๙. โคลิสสานิสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
โคลิสฺสานิสุตฺตํ
๒๐๓เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน โคลิสฺสานิ นาม ภิกฺขุ อารญฺญโก ปทรสมาจาโร สงฺฆมชฺเฌ โอสโฏ โหติ เกนจิเทว กรณีเยน ฯ
๒๐๔ตตฺร โข อายสฺมา สารีปุตฺโต โคลิสฺสานึ นาม ภิกฺขุํ อารพฺภ ภิกฺขู อามนฺเตสิ อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา สงฺฆคเตน สงฺเฆ วิหรนฺเตน สพฺรหฺมจารีสุ สคารเวน ภวิตพฺพํ สปฺปติสฺเสน ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ สงฺฆคโต สงฺเฆ วิหรนฺโต สพฺรหฺมจารีสุ อคารโว โหติ อปฺปติสฺโส ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา สพฺรหฺมจารีสุ อคารโว โหติ อปฺปติสฺโสติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา สงฺฆคเตน สงฺเฆ วิหรนฺเตน สพฺรหฺมจารีสุ สคารเวน ภวิตพฺพํ สปฺปติสฺเสน ฯ
๒๐๕อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา สงฺฆคเตน สงฺเฆ วิหรนฺเตน อาสนกุสเลน ภวิตพฺพํ อิติ เถเร จ ภิกฺขู นานุปชชฺช นิสีทิสฺสามิ นเว จ ภิกฺขู น อาสเนน ปฏิพาหิสฺสามีติ ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ สงฺฆคโต สงฺเฆ วิหรนฺโต น อาสนกุสโล โหติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา อภิสมาจาริกมฺปิ ธมฺมํ น ชานาตีติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา สงฺฆคเตน สงฺเฆ วิหรนฺเตน อาสนกุสเลน ภวิตพฺพํ ฯ
๒๐๖อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา สงฺฆคเตน สงฺเฆ วิหรนฺเตน นาติกาเลน คาโม ปวิสิตพฺโพ น ทิวา ปฏิกฺกมิตพฺพํ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ สงฺฆคโต สงฺเฆ วิหรนฺโต อติกาเลน คามํ ปวิสติ ทิวา ปฏิกฺกมตีติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา อติกาเลน คามํ ปวิสติ ทิวา ปฏิกฺกมตีติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา สงฺฆคเตน สงฺเฆ วิหรนฺเตน นาติกาเลน คาโม ปวิสิตพฺโพ น ทิวา ปฏิกฺกมิตพฺพํ ฯ
๒๐๗อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา สงฺฆคเตน สงฺเฆ วิหรนฺเตน น ปุเรภตฺตํ ปจฺฉาภตฺตํ กุเลสุ จาริตฺตํ อาปชฺชิตพฺพํ ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ สงฺฆคโต สงฺเฆ วิหรนฺโต ปุเรภตฺตํ ปจฺฉาภตฺตํ กุเลสุ จาริตฺตํ อาปชฺชติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร อยนฺนูนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน วิหรโต วิกาเล จริยา พหุลีกตา ตเมนํ สงฺฆคตมฺปิ สมุทาจรตีติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา สงฺฆคเตน สงฺเฆ วิหรนฺเตน น ปุเรภตฺตํ ปจฺฉาภตฺตํ กุเลสุ จาริตฺตํ อาปชฺชิตพฺพํ ฯ
๒๐๘อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา สงฺฆคเตน สงฺเฆ วิหรนฺเตน อนุทฺธเตน ภวิตพฺพํ อจปเลน ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ สงฺฆคโต สงฺเฆ วิหรนฺโต อุทฺธโต โหติ จปโล ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร อิทนฺนูนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน วิหรโต อุทฺธจฺจํ จาปลฺยํ พหุลีกตํ ตเมนํ สงฺฆคตํปิ สมุทาจรตีติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา สงฺฆคเตน สงฺเฆ วิหรนฺเตน อนุทฺธเตน ภวิตพฺพํ อจปเลน ฯ
๒๐๙อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา สงฺฆคเตน สงฺเฆ วิหรนฺเตน อมุขเรน ภวิตพฺพํ อวิกิณฺณวาเจน ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ สงฺฆคโต สงฺเฆ วิหรนฺโต มุขโร โหติ วิกิณฺณวาโจ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา มุขโร วิกิณฺณวาโจติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา สงฺฆคเตน สงฺเฆ วิหรนฺเตน อมุขเรน ภวิตพฺพํ อวิกิณฺณวาเจน ฯ
๒๑๐อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา สงฺฆคเตน สงฺเฆ วิหรนฺเตน สุวเจน ภวิตพฺพํ กลฺยาณมิตฺเตน ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ สงฺฆคโต สงฺเฆ วิหรนฺโต ทุพฺพโจ โหติ ปาปมิตฺโต ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา ทุพฺพโจ ปาปมิตฺโตติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา สงฺฆคเตน สงฺเฆ วิหรนฺเตน สุวเจน ภวิตพฺพํ กลฺยาณมิตฺเตน ฯ
๒๑๑อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาเรน ภวิตพฺพํ ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร น โหติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร น โหตีติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาเรน ภวิตพฺพํ ฯ
๒๑๒อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา โภชเน มตฺตญฺญุนา ภวิตพฺพํ ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ โภชเน อมตฺตญฺญู โหติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา โภชเน อมตฺตญฺญู โหตีติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา โภชเน มตฺตญฺญุนา ภวิตพฺพํ ฯ
๒๑๓อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา ชาคริยํ อนุยุตฺเตน ภวิตพฺพํ ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ ชาคริยํ อนนุยุตฺโต โหติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา ชาคริยํ อนนุยุตฺโต โหตีติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา ชาคริยํ อนุยุตฺเตน ภวิตพฺพํ ฯ
๒๑๔อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา อารทฺธวิริเยน ภวิตพฺพํ ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ กุสีโต โหติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา กุสีโต โหตีติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา อารทฺธวิริเยน ภวิตพฺพํ ฯ
๒๑๕อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา อุปฏฺฐิตสตินา ภวิตพฺพํ ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ มุฏฺฐสฺสตี โหติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา มุฏฺฐสฺสตีติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา อุปฏฺฐิตสตินา ภวิตพฺพํ ฯ
๒๑๖อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา สมาหิเตน ภวิตพฺพํ ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ อสมาหิโต โหติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา อสมาหิโตติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา สมาหิเตน ภวิตพฺพํ ฯ
๒๑๗อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา ปญฺญวตา ภวิตพฺพํ ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ ทุปฺปญฺโญ โหติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา ทุปฺปญฺโญติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา ปญฺญวตา ภวิตพฺพํ ฯ
๒๑๘อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา อภิธมฺเม อภิวินเย โยโค กรณีโย ฯ สนฺตาวุโส อารญฺญกํ ภิกฺขุํ อภิธมฺเม อภิวินเย ปญฺหํ ปุจฺฉิตาโร ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ อภิธมฺเม อภิวินเย ปญฺหํ ปุฏฺโฐ น สมฺปายติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา อภิธมฺเม อภิวินเย ปญฺหํ ปุฏฺโฐ น สมฺปายตีติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา อภิธมฺเม อภิวินเย โยโค กรณีโย ฯ
๒๑๙อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา เย เต สนฺตา วิโมกฺขา อติกฺกมฺม รูเป อารุปฺปา ตตฺถ โยโค กรณีโย ฯ สนฺตาวุโส อารญฺญกํ ภิกฺขุํ เย เต สนฺตา วิโมกฺขา อติกฺกมฺม รูเป อารุปฺปา ตตฺถ ปุจฺฉิตาโร ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ เย เต สนฺตา วิโมกฺขา อติกฺกมฺม รูเป อารุปฺปา ตตฺถ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ น สมฺปายติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา เย เต สนฺตา วิโมกฺขา อติกฺกมฺม รูเป อารุปฺปา ตตฺถ ปญฺหํ ปุฏฺโฐ น สมฺปายตีติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา เย เต สนฺตา วิโมกฺขา อติกฺกมฺม รูเป อารุปฺปา ตตฺถ โยโค กรณีโย ฯ
๒๒๐อารญฺญเกนาวุโส ภิกฺขุนา อุตฺตริมนุสฺสธมฺเม โยโค กรณีโย ฯ สนฺตาวุโส อารญฺญกํ ภิกฺขุํ อุตฺตริมนุสฺสธมฺเม ปญฺหํ ปุจฺฉิตาโร ฯ สเจ อาวุโส อารญฺญโก ภิกฺขุ อุตฺตริมนุสฺสธมฺเม ปญฺหํ ปุฏฺโฐ น สมฺปายติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร กิมฺปนิมสฺสายสฺมโต อารญฺญกสฺส เอกสฺสารญฺเญ เสริวิหาเรน โย อยมายสฺมา ยสฺสตฺถาย ปพฺพชิโต ตมตฺถํ น ชานาตีติ ตสฺส ภวนฺติ วตฺตาโร ตสฺมา อารญฺญเกน ภิกฺขุนา อุตฺตริมนุสฺสธมฺเม โยโค กรณีโยติ ฯ
๒๒๑เอวํ วุตฺเต อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ อารญฺญเกเนว นุ โข อาวุโส สารีปุตฺต ภิกฺขุนา อิเม ธมฺมา สมาทาย วตฺติตพฺพา อุทาหุ คามนฺตวิหารินาปีติ ฯ อารญฺญเกนปิ โข อาวุโส โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุนา อิเม ธมฺมา สมาทาย วตฺติตพฺพา ปเคว คามนฺตวิหารินาติ ฯ โคลิสฺสานิสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ นวมํ ฯ -------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๒. ภิกขุวรรค] ๙. โคลิสสานิสูตร ๙. โคลิสสานิสูตร ว่าด้วยภิกษุชื่อโคลิสสานิ คุณธรรมของภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ภิกษุชื่อโคลิสสานิ เป็นผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร มีมารยาท ทรามนั่งอยู่ในท่ามกลางสงฆ์ ด้วยกรณียกิจบางอย่าง ณ ที่นั้น ท่านพระสารีบุตร ปรารภภิกษุชื่อโคลิสสานิ จึงเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ ควรเป็นผู้มีความเคารพยำเกรงในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่า เป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ เป็นผู้ไม่เคารพยำเกรงในเพื่อนพรหมจารี ทั้งหลายแล้ว จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไรกับการสมัครใจอยู่ป่า แต่ผู้เดียว สำหรับท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ แต่ไม่มีความเคารพยำเกรงใน เพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการ อยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ ควรเป็นผู้มีความเคารพยำเกรงในเพื่อน พรหมจารีทั้งหลาย (๑) ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ ควรเข้าใจลำดับแห่ง อาสนะว่า ‘เราจักไม่นั่งเบียดภิกษุผู้เป็นเถระ และจักไม่กันอาสนะภิกษุผู้เป็นนวกะ’ ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ ไม่เข้าใจลำดับแห่งอาสนะ จะมีผู้ติเตียนภิกษุรูปนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไรกับการสมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว สำหรับท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ แต่ไม่เข้าใจลำดับแห่งอาสนะ’ จะมีผู้ติเตียน ภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ ควรเข้าใจลำดับแห่งอาสนะ (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๑๙๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๒. ภิกขุวรรค] ๙. โคลิสสานิสูตร ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ ควรรู้อภิสมาจาริก- ธรรม ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ ไม่รู้อภิสมาจาริก- ธรรม จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไรกับการสมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว สำหรับท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ แต่ไม่รู้อภิสมาจาริกธรรม’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุ นั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ ควรรู้ อภิสมาจาริกธรรม (๓) ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ ไม่ควรเข้าบ้านเช้านัก ไม่ควรกลับมาสายนัก ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ เข้าบ้านเช้านัก กลับมาสายนัก จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไรกับ การสมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว สำหรับท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ ที่เข้าบ้านเช้านัก กลับมาสายนัก’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ ไม่ควรเข้าบ้านเช้านัก ไม่ควรกลับมาสายนัก (๔) ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ ไม่ควรเที่ยวไปใน ตระกูลทั้งหลาย ในเวลาก่อนฉันภัตตาหาร ในเวลาหลังฉันภัตตาหาร ถ้าภิกษุผู้ถือ การอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ เที่ยวไปในตระกูลทั้งหลายในเวลาก่อน ฉันภัตตาหาร ในเวลาหลังฉันภัตตาหาร จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘ท่านผู้ถือการ อยู่ป่าเป็นวัตร ผู้สมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียวนี้ ได้ทำการเที่ยวไปในเวลาวิกาลไว้มากแน่ อนึ่ง เพื่อนพรหมจารีก็จะกล่าวทักท้วงเธอผู้ไปในสงฆ์ได้’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ จึงไม่ควรเที่ยว ไปในตระกูลทั้งหลาย ในเวลาก่อนฉันภัตตาหาร ในเวลาหลังฉันภัตตาหาร (๕) @เชิงอรรถ : @ อภิสมาจาริกธรรม หมายถึง อภิมาจาริกศีล คือ ศีลที่บัญญัติว่าด้วยเรื่องวัตรอันเป็นระเบียบปฏิบัติ@ขนบธรรมเนียมชั้นสูง ได้แก่ ขันธกวัตร ๘๒ มหาวัตร ๑๔ เช่น เจติยังคณวัตร (ระเบียบปฏิบัติที่ลานพระ@เจดีย์) โพธิยังคณวัตร (ระเบียบปฏิบัติที่ลานต้นโพธิ์) อุปัชฌายวัตร (ระเบียบปฏิบัติที่สัทธิวิหาริกพึง@ปฏิบัติต่อพระอุปัชฌาย์) อาจริยวัตร (ระเบียบปฏิบัติที่อันเตวาสิกพึงปฏิบัติต่อพระอาจารย์) ชันตาฆรวัตร@(ระเบียบปฏิบัติที่เรือนไฟ) อุโปสถาคารวัตร (ระเบียบปฏิบัติที่โรงอุโบสถ) (องฺ.ปญฺจก.อ. ๓/๒๑/๖,@วิ.อ. ๑/๑๖๕/๔๕๓) และดู วิ.จู. (แปล) ๖/๕๑/๙๖, ๗๕-๘๒/๑๕๗-๑๖๓, วิ.จู. (แปล) ๗/๓๕๖-๓๘๒/๒๒๒-๒๖๒@ตามนัย สารตฺถ.ฏีกา ๒/๑๖๕/๒๔๑-๒๔๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๑๙๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๒. ภิกขุวรรค] ๙. โคลิสสานิสูตร ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ ไม่ควรเป็นผู้คะนองกาย คะนองวาจา ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ เป็นผู้ คะนองกาย คะนองวาจา จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘ท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ผู้สมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียวนี้ ได้ทำการคะนองกาย คะนองวาจาไว้มากแน่ อนึ่ง เพื่อนพรหมจารีก็จะกล่าวทักท้วงเธอผู้ไปกับสงฆ์ได้’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ จึงไม่ควร คะนองกาย คะนองวาจา (๖) ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ ไม่ควรเป็นผู้มีปากกล้า ไม่ควรเป็นผู้มีวาจาจัดจ้าน ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ เป็นผู้มีปากกล้า เป็นผู้มีวาจาจัดจ้าน จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์ อะไรกับการสมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว สำหรับท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้แต่เป็น ผู้มีปากกล้า เป็นผู้มีวาจาจัดจ้าน’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ จึงไม่ควรเป็นผู้มีปากกล้า เป็นผู้ มีวาจาจัดจ้าน (๗) ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ ควรเป็นผู้ว่าง่าย เป็นกัลยาณมิตร ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ เป็น ผู้ว่ายาก เป็นบาปมิตร จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไรกับการสมัคร ใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว สำหรับท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ แต่เป็นผู้ว่ายาก เป็น บาปมิตร’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เมื่อ ไปหาสงฆ์ อยู่ในสงฆ์ จึงควรเป็นผู้ว่าง่าย เป็นกัลยาณมิตร (๘) ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ควรเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย จะมีผู้ ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไรกับการสมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว สำหรับ ท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ แต่ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย’ จะมีผู้ติเตียน ภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร จึงควรเป็นผู้คุ้มครองทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลาย (๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๑๙๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๒. ภิกขุวรรค] ๙. โคลิสสานิสูตร ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ควรเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคอาหาร ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการบริโภคอาหาร จะมีผู้ ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไรกับการสมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว สำหรับ ท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ แต่เป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการบริโภคอาหาร’ จะมีผู้ ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร จึงควรเป็นผู้รู้ประมาณ ในการบริโภคอาหาร (๑๐) ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ควรเป็นผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอย่างต่อเนื่อง ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ไม่เป็นผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอย่างต่อเนื่อง จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไรกับการสมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว สำหรับท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ แต่ไม่ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอย่างต่อเนื่อง’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร จึงควรเป็น ผู้ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอย่างต่อเนื่อง (๑๑) ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ควรเป็นผู้ปรารภความเพียร ถ้าภิกษุผู้ถือการ อยู่ป่าเป็นวัตรเป็นผู้เกียจคร้าน จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไร กับการสมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว สำหรับท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ แต่เป็นผู้ เกียจคร้าน’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร จึงควรเป็นผู้ปรารภความเพียร (๑๒) ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ควรเป็นผู้มีสติตั้งมั่น ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่า เป็นวัตรเป็นผู้มีสติฟั่นเฟือน จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไรกับการ สมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว สำหรับท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ แต่เป็นผู้มีสติ ฟั่นเฟือน’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร จึงควรเป็นผู้มีสติตั้งมั่น (๑๓) @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๒๕ (เสขปฏิปทาสูตร) หน้า ๒๙ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๑๙๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๒. ภิกขุวรรค] ๙. โคลิสสานิสูตร ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ควรเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่า เป็นวัตรเป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไรกับการ สมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว สำหรับท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ แต่เป็นผู้มีจิต ไม่ตั้งมั่น’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร จึงควรเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น (๑๔) ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ควรเป็นผู้มีปัญญา ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่า เป็นวัตรเป็นผู้มีปัญญาทราม จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไรกับ การสมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว สำหรับท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ แต่เป็นผู้มี ปัญญาทราม’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร จึงควรเป็นผู้มีปัญญา (๑๕) ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ควรทำความเพียรในอภิธรรมและในอภิวินัย เพราะเมื่อมีผู้ถามปัญหาในอภิธรรมและในอภิวินัยกับภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรถูกถามปัญหาในอภิธรรมและในอภิวินัยแล้ว ตอบ ไม่ได้ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไรกับการสมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว สำหรับท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ แต่ถูกถามปัญหาในอภิธรรมและในอภิวินัยแล้ว ตอบไม่ได้’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร จึงควรทำความเพียรในอภิธรรมและในอภิวินัย (๑๖) ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ควรทำความเพียรในสันตวิโมกข์ ซึ่งไม่มีรูปเพราะ ล่วงรูปฌาน เพราะเมื่อมีคนถามปัญหาในสันตวิโมกข์ซึ่งไม่มีรูปเพราะล่วงรูปฌาน กับภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรถูกถามปัญหา ในสันตวิโมกข์ซึ่งไม่มีรูปเพราะล่วงรูปฌานแล้ว ตอบไม่ได้ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ @เชิงอรรถ : @ สันตวิโมกข์ หมายถึง อรูปฌานที่พ้นได้อย่างสิ้นเชิง เพราะพ้นจากธรรมที่เป็นข้าศึกกล่าวคือนิวรณ์ ๕ ประการ@และเพราะไม่เกี่ยวข้องในอารมณ์ เป็นต้น (องฺ.ทสก.อ. ๓/๙/๓๒๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๑๙๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ [๒. ภิกขุวรรค] ๙. โคลิสสานิสูตร ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไรกับการสมัครใจอยู่ป่าแต่ผู้เดียว สำหรับท่านผู้ถือการอยู่ป่า เป็นวัตรนี้ แต่ถูกถามปัญหาในสันตวิโมกข์ซึ่งไม่มีรูปเพราะล่วงรูปฌานแล้ว ตอบ ไม่ได้’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร จึงควร ทำความเพียรในสันตวิโมกข์ซึ่งไม่มีรูปเพราะล่วงรูปฌาน (๑๗) ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ควรทำความเพียรใน อุตตริมนุสสธรรม เพราะเมื่อมีคนถามปัญหาในอุตตริมนุสสธรรมกับภิกษุผู้ถือการ อยู่ป่าเป็นวัตร ถ้าภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรถูกถามปัญหาในอุตตริมนุสสธรรมแล้ว ตอบไม่ได้ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ว่า ‘จะมีประโยชน์อะไรกับการสมัครใจอยู่ป่า แต่ผู้เดียว สำหรับท่านผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรนี้ แต่ไม่รู้เนื้อความแห่งคุณวิเศษที่ กุลบุตรผู้ออกบวชแล้วต้องการ’ จะมีผู้ติเตียนภิกษุนั้นได้ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการ อยู่ป่าเป็นวัตร จึงควรทำความเพียรในอุตตริมนุสสธรรม (๑๘)” เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ถามท่าน พระสารีบุตรว่า “ท่านสารีบุตร ธรรมเหล่านี้ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตรเท่านั้นหรือที่ควร สมาทาน ประพฤติ หรือธรรมเหล่านี้แม้ภิกษุผู้อยู่ในอารามใกล้บ้านก็ควรสมาทาน ประพฤติด้วย” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ท่านโมคคัลลานะ ธรรมเหล่านี้ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่า เป็นวัตรควรสมาทานประพฤติ ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงภิกษุผู้อยู่ในอารามใกล้บ้านเลย” ดังนี้แล โคลิสสานิสูตรที่ ๙ จบ @เชิงอรรถ : @ อุตตริมนุสสธรรม หมายถึงฌาน วิปัสสนา มรรคและผล มหัคคตโลกุตตรปัญญาที่สามารถกำจัดกิเลสได้@เป็นธรรมที่ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ กล่าวคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (องฺ.เอกก.อ. ๑/๔๕/๕๑,@องฺ.ทสก.อ. ๓/๔๘/๓๕๐) แต่ในที่นี้หมายถึงโลกุตตรธรรม (คือ มรรค ๔ ผล ๔ และนิพพาน) (ม.ม.อ. ๒/๑๗๓/๑๓๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๓ หน้า : ๒๐๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. อรรถกถาโคลิสสานิสูตร
โคลิสสานิสูตรมีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเม สุตํ ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้.
ในบรรดาบทเหล่านั้นบทว่า ปทรสมาจาโร มีมารยาทหยาบคาย คือความประพฤติเลว มีอาจาระหยาบ เพ่งในปัจจัยทั้งหลายดุจพระมหารักขิตเถระ.
ได้ยินว่า อุปัฏฐากกล่าวกะพระเถระนั้นผู้นั่งอยู่ในตระกูลอุปัฏฐากว่า ท่านขอรับ ผมถวายจีวรแก่พระเถระรูปโน้นแล้ว. พระเถระกล่าวว่า โยมทำดีแล้วที่ถวายจีวรแก่พระเถระผู้ตรึกถึงจีวรนั้น. อุปัฏฐากกล่าวว่า ท่านขอรับผมจักถวายจีวรแก่ท่าน. พระเถระกล่าวว่า ดีแล้ว โยมจักถวายแก่พระเถระผู้ตรึกถึงจีวรนั้น. ภิกษุเห็นปานนี้แม้นี้ชื่อว่ามีอาจาระหยาบ.
บทว่า สปฺปติสฺเสน ความยำเกรงคือมีความเป็นผู้ใหญ่. ไม่ควรทำตนให้เป็นใหญ่.
บทว่า เสรีวิหาเรน ด้วยการอยู่อย่างเสรี คือด้วยการอยู่ตามพอใจของตน ด้วยการอยู่โดยไม่มีผู้คอยตักเตือน.
บทว่า นานุปขชฺช ไม่เข้าไปเบียด คือไม่เข้าไปใกล้.
ภิกษุใดเมื่อพระมหาเถระ ๒ รูปนั่งอยู่ทั้ง ๒ ข้าง ไม่บอกกล่าวพระเถระเหล่านั้นนั่งเสียดสีด้วยจีวรก็ดี ด้วยเข่าก็ดี ภิกษุนี้ชื่อว่าเข้าไปนั่งเบียด.
อนึ่ง ไม่ทำอย่างนั้นครั้นอยู่ใกล้อาสนะที่ถึงแก่ตน พระเถระกล่าวว่า นั่งเถิดผู้มีอายุ ดังนี้จึงควรนั่ง. หากพระเถระไม่กล่าว ควรกล่าวถามว่า ท่านขอรับ ผมจะนั่งได้หรือ ดังนี้แล้วควรนั่ง. ตั้งแต่เวลากล่าวถาม เมื่อพระเถระกล่าวว่า นั่งเถิด หรือแม้เมื่อท่านไม่กล่าว ก็ควรนั่งได้.
ในบทว่า น ปฏิพาหิสฺสามิ เราจักไม่ห้าม นี้มีอธิบายว่า ภิกษุใดละเลยอาสนะที่ถึงแก่ตนแล้วนั่งแย่งที่ภิกษุใหม่ ภิกษุนี้ชื่อว่าห้ามอาสนะภิกษุใหม่. เมื่อภิกษุนั้นนั่งอยู่อย่างนั้น ภิกษุใหม่ยืนกล่าวโทษว่า ภิกษุนี้ไม่ให้เรานั่งก็ดี หรือเดินหาอาสนะก็ดี เพราะฉะนั้นพึงนั่งบนอาสนะที่ถึงแก่ตนนั่นแหละ อย่างนี้ชื่อว่าไม่ห้ามอาสนะ.
บทว่า อภิสมาจาริกํปิ ธมฺมํ คือ ธรรมแม้เพียงการปฏิบัติอภิสมาจาริกวัตร.
บทว่า นาติกาเลน โดยไม่ใช่กาล คือไม่ควรเข้าบ้านให้เช้านัก ไม่ควรกลับให้สายนัก. ควรเข้าและออกพร้อมกับหมู่ภิกษุ. เพราะเมื่อเข้าไปเช้านัก ออกไปสายนัก การปฏิบัติวัตรในลานเจดีย์และลานโพธิ์เป็นต้นย่อมเสื่อม. ควรล้างหน้าแต่เช้าแล้วเขี่ยใยแมงมุม เมื่อหยาดน้ำค้างตกเข้าบ้านแสวงหาข้าวยาคู นั่งกล่าวติรัจฉานกถานานาประการ ในภายในบ้านนั่นเอง จนถึงได้เวลาบิณฑบาตแล้วฉันอาหาร ออกไปในตอนสาย ไปถึงวัดในเวลาล้างเท้าของภิกษุทั้งหลายในภายหลัง.
บทว่า น ปุเรภตฺตํ ปจฺฉาภตฺตํ กุเลสุ จาริตฺตํ อาปชฺชิตพฺพํ ภิกษุผู้สมาทานอรัญญิกธุดงค์ไม่ควรถึงความเที่ยวไปในตระกูลทั้งหลายในเวลาก่อนภัตในเวลาหลังภัต คือ ภิกษุรับนิมนต์พร้อมด้วยโภชนะไม่ลาภิกษุที่มีอยู่ เที่ยวไปในตระกูลในเวลาก่อนภัตก็ดี ในเวลาหลังภัตก็ดี เว้นไว้แต่สมัย ต้องปาจิตตีย์เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้รักษาสิกขาบทนี้ไม่ควรเที่ยวไปในเวลาก่อนภัตและในเวลาหลังภัต ซึ่งท่านกล่าวไว้แล้วในวิภังค์แห่งสิกขาบทนั้น.
บทว่า อุทฺธโต โหติ จปโล เป็นผู้คะนองกาย คะนองวาจาคือ เป็นผู้มีปรกติฟุ้งซ่าน และประกอบด้วยความเป็นผู้คะนอง ดุจเด็กทารก ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ประดับจีวร ประดับบาตร ประดับเสนาสนะ หรือ ตกแต่งประดับกายอันเปื่อยเน่านี้.
บทว่า ปญฺญวตา ภวิตพฺพํ ควรเป็นผู้มีปัญญา คือ เมื่อควรทำจีวรกรรมเป็นต้นควรเป็นผู้ประกอบด้วยอุบายปัญญา.
บทว่า อภิธมฺเม อภิวินเย ควรทำความเพียรในอภิธรรมในอภิวินัยคือควรทำความเพียรในอภิธรรมปิฎก และในวินัยปิฎกด้วยบาลีและด้วยอรรถกถา. ไม่ควรพลาดธรรมหทยวิภังค์ พร้อมด้วยทุกมาติกาและติกมาติกาเป็นต้นในอภิธรรมโดยปริจเฉทสุดท้าย. ไม่ควรพลาดปาฏิโมกข์ทั้ง ๒ ที่ท่านวินิจฉัยไว้ดีแล้วพร้อมกับการวินิจฉัยในข้อควรทำและไม่ควรทำในวินัย.
บทว่า อารุปฺปา อรูปสมาบัติ ด้วยบทเพียงเท่านี้เป็นอันท่านกล่าวถึงสมาบัติแม้ ๘ ประการอนึ่งเมื่อไม่สามารถบำเพ็ญสมาบัติเหล่านั้นได้ทั้งหมดก็ควรบำเพ็ญในสมาบัติ ๗ บ้าง ๖ บ้าง ๕ บ้างโดยกำหนดบทสุดท้ายประพฤติถือเอากรรมฐานคือบริกรรมกสิณอย่างหนึ่งทำให้คล่องแคล่ว. เพียงเท่านี้ก็ไม่ควรพลาด.
ด้วยบทว่า อุตฺตริมนุสฺสธมฺเม นี้พระสารีบุตรเถระแสดงโลกุตตรธรรมแม้ทั้งหมด. เพราะฉะนั้น อันผู้เป็นพระอรหันต์พึงละ. อันผู้ยังมิได้บรรลุพระอรหัต ควรตั้งอยู่ในอนาคามิผล สกทาคามิผล หรือโสดาปัตติผล. โดยปริยายสุดท้ายควรประพฤติถือเอาวิปัสสนาสุขอย่างเดียวจนถึงพระอรหัตทำให้คล่องแคล่ว.
บทที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้น.
ก็ท่านพระสารีบุตรเถระยังโคลิสสานิภิกษุให้บรรลุพระอรหัตโดยลำดับ ตั้งแต่อภิสมาจาริกวัตร ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ควรแนะนำได้ จบเทศนานี้ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาโคลิสสานิสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------