๒. รัฐปาลสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
รฏฺฐปาลสุตฺตํ
๔๒๓เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา กุรูสุ จาริกญฺจรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ เยน ถุลฺลโกฏฺฐิตํ นาม กุรูนํ นิคโม ตทวสริ ฯ อสฺโสสุํ โข ถุลฺลโกฏฺฐิตกา พฺราหฺมณคหปติกา สมโณ ขลุ โภ โคตโม สกฺยปุตฺโต สกฺยกุลา ปพฺพชิโต กุรูสุ จาริกํ จรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ถุลฺลโกฏฺฐิตํ อนุปฺปตฺโต ตํ โข ปน ภวนฺตํ โคตมํ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต อิติปิ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน สุคโต โลกวิทู อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควา โส อิมํ โลกํ สเทวกํ สมารกํ สพฺรหฺมกํ สสฺสมณพฺราหฺมณึ ปชํ สเทวมนุสฺสํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทติ โส ธมฺมํ เทเสติ อาทิกลฺยาณํ มชฺเฌกลฺยาณํ ปริโยสานกลฺยาณํ สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ ปกาเสติ สาธุ โข ปน ตถารูปานํ อรหตํ ทสฺสนํ โหตีติ ฯ
๔๒๔อถ โข ถุลฺลโกฏฺฐิตกา พฺราหฺมณคหปติกา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา อปฺเปกจฺเจ ภควนฺตํ อภิวเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ภควตา สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ภควโต สนฺติเก นามโคตฺตํ สาเวตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ตุณฺหีภูตา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺเน โข ถุลฺลโกฏฺฐิตเก พฺราหฺมณคหปติเก ภควา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสสิ สมาทเปสิ สมุตฺเตเชสิ สมฺปหํเสสิ ฯ
๔๒๕เตน โข ปน สมเยน รฏฺฐปาโล นาม กุลปุตฺโต ตสฺมึเยว ถุลฺลโกฏฺฐิเต อคฺคกุลิกสฺส ปุตฺโต ติสฺสํ ปริสายํ นิสินฺโน โหติ ฯ อถ โข รฏฺฐปาลสฺส กุลปุตฺตสฺส เอตทโหสิ ยถา ยถา ขฺวาหํ ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ นยิทํ สุกรํ อคารํ อชฺฌาวสตา เอกนฺตปริปุณฺณํ เอกนฺตปริสุทฺธํ สงฺขลิขิตํ พฺรหฺมจริยํ จริตุํ ยนฺนูนาหํ เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพเชยฺยนฺติ ฯ อถ โข ถุลฺลโกฏฺฐิตกา พฺราหฺมณคหปติกา ภควตา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺสิตา สมาทปิตา สมุตฺเตชิตา สมฺปหํสิตา ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามึสุ ฯ {๔๒๕.๑} อถ โข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต อจิรปกฺกนฺเตสุ ถุลฺลโกฏฺฐิตเกสุ พฺราหฺมณคหปติเกสุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ ยถา ยถาหํ ภนฺเต ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ นยิทํ สุกรํ อคารํ อชฺฌาวสตา เอกนฺตปริปุณฺณํ เอกนฺตปริสุทฺธํ สงฺขลิขิตํ พฺรหฺมจริยํ จริตุํ อิจฺฉามหํ ภนฺเต เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตุํ ลเภยฺยาหํ ภนฺเต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ ลเภยฺยํ อุปสมฺปทนฺติ ฯ อนุญฺญาโตสิ ปน ตฺวํ รฏฺฐปาล มาตาปิตูหิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ ฯ น โขหํ ภนฺเต อนุญฺญาโต มาตาปิตูหิ อาคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ ฯ น โข รฏฺฐปาล ตถาคตา อนนุญฺญาตํ มาตาปิตูหิ ปุตฺตํ ปพฺพาเชนฺตีติ ฯ สฺวาหํ ภนฺเต ตถา กริสฺสามิ ยถา มํ มาตาปิตโร อนุชานิสฺสนฺติ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ ฯ
๔๒๖อถ โข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยน มาตาปิตโร เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มาตาปิตโร เอตทโวจ อมฺมตาต ยถา ยถาหํ ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ นยิทํ สุกรํ อคารํ อชฺฌาวสตา เอกนฺตปริปุณฺณํ เอกนฺตปริสุทฺธํ สงฺขลิขิตํ พฺรหฺมจริยํ จริตุํ อิจฺฉามหํ เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตุํ อนุชานาถ มํ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ ฯ
๔๒๗เอวํ วุตฺเต รฏฺฐปาลสฺส กุลปุตฺตสฺส มาตาปิตโร รฏฺฐปาลํ กุลปุตฺตํ เอตทโวจุํ ตฺวํ โขสิ ตาต รฏฺฐปาล อมฺหากํ เอกปุตฺตโก ปิโย มนาโป สุเขธิโต สุขปริหโต น ตฺวํ ตาต รฏฺฐปาล กิญฺจิ ทุกฺขสฺส ชานาสิ เอหิ ตฺวํ ตาต รฏฺฐปาล ภุญฺช จ ปิว จ ปริจาเรหิ จ ภุญฺชนฺโต ปิวนฺโต ปริจาเรนฺโต กาเม ปริภุญฺชนฺโต ปุญฺญานิ กโรนฺโต อภิรมสฺสุ น ตํ มยํ อนุชานาม อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย มรเณนปิ เต มยํ อกามกา วินา ภวิสฺสาม กึ ปน มยํ ตํ ชีวนฺตํ อนุชานิสฺสาม อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ ฯ {๔๒๗.๑} ทุติยมฺปิ โข ฯเปฯ ตติยมฺปิ โข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต มาตาปิตโร เอตทโวจ อมฺมตาต ยถา ยถาหํ ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ นยิทํ สุกรํ อคารํ อชฺฌาวสตา เอกนฺตปริปุณฺณํ เอกนฺตปริสุทฺธํ สงฺขลิขิตํ พฺรหฺมจริยํ จริตุํ อิจฺฉามหํ เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตุํ อนุชานาถ มํ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ ฯ {๔๒๗.๒} ตติยมฺปิ โข รฏฺฐปาลสฺส กุลปุตฺตสฺส มาตาปิตโร รฏฺฐปาลํ กุลปุตฺตํ เอตทโวจุํ ตฺวํ โขสิ ตาต รฏฺฐปาล อมฺหากํ เอกปุตฺตโก ปิโย มนาโป สุเขธิโต สุขปริหโต น ตฺวํ ตาต รฏฺฐปาล กิญฺจิ ทุกฺขสฺส ชานาสิ เอหิ ตฺวํ ตาต รฏฺฐปาล ภุญฺช จ ปิว จ ปริจาเรหิ จ ภุญฺชนฺโต ปิวนฺโต ปริจาเรนฺโต กาเม ปริภุญฺชนฺโต ปุญฺญานิ กโรนฺโต อภิรมสฺสุ น ตํ มยํ อนุชานาม อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย มรเณนปิ เต มยํ อกามกา วินา ภวิสฺสาม กึ ปน มยํ ตํ ชีวนฺตํ อนุชานิสฺสาม อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ ฯ
๔๒๘อถ โข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต น มํ มาตาปิตโร อนุชานนฺติ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ ตตฺเถว อนนฺตรหิตาย ภูมิยา นิปชฺชิ อิธ วา เม มรณํ ภวิสฺสติ ปพฺพชฺชา วาติ ฯ อถ โข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต เอกมฺปิ ภตฺตํ น ภุญฺชิ เทฺวปิ ภตฺตานิ น ภุญฺชิ ตีณิปิ ภตฺตานิ น ภุญฺชิ จตฺตาริปิ ภตฺตานิ น ภุญฺชิ ปญฺจปิ ภตฺตานิ น ภุญฺชิ ฉปิ ภตฺตานิ น ภุญฺชิ สตฺตปิ ภตฺตานิ น ภุญฺชิ ฯ
๔๒๙อถ โข รฏฺฐปาลสฺส กุลปุตฺตสฺส มาตาปิตโร รฏฺฐปาลํ กุลปุตฺตํ เอตทโวจุํ ตฺวํ โขสิ ตาต รฏฺฐปาล อมฺหากํ เอกปุตฺตโก ปิโย มนาโป สุเขธิโต สุขปริหโต น ตฺวํ ตาต รฏฺฐปาล กิญฺจิ ทุกฺขสฺส ชานาสิ อุฏฺเฐหิ ตาต รฏฺฐปาล ภุญฺช จ ปิว จ ปริจาเรหิ จ ภุญฺชนฺโต ปิวนฺโต ปริจาเรนฺโต กาเม ปริภุญฺชนฺโต ปุญฺญานิ กโรนฺโต อภิรมสฺสุ น ตํ มยํ อนุชานาม อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย มรเณนปิ เต มยํ อกามกา วินา ภวิสฺสาม กึ ปน มยํ ตํ ชีวนฺตํ อนุชานิสฺสาม อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ ฯ เอวํ วุตฺเต รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข รฏฺฐปาลสฺส กุลปุตฺตสฺส มาตาปิตโร รฏฺฐปาลํ กุลปุตฺตํ เอตทโวจุํ ฯเปฯ ทุติยมฺปิ โข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ ตติยมฺปิ โข รฏฺฐปาลสฺส กุลปุตฺตสฺส มาตาปิตโร รฏฺฐปาลํ กุลปุตฺตํ เอตทโวจุํ ตฺวํ โขสิ ตาต รฏฺฐปาล อมฺหากํ เอกปุตฺตโก ปิโย มนาโป สุเขธิโต สุขปริหโต น ตฺวํ ตาต รฏฺฐปาล กิญฺจิ ทุกฺขสฺส ชานาสิ อุฏฺเฐหิ ตาต รฏฺฐปาล ภุญฺช จ ปิว จ ปริจาเรหิ จ ภุญฺชนฺโต ปิวนฺโต ปริจาเรนฺโต กาเม ปริภุญฺชนฺโต ปุญฺญานิ กโรนฺโต อภิรมสฺสุ น ตํ มยํ อนุชานาม อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย มรเณนปิ เต มยํ อกามกา วินา ภวิสฺสาม กึ ปน มยํ ตํ ชีวนฺตํ อนุชานิสฺสาม อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ ฯ ตติยมฺปิ โข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ
๔๓๐อถ โข รฏฺฐปาลสฺส กุลปุตฺตสฺส สหายกา เยน รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา รฏฺฐปาลํ กุลปุตฺตํ เอตทโวจุํ ตฺวํ โขสิ สมฺม รฏฺฐปาล มาตาปิตูนํ เอกปุตฺตโก ปิโย มนาโป สุเขธิโต สุขปริหโต น ตฺวํ สมฺม รฏฺฐปาล กิญฺจิ ทุกฺขสฺส ชานาสิ อุฏฺเฐหิ สมฺม รฏฺฐปาล ภุญฺช จ ปิว จ ปริจาเรหิ จ ภุญฺชนฺโต ปิวนฺโต ปริจาเรนฺโต กาเม ปริภุญฺชนฺโต ปุญฺญานิ กโรนฺโต อภิรมสฺสุ น ตํ มาตาปิตโร อนุชานนฺติ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย มรเณนปิ เต มาตาปิตโร อกามกา วินา ภวิสฺสนฺติ กึ ปน เต ตํ ชีวนฺตํ อนุชานิสฺสนฺติ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ ฯ เอวํ วุตฺเต รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข ฯเปฯ ตติยมฺปิ โข รฏฺฐปาลสฺส กุลปุตฺตสฺส สหายกา รฏฺฐปาลํ กุลปุตฺตํ เอตทโวจุํ ตฺวํ โขสิ สมฺม รฏฺฐปาล มาตาปิตูนํ เอกปุตฺตโก ปิโย มนาโป สุเขธิโต สุขปริหโต ฯเปฯ อุฏฺเฐหิ สมฺม รฏฺฐปาล ภุญฺช จ ปิว จ ปริจาเรหิ จ ภุญฺชนฺโต ปิวนฺโต ปริจาเรนฺโต กาเม ปริภุญฺชนฺโต ปุญฺญานิ กโรนฺโต อภิรมสฺสุ น ตํ มาตาปิตโร อนุชานนฺติ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย มรเณนปิ เต มาตาปิตโร อกามกา วินา ภวิสฺสนฺติ กึ ปน เต ตํ ชีวนฺตํ อนุชานิสฺสนฺติ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ ฯ ตติยมฺปิ โข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต ตุณฺหี อโหสิ ฯ {๔๓๐.๑} อถ โข รฏฺฐปาลสฺส กุลปุตฺตสฺส สหายกา เยน รฏฺฐปาลสฺส กุลปุตฺตสฺส มาตาปิตโร เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา รฏฺฐปาลสฺส กุลปุตฺตสฺส มาตาปิตโร เอตทโวจุํ อมฺมตาต เอโส รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต ตตฺเถว อนนฺตรหิตาย ภูมิยา นิปนฺโน อิธ วา เม มรณํ ภวิสฺสติ ปพฺพชฺชา วาติ สเจ ตุเมฺห รฏฺฐปาลํ กุลปุตฺตํ นานุชานิสฺสถ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย ตตฺเถว มรณํ ภวิสฺสติ สเจ ปน ตุเมฺห รฏฺฐปาลํ กุลปุตฺตํ อนุชานิสฺสถ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย ปพฺพชิตํปิ นํ ทกฺขิสฺสถ สเจ รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต นาภิรมิสฺสติ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย กา ตสฺส อญฺญา คติ ภวิสฺสติ อิเธว ปจฺจาคมิสฺสติ อนุชานาถ รฏฺฐปาลํ กุลปุตฺตํ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชายาติ ฯ
๔๓๑อนุชานาม ตาตา รฏฺฐปาลํ กุลปุตฺตํ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย ปพฺพชิเตน จ ปน เต มาตาปิตโร อุทฺทสฺเสตพฺพาติ ฯ อถ โข รฏฺฐปาลสฺส กุลปุตฺตสฺส สหายกา เยน รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา รฏฺฐปาลํ กุลปุตฺตํ เอตทโวจุํ อนุญฺญาโตสิ มาตาปิตูหิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย ปพฺพชิเตน จ ปน เต มาตาปิตโร อุทฺทสฺเสตพฺพาติ ฯ
๔๓๒อถ โข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต อุฏฺฐหิตฺวา พลํ คาเหตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ อนุญฺญาโตมฺหิ อหํ ภนฺเต มาตาปิตูหิ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชฺชาย ปพฺพาเชตุ มํ ภควาติ ฯ อลตฺถ โข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ อลตฺถ อุปสมฺปทํ ฯ อถ โข ภควา อจิรูปสมฺปนฺเน อายสฺมนฺเต รฏฺฐปาเล อฑฺฒมาสูปสมฺปนฺเน ถุลฺลโกฏฺฐิเต ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน สาวตฺถี เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน สาวตฺถี ตทวสริ ฯ
๔๓๓ตตฺร สุทํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อายสฺมา รฏฺฐปาโล เอโก วูปกฏฺโฐ อปฺปมตฺโต อาตาปี ปหิตตฺโต วิหรนฺโต นจิรสฺเสว ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ อพฺภญฺญาสิ ฯ อญฺญตโร โข ปนายสฺมา รฏฺฐปาโล อรหตํ อโหสิ ฯ
๔๓๔อถ โข อายสฺมา รฏฺฐปาโล เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา รฏฺฐปาโล ภควนฺตํ เอตทโวจ อิจฺฉามหํ ภนฺเต มาตาปิตโร อุทฺทสฺเสตุํ สเจ มํ ภควา อนุชานาตีติ ฯ อถ โข อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส เจตสา เจโต ปริจฺจ มนสากาสิ ยถา ภควา อญฺญาสิ อภพฺโพ โข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติตุนฺติ ฯ อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ รฏฺฐปาลํ เอตทโวจ ยสฺสิทานิ รฏฺฐปาล กาลํ มญฺญสีติ ฯ อถ โข อายสฺมา รฏฺฐปาโล อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เสนาสนํ สํสาเมตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน ถุลฺลโกฏฺฐิตํ เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน ถุลฺลโกฏฺฐิตํ ตทวสริ ฯ
๔๓๕ตตฺร สุทํ อายสฺมา รฏฺฐปาโล ถุลฺลโกฏฺฐิเต วิหรติ รญฺโญ โกรพฺยสฺส มิคาจีเร ฯ อถ โข อายสฺมา รฏฺฐปาโล ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ถุลฺลโกฏฺฐิตํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ ถุลฺลโกฏฺฐิเต สปทานํ ปิณฺฑาย จรมาโน เยน สกปิตุ นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ปิตา มชฺฌิมาย ทฺวารสาลาย อุลฺลิกฺขาเปติ ฯ อทฺทสา โข อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ปิตา อายสฺมนฺตํ รฏฺฐปาลํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน เอตทโวจ อิเมหิ มุณฺฑเกหิ สมณเกหิ อมฺหากํ เอกปุตฺตโก ปิโย มนาโป ปพฺพาชิโตติ ฯ อถ โข อายสฺมา รฏฺฐปาโล สกปิตุ นิเวสเน เนว ทานํ อลตฺถ น ปจฺจกฺขานํ อญฺญทตฺถุํ อกฺโกสเมว อลตฺถ ฯ
๔๓๖เตน โข ปน สมเยน อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ญาติทาสี อาภิโทสิกํ กุมฺมาสํ ฉฑฺเฑตุกามา โหติ ฯ อถ โข อายสฺมา รฏฺฐปาโล ตํ ญาติทาสึ เอตทโวจ สเจ ตํ ภคินิ ฉฑฺฑนียธมฺมํ อิธ เม ปตฺเต อากีราติ ฯ อถ โข อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ญาติทาสี ตํ อาภิโทสิกํ กุมฺมาสํ อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ปตฺเต อากีรนฺตี หตฺถานญฺจ ปาทานญฺจ สรสฺส จ นิมิตฺตํ อคฺคเหสิ ฯ อถ โข อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ญาติทาสี เยนายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส มาตา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส มาตรํ เอตทโวจ ยคฺฆยฺเย ชาเนยฺยาสิ อยฺยปุตฺโต รฏฺฐปาโล อนุปฺปตฺโตติ ฯ สเจ เช สจฺจํ ภณสิ อทาสึ ตํ กโรมีติ ฯ อถ โข อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส มาตา เยนายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ปิตา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ปิตรํ เอตทโวจ ยคฺเฆ คหปติ ชาเนยฺยาสิ รฏฺฐปาโล กิร กุลปุตฺโต อนุปฺปตฺโตติ ฯ
๔๓๗เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา รฏฺฐปาโล ตํ อาภิโทสิกํ กุมฺมาสํ อญฺญตรํ กุฑฺฑํ นิสฺสาย ปริภุญฺชติ ฯ อถ โข อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ปิตา เยนายสฺมา รฏฺฐปาโล เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ รฏฺฐปาลํ เอตทโวจ อตฺถิ นาม ตาต รฏฺฐปาล อาภิโทสิกํ กุมฺมาสํ ปริภุญฺชิสฺสสิ นนุ ตาต รฏฺฐปาล สกํ เคหํ คนฺตพฺพนฺติ ฯ กุโต โน คหปติ อมฺหากํ เคหํ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิตานํ อนคารา มยํ คหปติ อคมมฺหา โข เต คหปติ เคหํ ตตฺถ เนว ทานํ อลตฺถมฺหา น ปจฺจกฺขานํ อญฺญทตฺถุํ อกฺโกสเมว อลตฺถมฺหาติ ฯ เอหิ ตาต รฏฺฐปาล ฆรํ คมิสฺสามาติ ฯ อลํ คหปติ กตํ เม อชฺช ภตฺตกิจฺจนฺติ ฯ เตนหิ ตาต รฏฺฐปาล อธิวาเสหิ สฺวาตนาย ภตฺตนฺติ ฯ อธิวาเสสิ โข อายสฺมา รฏฺฐปาโล ตุณฺหีภาเวน ฯ
๔๓๘อถ โข อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ปิตา อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส อธิวาสนํ วิทิตฺวา เยน สกํ นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา หริเตน โคมเยน ปฐวิยา อุปลิมฺเปตฺวา มหนฺตํ หิรญฺญสุวณฺณสฺส ปุญฺชํ การาเปตฺวา เทฺว ปุญฺเช การาเปตฺวา เอกํ หิรญฺญสฺส เอกํ สุวณฺณสฺส มหนฺตา ปุญฺชา อเหสุํ ฯ โอรโต ฐิโต ปุริโส ปารโต ฐิตํ ปุริสํ น ปสฺสติ ตถา ปารโต ฐิโต โอรโต ฐิตํ เต ปุญฺเช กิลญฺเชหิ ปฏิจฺฉาทาเปตฺวา มชฺเฌ อาสนํ ปญฺญาเปตฺวา ติโรกรณียํ ปริกฺขิปิตฺวา อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ปุราณทุติยิเก อามนฺเตสิ เอถ ตุเมฺห วธุเก เยน อลงฺกาเรน อลงฺกตา ปุพฺเพ ปุตฺตสฺส รฏฺฐปาลสฺส ปิยา โหถ มนาปา เตน อลงฺกาเรน อลงฺกโรถาติ ฯ อถ โข อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ปิตา ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน สเก นิเวสเน ปณีตํ ขาทนียํ โภชนียํ ปฏิยาทาเปตฺวา อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส กาลํ อาโรเจสิ กาโล ตาต รฏฺฐปาล นิฏฺฐิตํ ภตฺตนฺติ ฯ {๔๓๘.๑} อถ โข อายสฺมา รฏฺฐปาโล ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน สกปิตุ นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ อถ โข อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ปิตา ตํ หิรญฺญสุวณฺณสฺส ปุญฺชํ วิวราเปตฺวา อายสฺมนฺตํ รฏฺฐปาลํ เอตทโวจ อิทํ เต ตาต รฏฺฐปาล มตฺติกํ ธนํ อญฺญํ เปตฺติกํ อญฺญํ เปตามหํ สกฺกา ตาต รฏฺฐปาล โภเค จ ภุญฺชิตุํ ปุญฺญานิ จ กาตุํ เอหิ ตฺวํ ตาต รฏฺฐปาล สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺติตฺวา โภเค จ ภุญฺชสฺสุ ปุญฺญานิ จ กโรหีติ ฯ สเจ เม ตฺวํ คหปติ วจนํ กเรยฺยาสิ อิมํ หิรญฺญสุวณฺณสฺส ปุญฺชํ สกเฏสุ อาโรเปตฺวา นิพฺพาหาเปตฺวา มชฺเฌ คงฺคาย นทิยา โสเต โอสีทาเปยฺยาสิ ตํ กิสฺส เหตุ อุปฺปชฺชิสฺสนฺติ หิ เต คหปติ ตโตนิทานํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสาติ ฯ อถ โข อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ปุราณทุติยิกา ปจฺเจกํ ปาเทสุ คเหตฺวา อายสฺมนฺตํ รฏฺฐปาลํ เอตทโวจุํ กีทิสา นาม ตาต อยฺยปุตฺต อจฺฉราโย ยาสํ ตฺวํ เหตุ พฺรหฺมจริยํ จรสีติ ฯ น โข มยํ ภคินิ อจฺฉรานํ เหตุ พฺรหฺมจริยํ จรามาติ ฯ ภคินิวาเทน โน อยฺยปุตฺโต รฏฺฐปาโล สมุทาจรตีติ ตตฺเถว มุจฺฉิตา ปปตึสุ ฯ อถ โข อายสฺมา รฏฺฐปาโล ปิตรํ เอตทโวจ สเจ คหปติ โภชนํ ทาตพฺพํ เทถ มา โน วิเหเฐถาติ ฯ ภุญฺช ตาต รฏฺฐปาล นิฏฺฐิตํ ภตฺตนฺติ ฯ อถ โข อายสฺมโต รฏฺฐปาลสฺส ปิตา อายสฺมนฺตํ รฏฺฐปาลํ ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน สหตฺถา สนฺตปฺเปสิ สมฺปวาเรสิ ฯ
๔๓๙อถ โข อายสฺมา รฏฺฐปาโล ภุตฺตาวี โอนีตปตฺตปาณี ฐิตโกว อิมา คาถา อภาสิ ปสฺส จิตฺตกตํ พิมฺพํ อรุกายํ สมุสฺสิตํ อาตุรํ พหุสงฺกปฺปํ ยสฺส นตฺถิ ธุวํ ฐิติ ปสฺส จิตฺตกตํ รูปํ มณินา กุณฺฑเลน จ อฏฺฐิตเจน โอนทฺธํ สห วตฺเถภิ โสภติ อลตฺตกกตา ปาทา มุขํ จุณฺณกมกฺขิตํ อลํ พาลสฺส โมหาย โน จ ปารคเวสิโน อฏฺฐปาทกตา เกสา เนตฺตา อญฺชนมกฺขิตา อลํ พาลสฺส โมหาย โน จ ปารคเวสิโน อญฺชนีว นวา จิตฺตา ปูติกาโย อลงฺกโต อลํ พาลสฺส โมหาย โน จ ปารคเวสิโน โอทหิ มิคโว ปาสํ นาสทา วากรํ มิโค ภุตฺวา นิวาปํ คจฺฉามิ กนฺทนฺเต มิคพนฺธเกติ ฯ อถ โข อายสฺมา รฏฺฐปาโล ฐิตโกว อิมา คาถา ภาสิตฺวา เยน รญฺโญ โกรพฺยสฺส มิคาจีรํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหารํ นิสีทิ ฯ
๔๔๐อถ โข ราชา โกรโพฺย มิควํ อามนฺเตสิ โสเธหิ มิคว มิคาจีรํ อุยฺยานภูมึ คจฺฉาม สุภูมึ ทสฺสนายาติ ฯ เอวํ เทวาติ โข มิคโว รญฺโญ โกรพฺยสฺส ปฏิสฺสุตฺวา มิคาจีรํ โสเธนฺโต อทฺทส อายสฺมนฺตํ รฏฺฐปาลํ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหารํ นิสินฺนํ ทิสฺวาน เยน ราชา โกรโพฺย เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ โกรพฺยํ เอตทโวจ สุทฺธํ โข เต เทว มิคาจีรํ อตฺถิ เจตฺถ รฏฺฐปาโล นาม กุลปุตฺโต อิมสฺมึเยว ถุลฺลโกฏฺฐิเต อคฺคกุลิกสฺส ปุตฺโต ยสฺส ตฺวํ อภิณฺหํ กิตฺตยมาโน อโหสิ โส อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหารํ นิสินฺโนติ ฯ เตนหิ สมฺม มิคว อลนฺทานชฺช อุยฺยานภูมิยา ตเมวทานิ มยํ ภวนฺตํ รฏฺฐปาลํ ปยิรุปาสิสฺสามาติ ฯ อถ โข ราชา โกรโพฺย ยํ ตตฺถ ขาทนียํ โภชนียํ ปติยตฺตํ ตํ สพฺพํ วิสชฺเชถาติ วตฺวา ภทฺรานิ ยานานิ โยชาเปตฺวา ภทฺรํ ยานํ อภิรูหิตฺวา ภเทฺรหิ ภเทฺรหิ ยาเนหิ ถุลฺลโกฏฺฐิตมฺหา นิยฺยาสิ มหจฺจราชานุภาเวน อายสฺมนฺตํ รฏฺฐปาลํ ทสฺสนาย ฯ ยาวติกา ยานสฺส ภูมิ ยาเนน คนฺตฺวา ยานา ปจฺโจโรหิตฺวา ปตฺติโกว อุสฺสฏาย อุสฺสฏาย ปริสาย เยนายสฺมา รฏฺฐปาโล เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา รฏฺฐปาเลน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิโต โข ราชา โกรโพฺย อายสฺมนฺตํ รฏฺฐปาลํ เอตทโวจ อิธ ภวํ รฏฺฐปาโล กฏฺฐตฺถเร นิสีทตูติ ฯ อลํ มหาราช นิสีท ตฺวํ นิสินฺโน อหํ สเก อาสเนติ ฯ นิสีทิ โข ราชา โกรโพฺย ปญฺญตฺเต อาสเน ฯ
๔๔๑นิสชฺช โข ราชา โกรโพฺย อายสฺมนฺตํ รฏฺฐปาลํ เอตทโวจ จตฺตารีมานิ โภ รฏฺฐปาล ปาริชุญฺญานิ เยหิ ปาริชุญฺเญหิ สมนฺนาคตา อิเธกจฺเจ เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ กตมานิ จตฺตาริ ชราปาริชุญฺญํ พฺยาธิปาริชุญฺญํ โภคปาริชุญฺญํ ญาติปาริชุญฺญํ ฯ
๔๔๒กตมํ โภ รฏฺฐปาล ชราปาริชุญฺญํ ฯ อิธ โภ รฏฺฐปาล เอกจฺโจ ชิณฺโณ โหติ วุฑฺโฒ มหลฺลโก อทฺธคโต วโยอนุปฺปตฺโต ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ เอตรหิ ชิณฺโณ วุฑฺโฒ มหลฺลโก อทฺธคโต วโยอนุปฺปตฺโต น โข ปน มยา สุกรํ อนธิคตํ วา โภคํ อธิคนฺตุํ อธิคตํ วา โภคํ ผาตึ กาตุํ ยนฺนูนาหํ เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพเชยฺยนฺติ ฯ โส เตน ชราปาริชุญฺเญน สมนฺนาคโต เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ อิทํ วุจฺจติ โภ รฏฺฐปาล ชราปาริชุญฺญํ ฯ ภวํ โข ปน รฏฺฐปาโล เอตรหิ ทหโร ยุวา สุสุกาฬเกโส ภเทฺรน โยพฺพเนน สมนฺนาคโต ปฐเมน วยสา ตํ โภโต รฏฺฐปาลสฺส ชราปาริชุญฺญํ นตฺถิ ฯ กึ ภวํ รฏฺฐปาโล ญตฺวา วา ทิสฺวา วา สุตฺวา วา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต ฯ
๔๔๓กตมญฺจ ปน โภ รฏฺฐปาล พฺยาธิปาริชุญฺญํ ฯ อิธ โภ รฏฺฐปาล เอกจฺโจ อาพาธิโก โหติ ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โขมฺหิ เอตรหิ อาพาธิโก ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน น โข ปน มยา สุกรํ อนธิคตํ วา โภคํ อธิคนฺตุํ อธิคตํ วา โภคํ ผาตึ กาตุํ ยนฺนูนาหํ เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพเชยฺยนฺติ ฯ โส เตน พฺยาธิปาริชุญฺเญน สมนฺนาคโต เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ อิทํ วุจฺจติ โภ รฏฺฐปาล พฺยาธิปาริชุญฺญํ ฯ ภวํ โข ปน รฏฺฐปาโล เอตรหิ อปฺปาพาโธ อปฺปาตงฺโก สมเวปากินิยา คหณิยา สมนฺนาคโต นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย ตํ โภโต รฏฺฐปาลสฺส พฺยาธิปาริชุญฺญํ นตฺถิ ฯ กึ ภวํ รฏฺฐปาโล ญตฺวา วา ทิสฺวา วา สุตฺวา วา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต ฯ
๔๔๔กตมญฺจ โภ รฏฺฐปาล โภคปาริชุญฺญํ ฯ อิธ รฏฺฐปาล เอกจฺโจ อฑฺโฒ โหติ มหทฺธโน มหาโภโค ตสฺส เต โภคา อนุปุพฺเพน ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อหํ โข ปุพฺเพ อฑฺโฒ อโหสึ มหทฺธโน มหาโภโค ตสฺส เม เต โภคา อนุปุพฺเพน ปริกฺขยํ คตา น โข ปน มยา สุกรํ อนธิคเต วา โภเค อธิคนฺตุํ อธิคเต วา โภเค ผาตึ กาตุํ ยนฺนูนาหํ เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพเชยฺยนฺติ ฯ โส เตน โภคปาริชุญฺเญน สมนฺนาคโต เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ อิทํ วุจฺจติ โภ รฏฺฐปาล โภคปาริชุญฺญํ ฯ ภวํ โข ปน รฏฺฐปาโล อิมสฺมึเยว ถุลฺลโกฏฺฐิเต อคฺคกุลิกสฺส ปุตฺโต ตํ โภโต รฏฺฐปาลสฺส โภคปาริชุญฺญํ นตฺถิ ฯ กึ ภวํ รฏฺฐปาโล ญตฺวา วา ทิสฺวา วา สุตฺวา วา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต
๔๔๕กตมญฺจ โภ รฏฺฐปาล ญาติปาริชุญฺญํ ฯ อิธ โภ รฏฺฐปาล เอกจฺจสฺส พหู โหนฺติ มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ตสฺส เต ญาตกา อนุปุพฺเพน ปริกฺขยํ คจฺฉนฺติ ฯ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ มมํ โข ปุพฺเพ พหู อเหสุํ มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ตสฺส เม เต ญาตกา อนุปุพฺเพน ปริกฺขยํ คตา น โข ปน มยา สุกรํ อนธิคเต วา โภเค อธิคนฺตุํ อธิคเต วา โภเค ผาตึ กาตุํ ยนฺนูนาหํ เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพเชยฺยนฺติ ฯ โส เตน ญาติปาริชุญฺเญน สมนฺนาคโต เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ อิทํ วุจฺจติ โภ รฏฺฐปาล ญาติปาริชุญฺญํ ฯ โภโต โข ปน รฏฺฐปาลสฺส อิมสฺมึเยว ถุลฺลโกฏฺฐิเต พหู มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา โภโต รฏฺฐปาลสฺส ญาติปาริชุญฺญํ นตฺถิ ฯ กึ ภวํ รฏฺฐปาโล ญตฺวา วา ทิสฺวา วา สุตฺวา วา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต ฯ อิมานิ โข รฏฺฐปาล จตฺตาริ ปาริชุญฺญานิ เยหิ ปาริชุญฺเญหิ สมนฺนาคตา อิเธกจฺเจ เกสมสฺสุํ โอหาเรตฺวา กาสายานิ วตฺถานิ อจฺฉาเทตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ฯ ตานิ โภโต รฏฺฐปาลสฺส นตฺถิ ฯ กึ ภวํ รฏฺฐปาโล ญตฺวา วา ทิสฺวา วา สุตฺวา วา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโตติ ฯ
๔๔๖อตฺถิ โข มหาราช เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน จตฺตาโร ธมฺมุทฺเทสา อุทฺทิฏฺฐา ยมหํ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต ฯ กตเม จตฺตาโร ฯ อุปนียติ โลโก อทฺธุโวติ โข มหาราช เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ปฐโม ธมฺมุทฺเทโส อุทฺทิฏฺโฐ ยมหํ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต อตาโณ โลโก อนภิสฺสโรติ โข มหาราช เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ทุติโย ธมฺมุทฺเทโส อุทฺทิฏฺโฐ ยมหํ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต อสฺสโก โลโก สพฺพํ ปหาย คมนียนฺติ โข มหาราช เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ตติโย ธมฺมุทฺเทโส อุทฺทิฏฺโฐ ยมหํ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต อูโน โลโก อติตฺโต ตณฺหาทาโสติ โข มหาราช เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน จตุตฺโถ ธมฺมุทฺเทโส อุทฺทิฏฺโฐ ยมหํ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต ฯ {๔๔๖.๑} อิเม โข มหาราช เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน จตฺตาโร ธมฺมุทฺเทสา อุทฺทิฏฺฐา ยมหํ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโตติ ฯ
๔๔๗อุปนียติ โลโก อทฺธุโวติ ภวํ รฏฺฐปาโล อาห อิมสฺส ปน โภ รฏฺฐปาล ภาสิตสฺส กถํ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช อโหสิ ตฺวํ วีสติวสฺสุทฺเทสิโกปิ ปณฺณวีสติวสฺสุทฺเทสิโกปิ หตฺถิสฺมึปิ กตาวี อสฺสสฺมึปิ กตาวี รถสฺมึปิ กตาวี ธนุสฺมึปิ กตาวี ถรุสฺมึปิ กตาวี อูรุพลี พาหุพลี อลมตฺโต สงฺคามาวจโรติ ฯ อโหสิมหํ โภ รฏฺฐปาล วีสติวสฺสุทฺเทสิโกปิ ปณฺณวีสติวสฺสุทฺเทสิโกปิ หตฺถิสฺมึปิ กตาวี อสฺสสฺมึปิ กตาวี รถสฺมึปิ กตาวี ธนุสฺมึปิ กตาวี ถรุสฺมึปิ กตาวี อูรุพลี พาหุพลี อลมตฺโต สงฺคามาวจโร อปฺเปกทาหํ โภ รฏฺฐปาล อิทฺธิมา มญฺเญ น อตฺตโน พเลน สมสมํ สมนุปสฺสามีติ ฯ {๔๔๗.๑} ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช เอวเมว ตฺวํ เอตรหิปิ อูรุพลี พาหุพลี อลมตฺโต สงฺคามาวจโรติ ฯ โน หิทํ โภ รฏฺฐปาล เอตรหิ ชิณฺโณ วุฑฺโฒ มหลฺลโก อทฺธคโต วโยอนุปฺปตฺโต อสีติโก เม วโย วตฺตติ อปฺเปกทาหํ โภ รฏฺฐปาล อิธ ปาทํ กริสฺสามีติ อญฺเญเนว ปาทํ กโรมีติ ฯ อิทํ โข ตํ มหาราช เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน สนฺธาย ภาสิตํ อุปนียติ โลโก อทฺธุโวติ ยมหํ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโตติ ฯ อจฺฉริยํ โภ รฏฺฐปาล อพฺภูตํ โภ รฏฺฐปาล ยาว สุภาสิตญฺจิทํ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน อุปนียติ โลโก อทฺธุโวติ อุปนียติ หิ โภ รฏฺฐปาล โลโก อทฺธุโว สํวิชฺชนฺเต โข โภ รฏฺฐปาล อิมสฺมึ ราชกุเล หตฺถิกายาปิ อสฺสกายาปิ รถกายาปิ ปตฺติกายาปิ เย อมฺหากํ อาปทาสุ ปริโยทาย วตฺติสฺสนฺติ ฯ
๔๔๘อตาโณ โลโก อนภิสฺสโรติ ภวํ รฏฺฐปาโล อาห อิมสฺส ปน โภ รฏฺฐปาล ภาสิตสฺส กถํ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช อตฺถิ เต โกจิ อนุสายิโก อาพาโธติ ฯ อตฺถิ เม โภ รฏฺฐปาล อนุสายิโก อาพาโธ อปฺเปกทา มํ โภ รฏฺฐปาล มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ปริวาเรตฺวา ฐิตา โหนฺติ อิทานิ ราชา โกรโพฺย กาลํ กริสฺสติ อิทานิ ราชา โกรโพฺย กาลํ กริสฺสตีติ ฯ {๔๔๘.๑} ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช ลภสิ ตฺวํ เต มิตฺตามจฺเจ ญาติสาโลหิเต อายนฺตุ เม โภนฺโต มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา สพฺเพว สนฺตา อิมํ เวทนํ สํวิภชถ ยถาหํ ลหุกตริกํ เวทนํ เวทิเยยฺยนฺติ อุทาหุ ตฺวํเยว เวทนํ เวทิยสีติ ฯ นาหํ โภ รฏฺฐปาล ลภามิ เต มิตฺตามจฺเจ ญาติสาโลหิเต สพฺเพว สนฺตา อิมํ เวทนํ สํวิภชถ ยถาหํ ลหุกตริกํ เวทนํ เวทิเยยฺยนฺติ อถ โข อหเมว ตํ เวทนํ เวทิยามีติ ฯ อิทํ โข ตํ มหาราช เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน สนฺธาย ภาสิตํ อตาโณ โลโก อนภิสฺสโรติ ยมหํ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโตติ ฯ อจฺฉริยํ โภ รฏฺฐปาล อพฺภูตํ โภ รฏฺฐปาล ยาว สุภาสิตญฺจิทํ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน อตาโณ โลโก อนภิสฺสโรติ อตาโณ หิ โภ รฏฺฐปาล โลโก อนภิสฺสโร สํวิชฺชติ โข โภ รฏฺฐปาล อิมสฺมึ ราชกุเล ปหุตํ หิรญฺญ สุวณฺณํ ภูมิคตญฺจ เวหาสคตญฺจ ฯ
๔๔๙อสฺสโก โลโก สพฺพํ ปหาย คมนียนฺติ ภวํ รฏฺฐปาโล อาห อิมสฺส ปน โภ รฏฺฐปาล ภาสิตสฺส กถํ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช ยถา ตฺวํ เอตรหิ ปญฺจหิ กามคุเณหิ สมปฺปิโต สมงฺคีภูโต ปริจาเรสิ ลจฺฉสิ ตฺวํ ปรตฺถาปิ เอวเมวาหํ อิเมเหว ปญฺจหิ กามคุเณหิ สมปฺปิโต สมงฺคีภูโต ปริจาเรมีติ อุทาหุ อญฺเญ อิมํ โภคํ ปฏิปชฺชิสฺสนฺติ ตฺวํ ปน ยถากมฺมํ คมิสฺสสีติ ฯ ยถาหํ โภ รฏฺฐปาล เอตรหิ ปญฺจหิ กามคุเณหิ สมปฺปิโต สมงฺคีภูโต ปริจาเรมิ นาหํ ลจฺฉามิ ปรตฺถาปิ เอวเมวาหํ อิเมเหว ปญฺจหิ กามคุเณหิ สมปฺปิโต สมงฺคีภูโต ปริจาเรมีติ อถ โข อญฺเญ อิมํ โภคํ ปฏิปชฺชิสฺสนฺติ อหํ ปน ยถากมฺมํ คมิสฺสามีติ ฯ อิทํ โข ตํ มหาราช เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน สนฺธาย ภาสิตํ อสฺสโก โลโก สพฺพํ ปหาย คมนียนฺติ ยมหํ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโตติ ฯ อจฺฉริยํ โภ รฏฺฐปาล อพฺภูตํ โภ รฏฺฐปาล ยาว สุภาสิตญฺจิทํ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน อสฺสโก โลโก สพฺพํ ปหาย คมนียนฺติ อสฺสโก หิ โภ รฏฺฐปาล โลโก สพฺพํ ปหาย คมนียํ ฯ
๔๕๐อูโน โลโก อติตฺโต ตณฺหาทาโสติ ภวํ รฏฺฐปาโล อาห อิมสฺส ปน โภ รฏฺฐปาล ภาสิตสฺส กถํ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช ผีตํ กุรุํ อชฺฌาวสสีติ ฯ เอวํ โภ รฏฺฐปาล ผีตํ กุรุํ อชฺฌาวสามีติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช อิธ เต ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ปุรตฺถิมาย ทิสาย สทฺธายิโก ปจฺจยิโก ฯ โส ตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทยฺย ยคฺเฆ มหาราช ชาเนยฺยาสิ อหํ อาคจฺฉามิ ปุรตฺถิมาย ทิสาย ตตฺถทฺทสํ มหนฺตํ ชนปทํ อิทฺธญฺเจว ผีตญฺจ พหุชนํ อากิณฺณมนุสฺสํ พหุ ตตฺถ หตฺถิกายา อสฺสกายา รถกายา ปตฺติกายา พหุ ตตฺถ ทนฺตาชินํ พหุ ตตฺถ หิรญฺญสุวณฺณํ อกตญฺเจว กตญฺจ พหุ ตตฺถ อิตฺถีปริคฺคโห สกฺกาว ตาวตฺตเกน พลตฺเถน อภิวิชินิตุํ อภิวิชิน มหาราชาติ กินฺติ นํ กเรยฺยาสีติ ฯ ตมฺปิ มยํ โภ รฏฺฐปาล อภิวิชฺชิย อชฺฌาวเสยฺยามาติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช อิธ เต ปุริโส อาคจฺเฉยฺย ปจฺฉิมาย ทิสาย ... อุตฺตราย ทิสาย ... ทกฺขิณาย ทิสาย ... ปรสมุทฺทโต สทฺธายิโก ปจฺจยิโก ฯ โส ตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วเทยฺย ยคฺเฆ มหาราช ชาเนยฺยาสิ อหํ อาคจฺฉามิ ปรสมุทฺทโต ตตฺถทฺทสํ มหนฺตํ ชนปทํ อิทฺธญฺเจว ผีตญฺจ พหุชนํ อากิณฺณมนุสฺสํ พหุ ตตฺถ หตฺถิกายา อสฺสกายา รถกายา ปตฺติกายา พหุ ตตฺถ ทนฺตาชินํ พหุ ตตฺถ หิรญฺญสุวณฺณํ อกตญฺเจว กตญฺจ พหุ ตตฺถ อิตฺถีปริคฺคโห สกฺกาว ตาวตฺตเกน พลตฺเถน อภิวิชินิตุํ อภิวิชิน มหาราชาติ กินฺติ นํ กเรยฺยาสีติ ฯ ตมฺปิ มยํ โภ รฏฺฐปาล อภิวิชฺชิย อชฺฌาวเสยฺยามาติ ฯ อิทํ โข ตํ มหาราช เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน สนฺธาย ภาสิตํ อูโน โลโก อติตฺโต ตณฺหาทาโสติ ยมหํ ญตฺวา จ ทิสฺวา จ สุตฺวา จ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโตติ ฯ อจฺฉริยํ โภ รฏฺฐปาล อพฺภูตํ โภ รฏฺฐปาล ยาว สุภาสิตญฺจิทํ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน อูโน โลโก อติตฺโต ตณฺหาทาโสติ อูโน หิ โภ รฏฺฐปาล โลโก อติตฺโต ตณฺหาทาโสติ ฯ
๔๕๑อิทมโวจ อายสฺมา รฏฺฐปาโล อิทํ วตฺวา อถาปรํ เอตทโวจ ปสฺสามิ โลเก สธเน มนุสฺเส ลทฺธาน วิตฺตํ น ททนฺติ โมหา ลุทฺธา ธนํ สนฺนิจยํ กโรนฺติ ภิยฺโย จ กาเม อภิปตฺถยนฺติ ราชา ปสยฺห ปฐวึ วิชิตฺวา สสาครนฺตํ มหิมาวสนฺโต โอรํ สมุทฺทสฺส อติตฺตรูโป ปารํ สมุทฺทสฺสปิ ปตฺถเยถ ราชา จ อญฺเญ จ พหู มนุสฺสา อวีตตณฺหา มรณํ อุเปนฺติ อูนาว หุตฺวาน ชหนฺติ เทหํ หํ กาเมหิ โลกมฺหิ นหตฺถิ ติตฺติ กนฺทนฺติ นํ ญาติ ปกีริย เกเส อโห วตาโน อมราติ จาหุ วตฺเถน นํ ปารุตํ นีหริตฺวา จิตํ สมาทาย ตโต ฑหนฺติ โส ฑยฺหติ สูเลหิ ตุชฺชมาโน เอเกน วตฺเถน ปหาย โภเค น มิยฺยมานสฺส ภวนฺติ ตาณา ญาตี จ มิตฺตา อถ วา สหายา ทายาทกา ตสฺส ธนํ หรนฺติ สตฺโต ปน คจฺฉติ เยน กมฺมํ น มิยฺยมานํ ธนมนฺเวติ กิญฺจิ ปุตฺตา จ ทารา จ ธนญฺจ รฏฺฐํ น ทีฆมายุํ ลภเต ธเนน น จาปิ วิตฺเตน ชรํ วิหนฺติ อปฺปกญฺจิทํ ชีวิตมาหุ ธีรา อสฺสสฺสตํ วิปฺปริณามธมฺมํ อฑฺฒา ทลิทฺทา จ ผุสนฺติ ผสฺสํ พาโล จ ธีโร จ ตเถว ผุฏฺโฐ พาโล หิ พาลฺยา วธิโตว เสติ ธีโร จ น เวธติ ผสฺสผุฏฺโฐ ตสฺมา หิ ปญฺญา จ ธเนน เสยฺโย ยาย โวสานํ อิธาธิคจฺฉติ อโพฺยสิตตฺตา หิ ภวาภเวสุ ปาปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ โมหา อุเปติ คพฺภญฺจ ปรญฺจ โลกํ สํสารมาปชฺช ปรมฺปราย ตสฺสปฺปปญฺโญ อภิสทฺทหนฺโต อุเปติ คพฺภญฺจ ปรญฺจ โลกํ โจโร ยถา สนฺธิมุเข คหิโต สกมฺมุนา หญฺญติ ปาปธมฺโม เอวํ ปชา เปจฺจ ปรมฺหิ โลเก สกมฺมุนา หญฺญติ ปาปธมฺมา กามา หิ จิตฺรา มธุรา มโนรมา วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา ตสฺมาหํ ปพฺพชิโตมฺหิ ราช ทุมปฺผลาเนว ปตนฺติ มาณวา ทหรา จ วุฑฺฒา จ สรีรเภทา เอตํ วิทิตฺวา ปพฺพชิโตมฺหิ ราช อปณฺณกํ สามญฺญเมว เสยฺโยติ ฯ รฏฺฐปาลสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ทุติยํ ฯ -------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร ๒. รัฏฐปาลสูตร ว่าด้วยพระรัฏฐปาละ พราหมณ์และคหบดีชาวเมืองถุลลโกฏฐิตะเข้าเฝ้า
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจาริกไปในแคว้นกุรุ พร้อมกับภิกษุสงฆ์ หมู่ใหญ่ เสด็จถึงนิคมของชาวกุรุชื่อถุลลโกฏฐิตะ พราหมณ์และคหบดีทั้งหลายชาวถุลลโกฏฐิตนิคมได้สดับข่าวว่า “ได้ยินว่า พระสมณโคดมเป็นศากยบุตรเสด็จออกผนวชจากศากยะตระกูลทรงจาริกไปในแคว้นกุรุ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จถึงถุลลโกฏฐิตนิคมท่านพระโคดมพระองค์นั้นมีกิตติศัพท์อันงามขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบเพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกผู้ที่ควรฝึกได้อย่างยอดเยี่ยม เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้าเป็นพระผู้มีพระภาค’ พระองค์ทรงรู้แจ้งโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกและหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ด้วยพระองค์เองแล้วจึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม ทรงแสดงธรรมมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลางและมีความงามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน การได้พบพระอรหันต์ทั้งหลายเช่นนี้ เป็นความดีอย่างแท้จริง” ครั้งนั้น พราหมณ์และคหบดีชาวถุลลโกฏฐิตนิคม เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ บางพวกถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกทูลสนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วนั่ง ณ ที่สมควรบางพวกประณมมือไปทางพระผู้มีพระภาคประทับนั่งแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร บางพวก@เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒-๓ ข้อ ๑๐ (กันทรกสูตร) หน้า ๑๐ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๔๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร ประกาศชื่อและโคตรในสำนักของพระผู้มีพระภาคแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกก็นั่งนิ่งอยู่ ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้พราหมณ์และคหบดีชาวถุลลโกฏฐิต-นิคมเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา รัฏฐปาลกุลบุตรขอบวช
สมัยนั้น กุลบุตรชื่อรัฏฐปาละ เป็นบุตรของตระกูลชั้นสูงในถุลลโกฏฐิต- นิคมนั้น นั่งอยู่ในบริษัทนั้นด้วย ขณะนั้นเอง รัฏฐปาลกุลบุตรได้คิดว่า “ธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้น เราเข้าใจว่า การที่ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบถ้วน ดุจสังข์ขัด มิใช่กระทำได้ง่าย ทางที่ดีเราควรโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด” ครั้งนั้น พวกพราหมณ์และคหบดีชาวถุลลโกฏฐิตนิคม ผู้ที่พระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้าปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้วต่างชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจากที่นั่ง ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วจากไปลำดับนั้น เมื่อพราหมณ์และคหบดีชาวถุลลโกฏฐิตนิคมจากไปไม่นาน รัฏฐปาลกุลบุตรเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้น ข้าพระองค์เข้าใจว่า การที่ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบถ้วนดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ข้าพระองค์ปรารถนาจะโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเถิด” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “รัฏฐปาละ มารดาบิดาอนุญาตให้เธอออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้วหรือ” รัฏฐปาลกุลบุตรกราบทูลว่า “ยังมิได้อนุญาต พระพุทธเจ้าข้า”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๕๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “รัฏฐปาละ พระตถาคตทั้งหลายย่อมไม่บวชให้กุลบุตรที่มารดาบิดายังมิได้อนุญาต” รัฏฐปาลกุลบุตรกราบทูลว่า “ข้าพระองค์จักหาวิธีให้มารดาบิดาอนุญาตให้ข้าพระองค์ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต พระพุทธเจ้าข้า”
ครั้งนั้น รัฏฐปาลกุลบุตรลุกจากที่นั่ง ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วเข้าไปหามารดาบิดาถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า “คุณพ่อคุณแม่ธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้น ลูกเข้าใจว่า การที่ผู้อยู่ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบถ้วน ดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่ายลูกปรารถนาจะโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ขอคุณพ่อคุณแม่โปรดอนุญาตให้ลูกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด” เมื่อรัฏฐปาลกุลบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว มารดาบิดาของรัฏฐปาลกุลบุตรได้กล่าวว่า “พ่อรัฏฐปาละ เจ้าเป็นลูกชายคนเดียว เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของพ่อแม่ เจริญเติบโตมาด้วยความสุขสบาย ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี ลูกไม่รู้จักความทุกข์แม้แต่น้อย [มาเถิด พ่อรัฏฐปาละ ลูกจงบริโภค จงดื่ม จงให้เขาปรนนิบัติ ลูกเมื่อกำลังบริโภคกำลังดื่ม กำลังให้เขาปรนนิบัติอยู่ จงยินดีบริโภคกามไปพลาง ทำบุญไปพลางเถิดพ่อแม่จะไม่อนุญาตให้ลูกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต] ถึงลูกจะตายพ่อแม่ก็ไม่ปรารถนาจะจากลูก เหตุไฉน พ่อแม่จักอนุญาตให้ลูกซึ่งยังมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเล่า” แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ รัฏฐปาลกุลบุตรได้กล่าวว่า “คุณพ่อคุณแม่ ธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้น ลูกเข้าใจว่า การที่บุคคลผู้ครองเรือนจะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบถ้วน ดุจสังข์ขัด ไม่ใช่ทำได้ง่าย ลูกปรารถนาจะโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ขอคุณพ่อคุณแม่โปรดอนุญาตให้ลูกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๕๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร แม้ครั้งที่ ๓ มารดาบิดาของรัฐปาลกุลบุตรก็ได้กล่าวว่า “พ่อรัฏฐปาละ เจ้าเป็นลูกชายคนเดียว เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของพ่อแม่ เจริญเติบโตมาด้วยความสุขสบายได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี ลูกไม่รู้จักความทุกข์แม้แต่น้อย [มาเถิด พ่อรัฏฐปาละลูกจงบริโภค จงดื่ม จงให้เขาปรนนิบัติอยู่เถิด ลูกเมื่อกำลังบริโภค กำลังดื่ม กำลังให้เขาปรนนิบัติอยู่ จงยินดีบริโภคกามไปพลาง ทำบุญไปพลางเถิด พ่อแม่จะไม่อนุญาตให้ลูกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต] ถึงลูกจะตาย พ่อแม่ก็ไม่ปรารถนาจะจากลูก เหตุไฉน พ่อแม่จักอนุญาตให้ลูกซึ่งยังมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเล่า” มารดาบิดาไม่อนุญาตให้บวช
ครั้งนั้น รัฏฐปาลกุลบุตรคิดว่า “มารดาบิดาไม่อนุญาตให้เราออก จากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแน่” จึงนอนบนพื้นอันไม่มีเครื่องปูลาด ณ ที่นั้นเองด้วยตั้งใจว่า “เราจักตาย หรือจักได้บวชก็ที่ตรงนี้แหละ” เขาจึงไม่บริโภคอาหารตั้งแต่ ๑ มื้อ ๒ มื้อ ๓ มื้อ ๔ มื้อ ๕ มื้อ ๖ มื้อ จนถึง ๗ มื้อ ครั้งนั้น มารดาบิดาของรัฏฐปาลกุลบุตรได้กล่าวว่า “พ่อรัฏฐปาละ เจ้าเป็นลูกชายคนเดียว เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของพ่อแม่ เจริญเติบโตมาด้วยความสุขสบายได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี ลูกไม่รู้จักความทุกข์แม้แต่น้อย จงลุกขึ้นเถิด พ่อรัฏฐปาละลูกจงบริโภค จงดื่ม จงให้เขาปรนนิบัติอยู่เถิด ลูกเมื่อกำลังบริโภค กำลังดื่ม กำลังให้เขาปรนนิบัติอยู่ จงยินดีบริโภคกาม ไปพลาง ทำบุญ ไปพลางเถิด พ่อแม่จะไม่อนุญาตให้ลูกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ถึงลูกจะตาย พ่อแม่ก็ไม่ปรารถนาจะจากลูก เหตุไฉน พ่อแม่จักอนุญาตให้ลูกซึ่งมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเล่า จงลุกขึ้นเถิด พ่อรัฏฐปาละ ลูกจงบริโภค จงดื่ม จงให้เขาปรนนิบัติอยู่เถิด ลูกเมื่อกำลังบริโภค กำลังดื่ม กำลังให้เขาปรนนิบัติอยู่ จงยินดีบริโภค@เชิงอรรถ : @ บริโภคกาม ในที่นี้หมายถึงบริโภคคือใช้สอยโภคสมบัติร่วมกับบุตรและภรรยา (ม.ม.อ. ๒/๒๙๖/๒๑๓)@ ทำบุญ ในที่นี้หมายถึงปรารภพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ กระทำกุศลกรรมมีการเพิ่มให้ทาน@เป็นต้น ถางทางไปสู่สุคติโลกสวรรค์ (ม.ม.อ. ๒/๒๙๖/๒๑๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๕๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร กามไปพลาง ทำบุญไปพลางเถิด พ่อแม่จะไม่อนุญาตให้ลูกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ถึงลูกจะตาย พ่อแม่ก็ไม่ปรารถนาจะจากลูก เหตุไฉน พ่อแม่จักอนุญาตให้ลูกซึ่งมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเล่า” เมื่อมารดาบิดากล่าวอย่างนี้แล้ว รัฏฐปาลกุลบุตรก็ได้นิ่งเฉย แม้ครั้งที่ ๒ มารดาบิดาของรัฏฐปาลกุลบุตรก็ได้กล่าวว่า ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๒ รัฏฐปาลกุลบุตรก็ได้นิ่งเฉย แม้ครั้งที่ ๓ มารดาบิดาของรัฏฐปาลกุลบุตรก็ได้กล่าวว่า “พ่อรัฏฐปาละ เจ้าเป็นลูกคนเดียว เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของพ่อแม่ เจริญเติบโตมาด้วยความสุขสบายได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี พ่อรัฏฐปาละ ลูกไม่รู้จักความทุกข์แม้แต่น้อย [จงลุกขึ้นเถิด พ่อรัฏฐปาละ ลูกจงบริโภค จงดื่ม จงให้เขาปรนนิบัติอยู่เถิด ลูกเมื่อกำลังบริโภคกำลังดื่ม กำลังให้เขาปรนนิบัติอยู่ จงยินดีบริโภคกามไปพลาง ทำบุญไปพลางเถิดพ่อแม่จะไม่อนุญาตให้ลูกออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต] ถึงลูกจะตาย พ่อแม่ก็ไม่ปรารถนาจะจากลูก เหตุไฉน พ่อแม่จักอนุญาตให้ลูกซึ่งมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเล่า จงลุกขึ้น พ่อรัฏฐปาละ ลูกจงบริโภค จงดื่ม ฯลฯ ถึงลูกจะตาย พ่อแม่ก็ไม่ปรารถนาจะจากลูก เหตุไฉน พ่อแม่จักอนุญาตให้ลูกซึ่งมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเล่า” แม้ครั้งที่ ๓ รัฏฐปาลกุลบุตรก็ได้นิ่งเฉย เพื่อนช่วยอ้อนวอนขออนุญาตให้บวช
ครั้งนั้น พวกเพื่อนของรัฏฐปาลกุลบุตรพากันเข้าไปหารัฏฐปาลกุลบุตร ถึงที่อยู่แล้วได้กล่าวว่า “รัฏฐปาละเพื่อนรัก เพื่อนเป็นลูกชายคนเดียว เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของพ่อแม่เจริญเติบโตมาด้วยความสุขสบาย ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี เพื่อนไม่รู้จักความทุกข์แม้แต่น้อยเลย [ลุกขึ้นเถิด รัฏฐปาละเพื่อนรัก เพื่อนจงบริโภค จงดื่ม จงให้เขาปรนนิบัติอยู่เถิด เมื่อกำลังบริโภค กำลังดื่ม กำลังให้เขาปรนนิบัติอยู่ จงยินดีบริโภค
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๕๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร กามไปพลาง ทำบุญไปพลางเถิด พ่อแม่จะไม่อนุญาตให้เพื่อนออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต] ถึงเพื่อนจะตายพ่อแม่ก็ไม่ปรารถนาจะจากเพื่อน เหตุไฉน พ่อแม่จักยอมอนุญาตให้เพื่อนผู้ยังมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเล่า ลุกขึ้นเถิดรัฏฐปาละเพื่อนรัก เพื่อนจงบริโภค จงดื่ม จงให้เขาปรนนิบัติอยู่เถิด เมื่อกำลังบริโภคกำลังดื่ม กำลังให้เขาปรนนิบัติอยู่ จงยินดีบริโภคกามไปพลาง ทำบุญไปพลางเถิดพ่อแม่จะไม่อนุญาตให้เพื่อนออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแน่ ถึงเพื่อนจะตายพ่อแม่ก็ไม่ปรารถนาจะจากเพื่อน เหตุไฉน พ่อแม่จักอนุญาตให้เพื่อนซึ่งมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเล่า ลุกขึ้นเถิด รัฏฐปาละเพื่อนรัก เพื่อนจงบริโภคจงดื่ม จงให้เขาปรนนิบัติอยู่เถิด เมื่อกำลังบริโภค กำลังดื่ม กำลังให้เขาปรนิบัติอยู่จงยินดีบริโภคกามไปพลางทำบุญไปพลางเถิด พ่อแม่จะไม่อนุญาตให้เพื่อนออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ถึงเพื่อนจะตาย พ่อแม่ก็ไม่ปรารถนาจะจากเพื่อน เหตุไฉนพ่อแม่จักอนุญาตให้เพื่อนซึ่งยังมีชีวิตออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเล่า” เมื่อสหายเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว รัฏฐปาลกุลบุตรก็ได้นิ่งเฉย แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ พวกเพื่อนของรัฏฐปาลกุลบุตรได้กล่าวว่า “รัฏฐปาละเพื่อนรักเพื่อนเป็นลูกชายคนเดียว เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของพ่อแม่ เจริญเติบโตมาด้วยความสุขสบาย ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี เพื่อนไม่รู้จักความทุกข์แม้แต่น้อยเลยลุกขึ้นเถิด รัฏฐปาละเพื่อนรัก เพื่อนจงบริโภค จงดื่ม จงให้เขาปรนนิบัติอยู่เถิดเมื่อกำลังบริโภค กำลังดื่ม กำลังให้เขาปรนนิบัติอยู่ จงยินดีบริโภคกามไปพลางทำบุญไปพลางเถิด พ่อแม่จะไม่อนุญาตให้เพื่อนออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตถึงเพื่อนจะตาย พ่อแม่ก็ไม่ปรารถนาจะจากเพื่อน เหตุไฉน พ่อแม่เหล่านั้นจักอนุญาตให้เพื่อนซึ่งมีชีวิตอยู่ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเล่า ลุกขึ้นเถิด รัฏฐปาละเพื่อนรัก เพื่อนจงบริโภค จงดื่ม ฯลฯ ถึงเพื่อนจะตาย พ่อแม่ก็ไม่ปรารถนาจะจากเพื่อน เหตุไฉน พ่อแม่เหล่านั้นจักอนุญาตให้เพื่อนซึ่งมีชีวิตอยู่ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเล่า” แม้ครั้งที่ ๓ รัฏฐปาลกุลบุตรก็นิ่งเฉย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๕๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร
ลำดับนั้น พวกเพื่อนของรัฏฐปาลกุลบุตรพากันเข้าไปหามารดาบิดาของรัฏฐปาลกุลบุตรถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า “คุณพ่อคุณแม่ รัฏฐปาลกุลบุตรนี้ นอนบนพื้นที่ไม่มีเครื่องปูลาด ณ ที่นั้นเองด้วยตั้งใจว่า ‘เราจักตาย หรือจักได้บวชก็ที่ตรงนี้แหละ’ ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ยอมให้รัฏฐปาลกุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเขาจักตาย ณ ที่ตรงนั้นแน่ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่อนุญาตให้รัฏฐปาลกุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต คุณพ่อคุณแม่ก็ได้เห็นเขาแม้บวชแล้ว หากรัฏฐปาลกุลบุตรจักไม่ยินดีในการออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เขาจะมีทางไปที่ไหนอื่นเล่า ก็จักกลับมาที่บ้านนี้นั่นเอง ขอคุณพ่อคุณแม่จงอนุญาตให้รัฏฐปาลกุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด” มารดาบิดากล่าวว่า “ลูกทั้งหลาย พ่อแม่อนุญาตให้รัฏฐปาลกุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตได้ แต่เขาบวชแล้วต้องมาเยี่ยมพ่อแม่บ้าง” ต่อมา พวกเพื่อนพากันเข้าไปหารัฏฐปาลกุลบุตรถึงที่อยู่แล้วได้กล่าวว่า “เชิญลุกขึ้นเถิด รัฏฐปาละเพื่อนรัก คุณพ่อคุณแม่อนุญาตให้เพื่อนออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว แต่เพื่อนบวชแล้วต้องมาเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อนบ้าง”รัฏฐปาลกุลบุตรบวชและบรรลุพระอรหัต
ครั้งนั้น รัฏฐปาลกุลบุตรลุกขึ้นบำรุงร่างกายให้เกิดกำลังแล้ว เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มารดาบิดาอนุญาตให้ข้าพระองค์ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคทรงให้ข้าพระองค์บวชเถิด” รัฏฐปาลกุลบุตรได้บรรพชาอุปสมบทแล้วในสำนักของพระผู้มีพระภาค ครั้งนั้นเมื่อท่านรัฏฐปาละอุปสมบทแล้วไม่นาน พอได้กึ่งเดือน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในถุลลโกฏฐิตนิคมตามความยินดี เสด็จจาริกไปทางกรุงสาวัตถี เสด็จเที่ยวจาริกไปตามลำดับจนถึงกรุงสาวัตถี ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ วิ.มหา. (แปล) ๑/๒๔-๒๙/๑๗-๒๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๕๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระรัฏฐปาละหลีกออกไปอยู่รูปเดียว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ไม่นานนักก็ทำให้แจ้งประโยชน์ยอดเยี่ยมอันเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ที่เหล่ากุลบุตรผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน รู้ชัดว่า“ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป” ท่านพระรัฏฐปาละได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ครั้งนั้น ท่านพระรัฏฐปาละเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาจะไปเยี่ยมมารดาบิดา ถ้าพระผู้มีพระภาคทรงอนุญาตข้าพระองค์” พระผู้มีพระภาคทรงมนสิการกำหนดใจของท่านพระรัฏฐปาละด้วยพระหฤทัยแล้วทรงทราบชัดว่า “รัฏฐปาลกุลบุตรไม่สามารถที่จะบอกลาสิกขากลับมาเป็นคฤหัสถ์อีก” ลำดับนั้น พระองค์จึงตรัสว่า “รัฏฐปาละ เธอจงกำหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้เถิด” ต่อจากนั้น ท่านพระรัฏฐปาละลุกจากอาสนะถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วเก็บงำเสนาสนะถือบาตรและจีวรจาริกไปทางถุลลโกฏฐิตนิคม เที่ยวจาริกไปตามลำดับจนถึงถุลลโกฏฐิตนิคมแล้ว ได้ยินว่า ท่านพระรัฏฐปาละพักอยู่ ณ พระราช-อุทยานชื่อมิคจีระของพระเจ้าโกรัพยะในถุลลโกฏฐิตนิคมนั้น ครั้นเวลาเช้า ท่านพระรัฏฐปาละครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังถุลลโกฏฐิตนิคมขณะเที่ยวบิณฑบาตในถุลลโกฏฐิตนิคมตามลำดับตรอก ได้เข้าไปจนถึงนิเวศน์ของบิดาของตน เวลานั้น บิดาของท่านพระรัฏฐปาละกำลังให้ช่างกัลบกสางผมอยู่ที่ซุ้มประตูกลางได้เห็นท่านพระรัฏฐปาละกำลังมาแต่ไกลแล้วได้กล่าวว่า “พวกสมณะโล้นเหล่านี้บวชลูกชายคนเดียวผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเรา” @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๕ ข้อ ๑๖ (กันทรกสูตร) หน้า ๑๘ ในเล่มนี้ @ ซุ้มประตูกลาง ในที่นี้หมายถึงซุ้มประตูที่ ๔ ของเรือนที่มี ๗ ซุ้มประตู (ม.ม.อ. ๒/๒๙๙/๒๑๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๕๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร ครั้งนั้น ท่านพระรัฏฐปาละไม่ได้รับทาน ไม่ได้รับคำตอบที่บ้านบิดาของท่านเองที่แท้ได้แต่คำด่าเท่านั้น สมัยนั้น ทาสหญิงของญาติของท่านพระรัฏฐปาละกำลังจะทิ้งขนมกุมมาสค้างคืน ท่านพระรัฏฐปาละได้กล่าวกับทาสหญิงของญาตินั้นว่า“น้องหญิง ถ้าจะทิ้งสิ่งนั้น ก็จงใส่ในบาตรของอาตมานี้เถิด” ขณะที่ทาสหญิงของญาติของท่านกำลังเกลี่ยขนมกุมมาสค้างคืนนั้นลงในบาตรก็จำเค้ามือ เท้า และน้ำเสียงของท่านพระรัฏฐปาละได้ พระรัฏฐปาละฉันขนมบูด
ครั้งนั้น ทาสหญิงของญาติของท่านพระรัฏฐปาละได้เข้าไปหามารดา ของท่านพระรัฏฐปาละถึงที่อยู่แล้วได้กล่าวว่า “คุณนายเจ้าขา โปรดทราบเถิดว่า‘พระรัฏฐปาละบุตรของคุณนายกลับมาแล้ว” มารดาของท่านพระรัฏฐปาละกล่าวว่า “หนูเอ๋ย ถ้าเธอพูดจริง ฉันจะปลดปล่อยเธอให้เป็นไท” มารดาของท่านพระรัฏฐปาละ เข้าไปหาบิดาของท่านพระรัฏฐปาละถึงที่อยู่แล้วได้กล่าวว่า “เดชะบุญ ท่านคหบดี ท่านรู้ไหม ได้ยินว่า รัฏฐปาลกุลบุตรกลับมาแล้ว” เวลานั้น ท่านพระรัฏฐปาละนั่งพิงฝาเรือนแห่งหนึ่งฉันขนมกุมมาสค้างคืนโยมบิดาเข้าไปหาท่านพระรัฏฐปาละถึงที่อยู่แล้วได้ถามว่า “อะไรกัน พ่อรัฏฐปาละลูกฉันขนมกุมมาสค้างคืนหรือ ลูกควรไปเรือนของตน มิใช่หรือ” ท่านพระรัฏฐปาละตอบว่า “คหบดี อาตมภาพผู้ออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิตจะมีเรือนแต่ที่ไหน อาตมภาพไม่มีเรือน อาตมภาพได้ไปเรือนของโยมมาแล้ว ในเรือนนั้น อาตมภาพไม่ได้รับทาน ไม่ได้รับคำตอบเลย ได้แต่คำด่าอย่างเดียว” บิดากล่าวว่า “มาเถิด ลูกรัฏฐปาละ พวกเราจะไปเรือนด้วยกัน” @เชิงอรรถ : @ ทาน ในที่นี้หมายถึงไทยธรรม (ม.ม.อ. ๒/๓๐๐/๒๑๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๕๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร ท่านพระรัฏฐปาละกล่าวว่า “อย่าเลย คหบดี วันนี้อาตมภาพฉันอิ่มแล้ว” บิดากล่าวว่า “พ่อรัฏฐปาละ ถ้าเช่นนั้น ขอท่านจงรับนิมนต์ฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้เถิด” ท่านพระรัฏฐปาละรับนิมนต์โดยดุษณีภาพแล้ว ลำดับนั้น บิดาของท่านพระ รัฏฐปาละทราบอาการที่ท่านพระรัฏฐปาละรับนิมนต์แล้ว จึงเข้าไปยังนิเวศน์ของตนแล้วให้ขนเงินและทองมากองเป็นกองใหญ่ ให้เอาเสื่อลำแพนปิดไว้ แล้วเรียกภรรยาเก่าของท่านพระรัฏฐปาละมากล่าวว่า “มาเถิดแม่สาวๆ ทั้งหลาย พวกเธอเคยแต่งตัวด้วยเครื่องประดับสำรับใดแล้ว จึงเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของรัฏฐปาลกุลบุตรเมื่อครั้งก่อน จงแต่งตัวด้วยเครื่องประดับสำรับนั้นเถิด”
ครั้งนั้น เมื่อล่วงราตรีนั้นไป บิดาของท่านพระรัฏฐปาละได้สั่งให้ ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอย่างประณีตไว้ในนิเวศน์ของตน แล้วใช้คนไปบอกเวลาแก่ท่านพระรัฏฐปาละว่า “พ่อรัฏฐปาละได้เวลาแล้ว ภัตตาหารสำเร็จแล้ว” ครั้นเวลาเช้า ท่านพระรัฏฐปาละครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของบิดาท่านเองแล้วนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้ว บิดาของท่านพระรัฏฐปาละสั่งให้เปิดกองเงินกองทองนั้น แล้วได้กล่าวกับท่านพระรัฏฐปาละว่า “พ่อรัฏฐปาละ ทรัพย์กองนี้เป็นส่วนของแม่ กองโน้นเป็นส่วนของพ่อ ส่วนอีกกองหนึ่งเป็นของปู่ ทั้งหมดนี้เป็นของลูกผู้เดียว ลูกสามารถที่จะใช้สอยสมบัติไปและทำบุญไปก็ได้ มาเถิด พ่อรัฏฐปาละ ลูกจงลาสิกขาออกมาเป็นคฤหัสถ์ใช้สอยสมบัติ และทำบุญไปเถิด” ท่านพระรัฏฐปาละตอบว่า “คหบดี ถ้าท่านพึงทำตามคำของอาตมภาพได้ ท่านพึงให้คนขนกองเงินกองทองนี้ ใส่เกวียนแล้วให้เขาเข็นไปทิ้งไว้ที่กลางกระแสแม่น้ำคงคาเถิด ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะโสกะ(ความเศร้าโศก) ปริเทวะ(ความคร่ำครวญ) ทุกข์(ความทุกข์กาย) โทมนัส(ความทุกข์ใจ) และอุปายาส(ความคับแค้นใจ) มีทรัพย์นั้นเป็นเหตุ จักเกิดขึ้นแก่ท่าน”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๕๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร ลำดับนั้น พวกภรรยาเก่าของท่านพระรัฏฐปาละจับที่เท้าคนละข้างแล้วได้ถามท่านพระรัฏฐปาละว่า “หลวงพี่ นางอัปสรพวกไหนเล่าเป็นต้นเหตุให้หลวงพี่ประพฤติพรหมจรรย์” พระรัฏฐปาละตอบว่า “น้องหญิง เราไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุแห่งนางอัปสรทั้งหลาย” ภรรยาเหล่านั้นเสียใจว่า “รัฏฐปาละผู้ลูกเจ้าเรียกพวกเราว่า ‘น้องหญิง” จึงล้มสลบอยู่ ณ ที่นั้น ครั้งนั้น ท่านพระรัฏฐปาละได้กล่าวกับบิดาว่า “คหบดี ถ้าท่านจะถวายอาหารก็จงถวายเถิด อย่าให้อาตมภาพลำบากเลย” บิดากล่าวว่า “ฉันเถิด พ่อรัฏฐปาละ ภัตตาหารสำเร็จแล้ว” ต่อจากนั้น บิดาของท่านพระรัฏฐปาละได้อังคาสท่านพระรัฏฐปาละด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต ถวายให้ฉันจนอิ่มหนำด้วยมือของตน พระรัฏฐปาละแสดงธรรม
ครั้งนั้น ท่านพระรัฏฐปาละฉันเสร็จละมือจากบาตรแล้วได้ยืนกล่าว คาถาเหล่านี้ว่า “โยมจงดูอัตภาพอันวิจิตร มีกายเป็นแผล ที่คุมกันอยู่ กระสับกระส่าย เป็นที่ดำริของชนเป็นอันมาก ไม่มีความยั่งยืนมั่นคง @เชิงอรรถ : @ มีกายเป็นแผล หมายถึงแผลทั้ง ๙ แห่ง (คือ ดวงตา ๒ ช่องหู ๒ ช่องจมูก ๒ ช่องปาก ๑ ช่องปัสสาวะ-@มรรค ๑ ช่องอุจจาระมรรค ๑) (ม.ม.อ. ๒/๓๐๒/๒๑๙) @ ที่คุมกันอยู่ หมายถึงคุมกันอยู่ด้วยกระดูก ๓๐๐ ท่อน ด้วยเส้นเอ็น ๙๐๐ เส้น ปกคลุมด้วยกล้ามเนื้อ@๙๐๐ มัด (ม.ม.อ. ๒/๓๐๒/๒๑๙) @ กระสับกระส่าย หมายถึงความกระสับกระส่ายอยู่เป็นนิจเพราะความแก่ โรคภัย และกิเลส@(ม.ม.อ. ๒/๓๐๒/๒๑๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๕๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร โยมจงดูรูปอันวิจิตรด้วยแก้วมณีและกุณฑล มีกระดูกอันหนังหุ้มห่อไว้ งามด้วยผ้า เท้าที่ย้อมด้วยครั่งสีสด หน้าที่ไล้ทาด้วยจุรณ พอจะหลอกคนโง่ให้หลงใหลได้ แต่จะหลอกคนผู้แสวงหาฝั่ง(คือนิพพาน)ไม่ได้ ผมที่ตบแต่งเป็นลอนดังตาหมากรุก ตาที่เยิ้มด้วยยาหยอด พอจะหลอกคนโง่ได้ แต่จะหลอกคนที่แสวงหาฝั่งไม่ได้ กายที่มีสภาพเปื่อยเน่าเป็นธรรมดา ซึ่งตกแต่งแล้วเหมือนกล่องยาหยอดตาใหม่ อันงดงามพอจะหลอกคนโง่ได้ แต่จะหลอกคนผู้แสวงหาฝั่งไม่ได้ ท่านเป็นดั่งพรานเนื้อวางบ่วงไว้ แต่เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อพรานเนื้อกำลังคร่ำครวญอยู่ เรากินเหยื่อแล้วก็หลีกไป” ลำดับนั้น ท่านพระรัฏฐปาละยืนกล่าวคาถาเหล่านี้แล้วจึงเข้าไปยังพระราช- อุทยานมิคจีระของพระเจ้าโกรัพยะ แล้วนั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง
ครั้งนั้น พระเจ้าโกรัพยะรับสั่งเรียกนายมิควะมาตรัสว่า “มิควะ เพื่อนรัก ท่านจงทำความสะอาดพื้นที่อุทยานมิคจีระ เราจะไปชมพื้นที่อุทยานที่สะอาด” @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๗๖๙-๗๗๔/๔๖๘-๔๖๙
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๖๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร นายมิควะทูลรับสนองพระราชดำรัสแล้ว เมื่อกำลังทำความสะอาดพื้นที่พระ ราชอุทยานมิคจีระอยู่ ได้เห็นท่านพระรัฏฐปาละนั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่งจึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าโกรัพยะถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลว่า “ขอเดชะ พระราชอุทยานมิคจีระของพระองค์สะอาดแล้ว และในพระราช-อุทยานนั้น มีกุลบุตรชื่อรัฏฐปาละผู้เป็นบุตรแห่งตระกูลชั้นสูงในถุลลโกฏฐิตนิคมนี้ที่พระองค์ทรงสรรเสริญอยู่เสมอๆ เธอนั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง” พระเจ้าโกรัพยะตรัสว่า “มิควะเพื่อนรัก ถ้าเช่นนั้น บัดนี้ ควรจะไปที่อุทยานพวกเราจะเข้าไปหาพระคุณเจ้ารัฏฐปาละในบัดนี้เลย” ครั้งนั้น พระเจ้าโกรัพยะรับสั่งว่า “ของเคี้ยวของบริโภคที่จัดเตรียมไปยังอุทยานนั้นท่านทั้งหลายจงแจกจ่ายให้หมดเสียเถิด” แล้วรับสั่งให้จัดยานพาหนะคันงามๆ หลายคันทรงขึ้นพาหนะคันงามเสด็จออกจากถุลลโกฏฐิตนิคมด้วยยานพาหนะคันงามๆ ตามเสด็จด้วยราชานุภาพอย่างยิ่งใหญ่เพื่อทรงเยี่ยมท่านพระรัฏฐปาละ เสด็จไปจนสุดทางที่ยานพาหนะจะไปได้ จึงเสด็จลงจากยาน เสด็จพระราชดำเนินไปด้วยพระบาทพร้อมด้วยบริษัทชั้นสูง เข้าไปหาท่านพระรัฏฐปาละถึงที่อยู่ แล้วได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วได้ประทับยืน ณ ที่สมควรได้รับสั่งว่า“นิมนต์พระคุณเจ้ารัฏฐปาละนั่งบนเครื่องลาดนี้เถิด” ท่านพระรัฏฐปาละถวายพระพรว่า “มหาบพิตร อย่าเลย เชิญพระองค์ประทับนั่งเถิด อาตมภาพนั่งที่อาสนะของอาตมภาพดีอยู่แล้ว” พระเจ้าโกรัพยะ จึงประทับนั่งบนที่ประทับที่ข้าราชบริพารจัดถวาย แล้วได้ตรัสกับท่านพระรัฏฐปาละว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๖๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร ความเสื่อม ๔ ประการ
“พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ ความเสื่อม ๔ ประการนี้ ที่คนบางพวกใน โลกนี้ประสบเข้าแล้ว ย่อมโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ความเสื่อม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ความเสื่อมเพราะชรา ๒. ความเสื่อมเพราะความเจ็บไข้ ๓. ความเสื่อมจากทรัพย์สมบัติ ๔. ความเสื่อมจากญาติ ความเสื่อมเพราะชรา เป็นอย่างไร คือ คนบางคนในโลกนี้เป็นคนแก่ คนเฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ เขาพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘บัดนี้ เราเป็นคนแก่แล้ว เป็นคนเฒ่าแล้วเป็นผู้ใหญ่แล้ว เป็นผู้ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ การที่เราจะได้ครอบครองทรัพย์สมบัติที่ยังไม่ได้ หรือการที่เราจะทำทรัพย์สมบัติที่ได้แล้วให้เพิ่มพูนขึ้น ไม่ใช่ทำได้ง่ายเลย ทางที่ดี เราควรโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด’ เขาประสบกับความเสื่อมเพราะชรานั้นแล้วจึงโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต นี้เรียกว่า ความเสื่อมเพราะชรา ส่วนพระคุณเจ้ารัฏฐปาละ บัดนี้ก็ยังหนุ่มแน่น ผมดำสนิท เป็นหนุ่มอยู่ในวัยแรกเริ่ม ไม่มีความเสื่อมเพราะชรานั้นเลย พระคุณเจ้ารัฏฐปาละรู้เห็นหรือได้ฟังอะไรจึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต (๑) ความเสื่อมเพราะความเจ็บไข้ เป็นอย่างไร คือ คนบางคนในโลกนี้มีความเจ็บไข้ มีทุกข์ เจ็บหนัก เขาพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘บัดนี้ เราเป็นคนมีความเจ็บไข้ มีทุกข์ เจ็บหนัก การที่เราจะได้ครอบครองทรัพย์สมบัติที่ยังไม่ได้ หรือการที่เราจะทำทรัพย์สมบัติที่ได้แล้วให้เพิ่มพูนขึ้น ไม่ใช่ทำได้ง่ายเลย ทางที่ดี เราควรโกนผมและหนวดนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจาก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๖๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร เรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด’ เขาประสบกับความเสื่อมเพราะความเจ็บไข้นั้น แล้วจึงโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต นี้เรียกว่าความเสื่อมเพราะความเจ็บไข้ ส่วนพระคุณเจ้ารัฏฐปาละ บัดนี้เป็นผู้มีสุขภาพ มีโรคาพาธน้อย ประกอบด้วยไฟธาตุที่ย่อยอาหารสม่ำเสมอดี ไม่เย็นนักไม่ร้อนนัก ไม่มีความเสื่อมเพราะความเจ็บไข้นั้นเลย พระคุณเจ้ารัฏฐปาละรู้เห็นหรือได้ฟังอะไร จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต (๒) ความเสื่อมจากทรัพย์สมบัติ เป็นอย่างไร คือ คนบางคนในโลกนี้ เป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีสมบัติมาก ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นของเขาถึงความสิ้นไปโดยลำดับ เขาพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เมื่อก่อน เราเป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีสมบัติมาก ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นของเราถึงความสิ้นไปโดยลำดับแล้ว การที่เราจะได้ครอบครองทรัพย์สมบัติที่ยังไม่ได้ หรือการที่เราจะทำทรัพย์สมบัติที่ได้แล้วให้เพิ่มพูนขึ้น ไม่ใช่ทำได้ง่ายเลย ทางที่ดี เราควรโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพิตเถิด’ เขาประกอบด้วยความเสื่อมจากทรัพย์สมบัตินั้น จึงโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต นี้เรียกว่า ความเสื่อมจากทรัพย์สมบัติ ส่วนพระคุณเจ้ารัฏฐปาละเป็นบุตรของตระกูลชั้นสูงในถุลลโกฏฐิตนิคมนี้ ไม่มีความเสื่อมจากทรัพย์สมบัตินั้น พระคุณเจ้ารัฏฐปาละรู้เห็นหรือได้ฟังอะไรจึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต (๓) ความเสื่อมจากญาติ เป็นอย่างไร คือ คนบางคนในโลกนี้ มีมิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตเป็นอันมาก ญาติ เหล่านั้นของเขาถึงความสิ้นไปโดยลำดับ เขาพิจารณาเห็นดังนี้ว่า ‘เมื่อก่อน เรามีมิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตเป็นอันมาก พวกญาติของเรานั้นถึงความสิ้นไปโดยลำดับ การที่เราจะได้ครอบครองทรัพย์สมบัติที่ยังไม่ได้ หรือการที่เราจะทำทรัพย์สมบัติที่ได้แล้วให้เพิ่มพูนขึ้น ไม่ใช่ทำได้ง่ายเลย ทางที่ดี เราควรโกนผมและ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๖๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร หนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเถิด’ เขาประสบกับความเสื่อมจากญาตินั้น จึงโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต นี้เรียกว่า ความเสื่อมจากญาติ ส่วนพระคุณเจ้ารัฏฐปาละมีมิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตเป็นอันมากในถุลลโกฏฐิต-นิคมนี้ ไม่มีความเสื่อมจากญาติเลย พระคุณเจ้ารัฏฐปาละรู้เห็นหรือได้ฟังอะไรจึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต (๔) พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ ความเสื่อม ๔ ประการนี้ ที่คนบางพวกในโลกนี้ประสบเข้าแล้วจึงโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตพระคุณเจ้ารัฏฐปาละไม่มีความเสื่อม ๔ ประการนั้นเลย พระคุณเจ้ารัฏฐปาละรู้เห็นหรือได้ฟังอะไรจึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต” ธัมมุทเทส ๔ ประการ
ท่านพระรัฏฐปาละถวายพระพรว่า “มหาบพิตร มีอยู่แลที่พระผู้มี พระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงธัมมุทเทส ๔ ประการ ที่อาตมภาพรู้ เห็นและได้ฟังแล้ว จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ธัมมุทเทส ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ทรงแสดงธัมมุทเทสประการที่ ๑ ว่า ‘โลกอันชรานำไป ไม่ยั่งยืน’ ที่อาตมภาพรู้เห็นและได้ฟังแล้ว จึงได้ออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต ๒. พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ทรงแสดงธัมมุทเทสประการที่ ๒ ว่า ‘โลกไม่มีผู้ ต้านทาน ไม่เป็นอิสระ’ ที่อาตมภาพรู้เห็นและได้ฟังแล้ว จึงได้ออก จากเรือนบวชเป็นบรรพชิต
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๖๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร ๓. พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ทรงแสดงธัมมุทเทสประการที่ ๓ ว่า ‘โลกไม่มีอะไร เป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป’ ที่อาตมภาพรู้เห็นและได้ฟังแล้ว จึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ๔. พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ทรงแสดงธัมมุทเทสประการที่ ๔ ว่า ‘โลกพร่องอยู่ เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา’ ที่อาตมภาพรู้เห็นและได้ ฟังแล้วจึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต มหาบพิตร พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมา- สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงธัมมุทเทส ๔ ประการนี้แล ที่อาตมภาพรู้ เห็นและฟังแล้ว จึงได้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต”
พระเจ้าโกรัพยะตรัสถามว่า “ท่านพระรัฏฐปาละกล่าวว่า ‘โลกอันชรา นำไป ไม่ยั่งยืน’ เนื้อความแห่งภาษิตนี้ จะพึงเห็นได้อย่างไร” ท่านพระรัฏฐปาละถวายพระพรว่า “มหาบพิตร พระองค์ทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร พระองค์เมื่อมีพระชนมายุ ๒๐ พรรษาก็ดี ๒๕ พรรษาก็ดีทรงศึกษาอย่างคล่องแคล่วในเรื่องช้างก็ดี เรื่องม้าก็ดี เรื่องรถก็ดี เรื่องธนูก็ดี เรื่องอาวุธก็ดี ทรงมีกำลังพระเพลา ทรงมีกำลังพระพาหา ทรงมีพระวรกายสามารถฝ่าศึกสงครามมาแล้ว มิใช่หรือ” “พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ โยมเมื่ออายุ ๒๐ ปีก็ดี ๒๕ ปีก็ดี ได้ศึกษาอย่างคล่องแคล่วในเรื่องช้างก็ดี เรื่องม้าก็ดี เรื่องรถก็ดี เรื่องธนูก็ดี เรื่องอาวุธก็ดีมีกำลังขา มีกำลังแขน มีร่างกายสามารถ เคยฝ่าสงครามมาแล้ว บางครั้งโยมยังเข้าใจว่ามีฤทธิ์ ไม่เห็นใครเสมอด้วยกำลังของโยมเลย” “มหาบพิตร พระองค์ทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร แม้บัดนี้ พระองค์ก็ยังมีกำลังพระเพลา มีกำลังพระพาหา มีพระวรกายสามารถฝ่าสงครามได้เหมือนอย่างเดิมหรือ”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๖๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร “พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ ข้อนี้หามิได้ บัดนี้ โยมแก่แล้ว เจริญวัยแล้ว เป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับแล้ว วัยของโยมล่วงไป ๘๐ ปีแล้ว บางครั้ง โยมคิดว่า‘จักก้าวเท้าไปทางนี้ก็ไพล่ก้าวไปทางอื่นเสีย” “มหาบพิตร พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมา- สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงหมายถึงเนื้อความนี้แล จึงตรัสธัมมุทเทสประการที่ ๑ว่า ‘โลกอันชรานำไป ไม่ยั่งยืน’ ที่อาตมภาพรู้ เห็นและได้ฟังแล้ว จึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต” “พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ คำว่า ‘โลกอันชรานำไปไม่ยั่งยืน’ พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้ดีแล้ว พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ เป็นความจริง โลกอันชรานำไปไม่ยั่งยืน (๑) ในราชตระกูลนี้ มีหมู่พลช้าง หมู่พลม้า หมู่พลรถ และหมู่พลเดินเท้า ที่จักย่ำยีอันตรายของโยมได้ ท่านพระรัฏฐปาละกล่าวว่า ‘โลกไม่มีผู้ต้านทานได้ ไม่เป็นอิสระ’ เนื้อความแห่งภาษิตนี้ จะพึงเห็นได้อย่างไร” “มหาบพิตร พระองค์ทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร พระองค์เคยประชวรหนักบ้างไหม” “พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ โยมเคยเจ็บหนักอยู่ บางครั้ง พวกมิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตแวดล้อมโยมอยู่ด้วยสำคัญว่า ‘พระเจ้าโกรัพยะจักสวรรคตในบัดนี้ พระเจ้าโกรัพยะจักสวรรคตในบัดนี้” “มหาบพิตร พระองค์ทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร พระองค์ได้มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิต(ที่มหาบพิตรจะขอร้อง)ว่า ‘มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตผู้เจริญของเราทั้งหมดที่มีอยู่ จงมาช่วยแบ่งเวทนานี้ไปโดยช่วยเราให้ได้เสวยเวทนาเบาลง’ หรือว่าพระองค์เท่านั้น จะต้องเสวยเวทนานั้น” “พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ โยมจะได้มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต(ที่โยมจะขอร้อง)ว่า ‘มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตทั้งหมดที่มีอยู่ จงมาช่วยแบ่งเวทนานี้ไป ช่วยเราให้ได้เสวยเวทนาเบาลง’ หามิได้ แต่โยมเองเท่านั้นจะต้องเสวยเวทนานั้น”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๖๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร ''มหาบพิตร พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมา-สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงหมายถึงเนื้อความนี้แล จึงตรัสธัมมุทเทสประการที่ ๒ ว่า ‘โลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นอิสระ’ ที่อาตมภาพรู้ เห็นและได้ฟังแล้วจึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต” “พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ คำว่า ‘โลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นอิสระ’ พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันต-สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้ดีแล้ว พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ เป็นความจริงโลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่เป็นอิสระ (๒) ในราชตระกูลนี้ มีเงินและทองอยู่ที่พื้นดินและในอากาศมากมาย พระคุณเจ้ารัฏฐปาละกล่าวว่า ‘โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป’ เนื้อความแห่งภาษิตนี้ จะพึงเห็นได้อย่างไร” “มหาบพิตร พระองค์ทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร บัดนี้ พระองค์เอิบอิ่ม พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ประการ บำเรอพระองค์อยู่ ฉันใด พระองค์จักได้สมพระราชประสงค์ว่า ‘แม้โลกหน้า เราจักเป็นผู้เอิบอิ่ม พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ๕ ประการ บำเรอตนอยู่’ ฉันนั้นเหมือนกัน หรือว่าชนเหล่าอื่นจักปกครองทรัพย์สมบัตินี้ ส่วนพระองค์ก็จักเสด็จไปตามยถากรรม” “พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ บัดนี้ โยมเอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ประการบำเรอตนอยู่ ฉันใด โยมก็จักไม่ได้ตามประสงค์ว่า ‘แม้ในโลกหน้า เราจะเป็นผู้เอิบอิ่ม พรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ ประการ บำเรอตนอยู่’ ฉันนั้นเหมือนกันที่แท้ชนเหล่าอื่นจักปกครองทรัพย์สมบัตินี้ ส่วนโยมก็จักไปตามยถากรรม” “มหาบพิตร พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมา- สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงหมายถึงเนื้อความนี้แล จึงตรัสธัมมุทเทสประการที่ ๓ว่า ‘โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป’ ที่อาตมภาพรู้เห็นและได้ฟังแล้วจึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต” “พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ คำว่า ‘โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป’ พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๖๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้ดีแล้ว พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ เป็นความจริงโลกไม่มีอะไรเป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป (๓) ท่านพระรัฏฐปาละกล่าวว่า ‘โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา’ เนื้อความแห่งภาษิตนี้ จะพึงเห็นได้อย่างไร” “มหาบพิตร พระองค์ทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร พระองค์ทรงปกครองแคว้นกุรุอันอุดมสมบูรณ์อยู่ มิใช่หรือ” “ใช่แล้ว พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ โยมปกครองแคว้นกุรุอันอุดมสมบูรณ์อยู่” “มหาบพิตร พระองค์ทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร ราชบุรุษของพระองค์ที่แคว้นกุรุนี้เป็นที่เชื่อถือได้ เป็นคนมีเหตุผล มาจากทิศตะวันออก เข้ามาเฝ้าพระองค์แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเดชะมหาราชเจ้า พระองค์ควรทรงทราบว่า‘ข้าพระองค์มาจากทิศตะวันออก ในทิศนั้น ข้าพระองค์ได้เห็นชนบทใหญ่ มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ มีประชากรมาก มีพลเมืองหนาแน่น ในชนบทนั้นมีหมู่พลช้าง หมู่พลม้า หมู่พลรถ หมู่พลเดินเท้า มีสัตว์ที่มีเขี้ยวงามาก มีเงินทองทั้งที่ยังไม่ได้หลอมและที่หลอมแล้วเป็นจำนวนมาก ในชนบทนั้น สตรีเป็นผู้ปกครอง พระองค์สามารถรบชนะได้ด้วยกำลังพลประมาณเท่านั้น ขอพระองค์จงไปรบเอาเถิด มหา-ราชเจ้า’ พระองค์จะทรงทำอย่างไรกับชนบทนั้น” “พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ พวกโยมก็ไปรบเอาชนบทนั้นมาครอบครองเสียนะซิ” “มหาบพิตร พระองค์ทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร ราชบุรุษของพระองค์ที่แคว้นกุรุนี้เป็นที่เชื่อถือได้ เป็นคนมีเหตุผลมาจากทิศตะวันตก ฯลฯ มาจากทิศเหนือ ฯลฯ มาจากทิศใต้ ฯลฯ มาจากสมุทรฟากโน้น เข้ามาเฝ้าพระองค์ แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเดชะมหาราชเจ้า พระองค์ควรทรงทราบว่า‘ข้าพระองค์มาจากสมุทรฟากโน้น ณ ที่นั้น ข้าพระองค์ได้เห็นชนบทใหญ่ มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ มีประชากรมาก มีพลเมืองหนาแน่น ในชนบทนั้นมีหมู่พลช้าง หมู่พลม้า หมู่พลรถ หมู่พลเดินเท้า มีสัตว์ที่มีเขี้ยวงามาก มีเงินทองทั้งที่ยังไม่ได้หลอมและที่หลอมแล้วเป็นจำนวนมาก ในชนบทนั้น สตรีเป็นผู้ปกครอง พระองค์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๖๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร สามารถรบชนะได้ด้วยกำลังพลประมาณเท่านั้น ขอพระองค์จงไปรบเอาเถิด มหา-ราชเจ้า’ พระองค์จะทรงทำอย่างไรกับชนบทนั้น” “พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ พวกโยมก็ไปรบเอาชนบทนั้นมาครอบครองเสียนะซิ” “มหาบพิตร พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมา- สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงหมายถึงเนื้อความนี้แล จึงตรัสธัมมุทเทสประการที่ ๔ว่า ‘โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา’ ที่อาตมภาพรู้ เห็นและได้ฟังแล้วจึงออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต” พระเจ้าโกรัพยะตรัสว่า “พระคุณเจ้ารัฏฐปาละ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏคำว่า ‘โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา’ นี้พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสไว้ดีแล้วพระคุณเจ้ารัฏฐปาละ เป็นความจริง โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา” (๔) ท่านพระรัฏฐปาละได้กล่าวเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาประพันธ์อื่นอีกต่อไปว่า
“อาตมาเห็นผู้คนที่มีทรัพย์ในโลก ได้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแล้ว ไม่ยอมให้(ใคร) เพราะความหลง ได้ทรัพย์แล้ว เก็บสะสมไว้ และปรารถนากามคุณยิ่งๆ ขึ้นไป พระราชาทรงกดขี่ ช่วงชิงเอาแผ่นดิน ทรงครอบครองแผ่นดินซึ่งมีสมุทรสาครล้อมรอบ ตลอดสมุทรสาครฝั่งนี้ ยังไม่ทรงพอ ยังปรารถนาจะครอบครองสมุทรสาครฝั่งโน้นอีก ทั้งพระราชาและคนอื่นเป็นจำนวนมาก ยังไม่ปราศจากตัณหาก็เข้าถึงความตาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๖๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร ยังไม่เต็มตามที่ต้องการเลย ก็ละทิ้งร่างกายไป เพราะความอิ่มด้วยกามไม่มีในโลก หมู่ญาติพากันสยายผม คร่ำครวญถึงคนที่ตายนั้น และพูดว่า ‘ทำอย่างไรหนอ พวกญาติของเราทั้งหลายจึงจะไม่ตาย’ แต่นั้นก็นำศพนั้นซึ่งห่อผ้าไว้แล้วยกขึ้นสู่เชิงตะกอนแล้วช่วยกันเผา ศพนั้นถูกเขาใช้หลาวแทงเผาอยู่ ละโภคทรัพย์ มีแต่ผ้าผืนเดียว เมื่อคนจะตาย ญาติ มิตร หรือสหายก็ช่วยไม่ได้ ทายาททั้งหลายก็ขนทรัพย์สมบัติของเขาไป ส่วนสัตว์ที่ตายไปก็ย่อมไปตามกรรม เมื่อตายไป ทรัพย์ไรๆ คือ บุตร ภรรยา ทรัพย์ ข้าวของ เงินทอง และแว่นแคว้นก็ติดตามไปไม่ได้ ทรัพย์ช่วยคนให้มีอายุยืนไม่ได้ ทั้งช่วยคนให้ละความแก่ก็ไม่ได้ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั้นว่าน้อยนัก ไม่ยั่งยืน มีความแปรเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา ทั้งคนมั่งมี และคนยากจนก็ย่อมประสบเช่นนั้น ทั้งพาลและบัณฑิตก็ประสบเหมือนกันทั้งนั้น คนพาลนั่นแหละถูกเหตุแห่งทุกข์กระทบเข้า ย่อมหวั่นไหวเพราะความเป็นคนโง่ ส่วนบัณฑิตถูกกระทบเข้าก็ไม่หวั่นไหว เพราะเหตุนั้นแล ปัญญาเท่านั้นเป็นเหตุบรรลุนิพพาน ซึ่งเป็นที่สุดแห่งภพในโลกนี้ จึงประเสริฐกว่าทรัพย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๗๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๔. ราชวรรค] ๒. รัฏฐปาลสูตร ก็เพราะยังไม่ได้บรรลุที่สุด คนพาลทั้งหลายจึงทำแต่กรรมชั่ว ในภพน้อยใหญ่เพราะความเขลา ผู้ทำกรรมชั่ว ต้องเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในสังสารวัฏร่ำไป คนมีปัญญาน้อย เมื่อเชื่อคนที่ทำกรรมชั่วนั้น ก็ย่อมเวียนว่ายตายเกิดร่ำไป โจรผู้ทำกรรมถูกเขาจับได้ตรงทาง ๓ แยก ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตน ฉันใด หมู่สัตว์ผู้ทำกรรมชั่วตายไปแล้ว ย่อมเดือดร้อนในโลกหน้า เพราะกรรมของตน ฉันนั้น เพราะกามทั้งหลายที่งดงาม น่าปรารถนาชวนให้รื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิตโดยสภาวะต่างๆ ฉะนั้น อาตมาเห็นโทษในกามคุณทั้งหลายจึงได้บวช มหาบพิตร สัตว์ทั้งหลายทั้งหนุ่มทั้งแก่ พอร่างแตกสลาย ก็ล่วงไปเหมือนผลไม้สุกงอมร่วงหล่นไป มหาบพิตร อาตมาเห็นความไม่เที่ยงแม้นี้ จึงได้บวช ความเป็นสมณะที่ปฏิบัติไม่ผิดนั่นแหละ ประเสริฐกว่า” ดังนี้แล รัฏฐปาลสูตรที่ ๒ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๗๗๖-๗๘๘/๔๖๙-๔๗๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๓๗๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถารัฏฐปาลสูตร
รัฏฐปาลสูตรเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
พึงทราบวินิจฉัยในรัฏฐปาลสูตรนั้น ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ถุลฺลโกฏฺฐิตํ ได้แก่ แน่นยุ้ง คือเต็มเปี่ยมเรือนยุ้ง.
ได้ยินว่า ชนบทนั้นมีข้าวกล้าเป็นนิตย์ คือเมล็ดข้าวออกไปเข้าลานทุกเมื่อ. ด้วยเหตุนั้น ในนิคมนั้น ยุ้งทั้งหลายจึงเต็มอยู่เป็นนิตย์ เพราะฉะนั้น ชนบทนั้นจึงนับได้ว่า ถุลลโกฏฐิตะ แปลว่า มีข้าวแน่นยุ้งทีเดียว.
เหตุไร ท่านพระรัฐปาลจึงชื่อว่ารัฐปาละ.
ที่ชื่อว่ารัฐปาละ เพราะเป็นผู้สามารถดำรงรักษารัฐที่แบ่งแยกได้.
ถามว่า ชื่อของท่านพระรัฐปาละนั้น เกิดขึ้นเมื่อไร.
ตอบว่า เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ.
จริงอยู่ ปลาย ๑๐๐,๐๐๐ กัปก่อนแต่กัปนี้ มนุษย์มีอายุ ๑๐๐,๐๐๐ ปี พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระอุบัติขึ้นมีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร เสด็จจาริกเพื่อโปรดโลก
ที่ท่านหมายเอากล่าวไว้ว่า
พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระ มีพระชนกพระนามว่า
พระเจ้าอานันทะ พระชนนีพระนามว่า พระนางสุชาดา
ณ นครหงสวดี.
____________________________
ขุ. พุทฺธ. เล่ม ๓๓.๒/ข้อ ๑๑
ครั้นพระปทุมุตตรพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติ. กุฎุมพีสองคนแห่งกรุงหงสวดีมีศรัทธาเลื่อมใส ตั้งโรงทานสำหรับคนเข็ญใจ คนเดินทางและยาจกเป็นต้น. ครั้งนั้น ดาบส ๕๐๐ ตนผู้อยู่ในภูเขา มาถึงกรุงหงสวดี. คนทั้งสองนั้นก็แบ่งดาบส คนละครึ่งบำรุงกัน. ดาบสทั้งหลายอยู่ชั่วเวลานิดหน่อย ก็กลับไปยังภูเขา. พระสังฆเถระทั้งสองก็แยกย้ายไป.
ครั้งนั้น กุฎุมพีทั้งสองนั้นก็ทำการบำรุงดาบสเหล่านั้นจนตลอดชีวิต. เมื่อเหล่าดาบสบริโภคแล้วอนุโมทนา รูปหนึ่งกล่าวพรรณนาคุณของภพท้าวสักกะ รูปหนึ่งพรรณนาคุณภพของนาคราช เจ้าแผ่นดิน. บรรดากุฎุมพีทั้งสอง คนหนึ่งปรารถนาภพท้าวสักกะก็บังเกิดเป็นท้าวสักกะ. คนหนึ่งปรารถนาภพนาคก็เป็นนาคราชชื่อปาลิตะ. ท้าวสักกะเห็นนาคนั้นมายังทีบำรุงของตน จึงถามว่าท่านยังยินดียิ่งในกำเนิดนาคอยู่หรือ. ปาลิตะนาคราชนั้นตอบว่า เราไม่ยินดีดอก.
ท้าวสักกะบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านจงถวายทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระสิ แล้วทำความปรารถนาจะอยู่ในที่นี้ เราทั้งสองจะอยู่เป็นสุข. นาคราชนิมนต์พระศาสดามา ถวายมหาทาน ๗ วันแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งมีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวารเห็นสามเณรโอรสของพระปทุมุตตรทศพล ชื่ออุปเรวตะ วันที่ ๗ ถวายผ้าทิพย์แด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จึงปรารถนาตำแหน่งของสามเณร.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอนาคตกาล ทรงเห็นว่าเขาจักเป็นราหุลกุมาร โอรสของพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ ในอนาคตกาล จึงตรัสว่าความปรารถนาของท่านจักสำเร็จ. นาคราชก็บอกความนั้นแก่ท้าวสักกะ. ท้าวสักกะฟังแล้วก็ถวายทาน ๗ วันอย่างนั้นเหมือนกัน เห็นกุลบุตรชื่อรัฐปาละผู้ธำรงรัฐที่แบ่งแยกกัน แล้วบวชด้วยศรัทธาจึงตั้งความปรารถนาว่า ในอนาคตกาล เมื่อพระพุทธเจ้าเช่นพระองค์อุบัติในโลก แม้ข้าพระองค์ก็บังเกิดในตระกูลที่สามารถธำรงรักษารัฐที่แบ่งแยกกัน พึงมีชื่อว่ารัฐปาละ ผู้บวชด้วยศรัทธาเหมือนกุลบุตรผู้นี้.
พระศาสดาทรงทราบว่าความปรารถนาสำเร็จ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า
ตระกูลใดชื่อตระกูลรัฐปาละ จักมีอยู่เพื่อเลี้ยง
คนสี่วรรณะ พร้อมทั้งพระราชา กุลบุตรผู้นี้จัก
เกิดในตระกูลนั้น.
พึงทราบว่าชื่อนี้ ของท่านพระรัฐปาละนั้นเกิดขึ้น ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า เอตทโหสิ ความว่า ความคิดอะไรๆ ว่า ยถา ยถา โข เป็นต้นได้มีแล้ว.
คำสังเขปในคำนั้นมีดังนี้.
เราแลรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยเหตุใดๆ ก็เป็นอันเราพิจารณาใคร่ครวญแล้ว ด้วยเหตุนั้นๆ อย่างนี้ว่า พรหมจรรย์คือสิกขา ๓ นั้นใด เราพึงประพฤติให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียวเพราะทำไม่ให้ขาดแม้วันหนึ่ง ให้ถึงจริมกจิต และพึงประพฤติให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ดังสังข์ขัด เช่นกับสังข์ที่ขัดสีแล้วได้แก่เทียบกับสังข์ที่ชำระแล้ว เพราะทำให้ไม่มีมลทิน โดยมลทินคือกิเลสแม้ในวันหนึ่ง แล้วให้ถึงจริมกจิต.
บทว่า อิทํ น สุกรํ อคารํ อชฺฌาวสตา ความว่า พรหมจรรย์นั้นอันผู้อยู่ท่ามกลางเรือนประพฤติให้บริบูรณ์โดยส่วนเดียว ฯลฯ กระทำไม่ได้ง่ายเลย ถ้ากระไร เราพึงปลงผมและหนวดห่มผ้าอันเหมาะแก่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่ชื่อว่า กาสายะ เพราะย้อมด้วยน้ำฝาด. ออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน.
บทว่า อจิรปกฺกนฺเตสุ ถุลฺลโกฏฺฐิตเกสุ พฺราหฺมณคหปติเกสุ เยน ภควา เตนูปสงฺกมิ ความว่า ในเมื่อพราหมณ์และคหบดีเหล่านั้นยังไม่ลุกไป รัฐปาลกุลบุตรก็ไม่ทูลขอบรรพชาต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเหตุไร.
เพราะญาติสาโลหิตมิตรทั้งหลายของเขาในที่นั้นเป็นจำนวนมาก ก็หวังกันอยู่ คนเหล่านั้นกล่าวว่า ท่านเป็นลูกคนเดียวของมารดาบิดาท่านไม่ควรบวช แล้วพึงจับเขาที่แขนคร่ามา แต่นั่น บรรพชาก็จักเป็นอันตราย. เขาลุกขึ้นไปพร้อมกับบริษัทเดินไปหน่อยหนึ่ง แล้วก็กลับทำเลสว่ามีกิจเนื่องอยู่ด้วยสรีระบางอย่าง แล้วเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลขอบรรพชา.
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถโข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต อจิรวฺฏฺฐิตาย ปริสาย ฯเปฯ ปพฺพาเชตุ มํ ภควา. ก็เพราะนับจำเดิมแต่ราหุลกุมารบวชแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงบวชบุตรที่มารดาบิดาไม่อนุญาต ฉะนั้น จึงตรัสถามเขาว่า อนุญฺญาโตสิ ปน ตฺวํ รฏฺฐปาล มาตาปิตูหิ ฯเปฯ ปพฺพชฺชาย.
ในคำว่า อมฺม ตาต นี้ รัฐปาละเรียกมารดาว่า อมฺม เรียกบิดาว่า ตาต.
บทว่า เอกปุตฺตโก แปลว่า บุตรน้อยคนเดียวเท่านั้น บุตรไรๆ อื่นไม่ว่าพี่หรือน้องไม่มี. ก็ในคำนี้ เมื่อควรจะกล่าวว่า เอกปุตฺโต ก็กล่าวว่า เอกปุตฺตโก ด้วยอำนาจความเอ็นดู.
บทว่า ปิโย แปลว่า เกิดปีติ. บทว่า มนาโป แปลว่า เจริญใจ. บทว่า สุเข ฐิโต แปลว่า ตั้งอยู่ในสุขนั่นแหละ. อธิบายว่า จำเริญสุข.
บทว่า สุขปริหโฏ แปลว่า บริหารด้วยความสุข. ตั้งแต่เวลาเกิดมา เขามีแม่นมโดยอุ้มไม่วางมือ เล่นด้วยเครื่องเล่นของเด็กมีรถม้าน้อยๆ เป็นต้น ให้บริโภคแต่โภชนะที่มีรสดี ชื่อว่าบริหารด้วยความสุข.
บทว่า น ตฺวํ ตาต รฏฺฐปาล กสฺสจิ ทุกฺขสฺส ชานาสิ ความว่า พ่อรัฐปาละ เจ้าไม่รู้ระลึกไม่ได้ถึงส่วนของความทุกข์แม้ประมาณน้อย.
บทว่า มรเณนปิ เต มยํ อกามกา วินา ภวิสฺสาม ความว่า แม้ถ้าท่านจะพึงตายเสีย เมื่อพวกเรายังเป็นอยู่ไซร้ แม้เพราะความตายของท่าน พวกเราไม่ต้องการ ไม่ปรารถนา ไม่ชอบใจตน ก็จำจักต้องพลัดพราก หรือจักถึงความพลัดพรากท่านไป.
บทว่า กึ ปน มยํ ตํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุที่เราจักอนุญาตให้ท่านเป็นอยู่ ชื่ออะไร.
อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความในคำว่า กึ ปน มยนฺตํ นี้อย่างนี้ว่า ด้วยเหตุไรพวกเราจึงจักอนุญาตให้ท่านมีชีวิตอยู่.
บทว่า ตตฺเถว ความว่า ในที่ที่มารดาบิดาไม่อนุญาตท่านให้ดำรงอยู่.
บทว่า อนนฺตรหิตาย ความว่า เพราะไม่ต้องการด้วยเครื่องลาดอะไรๆ.
บทว่า ปริจาเรหิ ความว่า ทะนุบำรุงดนตรีการฟ้อนและนักฟ้อนเป็นต้น บำเรอตัวตามความสุขพร้อมด้วยเหล่าสหายในที่นั้น. อธิบายว่า นำเข้าไปที่โน้นที่นี่.
อีกนัยหนึ่ง บทว่า ปริจาเรหิ ท่านอธิบายว่า ทะนุบำรุงดนตรีการฟ้อนและนักฟ้อนเป็นต้น ร่าเริงยินดีเล่นกับเหล่าสหาย.
บทว่า กาเม ปริภุญฺชนฺโต ความว่า บริโภคโภคะพร้อมกับบุตรภริยาของตน.
บทว่า ปุญฺญานิ กโรนฺโต ความว่า ปรารภพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ กระทำกุศลกรรมชำระทางไปสู่สุคติ มีการมอบถวายทานเป็นต้น.
บทว่า ตุณฺหี อโหสิ ได้แก่ ไม่พูดจาปราศรัย เพื่อตัดการพูดต่อไป.
ครั้งนั้น มารดาบิดาของเขาพูด ๓ ครั้งไม่ได้แม้คำตอบ จึงให้เรียกสหายมาพูดว่า สหายของเจ้านั้นอยากจะบวช ห้ามเขาทีเถอะ. แม้สหายเหล่านั้นเข้าไปหาเขาแล้วพูด ๓ ครั้ง. แม้สำหรับสหายเหล่านั้น เขาก็นิ่ง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถโข รฏฺฐปาลสฺส กุลปุตฺตสฺส สหายกา ฯเปฯ ตุณฺหี อโหสิ.
ครั้งนั้น เหล่าสหายของเขาก็คิดอย่างนี้ว่า ถ้าเพื่อนผู้นี้ไม่ได้บวชก็จักตายไซร้ เราก็จักไม่ได้คุณอะไรๆ แต่เขาบวชแล้ว ทั้งมารดาบิดาก็จักเห็นเป็นครั้งคราว ทั้งเราก็จักเห็น ก็ธรรมดาว่าการบรรพชานี้เป็นของหนัก เขาจะต้องถือบาตรเดินไป เที่ยวบิณฑบาตทุกวันๆพรหมจรรย์ที่มีการนอนหนเดียว กินหนเดียว หนักนักหนา ก็เพื่อนของเรานี้เป็นชาวเมืองสุขุมาลชาติ เขาเมื่อไม่อาจประพฤติพรหมจรรย์นั้นได้ ก็จะต้องมาในที่นี้อีกแน่แท้ เอาเถอะ เราจักให้มารดาบิดาของเขาอนุญาต.
สหายเหล่านั้นได้กระทำอย่างนั้น.
แม้มารดาบิดากระทำกติกาสัญญานี้ว่า ก็เขาบวชแล้วพึงอุทิศมารดาบิดา จึงอนุญาตเขา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถโข รฏฺฐปาลสฺส กุลปุตฺตสฺส สหายา เยน รฏฺฐหาลสฺส กุลปุตฺตสฺส มาตาปิตโร ฯเปฯ อนุญฺญาโตสิ มาตาปิตูหิ ฯ เปฯ อุทฺทิสิตพฺพา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทฺทิสิตพฺพา ความว่า พึงมาแสดงตนอย่างที่มารดาบิดาเห็นได้บางครั้งบางคราว.
บทว่า พลํ คเหตฺวา ความว่า บริโภคโภชนะอันสบาย บำรุงกายด้วยการขัดสีเป็นต้น เกิดกำลังกายแล้ว ไหว้มารดาบิดา ละเครือญาติที่มีน้ำตานองหน้า เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่า ฯลฯ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดบวชข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุรูปหนึ่งซึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ สั่งว่า ภิกษุ ถ้าอย่างนั้น เธอจงให้รัฐปาละบรรพชาและอุปสมบท. ภิกษุนั้นรับพระพุทธพจน์ว่า สาธุ พระเจ้าข้า ได้กุลบุตรชื่อรัฐปาละ ที่พระชินเจ้าประทานเป็นสัทธิวิหาริก ให้บรรพชาและอุปสมบท. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อลตฺถ โข รฏฺฐปาโล กุลปุตฺโต ภควโต สนฺติเก ปพฺพชฺชํ อลตฺถ อุปสมฺปทํ.
บทว่า ปหิตตฺโต วิหรนฺโต ความว่า อยู่อย่างนี้ ๑๒ ปี.
จริงอยู่ ท่านผู้นี้เป็นไนยบุคคลมีบุญแม้พร้อมด้วยบุญเก่าอยู่ ก็ต้องบำเพ็ญสมณธรรมด้วย ความมุ่งมั่นว่าพระอรหัตวันนี้ พระอรหัตวันนี้ ปีที่ ๑๒ จึงบรรลุพระอรหัต.
บทว่า เยน ภควา เตนูปสงฺกมิ ความว่า พระเถระคิดว่า มารดาบิดาของเราอนุญาตให้บวช กล่าวว่า เจ้าต้องมาพบเราบางครั้งบางคราว แล้วจึงอนุญาตก็มารดาบิดาเป็นผู้กระทำกิจที่ทำได้ยาก ก็เราบวชด้วยอัธยาศรัยอันใด อัธยาศัยอันนั้นอยู่เหนือกระหม่อมของเราบัดนี้ เราจักทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงตัวแก่มารดาบิดา แล้วประสงค์จะทูลลา จึงเข้าเฝ้า.
บทว่า มนสากาสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใส่พระทัยว่า เมื่อพระรัฐปาละไปแล้ว จักมีอุปสรรคไรๆ ไหมหนอทรงทราบว่าจักมีแน่ ทรงตรวจดูว่าพระรัฐปาละจักสามารถย่ำยีอุปสรรคนั้นหรือหนอ ทรงเห็นว่าพระรัฐบาละนั้นบรรลุพระอรหัต ก็ทรงทราบว่าจักสามารถ จึงทรงอนุญาต. ด้วยเหตุนั้น จึงกล่าวว่า ยถา ภควา อญฺญาสิ ฯเปฯ กาลํ มญฺญสิ ดังนี้.
บทว่า มิคาจิเร ได้แก่ พระอุทยานมีชื่ออย่างนี้.
ก็พระราชอุทยานนั้น พระราชาพระราชทานแก่เหล่าบรรพชิตที่มาถึงในกาลมิใช่เวลา เป็นอันทรงอนุญาตอย่างนี้ว่า จงใช้สอยอุทยานนี้ตามความสบายเถิด. เพราะฉะนั้น พระเถระไม่เกิดแม้ความคิดว่า เราจะบอกบิดามารดาว่าเรามาแล้ว มารดาบิดานั้นจักส่งน้ำล้างเท้า น้ำมันทาเท้าเป็นต้นแก่เรา แล้วเข้าไปยังพระราชอุทยานนั้นแล.
บทว่า ปิณฺฑาย ปาวิสิ ได้แก่ เข้าไปบิณฑบาตในวันที่ ๒. บทว่า มชฺฌิมาย ได้แก่ ซุ้มประตูกลางของเรือนมี ๗ ซุ้มประตู. บทว่า อุลฺลิกฺขาเปติ ได้แก่ ให้ช่างสระผม.
บทว่า เอตทโวจ ได้แก่ บิดาคิดว่า สมณะเหล่านี้ให้บุตรที่รักคนเดียวของเราบวช เราไม่เห็นแม้แต่วันเดียว เหมือนมอบไว้ในมือโจร สมณะเหล่านี้กระทำการหยาบช้าอย่างนี้ ยังจะเข้าใจว่า ที่นี้ควรจะเข้ามาอีก ควรจะคร่าไปเสียจากที่นี้ จึงกล่าวคำว่า เอตํ อิเมหิ มุณฺฑเกหิ.
บทว่า ญาติทาสี ได้แก่ ทาสีของพวกญาติ.
บทว่า อาภิโทสิกํ ได้แก่ ขนมที่ค้างคืน คือขนมที่ล่วงคืนหนึ่งไปแล้ว เป็นของบูด.
ในคำนั้นมีความของบทดังนี้.
ชื่อว่า อาภิโทส เพราะถูกโทษ คือความบูดครอบงำแล้ว. อภิโทสนั้นแล ก็คืออาภิโทสิก. นี้เป็นชื่อของขนมที่ล่วงเลยคือหนึ่งไปแล้ว คือขนมที่ค้างคืนอันนั้น.
บทว่า กุมฺมาสํ ได้แก่ ขนมที่ทำด้วยข้าวเหนียว.
บทว่า ฉฑฺเฑตุกามา โหติ ความว่า เพราะเหตุที่โดยที่สุด แม้แต่ทาสกรรมกรทั้งโค ก็ไม่ควรกิน ฉะนั้น ทาสีประสงค์ก็จะทิ้งขนมนั้นไปในภายนอกเหมือนขยะ.
บทว่า สเจตํ ตัดบทว่า สเจ เอตํ.
พระเถระเรียกทาสีนางนมของตนนั้นด้วยอริยโวหารว่า ภคินิ.
บทว่า ฉฑฺฑนียธมฺมํ ความว่า มีอันจะต้องทิ้งไปเป็นสภาวะ.
ท่านอธิบายไว้ว่า ดูก่อนน้องหญิง ถ้าสิ่งนี้มีอันจะต้องทิ้งไปในภายนอกเป็นธรรมดา ไม่หวงแหนไว้ไซร้ เจ้าจงเกลี่ยลงในบาตรของเรานี้.
ถามว่า ทำไมพระเถระจึงได้กล่าวอย่างนี้ ไม่เป็นการขอหรือพูดเหมือนขอหรือ.
ตอบว่า ไม่เป็น.
เพราะเหตุไร. เพราะเขาสละความหวงแหนแล้ว.
จริงอยู่ ของใดมีอันจะต้องทิ้งไปเป็นธรรม เขาสละความหวงแหนแล้ว เจ้าของไม่ใยดีในของใด ควรจะกล่าวว่าจงนำของนั้นมาให้ทั้งหมด จงเกลี่ยลงในบาตรนี้. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ท่านพระรัฐปาละนี้เป็นผู้ดำรงอยู่ในอริยวงศ์อันเลิศอยู่ จึงกล่าวอย่างนี้.
บทว่า หตฺถานํ ได้แก่ มือทั้งสองตั้งแต่ข้อมือของพระเถระผู้น้อมบาตรเพื่อรับภิกษา.
บทว่า ปาทานํ ได้แก่ เท้าแม้ทั้งสองตั้งแต่ชายผ้านุ่ง.
บทว่า สรสฺส ได้แก่ เสียงที่เปล่งวาจาว่า น้องหญิง ถ้าของนั้นเป็นต้น.
บทว่า นิมิตฺตํ อคฺคเหสิ ความว่า นางทาสี เมื่อพิจารณาดูหลังมือเป็นต้นก็ยึดคืน จำได้ กำหนดอาการที่เคยกำหนดในเวลาที่ท่านเป็นคฤหัสถ์ว่า หลังมือแลเท้าเหล่านี้เช่นเดียวกับหลังเต่าทอง นิ้วมือที่กลมดีเหมือนเกลียวหรดาล เสียงไพเราะเหมือนของรัฐบาลบุตรของเรา.
ก็เมื่อท่านพระรัฐบาลนั้นอยู่ป่าถึง ๑๒ ปี และบริโภคโภชนะคือคำข้าว ผิวพรรณของร่างกาย จึงเห็นเป็นคนอื่นไป. ด้วยเหตุนั้น ทาสีของญาติเห็นเถระนั้นจึงจำไม่ได้ แต่ยังถือนิมิตได้.
บทว่า รฏฺฐปาลสฺส มาตรํ เอตทโวจ ความว่า แม้เหล่านางนมผู้ทะนุถนอมอวัยวะน้อยใหญ่ของพระเถระให้ดื่มน้ำนม เลี้ยงมาจนเติบโต ก็ไม่อาจพูดกับบุตรนายผู้บวชแล้วถึงความเป็นพระมหาขีณาสพ เป็นต้นว่า ท่านเจ้าข้า ท่านหรือหนอคือรัฐปาละ บุตรของเรา จึงรีบเข้าเรือนกล่าวคำนี้กะมารดาของรัฐบาล.
ศัพท์ว่า ยคฺเฆ เป็นนิบาตลงในอรรถว่าบอกกล่าว.
ศัพท์ว่า เช ในคำว่า สเจ เช สจฺจํ นี้เป็นนิบาต ในอรรถว่าร้องเรียก.
จริงอยู่ คนทั้งหลายย่อมร้องเรียกคนที่เป็นทาสทาสีในชนบทนั้น. เพราะเหตุนั้นแล พึงเห็นความในบทนี้อย่างนี้ว่า แม่ทาสีผู้เจริญ ถ้าเจ้าพูดจริง.
บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า เหตุไรจึงเข้าไป.
นางคิดว่า สตรีทั้งหลายในสกุลใหญ่ เมื่อออกไปในภายนอก ย่อมได้รับการติเตียนก็นี้เป็นกิจด่วน จำเราจักบอกกิจนั้นแก่เศรษฐี เพราะฉะนั้น นางจึงเข้าไป.
บทว่า อญฺญตรํ กุฑฺฑมูลํ ความว่า ได้ยินว่า ในที่นั้นมีศาลาอยู่ใกล้เรือนของทานบดี. ที่ศาลานั้น เขาจัดอาสนะไว้ น้ำและน้ำข้าวเขาก็จัดตั้งไว้ในศาลานั้น บรรพชิตทั้งหลายเที่ยวบิณฑบาต แล้วนั่งฉัน.
ถ้าว่า บรรพชิตทั้งหลายปรารถนาก็จะถือเอาสิ่งของแม้ของทานบดีทั้งหลาย เพราะฉะนั้น แม้ที่นั้นก็พึงทราบว่า ใกล้ฝาแห่งหนึ่งแห่งศาลาเช่นนี้ของตระกูลตระกูลหนึ่ง. แท้จริง บรรพชิตทั้งหลายหานั่งฉันในที่อันไม่สมควรอย่างมนุษย์ยากไร้ไม่.
ศัพท์ว่า อตฺถิ ในคำว่า อตฺถิ นาม ตาต นี้ ลงในอรรถว่ามีอยู่.
ศัพท์ว่า นาม เป็นนิบาตลงในอรรถว่าถาม หรือสำคัญ.
ท่านอธิบายว่า บิดาพึงกล่าวว่า ซึ่งเจ้าจักมาถึงในที่เช่นนี้ บริโภคขนมค้างคืนของเราใด พ่อรัฐปาละ พวกเรานั้นมีทรัพย์อยู่หนอ มิใช่ไม่มีทรัพย์. บิดาพึงกล่าวว่า อนึ่ง เจ้าพึงนั่งในที่เช่นนี้ บริโภคขนมค้างคืนของพวกเราใด พวกเรานั้นยังมีชีวิตอยู่หนอ มิใช่ผู้ตายไปแล้ว.
อนึ่ง เจ้าแม้ถูกเลี้ยงเติบโตมาด้วยรสโภชนะอันดี ไม่พิการจะบริโภคขนมค้างคืนน่าเกลียดอันนี้ใด ดังบริโภคอมฤต พ่อรัฐปาละ คุณเครื่องเป็นสมณะอาศัยพระศาสนา แนบแน่นภายในของเจ้า ชะรอยจะมีอยู่.
ก็คหบดีนั้นไม่อาจกล่าวเนื้อความนี้ให้บริบูรณ์ได้ เพราะถูกทุกข์ทิ่มแทงแล้ว กล่าวได้แต่เพียงเท่านี้ว่า พ่อรัฐปาละ มีหรือที่เจ้าจักบริโภคขนมค้างคืน.
ก็ในข้อนี้ นักคิดอักษรกล่าวลักษณะนี้ไว้.
ท่านทำคำอนาคตกาลว่า ปริภิญฺชิสฺสสิ ใกล้บทในศัพท์ว่า อตฺถิ นี้ ด้วยอรรถอันไม่บริบูรณ์ ตามการกำหนดของตน.
คำนั้นมีเนื้อความดังนี้ว่า
มีอยู่หรือ พ่อรัฐปาละ ที่พ่อจะฉันขนมกุมาสบูด แม้เราเห็นกับตาก็ไม่เชื่อ ทนไม่ได้. คฤหบดียืนจับที่ขอบปากบาตรของพระเถระ กล่าวคำมีประมาณเท่านี้.
เมื่อบิดายืนจับที่ขอบปากบาตรอยู่นั้นแล แม้พระเถระก็ฉันขนมบูดนั้นที่ส่งกลิ่นบูดในที่ที่แตกเหมือนฟองไข่เน่า เป็นเช่นกับรากสุนัข. เล่าว่า ปุถุชนก็ไม่อาจกินขนมเช่นนั้นได้. แต่พระเถระดำรงอยู่ในอริยฤทธิ ฉันเหมือนกับฉันอมฤตรสทิพย์โอชา รับน้ำด้วยธรรมกรก ล้างบาตร ปากและมือเท้ากล่าวคำเป็นต้นว่า กุโต ดน คหปติ.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กุโต โน แปลว่า แต่ที่ไหนหนอ.
บทว่า เนว ทานํ ความว่า ไม่ได้ทานโดยไทยธรรมเลย.
บทว่า น ปจฺจกฺขานํ ความว่า ไม่ได้แม้คำเรียกขาน โดยปฏิสันถารอย่างนี้ว่า พ่อรัฐปาละ เจ้าพอทนบ้างหรือ มาด้วยความลำบากเล็กน้อยบ้างหรือ พ่อไม่ฉันอาหารในเรือนก่อนหรือ.
ก็เพราะเหตุไร พระเถระจึงกล่าวอย่างนี้.
เพราะอนุเคราะห์บิดา.
ได้ยินว่า พระเถระคิดอย่างนี้ว่า บิดานี้พูดกะเราฉันใด เห็นที่จะพูดกะบรรพชิตแม้อื่นฉันนั้น ก็ในพระพุทธศาสนา ภายในของเหล่าภิกษุผู้ปกปิดคุณเช่นเรา เหมือนดอกปทุมในระหว่างใบ เหมือนไฟที่เถ้าปิด เหมือนแก่นจันทร์ที่กะพี้ปิด เหมือนแก้วมุกดาที่ดินปิดเหมือนดวงจันทร์ที่เมฆฝนปิด ย่อมไม่มี ถ้อยคำเห็นปานนี้จักเป็นไปในภิกษุเหล่านั้น บิดาก็จักตั้งอยู่ในความระมัดระวัง เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวอย่างนี้ด้วยความอนุเคราะห์.
บทว่า อหิ ตาต ความว่า คหบดีพูดว่า พ่อเอ่ยเรือนของเจ้าไม่มีดอก มาเราไปเรือนกัน.
บทว่า อลํ ได้แก่ พระเถระเมื่อปฏิเสธจึงกล่าวอย่างนี้ เพราะเป็นผู้ถือเอกาสนิกังคธุดงค์อย่างอุกฤษฏ์.
บทว่า อธิวาเสสิ ความว่า แต่พระเถระโดยปกติเป็นผู้ถือสปทานจาริกังคธุดงค์อย่างอุกฤษฏฺ์ จึงไม่รับภิกษา เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น แต่รับด้วยความอนุเคราะห์มารดา.
ได้ยินว่า มารดาของพระเถระรำลึกแล้วรำลึกเล่าถึงพระเถระ ก็เกิดความโศกอย่างใหญ่ ร้องห่มร้องไห้มีดวงตาฟกซ้ำ. เพราะฉะนั้น พระเถระคิดว่า ถ้าเราจักไม่ไปเยี่ยมมารดานั้น หัวใจของมารดาจะพึงแตก จึงรับด้วยความอนุเคราะห์.
บทว่า การาเปตฺวา ความว่า ให้กระทำเป็น ๒ กอง คือ เงินกองหนึ่ง ทองกองหนึ่ง.
ถามว่า ก็กองทรัพย์ใหญ่โตเพียงไร.
ตอบว่า ใหญ่เหมือนอย่างบุรุษยืนข้างนี้ ไม่เห็นบุรุษ ขนาดสันทัดที่ยืนข้างโน้น.
บิดาเมื่อแสดงกองกหาปณะและกองทอง จึงกล่าวว่า อิทนฺเต ตาต.
บทว่า มตฺติกํ แปลว่า ทรัพย์มาข้างมารดา. อธิบายว่า ทรัพย์นี้เป็นของยายของเจ้า เมื่อมารดามาเรือนนี้ มารดาก็ให้ทรัพย์ เพื่อประโยชน์แก่ของหอม แลดอกไม้เป็นต้น.
บทว่า อญฺญํ ปิตฺติกํ อญฺญํ ปิตามหํ ความว่า ทรัพย์ใดเป็นของบิดาและปู่ของเจ้า ทรัพย์นั้นที่เก็บไว้และที่ใช้การงานอย่างอื่นมีมากเหลือเกิน.
ก็ในคำนั้น คำว่า ปิตามหํ นี้พึงทราบว่า ลบตัทธิต. ปาฐะว่า เปตามหํ ก็มี.
บทว่า สกฺกา ตาต รฏฺฐปาล ความว่า พ่อรัฐบาล ไม่ใช่บรรพชิตอย่างเดียวที่สามารถทำบุญได้ แม้ผู้ครองเรือนบริโภคโภคะก็สามารถตั้งอยู่ในสรณะ ๓ สมาทานสิกขาบท ๕ ทำบุญมีทานเป็นต้นยิ่งๆ ขึ้นไป มาเถอะพ่อ เจ้า ฯลฯ จงกระทำบุญ.
พระเถระกล่าวอย่างนี้ว่า ตโตนิทานํ หมายถึง ความโศกเป็นต้นที่เกิดแก่ผู้รักษาทรัพย์นั้นๆ และผู้ถึงความสิ้นทรัพย์ ด้วยอำนาจราชภัยเป็นต้น เพราะทรัพย์เป็นเหตุ เพราะทรัพย์เป็นปัจจัย.
ครั้นพระเถระกล่าวอย่างนั้น เศรษฐีคฤหบดีคิดว่า เรานำทรัพย์นี้มาด้วยหมายจะให้บุตรนี้สึก บัดนี้ บุตรนั้นกลับเริ่มสอนธรรมแก่เรา อย่าเลย เขาจักไม่ทำตามคำของเราแน่ แล้วจักลุกขึ้นไปให้เปิดประตูห้องนางในของบุตรนั้น ส่งคนไปบอกว่า ผู้นี้เป็นสามี พวกเจ้าจงไป ทำอย่างใดอย่างหนึ่ง พยายามจับตัวมาให้ได้. นางรำทั้งหลายผู้อยู่ในวัยทั้งสามออกไปล้อมพระเถระไว้.
ท่านกล่าวคำว่า ปุราณทุติยิกา เป็นต้น หมายถึงหญิงหัวหน้า ๒ คน ในบรรดานางรำเหล่านั้น.
บทว่า ปจฺเจกํ ปาเทสุ คเหตฺวา ได้แก่ จับพระเถระนั้นที่เท้าคนละข้าง. เพราะเหตุไร นางรำเหล่านั้นจึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระลูกเจ้าพ่อเอ่ย นางอัปสรเป็นเช่นไร.
ได้ยินว่า ครั้งนั้นคนทั้งหลายเห็นเจ้าหนุ่มบ้าง พราหมณ์หนุ่มบ้าง ลูกเศรษฐีบ้าง เป็นอันมากละสมบัติใหญ่บวชกัน ไม่รู้คุณของบรรพชา จึงตั้งคำถามว่า เหตุไร คนเหล่านี้จึงบวช. ทีนั้นคนเหล่าอื่นจึงกล่าวว่า เพราะเหตุแห่งเทพอัปสร เทพนาฏกะ. ถ้อยคำนั้นได้แพร่ไปอย่างกว้างขวาง.
นางฟ้อนรำเหล่านั้นทั้งหมดจำถ้อยคำนั้นได้แล้ว จึงกล่าวอย่างนี้. พระเถระเมื่อจะปฏิเสธจึงกล่าวว่า น โข มยํ ภคินี น้องหญิง เราไม่ใช่ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุแห่งนางอัปสร.
บทว่า สมุทาจรติ แปลว่า ย่อมร้องเรียก ย่อมกล่าว.
บทว่า ตตฺเถว มุจฺฉิตา ปปตึสุ ความว่า นางรำทั้งหลายเห็นพระเถระร้องเรียกด้วยวาทะว่าน้องหญิง จึงคิดว่า พวกเรามิได้ออกไปข้างนอกถึง ๑๒ ปี ด้วยคิดว่า วันนี้ ลูกเจ้าจักมา พวกเราพึงเป็นอยู่ด้วยอำนาจของทารกเหล่าใด เราอาศัยท่านก็ไม่ได้ทารกเหล่านั้นเราเป็นผู้เสื่อมทั้งข้างโน้นทั้งข้างอื่น ชื่อว่าโลกนี้เป็นของเราหรือ เพราะฉะนั้น พวกนางรำแม้เหล่านั้น เมื่อคิดเพื่อตนว่า บัดนี้เราไม่มีที่พึงแล้ว ก็เกิดความโศกอย่างแรงว่าบัดนี้ท่านผู้นี้ไม่ต้องการพวกเรา และพวกเราก็ยังเป็นภริยาอยู่ เขาคงจะสำคัญเหมือนเด็กหญิง นอนอยู่ในท้องแม่คนเดียวกับตน จึงล้มสลบลงในที่นั้นนั่นแหละ. อธิบายว่า ล้มไป.
บทว่า มา โน วิเหเฐถ ความว่า อย่าแสดงทรัพย์และส่งมาตุคามมาเบียดเบียนเราเลย.
ถามว่า พระเถระกล่าวอย่างนั่นเพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะอนุเคราะห์มารดาบิดา.
เล่ากันว่า เศรษฐีนั้นสำคัญว่า ขึ้นชื่อว่าเพศบรรพชิตเศร้าหมอง เราจักให้เปลื้องเพศบรรพชิตออก ให้อาบน้ำ บริโภคร่วมกันสามคน จึงไม่ถวายภิกษาแก่พระเถระ.
พระเถระคิดว่า มารดาบิดาเหล่านี้กระทำอันตรายในอาหารแก่พระขีณาสพเช่นเรา จะพึงประสบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมาก จึงกล่าวอย่างนี้ด้วยความอนุเคราะห์มารดาบิดานั้น.
บทว่า คาถา อภาสิ แปลว่า ได้กล่าวคาถาทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้นด้วยบทว่า ปสฺส พระเถระกล่าวหมายถึงคนที่อยู่ใกล้.
บทว่า จตฺตํ แปลว่า งดงามด้วยสิ่งที่ปัจจัยก่อขึ้น.
บทว่า พิมฺพํ แปลว่า อัตตภาพ.
บทว่า อรุกายํ ได้แก่ กลุ่มแผลคือปากแผลทั้ง ๙.
บทว่า สมุสฺสิตํ ได้แก่ ที่ผูกกระดูก ๓๐๐ ท่อนกับเอ็น ๙๐๐ ฉาบด้วยชิ้นเนื้อ ๙๐๐ ยกขึ้นโดยรอบ.
บทว่า อาตุรํ ได้แก่ อาดูรเป็นนิจเพราะอาดูรด้วยชรา อาดูรด้วยโรคและอาดูรด้วยกิเลส.
บทว่า พหุสงฺกปฺปํ ความว่า มีความดำริอย่างมาก ด้วยความดำริคือความปรารถนาที่เกิดขึ้นแก่ศพเหล่าอื่น.
เป็นความจริง เหล่าบุรุษย่อมเกิดความดำริในร่างกายของสตรี เหล่าสตรีย่อมเกิดความดำริในร่างกายของบุรุษเหล่านั้น.
อนึ่ง เหล่ากาและสุนัขเป็นต้นย่อมปรารถนาร่างกายนั้น แม้ที่เป็นซากศพที่เขาทิ้งในป่าช้า เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ามีความดำริมาก.
บทว่า ยสฺส นตฺถิ ธุวํ ฐิติ ความว่า กายใดไม่มีความตั้งมั่นโดยส่วนเดียว เหมือนมายาพยัพแดดฟองน้ำต่อมน้ำเป็นต้น ความที่ร่างกายนั้นมีอันแตกไปเป็นของธรรมดา เป็นของแน่นอน.
บทว่า ตเจน โอนทฺธํ ได้แก่ หุ้มด้วยหนังมนุษย์สด.
บทว่า สห วตฺเถภิ โสภติ ความว่า แม้รูปที่แต่งให้งดงามด้วยของหอมเป็นต้น ด้วยกุณฑลมณี ย่อมงดงามพร้อมด้วยผ้าที่แต่งรูป เว้นผ้าเสียก็น่าเกลียดไม่ควรมองดู.
บทว่า อลฺลตฺตกกตา ได้แก่ รดด้วยน้ำครั่งสด.
บทว่า จุณฺณกมกฺขิตํ ได้แก่ เอาปลายเมล็ดพรรณผักกาดแคะต่อมที่ใบหน้าเป็นต้นออก เอาดินเค็มกำจัดเลือดร้าย เอาแป้งงาทำโลหิตให้ใส เอาขมิ้นประเทืองผิว เอาแป้งผัดหน้า. ด้วยเหตุนั้น ร่างกายนั้นจึงงามอย่างยิ่ง. ท่านกล่าวคำนั้นหมายเอากายนั้น.
บทว่า อฏฺฐปทกตา ความว่า ทำด้วยน้ำต่างลากไปกระทำให้เป็นวงกลมๆ ชายหน้าผาก แต้มให้เป็นแปดลอน.
บทว่า อญฺชนี ได้แก่ หลอดหยอดตา.
บทว่า โอทหิ แปลว่า ตั้งไว้.
บทว่า ปาสํ ได้แก่ ข่ายที่ทำด้วยป่าน.
บทว่า นาสทา ได้แก่ ไม่กระทบ.
บทว่า นิวาปํ ได้แก่ อาหารเช่นกับเหยื่อและหญ้าที่กล่าวไว้ในนิวาปสูตร.
บทว่า กนฺทนฺเต แปลว่า ร่ำร้องรำพัน.
ก็พระเถระแสดงมารดาบิดาให้เป็นเหมือนพรานล่าเนื้อด้วยคาถานี้. แสดงเหล่าญาตินอกนั้นเป็นเหมือนบริวารของพรานล่าเนื้อ เงินและทองเหมือนข่ายป่าน โภชนะที่ตนบริโภคเหมือนเหยื่อและหญ้า ตนเองเหมือนเนื้อใหญ่. เปรียบเหมือนเนื้อใหญ่เคี้ยวเหยื่อและหญ้าเป็นอาหารตามต้องการ ดื่มน้ำชูคอ ตรวจดูบริวาร คิดว่า เราไปสู่ที่นี้จักปลอดภัย กระโดดขึ้นมิให้กระทบบ่วงของเหล่านายพรานเนื้อผู้กำลังคร่ำครวญอยู่เข้าป่าไป ถูกลมอ่อนๆ โชยอยู่ภายใต้พุ่มไม้ประดุจฉัตร มีเงาทึบ ยืนตรวจดูทางที่มาฉันใด พระเถระก็ฉันนั้นเหมือนกัน ครั้นกล่าวคาถาเหล่านี้แล้ว ก็เหาะไปปรากฏที่พระราชอุทยานชื่อว่ามิคาจิระ.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระเถระจึงเหาะไป.
ตอบว่า ได้ยินว่า เศรษฐีบิดาของพระเถระนั้นให้ทำลูกดาลไว้ที่ซุ้มประตูทั้ง ๗ สั่งนักมวยปล้ำไว้ว่า ถ้าพระเถระจักออกไป จงจับมือเท้าพระเถระไว้เปลื้องผ้ากาสายะออกให้ถือเพศคฤหัสถ์. เพราะฉะนั้น พระเถระจึงคิดว่า มารดาบิดานั้นจับมือเท้าพระมหาขีณาสพเช่นเรา จะพึงประสบสิ่งมิใช่บุญ ข้อนั้นอย่าได้มีแก่มารดาบิดาเลย จึงได้เหาะไป. ก็พระเถระชาวปรสมุทร ยังยืนกล่าวคาถาเหล่านี้แล้วเหาะไปปรากฏที่พระราชอุทยานมิคาจิระของพระเจ้าโกรัพยะ.
แนวทางถ้อยคำมีดังนี้.
คำว่า มิคฺคโว เป็นชื่อของคนเฝ้าพระอุทยานนั้น.
บทว่า โสเธนฺโต ได้แก่ กระทำทางไปพระราชอุทยานให้เสมอ ให้ถากสถานที่ที่ควรจะถาก ให้กวาดสถานที่ที่ควรจะกวาดและกระทำการเกลี่ยทรายโรยดอกไม้ตั้งหม้อน้ำเต็ม ตั้งต้นกล้วยเป็นต้น ไว้ภายในพระราชอุทยาน.
บทว่า เยน ราชา โกรโพฺย เตนูปสงฺกมิ ความว่า คนเฝ้าสวนคิดว่า พระราชาของเราตรัสชมกุลบุตรผู้นี้ทุกเมื่อ ทรงมีพระประสงค์จะพบแต่ไม่ทรงทราบว่า กุลบุตรผู้นั้นมาแล้ว เพราะฉะนั้น บรรณาการนี้เป็นของยิ่งใหญ่ เราจักไปกราบทูลพระราชา จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าโกรัพยะ.
บทว่า กิตฺตยมาโน อโหสิ ความว่า ได้ยินว่า พระราชานั้นระลึกแล้วระลึกถึงพระเถระตรัสคุณว่า กุลบุตรผู้ละสมบัติใหญ่เห็นปานนั้นบวชแล้ว กลับมาอีกก็ไม่ใยดี ทั้งในท่ามกลางหมู่พล ทั้งท่ามกลางนางรำ ชื่อว่ากระทำกิจที่ทำได้ยาก. พระเจ้าโกรัพยนี้ทรงถือเอาคุณข้อนั้นจึงตรัสอย่างนี้.
บทว่า วิสชฺเชถาติ วตฺวา ความว่า สิ่งใดสมควรแก่ผู้ใดในพวกคนสนิท มหาอำมาตย์และไพร่พลเป็นต้น ก็ให้พระราชทานสิ่งนั้นแก่ผู้นั้น.
บทว่า อุสฺสตาย อุสฺสตาย ความว่า ที่คับคั่งแล้วคับคั่งแล้ว. ทรงพาบริษัทที่คับคั่งด้วยมหาอำมาตย์ข้าราชการผู้ใหญ่เป็นต้นเข้าไปแล้ว. พระราชาทรงสำคัญว่า เครื่องลาดไม้ยังบางจึงเป็นอันทรงกระทำให้ชั้นดอกไม้เป็นต้นหนา กำหนดไว้กว้าง ไม่บอกกล่าวแล้วนั่งในที่เช่นนั้นไม่ควรจึงกล่าวอย่างนี้ว่า อิธ ภวํ รฏฺฐปาโล กฏฺฐตฺถเร นีสีทตุ พระรัฐปาละผู้เจริญ โปรดนั่งบนเครื่องลาดไม้ในที่นี้.
บทว่า ปาริชุญฺญานิ ความว่า ภาวะคือความเสื่อม ได้แก่ความสิ้นไป.
บทว่า ชิณฺโณ ได้แก่ แก่เพราะชรา.
บทว่า วิฑฺโฒ คือ เจริญด้วยวัย.
บทว่า มหลฺลโก คือ แก่โดยชาติ.
บทว่า อทฺธคโต คือ ล่วงกาลผ่านวัย.
บทว่า วโยอนุปฺปตฺโต คือถึงปัจฉิมวัยแล้ว.
บทว่า ปพฺพชติ ได้แก่ ไปวิหารใกล้ๆ ไหว้ภิกษุ ให้ท่านเกิดความการุณอ้อนวอนว่า ครั้งผมเป็นหนุ่ม ทำกุศลไว้มากบัดนี้เป็นคนแก่ ชื่อว่าการบรรพชานี้เป็นของคนแก่ กระผมจักกวาดลานเจดีย์ กระทำการแผ้วถางเป็นอยู่ โปรดให้ผมบวชเถิดขอรับ. พระเถระก็ให้บวชด้วยความกรุณา. ท่านกล่าวคำนี้หมายถึงการบวชเมื่อแก่นั้น.
แม้ในวารที่สอง ก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อปฺปาพาโธ ได้แก่ ไม่มีโรค.
บทว่า อปฺปาตงฺโก ได้แก่ ไม่มีทุกข์.
บทว่า สมเวปากินิยา ได้แก่ ประกอบด้วยไฟธาตุที่ย่อยอาหารสม่ำเสมอดี.
บทว่า คหณิยา ได้แก่ เตโธธาตุที่เกิดแต่กรรม.
อาหารของผู้ใดที่พอบริโภคแล้วย่อมย่อย ก็หรือว่าของผู้ใดย่อมตั้งอยู่อย่างนั้นเหมือนอาหารที่ยังเป็นห่ออยู่ ประกอบด้วยไฟธาตุที่ย่อยสม่ำเสมอกันทั้งสองนั้น. ส่วนผู้ใดเวลาบริโภคแล้วก็เกิดความต้องการอาหาร ผู้นี้ชื่อว่าประกอบด้วยไฟธาตุที่ย่อยสม่ำเสมอดี.
บทว่า นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย ได้แก่ ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนักด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ.
บทว่า อนุปพฺเพน ความว่า ตามลำดับเป็นต้นว่า พระราชาทรงพิจารณา.
ในวาระที่สองก็พึงทราบโดยลำดับมีราชภัยโจรภัยและฉาตกภัยเป็นต้น.
บทว่า ธมฺมุทฺเทสา อุทฺทิฏฺฐา ได้แก่ ยกธรรมนิทเทสขึ้นแสดง.
บทว่า อุปนียคิ ได้แก่ ไปใกล้ชรามรณะ หรือถูกนำไปในชรามรณะนั้นด้วยความสิ้นอายุ.
บทว่า อทฺธุโว คือ เว้นจากการตั้งอยู่ยั่งยืน.
บทว่า อตาโณ ได้แก่ เว้นจากความสามารถที่จะต่อต้าน.
บทว่า อนภิสฺสโร ได้แก่ ไม่มีสรณะ คือเว้นจากความสามารถที่จะมีสรณะให้ยิ่งแล้วเบาใจ.
บทว่า อสฺสโก คือ ไม่มีของตน เว้นจากของที่เป็นของตน.
บทว่า สพฺพํ ปหาย คมนียํ ได้แก่ โลกจำต้องละสิ่งทั้งปวงที่กำหนดว่าเป็นของตนไป.
บทว่า ตณฺหาทาโส แปลว่า เป็นทาสแห่งตัณหา.
บทว่า หตถิสฺมิ แปลว่า ในเพราะศิลปะช้าง.
บทว่า กตาวี ได้แก่ กระทำกิจเสร็จแล้ว ศึกษาเสร็จแล้ว. อธิบายว่า มีศิลปะคล่องแคล่ว.
ในบททั้งปวงก็นัยนี้.
บทว่า อูรุพลี ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยกำลังขา.
จริงอยู่ ผู้ใดมีกำลังขาที่จะจับโล่และอาวุธ เข้าไปสู่กองทัพของปรปักษ์ ทำลายสิ่งที่ยังมิได้ทำลาย ธำรงสิ่งที่ทำลายไว้ได้แล้วนำราชสมบัติที่อยู่ในมือของปรปักษ์มาได้ ผู้นี้ชื่อว่ามีกำลังขา.
บทว่า พาหุพลี ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยกำลังแขน.
คำที่เหลือก็เช่นกับนัยก่อนนั่นแล.
บทว่า อลมตฺโต แปลว่า มีอัตตภาพอันสามารถ.
บทว่า ปริโยธาย วตฺติสฺสนฺติ ได้แก่ กำหนดถือเอาว่า จักครอบงำอันตรายที่เกิดขึ้นเป็นไป. พระราชานั้นทรงนำเหตุแห่งธัมมุทเทสในเบื้องสูงมากล่าวคำนี้ว่า ท่านรัฐบาลผู้เจริญ เงินทองเป็นอันมากในราชสกุลนี้มีอยู่.
บทว่า อถาปรํ เอตทโวจ ความว่า พระเถระได้กล่าวลำดับธัมมุทเทส ๔ โดยนัยเป็นต้นว่า เอตํ ปสฺสามิ โลเก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ภิยฺโย จ กาเม อภิปตฺถยนฺติ ความว่า ปรารถนาวัตถุกามและกิเลสกามยิ่งๆ ขึ้นไปอย่างนี้ว่า ได้หนึ่งอยากได้สอง ได้สองอยากได้สี่.
บทว่า ปสยฺห ได้แก่ ชมคุณสมบัติ.
บทว่า สสาครนฺตํ ได้แก่ พร้อมด้วยมีสาครเป็นที่สุด.
บทว่า โอรํ สมุททสฺส ความว่า ไม่อิ่มด้วยรัฐของตน มีสมุทรเป็นของเขต.
บทว่า น หตฺถิ ตัดบทว่า น หิ อตฺถิ แปลว่า ไม่มีเลย.
บทว่า อโห วตาโน ตัดบทว่า อโห วต นุ. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน.
บทว่า อมราติจาหุ ตัดบทว่า อมรํอิติ จ อาหุ. ท่านอธิบายว่า ญาติล้อมญาติผู้ตาย คร่ำครวญ ชนทั้งหลายกล่าวคำเป็นต้นแม้ว่า โอ หนอ พี่ของเราตาย บุตรของเราตาย.
บทว่า ผุสนฺติ ผสฺสํ คือ ถูกต้องมรณผัสสะ.
บทว่า ตเถว ผุฏฺโฐ ความว่า คนโง่ฉันใด แม้นักปราชญ์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มรณผัสสะถูกต้องแล้ว ชื่อว่าคนที่มรณผัสสะไม่ถูกต้องไม่มี. ข้อความแปลกันมีดังนี้.
บทว่า พาโล หิ พาลฺยา วิธิโตว เสติ ความว่า คนโง่อาศัยมรณผัสสะ แทงแล้วนอนอยู่ เพราะความเป็นคนพาลถูกมรณผัสสะกระทบแล้วนอนอยู่ ย่อมหวั่นไหว ย่อมผันแปรด้วยความวิปฏิสารเป็นต้นว่า เราไม่ได้กระทำความดีไว้หนอ.
บทว่า ธีโร จ น เวธติ ความว่า คนฉลาดเห็นสุคตินิมิต ก็ไม่หวั่นไม่ไหว.
บทว่า ยาย โวสานํ อิธาธิคจฺฉติ ความว่า บรรลุพระอรหัตที่สุดแห่งกิจทั้งปวงในโลกนี้ด้วยปัญญาอันใด ก็ปัญญาอันนั้นสูงสุดกว่าทรัพย์.
บทว่า อโพฺยสิตตฺตา ความว่า เพราะยังอยู่ไม่จบพรหมจรรย์. อธิบายว่า เพราะยังไม่มีการบรรลุอรหัต.
บทว่า ภวาภเวสุ ได้แก่ ในภพเลวและประณีต.
บทว่า อุเปติ คพฺภญฺจ ปรญฺจ โลกํ ความว่า เมื่อคนเหล่านั้นกระทำบาปอยู่ สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งต้องประสบสังสารวัฏสืบๆ ไป ย่อมเข้าถึงครรภ์และโลกอื่น.
บทว่า ตสฺสปฺปญฺโญ ความว่า คนไม่มีปัญญาอื่นก็เชื่อถือคนไม่มีปัญญาเช่นนั้นนั้น.
บทว่า สกมฺมุนา หญฺญติ ความว่า ย่อมเดือดร้อนด้วยกรรมกรณ์มีตีด้วยหวายเป็นต้น ด้วยอำนาจกรรมที่ตนเองทำไว้.
บทว่า เปจฺจ ปรมฺหิ โลเก ความว่า ไปจากโลกนี้แล้ว เดือดร้อนในอบายโลกอื่น.
บทว่า วิรูปรูเปน มีรูปต่างๆ. อธิบายว่า มีสภาวะต่างๆ.
บทว่า กามคุเณสุ ได้แก่ เห็นอาทีนพในกามคุณทั้งปวงทั้งในปัจจุบันและภายภาคหน้า.
บทว่า ทหรา แปลว่า อ่อน โดยที่สุดเพียงเป็นกลละ.
บทว่า วุฑฺฒา คือ เกินร้อยปี.
บทว่า อปณฺณกํ สามญฺญเมว เสยฺโย ความว่า มหาราช อาตมภาพบวชเพราะใคร่ครวญแล้วว่า สามัญญผลเท่านั้นไม่ผลัดไม่แยกเป็นสอง นำสัตว์ออกจากทุกข์โดยส่วนเดียว เป็นธรรมอันยิ่งกว่าด้วย ประณีตกว่าด้วย เพราะฉะนั้น พระองค์ทรงเห็น ทรงสดับอย่างไร จึงตรัสข้อใด จงจำอาตมภาพว่า อาตมภาพเห็นและฟังข้อนี้จึงออกบวช แล้วก็จบเทศนาแล.
จบอรรถกถารัฏฐปาลสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------