานุปตฺติยา ปธานํ พหุการนฺติ ฯ {๖๕๙.๑} ปธานสฺส ปน โภ โคตม กตโม ธมฺโม พหุกาโร ปธานสฺส พหุการํ ธมฺมํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ ปธานสฺส โข ภารทฺวาช ตุลนา พหุกาโร โน เจ ตํ ตุเลยฺย น ยิทํ ปทเหยฺย ยสฺมา จ โข ตุเลติ ตสฺมา ปทหติ ตสฺมา ปธานสฺส ตุลนา พหุการาติ ฯ {๖๕๙.๒} ตุลนาย ปน โภ โคตม กตโม ธมฺโม พหุกาโร ตุลนาย พหุการํ ธมฺมํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ ตุลนาย โข ภารทฺวาช อุสฺสาโห พหุกาโร โน เจ ตํ อุสฺสเหยฺย น ยิทํ ตุเลยฺย ยสฺมา จ โข อุสฺสหติ ตสฺมา ตุเลติ ตสฺมา ตุลนาย อุสฺสาโห พหุกาโรติ ฯ อุสฺสาหสฺส ปน โภ โคตม กตโม ธมฺโม พหุกาโร อุสฺสาหสฺส พหุการํ ธมฺมํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ {๖๕๙.๓} อุสฺสาหสฺส โข ภารทฺวาช ฉนฺโท พหุกาโร โน เจ ตํ ฉนฺโท ชาเยถ น ยิทํ อุสฺสเหยฺย ยสฺมา จ โข ฉนฺโท ชายติ ตสฺมา อุสฺสหติ ตสฺมา อุสฺสาหสฺส ฉนฺโท พหุกาโรติ ฯ {๖๕๙.๔} ฉนฺทสฺส ปน โภ โคตม กตโม ธมฺโม พหุกาโร ฉนฺทสฺส พหุการํ ธมฺมํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ ฉนฺทสฺส โข ภารทฺวาช ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺติ พหุการา โน เจ ตํ ธมฺมา นิชฺฌานํ ขเมยฺยุํ น ยิทํ ฉนฺโท ชาเยถ ยสฺมา จ โข ธมฺมา นิชฺฌานํ ขมนฺติ ตสฺมา ฉนฺโท ชายติ ตสฺมา ฉนฺทสฺส ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺติ พหุการาติ ฯ {๖๕๙.๕} ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺติยา ปน โภ โคตม กตโม ธมฺโม พหุกาโร ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺติยา พหุการํ ธมฺมํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺติยา โข ภารทฺวาช อตฺถุปปริกฺขา พหุการา โน เจ ตํ อตฺถํ อุปปริกฺเขยฺย น ยิทํ ธมฺมา นิชฺฌานํ ขเมยฺยุํ ยสฺมา จ โข อตฺถํ อุปปริกฺขติ ตสฺมา ธมฺมา นิชฺฌานํ ขมนฺติ ตสฺมา ธมฺมนิชฺฌานกฺขนฺติยา อตฺถุปปริกฺขา พหุการาติ ฯ {๖๕๙.๖} อตฺถุปปริกฺขาย ปน โภ โคตม กตโม ธมฺโม พหุกาโร อตฺถุปปริกฺขาย พหุการํ ธมฺมํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ อตฺถุปปริกฺขาย โข ภารทฺวาช ธมฺมธารณา พหุการา โน เจ ตํ ธมฺมํ ธาเรยฺย น ยิทํ อตฺถํ อุปปริกฺเขยฺย ยสฺมา จ โข ธมฺมํ ธาเรติ ตสฺมา อตฺถํ อุปปริกฺขติ ตสฺมา อตฺถุปปริกฺขาย ธมฺมธารณา พหุการาติ ฯ {๖๕๙.๗} ธมฺมธารณาย ปน โภ โคตม กตโม ธมฺโม พหุกาโร ธมฺมธารณาย พหุการํ ธมฺมํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ ธมฺมธารณาย โข ภารทฺวาช ธมฺมสฺสวนํ พหุการํ โน เจ ตํ ธมฺมํ สุเณยฺย น ยิทํ ธมฺมํ ธาเรยฺย ยสฺมา จ โข ธมฺมํ สุณาติ ตสฺมา ธมฺมํ ธาเรติ ตสฺมา ธมฺมธารณาย ธมฺมสฺสวนํ พหุการนฺติ ฯ {๖๕๙.๘} ธมฺมสฺสวนสฺส ปน โภ โคตม กตโม ธมฺโม พหุกาโร ธมฺมสฺสวนสฺส พหุการํ ธมฺมํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ ธมฺมสฺสวนสฺส โข ภารทฺวาช โสตาวธานํ พหุการํ โน เจ ตํ โสตํ โอทเหยฺย น ยิทํ ธมฺมํ สุเณยฺย ยสฺมา จ โข โสตํ โอทหติ ตสฺมา ธมฺมํ สุณาติ ตสฺมา ธมฺมสฺสวนสฺส โสตาวธานํ พหุการนฺติ ฯ {๖๕๙.๙} โสตาวธานสฺส ปน โภ โคตม กตโม ธมฺโม พหุกาโร โสตาวธานสฺส พหุการํ ธมฺมํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ โสตาวธานสฺส โข ภารทฺวาช ปยิรุปาสนา พหุการา โน เจ ตํ ปยิรุปาเสยฺย น ยิทํ โสตํ โอทเหยฺย ยสฺมา จ โข ปยิรุปาสติ ตสฺมา โสตํ โอทหติ ตสฺมา โสตาวธานสฺส ปยิรุปาสนา พหุการาติ ฯ {๖๕๙.๑๐} ปยิรุปาสนาย ปน โภ โคตม กตโม ธมฺโม พหุกาโร ปยิรุปาสนาย พหุการํ ธมฺมํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ ปยิรุปาสนาย โข ภารทฺวาช อุปสงฺกมนํ พหุการํ โน เจ ตํ อุปสงฺกเมยฺย น ยิทํ ปยิรุปาเสยฺย ยสฺมา จ โข อุปสงฺกมติ ตสฺมา ปยิรุปาสติ ตสฺมา ปยิรุปาสนาย อุปสงฺกมนํ พหุการนฺติ ฯ {๖๕๙.๑๑} อุปสงฺกมนสฺส ปน โภ โคตม กตโม ธมฺโม พหุกาโร อุปสงฺกมนสฺส พหุการํ ธมฺมํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ ปุจฺฉามาติ ฯ อุปสงฺกมนสฺส โข ภารทฺวาช สทฺธา พหุการา โน เจ ตํ สทฺธา ชาเยถ น ยิทํ อุปสงฺกเมยฺย ยสฺมา จ โข สทฺธา ชายติ ตสฺมา อุปสงฺกมติ ตสฺมา อุปสงฺกมนสฺส สทฺธา พหุการาติ ฯ
๖๖๐สจฺจานุรกฺขณํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ อปุจฺฉิมฺหา สจฺจานุรกฺขณํ ภวํ โคตโม พฺยากาสิ ตญฺจ ปนมฺหากํ รุจฺจติ เจว ขมติ จ เตน จมฺหา อตฺตมนา สจฺจมนุโพธํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ อปุจฺฉิมฺหา สจฺจมนุโพธํ ภวํ โคตโม พฺยากาสิ ตญฺจ ปนมฺหากํ รุจฺจติ เจว ขมติ จ เตน จมฺหา อตฺตมนา สจฺจานุปตฺตึ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ อปุจฺฉิมฺหา สจฺจานุปตฺตึ ภวํ โคตโม พฺยากาสิ ตญฺจ ปนมฺหากํ รุจฺจติ เจว ขมติ จ เตน จมฺหา อตฺตมนา สจฺจานุปตฺติยา พหุการํ ธมฺมํ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ อปุจฺฉิมฺหา สจฺจานุปตฺติยา พหุการํ ธมฺมํ ภวํ โคตโม พฺยากาสิ ตญฺจ ปนมฺหากํ รุจฺจติ เจว ขมติ จ เตน จมฺหา อตฺตมนา ยํ ยเทว จ มยํ ภวนฺตํ โคตมํ อปุจฺฉิมฺหา ตํ ตเทว ภวํ โคตโม พฺยากาสิ ตญฺจ ปนมฺหากํ รุจฺจติ เจว ขมติ จ เตน จมฺหา อตฺตมนา มยํ หิ โภ โคตม ปุพฺเพ เอวํ ชานาม เก จ มุณฺฑกา สมณกา อิพฺภา กณฺหา พนฺธุปาทปจฺจา เก จ ธมฺมสฺส อญฺญาตาโรติ อชเนสิ วต เม ภวํ โคตโม สมเณสุ สมณเปมํ สมเณสุ สมณปสาทํ สมเณสุ สมณคารวํ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณงฺคตนฺติ ฯ จงฺกีสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปญฺจมํ ฯ ---------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. จังกีสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อจังกี
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นโกศล พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะของชาวโกศล ประทับอยู่ ณ ป่าไม้สาละชื่อเทพวัน ทางทิศเหนือแห่งบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะ สมัยนั้นแล พราหมณ์ชื่อจังกีปกครองบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะซึ่งมีประชากรและสัตว์เลี้ยงมากมายมีพืชพันธุ์ธัญญาหารและน้ำหญ้าอุดมสมบูรณ์ เป็นพระราชทรัพย์ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นพรหมไทย พราหมณ์และคหบดีชาวบ้านโอปาสาทะได้ฟังข่าวว่า @เชิงอรรถ : @ พรหมไทย หมายถึงสิ่งที่ให้แก่บุคคลผู้ประเสริฐ, รางวัลที่ประกอบด้วยอำนาจเต็มเหนือบ้านนั้น@(ม.ม.อ. ๒/๔๒๒/๒๙๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๓๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร “ได้ยินว่า ท่านพระสมณโคดมเป็นศากยบุตร เสด็จออกผนวชจากศากยตระกูลเสด็จจาริกอยู่ในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ เสด็จถึงบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะโดยลำดับ ประทับอยู่ ณ ป่าไม้สาละชื่อเทพวัน ทางทิศเหนือแห่งบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะ ท่านพระสมณโคดมพระองค์นั้นมีกิตติศัพท์อันงามขจรไปอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ พระองค์ทรงรู้แจ้งโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม ทรงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้นมีความงามในท่ามกลาง และมีความงามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน การได้พบพระอรหันต์ทั้งหลายเช่นนี้เป็นความดี อย่างแท้จริง”
ครั้งนั้นแล พราหมณ์และคหบดีชาวบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะ ออกจากบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะรวมกันเป็นหมู่ ไปยังป่าไม้สาละชื่อเทพวันทางทิศเหนือ สมัยนั้น จังกีพราหมณ์พักผ่อนกลางวันอยู่ ณ ปราสาทชั้นบน มองเห็นพราหมณ์และคหบดีชาวบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะซึ่งล้วนออกจากบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะเดินรวมกันเป็นหมู่ ไปทางทิศเหนือ เข้าไปยังป่าไม้สาละชื่อเทพวันจึงเรียกอำมาตย์ที่ปรึกษามาถามว่า “พ่ออำมาตย์ พราหมณ์และคหบดีชาวบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะออกจาก บ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะเดินรวมกันเป็นหมู่ ไปทางทิศเหนือ เข้าไปยังป่าไม้สาละชื่อเทพวัน ทำไมกัน” อำมาตย์ที่ปรึกษาตอบว่า “ข้าแต่ท่านจังกี พระสมณโคดมเป็นศากยบุตรเสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล เสด็จจาริกอยู่ในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ เสด็จถึงบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะโดยลำดับ ประทับอยู่ ณ ป่าไม้สาละชื่อเทพวัน ทางทิศเหนือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๓๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร แห่งบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะ ท่านพระโคดมพระองค์นั้นมีกิตติศัพท์อันงามขจรไปอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลกเป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ พราหมณ์และคหบดีเหล่านั้น พากันไปเข้าเฝ้าท่านพระโคดมนั้น” จังกีพราหมณ์กล่าวว่า “พ่ออำมาตย์ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงไปหาพวกพราหมณ์และคหบดีชาวบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะแล้วบอกอย่างนี้ว่า ‘ท่านขอรับ จังกี-พราหมณ์พูดว่า ‘ขอท่านผู้เจริญทั้งหลายจงรอก่อน แม้จังกีพราหมณ์ก็จะไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดมด้วย” อำมาตย์ที่ปรึกษารับคำของจังกีพราหมณ์แล้ว เข้าไปหาพวกพราหมณ์และ คหบดีชาวบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะแล้วก็บอกว่า “ท่านขอรับ จังกีพราหมณ์พูดว่า ‘ขอท่านผู้เจริญทั้งหลายจงรอก่อน แม้จังกีพราหมณ์ก็จะไปเข้าเฝ้าพระสมณ-โคดมด้วย” ความเป็นผู้ดีของจังกีพราหมณ์
เวลานั้น พราหมณ์ต่างถิ่น ๕๐๐ คน มีธุระเดินทางมาพักอยู่ ในบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะพอได้ฟังว่า “จังกีพราหมณ์จักไปเข้าเฝ้าพระสมณ-โคดมด้วย” จึงพากันเข้าไปหาจังกีพราหมณ์ถึงที่อยู่แล้วถามว่า “ท่านจังกีจักไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดมจริงหรือ” จังกีพราหมณ์ตอบว่า “จริง เราคิดจะไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดม” พวกพราหมณ์ห้ามว่า “ท่านจังกีอย่าได้ไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดมเลย ท่านจังกีไม่ควรไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดม พระสมณโคดมต่างหากควรจะเสด็จมาหาท่านจังกีเพราะว่า ท่านจังกีเป็นผู้มีชาติกำเนิดดีทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๓๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร ดีตลอด ๗ ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านตำหนิได้เพราะอ้างถึงชาติตระกูลด้วยเหตุนี้ ท่านจังกีจึงไม่ควรไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดม พระสมณโคดมต่างหากควรเสด็จมาหาท่านจังกี อนึ่ง ท่านจังกีเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก ฯลฯ จบไตรเพท พร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ อักษรศาสตร์ และประวัติศาสตร์ เข้าใจตัวบทและไวยากรณ์ ชำนาญโลกายตศาสตร์และลักษณะมหาบุรุษ ฯลฯ เป็นผู้มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส มีผิวพรรณผุดผ่องยิ่งนัก ดุจพรหม มีกายดุจพรหมโอกาสที่จะได้พบเห็นยากนัก ฯลฯ เป็นผู้มีศีล มีศีลที่เจริญ ประกอบด้วยศีลที่เจริญฯลฯ เป็นผู้มีวาจาไพเราะสุภาพ ประกอบด้วยถ้อยคำอ่อนหวานอย่างชาวเมืองนุ่มนวล เข้าใจง่าย ฯลฯ เป็นอาจารย์และปาจารย์ของหมู่ชน สอนมนตร์แก่มาณพ๓๐๐ คน ฯลฯ ท่านจังกีเป็นผู้ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลสักการะ เคารพ นับถือบูชา นอบน้อม ฯลฯ เป็นผู้ที่พราหมณ์ชื่อโปกขรสาติสักการะ เคารพ นับถือนอบน้อม ฯลฯ ท่านจังกีปกครองบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะซึ่งมีประชากรและสัตว์เลี้ยงมากมายมีพืชพันธุ์ธัญญาหารและน้ำหญ้าอุดมสมบูรณ์ เป็นพระราชทรัพย์ที่พระเจ้าปเสนทิ-โกศลพระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นพรหมไทย ด้วยเหตุนี้ ท่านจังกีจึงไม่ควรไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดม พระสมณโคดมต่างหากควรจะเสด็จมาหาท่านจังกี”สรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า
เมื่อพวกพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว จังกีพราหมณ์ได้กล่าวว่า “ท่านทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงฟังเราบ้าง เรานี่แหละควรไปเข้าเฝ้าท่านพระโคดม ท่านพระโคดมไม่ควรเสด็จมาหาเรา ได้ทราบว่า ท่านพระสมณโคดมทรงเป็นผู้มีพระชาติกำเนิดดีทั้งฝ่ายพระชนนีและฝ่ายพระชนก ทรงถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ดีตลอด ๗ ชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครจะคัดค้านตำหนิได้เพราะอ้างถึงชาติตระกูล ด้วยเหตุนี้ ท่านพระโคดมจึงไม่ควรเสด็จมาหาเรา เราต่างหากควรไปเข้าเฝ้าท่านพระโคดม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๓๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร ท่านทั้งหลาย ได้ทราบว่า พระสมณโคดมทรงสละเงินทองมากมายทั้งที่ฝัง อยู่ในพื้นดินและในอากาศ ผนวชแล้ว ฯลฯ พระสมณโคดมกำลังหนุ่มแน่น มีพระเกศาดำสนิท ทรงพระเจริญอยู่ในปฐมวัย เสด็จออกจากพระราชวัง ผนวชเป็นบรรพชิต ฯลฯ เมื่อพระชนนีและพระชนกไม่ทรงปรารถนา (จะให้เสด็จออกผนวช)มีน้ำพระเนตรชุ่มพระพักตร์ทรงกันแสงอยู่ พระสมณโคดมทรงปลงพระเกศาและ พระมัสสุ แล้วครองผ้ากาสาวพัสตร์ เสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตฯลฯ พระสมณโคดมมีพระรูปงดงาม น่าดู น่าเลื่อมใส มีพระฉวีวรรณผุดผ่องยิ่งนักดุจพรหม มีพระวรกายดุจพรหม โอกาสที่จะได้พบเห็นยากนัก ฯลฯ พระสมณโคดมทรงมีอริยศีล มีศีลที่เป็นกุศล ประกอบด้วยศีลที่เป็นกุศล ฯลฯ มีพระวาจาไพเราะสุภาพ ประกอบด้วยถ้อยคำอ่อนหวานอย่างชาวเมือง นุ่มนวล เข้าใจง่าย ฯลฯ ทรงเป็นอาจารย์และปาจารย์ของหมู่ชนมากมาย ฯลฯ ทรงสิ้นกามราคะ ไม่ประดับตกแต่ง ฯลฯ ทรงเป็นกรรมวาที เป็นกิริยวาที ไม่ทรงมุ่งร้ายต่อพราหมณ์ ฯลฯ ผนวชแล้วจากตระกูลสูง คือ ขัตติยตระกูลอันบริสุทธิ์ ฯลฯ ผนวชแล้วจากตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก ฯลฯ ประชาชนต่างบ้านต่างเมืองพากันมาทูลถามปัญหาพระสมณโคดม ฯลฯ ทวยเทพหลายพันองค์ถวายชีวิตขอถึงพระสมณโคดม เป็นที่พึ่ง ฯลฯ พระสมณโคดมทรงมีกิตติศัพท์อันงามขจรไปอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ฯลฯ เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ ฯลฯ พระสมณโคดมทรงประกอบด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการฯลฯ พระเจ้าพิมพิสาร จอมทัพมคธ พร้อมทั้งพระราชโอรสและพระมเหสี ทรงถวายชีวิตถึงพระสมณโคดมเป็นสรณะ ฯลฯ พระเจ้าปเสนทิโกศลพร้อมทั้งพระราชโอรสและพระมเหสี ทรงถวายชีวิตถึงพระสมณโคดมเป็นสรณะ ฯลฯ โปกขรสาติพราหมณ์พร้อมทั้งบุตรภรรยา ก็ได้ถวายชีวิตถึงพระสมณโคดมเป็นสรณะ ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ศีล ในที่นี้หมายถึงปาริสุทธิศีล ๔ ประการ [(คือ (๑) ปาติโมกขสังวรศีล(ความสำรวมในพระปาติโมกข์)@(๒) อินทรียสังวรศีล(ความสำรวมอินทรีย์ ๖) (๓) อาชีวปาริสุทธิศีล(ความบริสุทธิแห่งอาชีวะ) (๔) ปัจจัย-@สันนิสิตศีล (ศีลที่อาศัยการพิจารณาใช้สอยปัจจัย ๔)] (ม.ม.อ. ๒/๔๒๕/๓๐๓)@ หมายความว่า ด้วยพระธรรมเทศนาครั้งเดียวของพระผู้มีพระภาค หมู่สัตว์จำนวน ๘๔,๐๐๐ เทวดาและ@มนุษย์นับประมาณไม่ได้ย่อมดื่มอมตธรรมคือมรรคและผล เพราะฉะนั้น จึงทรงเป็นอาจารย์ของหมู่สัตว์@และทรงเป็นปาจารย์ของพระสาวกผู้ที่ทรงแนะนำได้ (ม.ม.อ. ๒/๔๒๕/๓๐๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๓๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร พระสมณโคดมเสด็จถึงบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะโดยลำดับ ประทับอยู่ ณ ป่าไม้สาละชื่อเทพวัน ทางทิศเหนือแห่งบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะ สมณพราหมณ์ที่มาสู่เขตหมู่บ้านของเราจัดว่าเป็นแขกของเรา ซึ่งพวกเราควรสักการะ เคารพนับถือ บูชา พระสมณโคดมเสด็จมาถึงบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะโดยลำดับ ประทับอยู่ณ ป่าไม้สาละชื่อเทพวัน ทางทิศเหนือแห่งบ้านพราหมณ์ชื่อโอปาสาทะ พระสมณ-โคดมจึงจัดว่าเป็นแขกของเราที่พวกเราควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ด้วยเหตุนี้พระสมณโคดมจึงไม่ควรเสด็จมาหาเรา เราต่างหากควรไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดมเราทราบพระคุณของพระสมณโคดมเพียงเท่านี้ แต่พระสมณโคดมไม่ใช่ว่าจะมีพระคุณเพียงเท่านี้ แท้จริงแล้ว พระสมณโคดมมีพระคุณนับประมาณมิได้ ถึงแม้ท่านพระโคดมทรงประกอบด้วยองค์คุณบางอย่าง ก็ไม่ควรเสด็จมาหาเรา โดยที่แท้ เราต่างหากควรไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดม” (หลังจากนั้น) จังกีพราหมณ์ได้กล่าวเชิญว่า “ท่านทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น พวกเราทั้งหมดจักไปเข้าเฝ้าพระสมณโคดมด้วยกัน” มาณพชื่อกาปทิกะทูลถามบทมนตร์
ครั้งนั้น จังกีพราหมณ์พร้อมด้วยคณะพราหมณ์หมู่ใหญ่ เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควร สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งแล้วทรงปฏิสันถารเรื่องบางเรื่องพอเป็นที่ระลึกถึงกันกับพราหมณ์ทั้งหลายผู้แก่เฒ่า สมัยนั้น มาณพชื่อกาปทิกะยังเป็นหนุ่มโกนศีรษะ มีอายุ ๑๖ ปี นับแต่เกิดมา เป็นผู้จบไตรเพทพร้อมทั้งนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ อักษรศาสตร์และประวัติศาสตร์ เป็นผู้เข้าใจตัวบทและไวยากรณ์ ชำนาญคัมภีร์โลกายตศาสตร์และลักษณะมหาบุรุษนั่งอยู่ในบริษัทนั้นด้วย เขาได้พูดสอดขึ้นในระหว่างที่พราหมณ์ทั้งหลายผู้แก่เฒ่ากำลังสนทนากันอยู่กับพระผู้มีพระภาค @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.สี.(แปล) ๙/๓๐๐-๓๐๕/๑๑๑-๑๑๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๓๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงห้ามกาปทิกมาณพว่า “ภารทวาชะผู้มีอายุ เจ้าอย่าพูดแทรกขึ้นในระหว่างที่พราหมณ์ทั้งหลายผู้แก่เฒ่ากำลังสนทนากันอยู่จงรอให้เขาพูดจบเสียก่อน” เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว จังกีพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ท่านพระโคดม อย่าทรงห้ามกาปทิกมาณพเลย กาปทิกมาณพเป็นบุตรของผู้มีสกุล เป็นพหูสูต เป็นบัณฑิต เจราจาถ้อยคำไพเราะ และสามารถจะเจรจาโต้ตอบในคำนั้นกับท่านพระโคดมได้” ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงพระดำริว่า “กาปทิกมาณพจักสำเร็จการศึกษาในปาพจน์คือไตรเพทเป็นแน่แท้ พราหมณ์ทั้งหลายจึงพากันยกย่องเขาถึงเพียงนั้น” ครั้งนั้น กาปทิกมาณพได้คิดว่า “เมื่อใด พระสมณโคดมจักทอดพระเนตรสบตาเรา เมื่อนั้น เราจักทูลถามปัญหากับพระสมณโคดม” ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบความคิดคำนึงของกาปทิกมาณพด้วยจิต(ของพระองค์) จึงทรงทอดพระเนตรไปทางที่กาปทิกมาณพนั่งอยู่
ครั้งนั้นแล กาปทิกมาณพได้คิดว่า “พระสมณโคดมทรงสนพระทัย เราอยู่ ทางที่ดี เราควรทูลถามปัญหากับพระสมณโคดม” ลำดับนั้น กาปทิกมาณพได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่ท่านพระโคดม ในบทมนตร์อันเป็นของเก่าของพราหมณ์ทั้งหลาย โดยสืบต่อกันมาตามคัมภีร์ พราหมณ์ทั้งหลายย่อมถึงความตกลงใจโดยเด็ดขาดว่า‘นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ ในเรื่องนี้ท่านพระโคดมจะตรัสอย่างไร” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ภารทวาชะ บรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย พราหมณ์สักคนหนึ่งผู้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘เรารู้สิ่งนี้ เราเห็นสิ่งนี้ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’มีอยู่หรือ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๓๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร กาปทิกมาณพทูลตอบว่า “ไม่มีเลย ท่านพระโคดม” “ภารทวาชะ แม้อาจารย์ท่านหนึ่ง แม้ปาจารย์ของอาจารย์ท่านหนึ่ง ตลอดขึ้นไปจน ๗ ชั่วอาจารย์ของพราหมณ์ทั้งหลายผู้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘เรารู้สิ่งนี้ เราเห็นสิ่งนี้นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ มีอยู่หรือ” “ไม่มีเลย ท่านพระโคดม” “ภารทวาชะ ฤาษีทั้งหลายผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ คือ ฤาษี อัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทพ ฤาษีเวสสามิตตะ ฤาษียมตัคคิ ฤาษีอังคีรสะฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้แต่งมนตร์ เป็นผู้บอกมนตร์ที่พราหมณ์ทั้งหลายในปัจจุบันนี้ขับตาม บทมนตร์เก่าที่ท่านบุรพาจารย์พราหมณ์ขับไว้แล้ว บอกไว้แล้ว รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ถูกต้องตามที่ท่านกล่าวไว้บอกได้ถูกต้องตามที่ท่านได้บอกไว้แล้ว แม้ท่านเหล่านั้นก็กล่าวอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายรู้สิ่งนี้ เราทั้งหลายเห็นสิ่งนี้ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ มีอยู่หรือ” “ไม่มีเลย ท่านพระโคดม” พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “ภารทวาชะ ได้ทราบกันดังนี้ว่า บรรดาพราหมณ์ทั้งหลาย ไม่มีพราหมณ์แม้สักคนหนึ่ง ผู้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘เรารู้สิ่งนี้ เราเห็นสิ่งนี้นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ ไม่มีใครสักคนหนึ่งซึ่งเป็นอาจารย์ เป็นปาจารย์ของอาจารย์ตลอด ๗ ชั่วอาจารย์ของพราหมณ์ทั้งหลายผู้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘เรารู้สิ่งนี้เราเห็นสิ่งนี้ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ แม้ฤาษีทั้งหลายผู้เป็นบุรพาจารย์ของพวกพราหมณ์ คือ ฤาษีอัฏฐกะ ฤาษีวามกะ ฤาษีวามเทพ ฤาษีเวสสามิตตะ ฤาษียมตัคคิ ฤาษีอังคีรสะ ฤาษีภารทวาชะ ฤาษีวาเสฏฐะ ฤาษีกัสสปะ ฤาษีภคุ ซึ่งเป็นผู้แต่งมนตร์ เป็นผู้บอกมนตร์ที่พราหมณ์ทั้งหลายในปัจจุบันนี้ขับตาม บทมนตร์เก่าที่ท่านขับไว้แล้ว บอกไว้แล้ว รวบรวมไว้แล้ว กล่าวได้ถูกต้อง ตามที่ท่านได้กล่าวไว้บอกได้ถูกต้อง ตามที่ท่านได้บอกไว้แล้ว แม้ท่านเหล่านั้นก็ไม่ได้กล่าวอย่างนี้ว่า‘เรารู้สิ่งนี้ เราเห็นสิ่งนี้ นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๓๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร ธรรม ๕ ประการมีผลเป็น ๒ อย่าง
ภารทวาชะ คนตาบอดเข้าแถวเกาะหลังกัน คนอยู่หัวแถว คนอยู่ กลางแถว และคนอยู่ปลายแถว ต่างก็มองไม่เห็นกัน แม้ฉันใด ภาษิตของพราหมณ์ทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เห็นจะเปรียบได้กับแถวคนตาบอด คือ แม้คนอยู่หัวแถว คนอยู่กลางแถว และคนอยู่ปลายแถว ต่างก็มองไม่เห็นกัน ท่านเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนั้น ความเชื่อของพราหมณ์ทั้งหลายย่อมหามูลมิได้ มิใช่หรือ” กาปทิกมาณพกราบทูลว่า “ท่านพระโคดม ในข้อนี้พราหมณ์ทั้งหลายมิใช่ เล่าเรียนกันมาด้วยความเชื่ออย่างเดียว แต่เล่าเรียนด้วยการฟังตามกันมา” “ภารทวาชะ ครั้งแรกท่านได้อ้างถึงความเชื่อ บัดนี้ท่านอ้างถึงการฟังตามกันมา ธรรม ๕ ประการนี้มีผลเป็น ๒ อย่างในปัจจุบัน ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ศรัทธา (ความเชื่อ) ๒. รุจิ (ความชอบใจ) ๓. อนุสสวะ (การฟังตามกันมา) ๔. อาการปริวิตก (ความตรึกตามอาการ) ๕. ทิฏฐินิชฌานขันติ (ความเข้ากันได้กับทฤษฎีที่พินิจไว้) ธรรม ๕ ประการนี้แล มีผลเป็น ๒ อย่างในปัจจุบัน คือ สิ่งที่เชื่อกันด้วยดีแต่สิ่งนั้นกลับเป็นของว่างเปล่าเป็นเท็จไปก็มี สิ่งที่ไม่เชื่อกันด้วยดีแต่สิ่งนั้นกลับเป็นจริงแท้ ไม่เป็นอื่นก็มี สิ่งที่ชอบใจจริงๆ ฯลฯ สิ่งที่ฟังตามกันมาอย่างดี ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๓๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร สิ่งที่ตรึกไว้อย่างดี ฯลฯ สิ่งที่พินิจไว้อย่างดี แต่สิ่งนั้นกลับเป็นของว่างเปล่าเป็นเท็จไปก็มี สิ่งที่ไม่ได้พินิจไว้อย่างดี แต่สิ่งนั้นกลับเป็นจริงแท้ ไม่เป็นอื่นก็มี ภารทวาชะ คนผู้ฉลาดเมื่อจะตามรักษาสัจจะ ไม่ควรจะตกลงใจในข้อนั้นอย่างเด็ดขาดว่า ‘นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง” ตรัสตอบถึงการรักษาสัจจะ
กาปทิกมาณพทูลถามว่า “ท่านพระโคดม ด้วยข้อปฏิบัติประมาณ เท่าไร การรักษาสัจจะจึงมีได้ บุคคลชื่อว่ารักษาสัจจะด้วยข้อปฏิบัติประมาณเท่าไรข้าพเจ้าขอทูลถามท่านพระโคดมถึงการรักษาสัจจะ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภารทวาชะ ถ้าบุรุษมีศรัทธา กล่าวว่า ‘เรามีศรัทธาอย่างนี้’ ชื่อว่ารักษาสัจจะ แต่ยังไม่ชื่อว่ามีความตกลงใจโดยเด็ดขาดว่า‘นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ การรักษาสัจจะย่อมมีได้บุคคลชื่อว่ารักษาสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ และเราย่อมบัญญัติการรักษาสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ แต่ยังไม่ชื่อว่าเป็นการรู้สัจจะก่อน ถ้าบุรุษมีความชอบใจ ฯลฯ ถ้าบุรุษมีการฟังตามกันมา ฯลฯ ถ้าบุรุษมีความตรึกตามอาการ ฯลฯ ถ้าบุรุษมีความพินิจที่เข้ากันได้กับทฤษฎีของตน เขากล่าวอย่างนี้ว่า ‘เรามีความพินิจที่เข้ากันได้กับทฤษฎีของตนอย่างนี้’ ชื่อว่ารักษาสัจจะ แต่ยังไม่ชื่อว่าถึงความตกลงใจโดยเด็ดขาดว่า ‘นี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นไม่จริง’ ภารทวาชะ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้การรักษาสัจจะย่อมมีได้ บุคคลชื่อว่ารักษาสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ และเราย่อมบัญญัติการรักษาสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ แต่ยังไม่ชื่อว่าเป็นการรู้สัจจะก่อน”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๓๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร ตรัสตอบถึงการรู้สัจจะ
กาปทิกมาณพทูลถามว่า “ท่านพระโคดม การรักษาสัจจะย่อมมี ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ บุคคลชื่อว่ารักษาสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ และเราทั้งหลายย่อมหวังการรักษาสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ การรู้สัจจะย่อมมีด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร บุคคลย่อมรู้สัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ข้าพเจ้าขอทูลถามท่านพระโคดมถึงการรู้สัจจะ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภารทวาชะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้เข้าไปอาศัยบ้านหรือนิคมแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ คหบดีก็ดี บุตรของคหบดีก็ดี เข้าไปหาภิกษุนั้นแล้วใคร่ครวญในธรรม ๓ ประการ คือ (๑) ในธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโลภะ(ความโลภ)(๒) ในธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโทสะ(การประทุษร้าย) (๓) ในธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโมหะ(ความหลง) ว่า ‘ท่านผู้นี้มีธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโลภะ หรือไม่หนอ (เพราะว่า)ผู้มีจิตถูกธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดความโลภครอบงำแล้ว เมื่อไม่รู้ก็กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้ารู้’เมื่อไม่เห็นก็กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าเห็น’ หรือสิ่งใดจะพึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูลเพื่อทุกข์สิ้นกาลนานแก่ผู้อื่น ก็จะพึงชักชวนผู้อื่นเพื่อประโยชน์แก่สิ่งนั้นได้หรือหนอ’เมื่อเขาพิจารณาถึงภิกษุนั้นอยู่ จึงรู้ได้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้ไม่มีธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโลภะ (เพราะว่า)ผู้มีจิตถูกธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโลภะครอบงำแล้ว เมื่อไม่รู้ก็กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้ารู้’ เมื่อไม่เห็นก็กล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าเห็น’ หรือสิ่งใดจะพึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนานแก่ผู้อื่น ท่านผู้นี้พึงชักชวนผู้อื่นเพื่อประโยชน์แก่สิ่งนั้น อนึ่ง ท่านผู้นี้มีกายสมาจาร วจีสมาจาร เหมือนผู้ไม่โลภ ท่านผู้นี้แสดงธรรมอันลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาดคะเนเองไม่ได้ เป็นธรรมละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ไม่ใช่ธรรมที่คนโลภจะแสดงได้ง่าย’
เมื่อใดเขาพิจารณาภิกษุนั้นอยู่ ย่อมเห็นชัดว่า เธอบริสุทธิ์จาก ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโลภะแล้ว เมื่อนั้นเขาพิจารณาภิกษุนั้นให้ยิ่งขึ้นไปในธรรมที่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๔๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร เป็นเหตุให้เกิดโทสะว่า ‘ท่านผู้นี้มีธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโทสะ มีจิตถูกธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโทสะครอบงำ เมื่อไม่รู้ก็จะกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้ารู้’ เมื่อไม่เห็นก็จะกล่าวว่า‘ข้าพเจ้าเห็น’ หรือสิ่งใดจะพึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนานแก่ผู้อื่น ก็จะพึงชักชวนผู้อื่นเพื่อประโยชน์แก่สิ่งนั้น’ เขาเมื่อพิจารณาภิกษุนั้นอยู่ย่อมรู้ได้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้ไม่มีธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโทสะ (เพราะว่า)ผู้มีจิตถูกธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโทสะครอบงำแล้ว เมื่อไม่รู้ก็จะพึงกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้ารู้’ เมื่อไม่เห็นก็จะพึงกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าเห็น’ หรือสิ่งใดจะพึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนานแก่ผู้อื่น พึงชักชวนผู้อื่นเพื่อประโยชน์แก่สิ่งนั้น อนึ่ง ท่านผู้นี้มีกายสมาจาร วจีสมาจาร เหมือนผู้ไม่ประทุษร้าย ท่านผู้นี้แสดงธรรมอันลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาดคะเนเองไม่ได้ เป็นธรรมละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ไม่ใช่ธรรมที่คนประทุษร้ายจะแสดงได้ง่าย’
เมื่อใด เขาพิจารณาภิกษุนั้นอยู่ย่อมเห็นชัดว่า เธอบริสุทธิ์จาก ธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโทสะ เมื่อนั้นเขาย่อมพิจารณาภิกษุนั้นให้ยิ่งขึ้นไปในธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโมหะว่า ‘ท่านผู้นี้มีธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโมหะ มีจิตถูกธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโมหะครอบงำ เมื่อไม่รู้ก็จะกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้ารู้’ เมื่อไม่เห็นก็จะกล่าวว่า‘ข้าพเจ้าเห็น’ หรือสิ่งใดจะพึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนานแก่ผู้อื่น พึงชักชวนผู้อื่นเพื่อประโยชน์แก่สิ่งนั้น’ เขาเมื่อพิจารณาภิกษุนั้นอยู่ ย่อมรู้ได้อย่างนี้ว่า ‘ท่านผู้นี้ไม่มีธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโมหะ (เพราะว่า)ผู้มีจิตถูกธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโมหะครอบงำแล้ว เมื่อไม่รู้ก็จะพึงกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้ารู้’ เมื่อไม่เห็นก็จะพึงกล่าวว่า ‘ข้าพเจ้าเห็น’ หรือสิ่งใดจะพึงเป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์สิ้นกาลนานแก่ผู้อื่น พึงชักชวนผู้อื่นเพื่อประโยชน์แก่สิ่งนั้น อนึ่ง ท่านผู้นี้มีกายสมาจาร วจีสมาจาร เหมือนผู้ไม่หลง ท่านผู้นี้แสดงธรรมอันลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาดคะเนเองไม่ได้ เป็นธรรมละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ไม่ใช่ธรรมที่คนหลงจะแสดงได้ง่าย’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๔๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร เมื่อใด เขาพิจารณาภิกษุนั้นอยู่ ย่อมเห็นชัดว่าเธอบริสุทธิ์จากธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดโมหะ เมื่อนั้น เขาสร้างศรัทธาในภิกษุนั้นอย่างมั่นคง จึงเกิดศรัทธาแล้วเข้าไปหา เมื่อเข้าไปหา ย่อมนั่งใกล้ เมื่อนั่งใกล้ ย่อมเงี่ยโสตลง เขาเงี่ยโสตลงแล้วฟังธรรม อยู่ ย่อมทรงจำธรรม พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้วเมื่อพิจารณาเนื้อความอยู่ ธรรมทั้งหลายย่อมควรแก่การเพ่งพินิจ เมื่อธรรมควรแก่การเพ่งพินิจมีอยู่ ฉันทะ ย่อมเกิด เกิดฉันทะแล้ว ย่อมอุตสาหะ ครั้นอุตสาหะแล้วย่อมพิจารณา ครั้นพิจารณาแล้ว ย่อมตั้งความเพียร เธอตั้งความเพียรแล้วย่อมทำปรมัตถสัจจะให้แจ้งด้วยกาย และเห็นชัดปรมัตถสัจจะนั้นด้วยปัญญา ภารทวาชะ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ การรู้สัจจะจึงมีได้ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล บุคคลย่อมรู้สัจจะได้ และเราย่อมบัญญัติการรู้สัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ แต่ยังไม่ชื่อว่าเป็นการบรรลุสัจจะทีเดียว” ตรัสตอบถึงการบรรลุสัจจะ
กาปทิกมาณพทูลถามว่า “ท่านพระโคดม การรู้สัจจะย่อมมีได้ด้วย ข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ บุคคลชื่อว่ารู้สัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ และเราทั้งหลายย่อมหวังการรู้สัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้หรือ การบรรลุสัจจะย่อมมีได้ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร บุคคลย่อมบรรลุสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่าไร ข้าพเจ้าขอทูลถามท่านพระโคดมถึงการบรรลุสัจจะ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภารทวาชะ การปฏิบัติ เจริญ ทำให้มากซึ่งธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นการบรรลุสัจจะ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ การบรรลุสัจจะย่อมมีได้ บุคคลย่อมบรรลุสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ และเราย่อมบัญญัติการบรรลุสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้” @เชิงอรรถ : @ ธรรม ในที่นี้หมายถึงเทศนาธรรม (ม.ม.อ. ๒/๔๓๒/๓๐๖) @ ฉันทะ ในที่นี้หมายถึงความพอใจด้วยความปรารถนาจะทำให้ยิ่งขึ้นอีก (ม.ม.อ. ๒/๔๓๒/๓๐๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๔๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร ตรัสตอบถึงธรรมมีอุปการะมาก
กาปทิกมาณพทูลถามว่า “ท่านพระโคดม การบรรลุสัจจะย่อมมีได้ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ บุคคลย่อมบรรลุสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ และเราทั้งหลายย่อมหวังการบรรลุสัจจะด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้หรือ ธรรมมีอุปการะมากแก่การบรรลุสัจจะเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่การบรรลุสัจจะ” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภารทวาชะ ความเพียรมีอุปการะมากแก่ การบรรลุสัจจะ ถ้าบุคคลไม่ตั้งความเพียรนั้นไว้ ก็จะไม่พึงบรรลุสัจจะนี้ได้ แต่เพราะเขาตั้งความเพียรไว้จึงบรรลุสัจจะได้ ฉะนั้น ความเพียรจึงมีอุปการะมากแก่การบรรลุสัจจะ” “ธรรมมีอุปการะมากแก่ความเพียรเป็นอย่างไร ข้าพระองค์ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่ความเพียร พระพุทธเจ้าข้า” “ปัญญาเครื่องพิจารณามีอุปการะมากแก่ความเพียร ถ้าบุคคลไม่พิจารณาปัญญาเครื่องพิจารณานั้นก็จะพึงตั้งความเพียรนี้ไว้ไม่ได้ แต่เพราะเขาพิจารณาจึงตั้งความเพียรไว้ได้ ฉะนั้น ปัญญาเครื่องพิจารณาจึงมีอุปการะมากแก่ความเพียร” “ธรรมมีอุปการะมากแก่ปัญญาเครื่องพิจารณาเป็นอย่างไร ข้าพระองค์ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่ปัญญาเครื่องพิจารณา พระพุทธเจ้าข้า” “ความอุตสาหะมีอุปการะมากแก่ปัญญาเครื่องพิจารณา ถ้าบุคคลไม่อุตสาหะก็จะพึงพิจารณาไม่ได้ แต่เพราะเขาอุตสาหะจึงพิจารณาได้ ฉะนั้น ความอุตสาหะจึงมีอุปการะมากแก่ปัญญาเครื่องพิจารณา” “ธรรมมีอุปการะมากแก่ความอุตสาหะเป็นอย่างไร ข้าพระองค์ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่ความอุตสาหะ พระพุทธเจ้าข้า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๔๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร “ฉันทะมีอุปการะมากแก่ความอุตสาหะ ถ้าฉันทะไม่เกิด บุคคลก็จะไม่พึงอุตสาหะ แต่เพราะฉันทะเกิด เขาจึงอุตสาหะ ฉะนั้น ฉันทะจึงมีอุปการะมากแก่ความอุตสาหะ” “ธรรมมีอุปการะมากแก่ฉันทะเป็นอย่างไร ข้าพระองค์ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่ฉันทะ พระพุทธเจ้าข้า” “ความควรแก่การเพ่งพินิจแห่งธรรมเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่ฉันทะ ถ้าธรรมทั้งหลายไม่ควรแก่การเพ่งพินิจ ฉันทะก็ไม่เกิด แต่เพราะธรรมทั้งหลายควรแก่การเพ่งพินิจ ฉันทะจึงเกิด ฉะนั้น ความควรแก่การเพ่งพินิจแห่งธรรมจึงมีอุปการะมากแก่ฉันทะ” “ธรรมมีอุปการะมากแก่ความควรแก่การเพ่งพินิจแห่งธรรมเป็นอย่างไรข้าพระองค์ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่ความควรแก่การเพ่งพินิจแห่งธรรม พระพุทธเจ้าข้า” “ปัญญาเครื่องไตร่ตรองเนื้อความเป็นธรรมมีอุปการะมากแก่ความควรแก่การเพ่งพินิจแห่งธรรม ถ้าบุคคลไม่ไตร่ตรองเนื้อความ ธรรมทั้งหลายก็จะไม่พึงควรแก่การเพ่งพินิจ แต่เพราะเขาไตร่ตรองเนื้อความ ธรรมทั้งหลายจึงควรแก่การเพ่งพินิจฉะนั้น ปัญญาเครื่องไตร่ตรองเนื้อความจึงมีอุปการะมากแก่ความควรแก่การเพ่งพินิจแห่งธรรม” “ธรรมมีอุปการะมากแก่ปัญญาเครื่องไตร่ตรองเนื้อความเป็นอย่างไร ข้าพระองค์ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่ปัญญาเครื่องไตร่ตรองเนื้อความพระพุทธเจ้าข้า” “การทรงจำธรรมมีอุปการะมากแก่ปัญญาเครื่องไตร่ตรองเนื้อความ ถ้าบุคคลไม่ทรงจำธรรมนั้น ก็จะพึงไตร่ตรองเนื้อความนี้ไม่ได้ แต่เพราะเขาทรงจำธรรมไว้ได้จึงไตร่ตรองเนื้อความได้ ฉะนั้น การทรงจำธรรมจึงมีอุปการะมากแก่ปัญญาเครื่องไตร่ตรองเนื้อความ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๔๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร “ธรรมมีอุปการะแก่การทรงจำธรรมเป็นอย่างไร ข้าพระองค์ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่การทรงจำธรรม พระพุทธเจ้าข้า” “การฟังธรรมมีอุปการะมากแก่การทรงจำธรรม ถ้าบุคคลไม่ฟังธรรมนั้น ก็จะพึงทรงจำธรรมนี้ไม่ได้ แต่เพราะเขาฟังธรรมจึงทรงจำธรรมไว้ได้ ฉะนั้น การฟังธรรมจึงมีอุปการะมากแก่การทรงจำธรรม” “ธรรมมีอุปการะมากแก่การฟังธรรมเป็นอย่างไร ข้าพระองค์ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่การฟังธรรม พระพุทธเจ้าข้า” “การเงี่ยโสตลงมีอุปการะมากแก่การฟังธรรม ถ้าบุคคลไม่เงี่ยโสตลง ก็จะพึงฟังธรรมนี้ไม่ได้ แต่เพราะเขาเงี่ยโสตลงจึงฟังธรรมได้ ฉะนั้น การเงี่ยโสตลงจึงมีอุปการะมากแก่การฟังธรรม” “ธรรมมีอุปการะมากแก่การเงี่ยโสตลงเป็นอย่างไร ข้าพระองค์ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่การเงี่ยโสตลง พระพุทธเจ้าข้า” “การเข้าไปนั่งใกล้มีอุปการะมากแก่การเงี่ยโสตลง ถ้าบุคคลไม่เข้าไปนั่งใกล้ก็จะพึงเงี่ยโสตลงไม่ได้ แต่เพราะเขาเข้าไปนั่งใกล้จึงเงี่ยโสตลงได้ ฉะนั้น การเข้าไปนั่งใกล้จึงมีอุปการะมากแก่การเงี่ยโสตลง” “ธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปนั่งใกล้เป็นอย่างไร ข้าพระองค์ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปนั่งใกล้ พระพุทธเจ้าข้า” “การเข้าไปหามีอุปการะมากแก่การเข้าไปนั่งใกล้ ถ้าบุคคลไม่เข้าไปหา ก็จะพึงนั่งใกล้ไม่ได้ เพราะเขาเข้าไปหาจึงนั่งใกล้ได้ ฉะนั้น การเข้าไปหาจึงมีอุปการะมากแก่การเข้าไปนั่งใกล้”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๔๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๕. จังกีสูตร “ท่านพระโคดม ธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปหาเป็นอย่างไร ข้าพระองค์ขอทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่การเข้าไปหา” “ภารทวาชะ ศรัทธามีอุปการะมากแก่การเข้าไปหา ถ้าศรัทธาไม่เกิด บุคคลก็จะไม่พึงเข้าไปหา แต่เพราะศรัทธาเกิด เขาจึงเข้าไปหา ฉะนั้น ศรัทธาจึงมีอุปการะมากแก่การเข้าไปหา”
กาปทิกมาณพกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ได้ทูลถามท่านพระโคดม ถึงการรักษาสัจจะ ท่านพระโคดมได้ตรัสตอบการรักษาสัจจะแล้ว และข้อที่ตรัสตอบนั้นข้าพระองค์ชอบใจและถูกใจนัก และข้าพระองค์ก็ชื่นชมด้วยข้อที่ตรัสตอบนั้น ข้าพระองค์ได้ทูลถามท่านพระโคดมถึงการรู้สัจจะ ท่านพระโคดมได้ตรัสตอบการรู้สัจจะแล้ว และข้อที่ตรัสตอบนั้นข้าพระองค์ชอบใจและถูกใจนัก และข้าพระองค์ก็ชื่นชมด้วยข้อที่ตรัสตอบนั้น ข้าพระองค์ได้ทูลถามท่านพระโคดมถึงการบรรลุสัจจะ ท่านพระโคดมก็ได้ตรัสตอบการบรรลุสัจจะแล้ว และข้อที่ตรัสตอบนั้น ข้าพระองค์ชอบใจและถูกใจนักและข้าพระองค์ก็ชื่มชมด้วยข้อที่ตรัสตอบนั้น ข้าพระองค์ได้ทูลถามท่านพระโคดมถึงธรรมมีอุปการะมากแก่การบรรลุสัจจะท่านพระโคดมก็ได้ตรัสตอบธรรมมีอุปการะมากแก่การบรรลุสัจจะแล้ว และข้อที่ตรัสตอบนั้น ข้าพระองค์ชอบใจและถูกใจนัก และข้าพระองค์ก็ชื่นชมด้วยข้อที่ตรัสตอบนั้น ข้าพระองค์ได้ทูลถามท่านพระโคดมถึงปัญหาข้อใดๆ ท่านพระโคดมก็ได้ตรัสตอบปัญหาข้อนั้นๆ แล้ว และข้อที่ตรัสตอบนั้นข้าพระองค์ชอบใจและถูกใจนัก และข้าพระองค์ก็ชื่นชมด้วยข้อที่ตรัสตอบนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๔๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๕. พราหมณวรรค] ๖. เอสุการีสูตร ข้าแต่ท่านพระโคดม เมื่อก่อนข้าพระองค์รู้อย่างนี้ว่า ‘พวกสมณะโล้นเหล่านี้เป็นสามัญชน เกิดจากพระบาทของพระพรหมเป็นกัณหชาติ (วรรณะศูทร) เป็นใครกันและจะรู้ทั่วถึงธรรมได้อย่างไร ท่านพระโคดมได้ทรงทำให้ข้าพระองค์เกิดความรักสมณะในหมู่สมณะ ให้เกิดความเลื่อมใสสมณะในหมู่สมณะ และให้เกิดความเคารพสมณะในหมู่สมณะแล้วหนอ’ ข้าแต่ท่านพระโคดม พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต” ดังนี้แล จังกีสูตรที่ ๕ จบ ๖. เอสุการีสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ชื่อเอสุการี
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิก-เศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชื่อเอสุการีได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว ได้นั่ง ณที่สมควร การบำเรอ ๔ ประเภท เอสุการีพราหมณ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ท่านพระโคดม พราหมณ์ทั้งหลายบัญญัติการบำเรอไว้ ๔ ประเภท คือ ๑. บัญญัติการบำเรอพราหมณ์ ๒. บัญญัติการบำเรอกษัตริย์ ๓. บัญญัติการบำเรอแพศย์ ๔. บัญญัติการบำเรอศูทร @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๑๐๐ (อปัณณกสูตร) หน้า ๑๐๖ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๕๔๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. อรรถกถาจังกีสูตร
จังกีสูตรขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
ในจังกีสูตรนั้น คำว่า เทววเน สาลวเน ความว่า ได้ยินว่า ประชาชนกระทำพลีกรรมแก่เทวดาในป่าสาละนั้น เพราะเหตุนั้น ป่าสาละนั้นจึงเรียกว่า เทพวันบ้าง สาลวันบ้าง.
คำว่า ปกครองหมู่บ้านชื่อว่าโอปาสาทะ ความว่า จังกีพราหมณ์ครอบครองอยู่ในหมู่บ้านพราหมณ์มีชื่อว่า โอปาสาทะ คือเป็นใหญ่ของหมู่บ้านนั้น ปกครองอยู่ในหมู่บ้านนั้นตลอดเขตแดนที่พึงรับผิดชอบ.
ก็ในคำว่า โอปาสาทํ อชฺฌาวสติ นี้พึงทราบว่า ทุติยาวิภัติลงในความหมายเป็นสัตตมีวิภัติ เนื่องด้วยอุปสรรค. ในบทที่เหลือในพระสูตรนั้น ควรขวนขวายหาลักษณะจากคัมภีร์ศัพทศาสตร์ เพราะการที่ศัพท์นั้นเป็นทุติยาวิภัติ.
บทว่า สตฺตุสฺสทํ หนาแน่นด้วยมนุษย์และสัตว์. ความว่า หนาแน่น คือแออัดด้วยมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย. อธิบายว่า มีคนมากมีมนุษย์เกลื่อนกล่น และพลุกพล่านด้วยสัตว์หลายชนิด มีช้างม้า นกยูงและเนื้อที่เลี้ยงไว้เป็นต้น. ก็เพราะเหตุที่บ้านนั้นสมบูรณ์ด้วยหญ้าสำหรับช้างม้าเป็นต้นกิน และหญ้าสำหรับมุงบ้านซึ่งกิดรอบนอก.
อนึ่ง สมบูรณ์ด้วยไม้ฟืนและไม้เครื่องเรือน และเพราะเหตุที่ภายในบ้านนั้นมีสระโบกขรณีมากมายมีทั้งสัณฐานกลมและสี่เหลี่ยมเป็นต้น และภายนอก (บ้าน) มีบึงมิใช่น้อยวิจิตรงดงามด้วยดอกไม้ที่เกิดในน้ำ มีน้ำเต็มอยู่เป็นนิจทีเดียว เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า มีหญ้า ไม้และน้ำ.
ชื่อว่ามีธัญญาหาร เพราะเป็นไปกับด้วยธัญญาหาร. อธิบายว่า สะสมธัญญาหารไว้มากมาย มีชนิดอาหารที่จะกินก่อนและอาหารที่จะกินหลังเป็นต้น. ด้วยเหตุดังกล่าวมาเพียงเท่านี้ พราหมณ์จึงให้ยกเศวตฉัตรอยู่อย่างพระราชาในบ้านนั้น และย่อมเป็นอันแสดงสมบัติความพรั่งพร้อมของพราหมณ์นั้น. ทรัพย์ที่ได้จากพระราชา ชื่อว่าราชทรัพย์.
หากจะถามว่า ใครประทาน.
ตอบว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลประทาน.
บทว่า ราชทายํ รางวัลของหลวง แปลว่า เป็นรางวัลของพระราชา. อธิบายว่า เป็นทรัพย์มรดก.
บทว่า พฺรหฺมเทยฺยํ ให้เป็นพรหมไทย คือเป็นทรัพย์ที่พึงประทานให้อย่างประเสริฐ. อธิบายว่า พราหมณ์ให้ยกเศวตฉัตรขึ้นแล้ว ใช้สอยอย่างพระราชา.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ราชโภคฺคํ ราชทรัพย์ ความว่า พราหมณ์สั่งการตัดและการแบ่งทุกอย่าง เก็บส่วยที่ท่าน้ำและภูเขา ให้ยกเศวตฉัตรขึ้นเป็นพระราชาใช้สอย.
ในคำว่า ราชทรัพย์ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานแล้ว นี้ ในพระสูตรนั้น ชื่อว่ารางวัลของหลวง เพราะพระราชาประทาน. ท่านกล่าวคำนี้ว่า พระราชาปเสนทิโกศลพระราชทานแล้ว เพื่อแสดงพระราชาผู้ประทานรางวัลนั้น.
บทว่า พฺรหฺมเทยฺยํ พรหมไทย แปลว่าให้เป็นทรัพย์ที่พระราชทานอย่างประเสริฐ.
อธิบายว่า พระราชทานแล้วโดยประการที่พระราชทานแล้ว ไม่เป็นอันจะต้องเรียกคืนเป็นอันสละแล้ว บริจาคแล้ว.
ชื่อว่าเป็นหมู่ เพราะคนเป็นจำนวนมากๆ มารวมกัน. ไม่เหมือนให้เฉพาะทิศใดทิศหนึ่ง. หมู่มีอยู่แก่พราหมณ์เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าเป็นหมู่. ชื่อว่าเป็นคณะ เพราะในกาลก่อนไม่เป็นคณะ (ตอนอยู่) ในบ้าน ออกไปภายนอกจึงเป็นคณะ. ชื่อว่ามุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ เพราะหันหน้าไปทางเหนือ.
คำว่า เรียกนักการมา ความว่า มหาอำมาตย์ผู้สามารถพยากรณ์ปัญหาที่ถามแล้วได้เรียกว่านักการ เรียกนักการนั้นมาแล้ว.
บทว่า จงรอก่อน ความว่า จงยับยั้งอยู่สักครู่. อธิบายว่า จงคอยก่อน.
คำว่า ผู้เป็นชาวประเทศต่างๆ ความว่า ชื่อว่าชาวประเทศต่างๆ เพราะพวกเขาเกิดหรืออยู่ในประเทศต่างๆ คือรัฐอื่นมีแคว้นกาสีและโกศลเป็นต้น หรือมาจากประเทศต่างๆ นั้น. ผู้เป็นชาวประเทศต่างๆ เหล่านั้น.
บทว่า อย่างใดอย่างหนึ่ง ความว่า ด้วยกิจบางอย่างมีการบูชายัญเป็นต้นซึ่งไม่กำหนดแน่นอน.
พราหมณ์เหล่านั้นได้ยินว่าท่านจังกีพราหมณ์จะไป จึงพากันคิดว่า ท่านจังกีพราหมณ์นี้เป็นพราหมณ์ชั้นสูง ก็โดยมากพราหมณ์ทั้งหลายพวกอื่นถึงพระสมณโคดมเป็นที่พึ่ง จังกีพราหมณ์นี้เท่านั้นยังไม่ได้ไป หากจังกีพราหมณ์นี้นั้นจักไป ณ ที่นั้นไซร้ ถูกพระสมณโคดมดลใจด้วยเล่ห์สำหรับดลใจก็จักถึงสรณะ ต่อจากนั้นพวกพราหมณ์ก็จักไม่ประชุมกันที่ประตูบ้านของจังกีพราหมณ์นั้น เอาละ พวกเราจักกระทำการขัดขวางการไปของจังกีพราหมณ์นั้น. ครั้นปรึกษากันแล้ว จึงรออยู่ ณ ที่นั้น.
ท่านหมายเอาอาการนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ครั้งนั้นแล พราหมณ์เหล่านั้น ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า แต่ข้างทั้งสอง ได้แก่ แต่ทั้งสองข้าง คือข้างฝ่ายมารดาและบิดา. อธิบายว่า มารดาเป็นนางพราหมณี ยายเป็นพราหมณี แม้มารดาของยายก็เป็นนางพราหมณี บิดาเป็นพราหมณ์ ปู่เป็นพราหมณ์ แม้บิดาของปู่ก็เป็นพราหมณ์ (จังกีพราหมณ์) ผู้เจริญเกิดดีแล้วจากทั้งสองฝ่าย คือข้างฝ่ายมารดาและข้างฝ่ายบิดาอย่างนี้ ด้วยประการดังนี้.
บทว่า ผู้มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ดี ความว่า ครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิทางฝ่ายมารดาของท่าน บริสุทธิ์ดี แม้ครรภ์เป็นที่ปฏิสนธิทางฝ่ายบิดาของท่านก็บริสุทธิ์ดี.
ในคำว่า จนถึงปิตามหยุคที่ ๗ นี้ ปู่ชื่อว่าปิตามหะ ยุคของปู่ชื่อว่าปีตามหยุค. ประมาณอายุเรียกว่ายุค. ก็คำว่า ยุคนี้ เป็นเพียงพูดกันเท่านั้น. แต่โดยความหมาย ปิตามหยุค ก็คือปิตามหะนั่นเอง. บรรพบุรุษแม้ทั้งหมดสูงขึ้นไปกว่านั้น ก็ถือเอาด้วยศัพท์ว่า ปิตามหะนั่นแหละ. ผู้มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ดีถึง ๗ ชั่วคนอย่างนี้.
อีกอย่างหนึ่ง แสดงว่า ไม่ถูกคัดค้านติเตียนด้วยการกล่าวอ้างถึงชาติ.
บทว่า ไม่ถูกห้าม ความว่า ไม่ถูกคัดค้าน คือไม่ถูกโต้แย้งอย่างนี้ว่า จงนำผู้นี้ออกไป ประโยชน์อะไรกับผู้นี้.
บทว่า ไม่ถูกติเตียน ความว่า ไม่ถูกติเตียน คือไม่เคยถูกด่าหรือติเตียน.
ถามว่า ด้วยเหตุอะไร.
ตอบว่า ด้วยการกล่าวอ้างถึงชาติ. อธิบายว่า ด้วยคำพูดเห็นปานนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ ผู้นี้เป็นผู้มีชาติกำเนิดเลว.
บทว่า ด้วยองค์นี้ ความว่า เพราะเหตุแม้นี้.
บทว่า มั่งคั่ง แปลว่า เป็นใหญ่.
บทว่า มีทรัพย์มาก แปลว่า ประกอบด้วยทรัพย์มาก.
แสดงว่า ก็ในบ้านของจังกีพราหมณ์ผู้เจริญมีทรัพย์มาก เหมือนฝุ่นและทรายบนแผ่นดิน. ส่วนพระสมณโคดมไม่มีทรัพย์ ทำท้องให้เต็มด้วยการขอ แล้วยังอัตภาพให้ดำเนินไป.
บทว่า มีโภคะมาก คือ เป็นผู้มีเครื่องอุปโภคมากเนื่องด้วยกามคุณ ๕.
พวกพราหมณ์กล่าวคุณใดๆ ด้วยประการอย่างนี้ ย่อมกล่าวดูถูกว่า พวกเราจักกล่าวเฉพาะโทษของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยเป็นปฏิปักษ์ต่อคุณนั้นๆ.
บทว่า มีรูปงาม ความว่า มีรูปงามยิ่งกว่ามนุษย์อื่น.
บทว่า ทสฺสนีโย ความว่า ควรแก่การดู เพราะทำความไม่เบื่อแก่ผู้ดูอยู่ทั้งวัน.
ชื่อว่าน่าเลื่อมใส เพราะทำความเลื่อมใสให้เกิดด้วยการดูเท่านั้น. ความงามเรียกว่า โปกขรตา. ความงามแห่งผิวพรรณ ชื่อว่าวัณณโปกขรตา. ด้วยความงามแห่งผิวพรรณนั้น.
อธิบายว่า ด้วยความถึงพร้อมแห่งผิวพรรณ. ส่วนอาจารย์รุ่นเก่าเรียกสรีระว่า โปกขระ. วรรณะก็คือผิวพรรณนั่นเอง. ตามมติของท่าน วรรณะและสรีระ ชื่อว่าวรรณะและสรีระ. ภาวะแห่งวรรณะและสรีระ ชื่อว่าความเป็นแห่งวรรณะและสรีระ.
คำว่า แม้เพราะเหตุนี้ มีผิวงามอย่างยิ่ง ความว่า ด้วยวรรณะอันบริสุทธิ์อย่างสูงสุด และด้วยความถึงพร้อมด้วยสรีรสัณฐาน.
บทว่า มีวรรณะดุจพรหม แปลว่า มีวรรณะประเสริฐที่สุด. อธิบายว่า ประกอบด้วยวรรณะดุจทองคำอันประเสริฐสุด แม้ในบรรดาวรรณะอันบริสุทธิ์ทั้งหลาย.
คำว่า มีสรีระดุจพรหม ได้แก่ ประกอบด้วยสรีระดุจสรีระของท้าวมหาพรหม.
คำว่า อขุทฺทาวกาโส ทสฺสนาย ความว่า โอกาสแห่งการได้เห็นสรีระของท่านผู้เจริญ ไม่เล็กน้อย คือใหญ่. ท่านแสดงว่า อวัยวะน้อยใหญ่ของท่านทั้งหมดทีเดียวน่าดูด้วย ทั้งใหญ่โตด้วย.
ชื่อว่า มีศีล เพราะอรรถว่าศีลของพราหมณ์นั้นมีอยู่. ชื่อว่า มีศีลยั่งยืน เพราะอรรถว่า ศีลของพราหมณ์นั้นเบิกบานแล้ว คือเจริญแล้ว.
บทว่า พุทฺธสีเลน แปลว่า ด้วยศีลอันเบิกบานแล้ว คือเจริญแล้ว.
บทว่า มาตามพร้อมแล้ว แปลว่า ประกอบแล้ว.
คำนี้เป็นไวพจน์ของบทว่า พุทฺธสีลี นั่นแหละ.
พวกพราหมณ์กล่าวคำ (ว่าศีล) ทั้งหมดนั้น หมายเอาเพียงศีลห้าเท่านั้น.
ในคำว่า มีวาจางามเป็นต้น ที่ชื่อว่ามีวาจางาม เพราะอรรถว่าวาจาของพราหมณ์นั้น งามคือดี ได้แก่มีบทและพยัญชนะกลมกล่อม. ชื่อว่าเปล่งเสียงไพเราะ เพราะอรรถว่าการเปล่งเสียงของพราหมณ์นั้นงาม คือไพเราะ. เสียงที่เปล่งออก ชื่อว่า วากฺกรณํ. ชื่อว่า มีวาจาเป็นของชาวเมือง เพราะเป็นวาจามีในเมือง โดยเป็นวาจาที่สมบูรณ์ด้วยคุณ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มีวาจาดุจของหญิงชาวเมือง เพราะอรรถว่ามีวาจาเหมือนวาจาของหญิงชาวเมืองนั้น เพราะหญิงชาวเมือง ชื่อว่าชาวบุรี เพราะมีในเมือง เป็นผู้ละเอียดอ่อน. ประกอบด้วยวาจาของชาวเมืองนั้น.
บทว่า วิสฏฺฐาย ได้แก่ ไม่ติดขัด คือเว้นจากโทษมีเสียงสูงและเสียงต่ำเป็นต้น.
บทว่า อเนลคฬาย ความว่า เว้นจากโทษ. อธิบายว่า ก็เมื่อบุคคลบางคนกำลังพูดอยู่ โทษย่อมไหลออก คือน้ำลายไหล หรือก้อนเขฬะกระเด็น วาจาของคนนั้นชื่อว่าเป็นวาจามีโทษ. ด้วยวาจาที่ตรงข้ามกับวาจาที่มีโทษนั้น.
คำว่า อตฺถสฺส วิญฺญาปนิยา ความว่า สามารถทำเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดให้ปรากฏ ทำผู้ฟังให้เข้าใจชัดเนื้อความที่กล่าว.
คำที่เหลือในการพรรณนาคุณของพราหมณ์ในที่นี้ง่ายทั้งนั้น.
คำว่า เอวํ วุตฺเต แปลว่า เมื่อพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวอย่างนี้.
จังกีพราหมณ์คิดว่า พวกพราหมณ์เหล่านี้เข้าใจว่า ขึ้นชื่อว่าสัตว์ เมื่อกล่าวคุณของตนจะไม่ยินดี ย่อมไม่มี พวกเราจักกล่าวคุณของจังกีพราหมณ์นั้น ห้าม (มิให้ไป) จึงกล่าวคุณของเราโดยอ้างถึงชาติเป็นต้นการยินดีในการพรรณนาคุณของตนเองหาควรแก่เราไม่ เอาเถอะ เราจะทำลายวาทะของพราหมณ์เหล่านั้นเสีย ให้พวกเขารู้ว่า พระสมณโคดมเป็นใหญ่ ทำให้พวกเขาไปในที่นั้น ดังนี้แล้ว จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงฟังเราบ้าง.
ก็จังกีพราหมณ์รู้คุณทั้งหลายอันยิ่งกว่าคุณของตนว่า บรรดาคุณเหล่านั้น คุณแม้ใดเช่นเดียวกับคุณของตนมีเป็นต้นว่า เกิดดีแล้วแต่ทั้งสองฝ่าย คุณแม้นั้นมีความถึงพร้อมด้วยพระชาติเป็นต้น ก็ล้วนเป็นของพระสมณโคดมทั้งสิ้น จึงประกาศคุณทั้งหลายที่นอกเหนือขึ้นไป เพื่อแสดงว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นใหญ่โดยส่วนเดียวแท้.
คำว่า พวกเราเท่านั้นย่อมควร ความว่า ก็เมื่อพราหมณ์กำหนดแน่ลงไปอย่างนี้ จึงแสดงคำนี้ไว้ในที่นี้ว่า ผิว่าพระสมณโคดม ชื่อว่าเป็นผู้ที่เราควรจะเข้าไปหา เพราะทรงเป็นใหญ่โดยพระคุณไซร้. เมล็ดพรรณผักกาดเทียบกันเขาพระสุเมรุ เป็นของนิดหน่อย ต่ำทราม, น้ำในรอยเท้าโคเทียบกับน้ำมหาสมุทรเป็นของนิดหน่อย ต่ำต้อย, หยาดน้ำค้างเทียบกับน้ำในสระใหญ่ทั้ง ๗ สระก็เป็นของนิดหน่อย ต่ำต้อยฉันใดคุณของพวกเราเมื่อเทียบกับพระคุณมีชาติสมบัติเป็นต้นของพระสมณโคดม ก็เป็นของเล็กน้อย ต่ำทรามฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น พวกเราเท่านั้นย่อมควรเข้าไปเฝ้าพระโคดมผู้เจริญพระองค์นั้น.
ในคำว่า ภูมิคตญฺจ เวหาสฏฺฐญฺจ นี้ทรัพย์ที่อยู่ในแผ่นดินทำสระโบกขรณีอันโบกด้วยปูนขาวให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ ประการ ทั้งในพระลานหลวงและในพระราชอุทยาน ชื่อว่าทรัพย์อยู่ในแผ่นดิน. ส่วนทรัพย์ที่เก็บไว้เต็มปราสาทและที่เก็บรวบรวมไว้เป็นต้น ชื่อว่าทรัพย์ตั้งอยู่ในอากาศ. ทรัพย์ที่มีมาตามวงศ์ตระกูลอย่างนี้ก่อน.
ส่วนเฉพาะในวันที่พระตถาคตเจ้าประสูติ มีขุมทรัพย์ผุดขึ้น ๔ ขุมคือขุมทรัพย์สังขะ ขุมทรัพย์เอละ ขุมทรัพย์อุปปละ มีขุมทรัพย์บุณฑริกะ. บรรดาขุมทรัพย์เหล่านั้น ขุมทรัพย์กว้างหนึ่งคาวุต ชื่อสังขะ. ขุมทรัพย์กว้างกึ่งโยชน์ ชื่อเอละ. ขุมทรัพย์กว้าง ๓ คาวุต ชื่ออุปปละ. ขุมทรัพย์กว้าง ๑ โยชน์ ชื่อปุณฑริกะ. ที่ที่หยิบเอาทรัพย์ ในขุมทรัพย์แม้เหล่านั้นคงเต็มอยู่ตามเดิม พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงละเงินและทองมากมายออกผนวชด้วยประการดังนี้.
คำว่า หนุ่ม ดังนี้เป็นต้น ข้าพเจ้าให้พิสดารแล้วในหนหลังนั่นแหละ.
ในคำว่า มีโอกาสไม่น้อย นี้ พึงทราบว่า (ได้แก่) โอกาสที่เห็นไม่มีประมาณในพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย ในข้อที่ว่า มีเรื่องดังต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง.
ได้ยินมาว่า พราหมณ์คนใดคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ฟังมาว่า เขาเล่าลือกันว่า ใครๆ ไม่สามารถวัดประมาณ (ขนาด) ของพระสมณโคดมได้จึงในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาต เขายืนถือไม้ไผ่ยาวหกสิบศอก อยู่ภายนอกประตูเมือง พอพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึง จึงถือไม้ไผ่ยืน อยู่ใกล้ๆ. ไม้ไผ่ยาวเพียงพระชานุของพระผู้มีพระภาค. วันรุ่งขึ้น เขาเอาไม้ไผ่ต่อเข้า ๒ ลำ แล้วได้ยืนเทียบอยู่ในที่ใกล้ๆ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พราหมณ์ ท่านทำอะไรปรากฏแต่เพียงไม้ไผ่ ๒ ลำ (ต่อ) บนไม้ไผ่ ๒ ลำ.
พ. ข้าพระองค์จะวัดขนาดของพระองค์.
ภ. พราหมณ์ แม้หากว่าท่านเอาไม้ไผ่มาต่อจนเต็มห้องจักรวาลทั้งสิ้นแล้ว ยืนเทียบอยู่ในที่ใกล้ ท่านก็ไม่อาจวัดขนาดของเราได้ เพราะเราบำเพ็ญบารมีมาสิ้นสี่อสงไขยแสนกัป โดยประการที่คนอื่นจะพึงวัดขนาดของเรานั้นหามิได้ พระตถาคตนับคำนวณไม่ได้ ประมาณไม่ได้ ดังนี้แล้วตรัสพระคาถาในพระธรรมบท.
ในเวลาจบพระคาถา สัตว์แปดหมื่นสี่พันดื่มน้ำอมฤตแล้ว.
ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง.
เขาว่า ท้าวอสุรินทราหูสูงถึงสี่พันแปดร้อยโยชน์. ระหว่างแขนกว้างหนึ่งพันสองร้อยโยชน์. ฝ่ามือฝ่าเท้ากว้างสามร้อยโยชน์. ข้อนิ้วมือห้าสิบโยชน์. ระหว่างคิ้วกว้างห้าสิบโยชน์. หน้าผากกว้างสามร้อยโยชน์. ศีรษะเก้าร้อยโยชน์. ท้าวราหูนั้นไม่มาเฝ้าด้วยคิดว่า เราสูง ไม่อาจก้มดูพระศาสดา.
วันหนึ่ง ได้ฟังการพรรณนาคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเสด็จมาเฝ้าด้วยความคิดเสียว่า จักดูตามแต่จะดูได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของท้าวเธอ จึงทรงพระดำริว่า เราจักแสดงโดยอิริยาบถไหนในบรรดาอิริยาบถทั้ง ๔ แล้วทรงดำริสืบไปว่าธรรมดาคนยืนแม้จะต่ำก็ปรากฏเหมือนว่าสูง เราจักนอนแสดงตนแก่ท้าวเธอ ดังนี้แล้ว ตรัสว่า อานนท์ เธอจงลาดเตียงน้อย ณ บริเวณพระคันธกุฎี แล้วทรงสำเร็จสีหไสยาสน์บนเตียงน้อยนั้น.
ท้าวราหูเสด็จมา แล้วชะเง้อคอมองดูพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ทรงบรรทมอยู่ เหมือนแหงนคอดูพระจันทร์เพ็ญในท่ามกลางนภากาศ ฉะนั้น. และเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า นี้อะไรกัน จอมอสูรก็กราบทูลว่า ข้าพระองค์ไม่มาเฝ้าด้วยคิดว่า ข้าพระองค์ไม่อาจก้มดูพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาตรัสว่า จอมอสูร เรามิได้บำเพ็ญบารมี เหมือนอย่างก้มหน้า เราให้ทานกระทำให้มีผลเลิศชั้นสูงทั้งนั้น. วันนั้น ท้าวราหูได้ถึงสรณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีโอกาสมิใช่น้อยที่จะได้เห็นด้วยประการอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีศีลด้วยปาริสุทธิศีล ๔. ก็ศีลนั้นเป็นอริยะ คือสูงสุดบริสุทธิ์. เพราะเหตุนั้น จังกีพราหมณ์จึงกล่าวว่า ทรงมีศีลเป็นอริยะ. ศีลนั้นนั่นแหละ ชื่อว่า เป็นกุศล เพราะอรรถว่าไม่มีโทษ. เพราะเหตุนั้น จังกีพราหมณ์จึงกล่าวว่า ทรงมีศีลเป็นกุศล.
คำว่า มีศีลเป็นกุศล นี้ เป็นไวพจน์ของคำว่า มีศีลเป็นกุศลนั้น.
คำว่า พหุนฺนํ อาจริยปาจริโย ทรงเป็นอาจารย์ และปาจารย์ของคนเป็นอันมาก. ความว่า สัตว์แปดหมื่นสี่พัน ทั้งเทวดาและมนุษย์ไม่มีประมาณ ดื่มอมตธรรมคือมรรคผล ด้วยพระธรรมเทศนากัณฑ์เดียวของพระผู้มีพระภาคเจ้า. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า เป็นปาจารย์ของชนเป็นอันมาก คือของอาจารย์ และสาวกเวไนย.
ในคำว่า ทรงมีกามราคะสิ้นแล้ว นี้ กิเลสแม้ทั้งปวงของพระผู้มีพระภาคเจ้า สิ้นไปแล้วโดยแท้ แต่พราหมณ์ไม่รู้จักกิเลสเหล่านั้น กล่าวคุณในฐานะที่ตนรู้เท่านั้น.
บทว่า วิคตาจาปลฺโล ปราศจากความโลเล. ความว่า ทรงปราศจากความโลเลที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า ประดับบาตรประดับจีวรและเสนาสนะ. อีกอย่างหนึ่ง การรัก การยึดถือกายอันเปื่อยเน่านี้.
บทว่า อปาปปุเรกฺขาโร ไม่ทรงมุ่งความชั่ว คือทรงมุ่งโลกุตตรธรรม ๙ อันไม่ชั่วร้ายเสด็จเที่ยวไป.
คำว่า ชนที่เป็นพราหมณ์ ได้แก่ พวกพราหมณ์แต่ละพวกมีพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะและพระมหากัสสปเป็นต้น. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นไม่ทรงมุ่งร้าย ทรงทำหมู่ชนนี้แหละไว้เบื้องหน้า. อธิบายว่า ก็หมู่ชนนี้กระทำพระสมณโคดมไว้เบื้องหน้า เที่ยวไป. อีกอย่างหนึ่ง ไม่ประพฤติมุ่งความชั่ว คือไม่ประพฤติมุ่งความชั่ว. อธิบายว่า ไม่ปรารถนาความชั่ว.
ถามว่า แก่ใคร. ตอบว่า แก่พวกพราหมณ์.
มีอธิบายว่า ไม่ทรงมุ่งร้าย คือทรงปรารถนาประโยชน์สุขต่อพราหมณ์ถ่ายเดียว แม้ผู้มุ่งร้ายเฉพาะพระองค์.
บทว่า ติโรรฏฺฐา ชนต่างรัฐ คือคนรัฐอื่น.
บทว่า ติโรชนปทา ต่างชนบท คือชนบทอื่น.
คำว่า สํปฺจฺฉิตุํ อาคจฺฉนฺติ มาเพื่อทูลถามปัญหา ได้แก่ ชนทั้งหลายมีกษัตริย์และบัณฑิตเป็นต้น พราหมณ์และคนธรรพ์ (นักขับร้อง) เป็นต้นแต่งปัญหามาด้วยหวังว่า จักทูลถามปัญหา.
บรรดาชนเหล่านั้น บางพวกกำหนดเห็นโทษของการถามปัญหา และความที่ไม่สามารถในการแก้ปัญหาและการรับรองปัญหา จึงนั่งนิ่งไม่ถามเลย. บางพวกถาม. สำหรับบางพวก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำความอุตสาหะในการถามปัญหาให้เกิดขึ้นแล้ว ทรงแก้. เมื่อเป็นอย่างนี้ ความสงสัยของคนเหล่านั้นทั้งหมด พอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าก็หมดไป เหมือนคลื่นของมหาสมุทร พอถึงฝั่งก็ละลายหายไปฉะนั้น.
คำที่เหลือในการพรรณนาคุณของพระตถาคตในอธิการนี้ง่ายทั้งนั้น.
คำว่า อติถิโน เต โหนฺติ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นเป็นแขก. ความว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นเป็นอาคันตุกะ คือเป็นแขกของพวกเรา.
บทว่า ปริยาปุณามิ ข้าพเจ้าทราบ คือข้าพเจ้ารู้.
บทว่า อปริมาณวณฺโณ มีพระคุณหาประมาณมิได้ ท่านแสดงความว่า มีพระคุณที่แม้พระสัพพัญญูเหมือนๆ กันก็ประมาณไม่ได้ จะป่วยกล่าวไปใยกับคนเช่นเรา.
สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า
แม้พระพุทธเจ้าจะพึงกล่าวคุณของ
พระพุทธเจ้า หากกล่าวคุณของกันและกัน
ไปตลอดทั้งกัป กัปพึงสิ้นไปในระหว่าง
เป็นเวลาช้านาน พระคุณของพระตถาคต
หาสิ้นไม่ ดังนี้.
พราหมณ์เหล่านั้นได้ฟังถ้อยคำพรรณนาคุณนี้แล้วพากันคิดว่า จังกีพราหมณ์กล่าวคุณไรๆ ของพระสมณโคดม พระสมณโคดมผู้เจริญพระองค์นั้นทรงมีพระคุณไม่ต่ำทรามด้วยประการใด ก็จังกีพราหมณ์นี้รู้พระคุณทั้งหลายของพระสมณโคดมพระองค์นั้น จึงรั้งรออยู่เนิ่นนานด้วยประการนั้นเอาเถอะ พวกเราจะอนุวรรตตามจังกีพราหมณ์นั้น ดังนี้ เมื่อพวกพราหมณ์จะอนุวรรตตาม จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ดังนี้.
บทว่า โอปาเตติ แปลว่า เข้าไป.
บทว่า สํปุรกฺขโรนฺติ ย่อมมุ่งดี คือย่อมมุ่งเสมอปูนลูกปูนหลานเที่ยวไป.
บทว่า มนฺตปทํ บทมนต์. ความว่า บทมนต์ ก็คือมนต์นั่นแหละ. อธิบายว่า พระเวท.
ด้วยบทว่า อิติหิติหปรมฺปราย โดยสืบๆ กันมาอย่างนี้ๆ นี้แสดงว่า บทมนต์มาโดยภาวะสืบๆ กันว่า เขาว่าอย่างนี้ เขาว่าอย่างนี้.
บทว่า ปิฏกสมฺปทาย ด้วยสมบัติคือตำรา ได้แก่ด้วยสมบัติ คือคำพูด. ท่านแสดงว่า แต่งมาโดยการประพันธ์เป็นฉันท์มีสาวิตติฉันท์เป็นต้น และโดยการประพันธ์ทั่วไป อย่างร้อยแก้ว.
บทว่า นั้นด้วย แปลว่า ในบทมนต์นั้น.
บทว่า ผู้กล่าว แปลว่า เป็นผู้บอกมนต์.
บทว่า เหล่าใด แปลว่า อันเป็นของมีอยู่ของพราหมณ์เหล่าใด.
บทว่า บทมนต์ ได้แก่ มนต์คือพระเวทนั่นแหละ.
บทว่า เพลงขับ ความว่า อันพราหมณ์แต่เก่าก่อนสิบคน มีพราหมณ์อัฏฐกะเป็นต้นสวดแล้ว เนื่องด้วยความถึงพร้อมด้วยเสียง.
บทว่า กล่าวแล้ว ได้แก่ บอกแล้ว. อธิบายว่า กล่าวแล้วแก่ผู้อื่น.
บทว่า สมิหิตํ รวบรวมไว้แล้ว. ความว่า รวมไว้ คือทำให้เป็นหมวดหมู่. อธิบายว่า จัดตั้งไว้เป็นหมวด.
บทว่า ตทนุคายนฺติ ขับตามบทมนต์นั้น. ความว่า พราหมณ์ทั้งหลายในบัดนี้ ขับตาม คือสวดตามบทมนต์นั้นซึ่งท่านเหล่านั้นขับแล้วในปางก่อน.
บทว่า กล่าวตามบทนั้น แปลว่า กล่าวตามบทมนต์นั้น.
คำนี้เป็นไวพจน์ของคำก่อนนั่นแล.
บทว่า กล่าวตามภาษิต แปลว่า ท่องบ่นตามที่ท่านเหล่านั้นกล่าวแล้วท่องแล้ว.
บทว่า บอกตามที่บอก แปลว่า บอกตามที่ท่านเหล่านั้นบอกแก่ผู้อื่น.
คำว่า เสยฺยถีทํ หมายความว่า ท่านเหล่านั้น คือ ท่านเหล่าไหน.
คำว่า อัฏฐกะ เป็นต้นเป็นชื่อของท่านเหล่านั้น.
ได้สดับมาว่า ท่านเหล่านั้นตรวจดูด้วยตาทิพย์ ไม่ทำการเบียดเบียนผู้อื่น เทียบเคียงกับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วร้อยกรองมนต์ทั้งหลายไว้. ส่วนพราหมณ์พวกอื่นเติมการฆ่าสัตว์เป็นต้นเข้าไป ทำลายพระเวททั้งสามทำให้ผิดกับพระดำรัสของพระพุทธเจ้า.
บทว่า ลำดับคนตาบอด แปลว่า แถวคนตาบอด. คือคนตาบอดคนหนึ่ง จับปลายไม้เท้าที่คนตาดีคนหนึ่งถืออยู่ คนตาบอด ๕๐-๖๐ คนต่อกันตามลำดับอย่างนี้ คือคนตาบอดคนอื่นเกาะคนตาบอดคนนั้น คนอื่นเกาะคนนั้นต่อๆ ไป เรียกว่า แถวคนตาบอด.
บทว่า ปรมฺปราสํสตฺตา เกาะกันต่อๆ ไป. ความว่า เกาะกันแลกัน.
อธิบายว่า เว้นคนตาดีผู้ถือไม้เท้า.
เขาว่านักเลงคนหนึ่งเห็นคณะคนตาบอดก็พูดปลุกใจว่า ในบ้านชื่อโน้น ของเคี้ยวของบริโภคหาได้ง่าย พวกคนตาบอดเหล่านั้นพูดว่า นายช่วยนำพวกฉันไปที่บ้านนั้นเถิด พวกฉันจะให้สิ่งนี้แก่ท่าน เขารับเอาค่าจ้าง (พาไปถึงกลางทาง) ก็แวะลงข้างทาง พาเดินตามกันรอบกอไม้ใหญ่แล้วให้เอามือของคนตาบอดคนแรกจับรักแร้ของคนตาบอดคนหลังแล้วพูดว่า ฉันมีงานบางอย่าง พวกท่านจงเดินไปก่อน ดังนี้ แล้วก็หนีไปเสีย. คนตาบอดเหล่านั้นพากันเดินทั้งวันไม่พบทางไป ต่างคร่ำครวญว่า ท่านผู้เจริญ! ไหนคนตาดี ไหนหนทาง เมื่อไม่พบหนทางก็พากันตายอยู่ ณ ที่นั้นนั่นแล.
คำว่า ปรมฺปราสตฺตา เกาะกันต่อๆ ไป ตรัสหมายถึงคนตาบอดพวกนั้น.
บทว่า ปุริโมปิ แม้คนชั้นแรก ความว่า บรรดาพราหมณ์ ๑๐ คนรุ่นแรก แม้พราหมณ์คนหนึ่ง. บทว่า มชฺฌิโมปิ แม้คนชั้นกลาง ความว่า บรรดาอาจารย์และปาจารย์ในรุ่นกลาง แม้อาจารย์คนหนึ่ง. บทว่า ปจฺฉิโมปิ แม้คนรุ่นหลัง ความว่า บรรดาพราหมณ์ทั้งหลายในบัดนี้ แม้พราหมณ์คนหนึ่ง.
บทว่า ปญฺจ โข ห้าแล ความว่า ตรัสเพิ่มธรรมอื่นที่คล้ายกันอีก ๓ ข้อ เข้าไปในธรรม ๒ ข้อ ซึ่งมีมาในพระบาลี.
คำว่า ทฺวิธา วิปากา มีวิบากเป็น ๒ ส่วน คือ มีวิบากที่เป็นจริง หรือมีวิบากที่ไม่เป็นจริง.
คำว่า นาลเมตฺถ ในข้อนี้ไม่ควร ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งแนวทางคำถามไว้อย่างสูงว่า ดูก่อนภารทวาชะ วิญญูชนเมื่อปฏิบัติด้วยหวังว่า จักตามรักษาสัจจะ ไม่ควร คือไม่สมควรที่จะถึงการตกลงโดยส่วนเดียวอย่างนี้ว่า สิ่งที่เรายึดถือเท่านั้นจริง สิ่งอื่นเปล่า.
คำว่า อิธ ภารทฺวาช ภิกฺขุ ภารทวาชะ ภิกษุในศาสนานี้. ความว่า ตรัสหมายถึงพระองค์เอง เหมือนในชีวกสูตรและมหาวัจฉสูตร.
คำว่า โลภนีเยสุ ธมฺเมสุ ในธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ คือในธรรมคือความโลภ. แม้ในสองบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
คำว่า สทฺธํ นิเวเสติ ย่อมตั้งลงชื่อศรัทธา คือย่อมตั้งลงซึ่งศรัทธาที่ไว้ใจได้.
บทว่า เข้าไป แปลว่า เข้าไปหา.
บทว่า ปยิรุปาสติ แปลว่า นั่งในที่ใกล้.
บทว่า โสตํ ได้แก่ เงี่ยโสตประสาท.
บทว่า ธรรม คือ ฟังเทศนาธรรม.
บทว่า ทรงไว้ ความว่า กระทำให้คล่องแคล่วทรงไว้.
บทว่า ย่อมไต่สวน คือพิจารณาโดยอัตถะและการณะ.
คำว่า ย่อมควรการเพ่ง คือ ย่อมควรตรวจดู. อธิบายว่า ย่อมปรากฏได้อย่างนี้ว่า ศีลตรัสไว้ในที่นี้ สมาธิตรัสไว้ในที่นี้. ความพอใจคือความต้องการที่จะทำ ชื่อว่าฉันทะ.
บทว่า ย่อมอุตสาหะ คือ ย่อมพยายาม.
คำว่า ย่อมเทียบเคียง คือ ย่อมพิจารณาด้วยอำนาจอนิจจลักษณะเป็นต้น.
บทว่า ย่อมตั้งความเพียร คือ ย่อมตั้งความเพียรในมรรค.
คำว่า ทำให้แจ้งปรมัตถสัจจะด้วยกาย ความว่า ทำให้แจ้งพระนิพพานด้วยนามกายอันเป็นสหชาต และชำแหละกิเลสด้วยปัญญาเห็นแจ้งพระนิพพานนั้นนั่นแหละอย่างปรากฏชัดแจ้ง.
บทว่า การตรัสรู้สัจจะ คือ การตรัสรู้มรรค
บทว่า การบรรลุสัจจะ คือ การทำให้แจ้งผล.
บทว่า เหล่านั้นนั่นแหละ คือ ธรรม ๑๒ ประการที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง. ท่านย่อมอนุโลมการกล่าวถึงมรรคอย่างยืดยาวอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีอธิบายอย่างนี้.
บทว่า เหล่านั้นนั่นแล ได้แก่ ธรรมที่สัมปยุตด้วยมรรคเหล่านั้น.
ความเพียรในมรรคชื่อว่า ปธานความเพียร. ก็ความเพียรในมรรคนั้น มีอุปการะมากแก่การบรรลุสัจจะ กล่าวคือการทำให้แจ้งผล เพราะเมื่อมรรคไม่มี ผลก็ไม่มี เหตุนั้นพึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยนัยนี้.
คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาจังกีสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------