๕. ชนวสภสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ชนวสภสุตฺตํ
๑๘๗เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา นาทิเก วิหรติ คิญฺชกาวสเถ ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา ปริโต ปริโต ชนปเทสุ ปริจารเก อพฺภตีเต กาลกเต อุปปตฺตีสุ พฺยากโรติ กาสีโกสเลสุ วชฺชีมลฺเลสุ เจติวํเสสุ กุรุปญฺจาเลสุ มจฺฉสุรเสเนสุ อสุ อมุตฺร อุปปนฺโน อสุ อมุตฺร อุปปนฺโน ปโรปญฺญาสา นาทิกิยา ปริจารกา อพฺภตีตา กาลกตา ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โอปปาติกา ตตฺถ ปรินิพฺพายิโน อนาวตฺติธมฺมา ตสฺมา โลกา สาธิกา นวุติ นาทิกิยา ปริจารกา อพฺภตีตา กาลกตา ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา ราคโทสโมหานํ ตนุตฺตา สกทาคามิโน สกิเทว อิมํ โลกํ อาคนฺตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสนฺติ สาติเรกานิ ปญฺจสตานิ นาทิกิยา ปริจารกา อพฺภตีตา กาลกตา ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โสตาปนฺนา อวินิปาตธมฺมา นิยตา สมฺโพธิปรายนาติ ฯ
๑๘๘อสฺโสสุํ โข นาทิกิยา ปริจารกา ภควา กิร ปริโต ปริโต ชนปเทสุ ปริจารเก อพฺภตีเต กาลกเต อุปปตฺตีสุ พฺยากโรติ กาสีโกสเลสุ วชฺชีมลฺเลสุ เจติวํเสสุ กุรุปญฺจาเลสุ มจฺฉสุรเสเนสุ อสุ อมุตฺร อุปปนฺโน อสุ อมุตฺร อุปปนฺโน ปโรปญฺญาสา นาทิกิยา ปริจารกา อพฺภตีตา กาลกตา ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โอปปาติกา ตตฺถ ปรินิพฺพายิโน อนาวตฺติธมฺมา ตสฺมา โลกา สาธิกา นวุติ นาทิกิยา ปริจารกา อพฺภตีตา กาลกตา ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา ราคโทสโมหานํ ตนุตฺตา สกทาคามิโน สกิเทว อิมํ โลกํ อาคนฺตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสนฺติ สาติเรกานิ ปญฺจสตานิ นาทิกิยา ปริจารกา อพฺภตีตา กาลกตา ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โสตาปนฺนา อวินิปาตธมฺมา นิยตา สมฺโพธิปรายนาติ ฯ เตน จ นาทิกิยา ปริจารกา อตฺตมนา อเหสุํ ปมุทิตา ปีติโสมนสฺสชาตา ภควโต ปญฺหาเวยฺยากรณํ สุตฺวา ฯ
๑๘๙อสฺโสสิ โข อายสฺมา อานนฺโท ภควา กิร ปริโต ปริโต ชนปเทสุ ปริจารเก อพฺภตีเต กาลกเต อุปปตฺตีสุ พฺยากโรติ กาสีโกสเลสุ วชฺชีมลฺเลสุ เจติวํเสสุ กุรุปญฺจาเลสุ มจฺฉสุรเสเนสุ อสุ อมุตฺร อุปปนฺโน อสุ อมุตฺร อุปปนฺโน ปโรปญฺญาสา นาทิกิยา ปริจารกา อพฺภตีตา กาลกตา ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โอปปาติกา ตตฺถ ปรินิพฺพายิโน อนาวตฺติธมฺมา ตสฺมา โลกา สาธิกา นวุติ นาทิกิยา ปริจารกา อพฺภตีตา กาลกตา ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา ราคโทสโมหานํ ตนุตฺตา สกทาคามิโน สกิเทว อิมํ โลกํ อาคนฺตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสนฺติ สาติเรกานิ ปญฺจสตานิ นาทิกิยา ปริจารกา อพฺภตีตา กาลกตา ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โสตาปนฺนา อวินิปาตธมฺมา นิยตา สมฺโพธิปรายนาติ เตน จ นาทิกิยา ปริจารกา อตฺตมนา อเหสุํ ปมุทิตา ปีติโสมนสฺสชาตา ภควโต ปญฺหาเวยฺยากรณํ สุตฺวาติ ฯ {๑๘๙.๑} อถโข อายสฺมโต อานนฺทสฺส เอตทโหสิ อิเม โข ปนาปิ อเหสุํ มาคธิกา ปริจารกา พหู เจว รตฺตญฺญู จ อพฺภตีตา กาลกตา สุญฺญา มญฺเญ องฺคมคธา มาคธิเกหิ ปริจารเกหิ อพฺภตีเตหิ กาลกเตหิ เตน โข ปนาปิ อเหสุํ พุทฺเธ ปสนฺนา ธมฺเม ปสนฺนา สงฺเฆ ปสนฺนา สีเลสุ ปริปูรีการิโน เต อพฺภตีตา กาลกตา ภควตา อพฺยากตา เตสํปิสฺส สาธุ เวยฺยากรณํ พหุชโน ปสีเทยฺย ตโต คจฺเฉยฺย สุคตึ อยํ โข ปนาปิ อโหสิ ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร ธมฺมิโก ธมฺมราชา หิโต พฺราหฺมณคหปติกานํ เนคมานญฺเจว ชานปทานญฺจ อปิสฺสุทํ มนุสฺสา กิตฺติยมานรูปา วิหรนฺติ {๑๘๙.๒} เอวํ โส โน ธมฺมิโก ธมฺมราชา สุขาเปตฺวา กาลกโต เอวํ มยํ ตสฺส ธมฺมิกสฺส ธมฺมรญฺโญ วิชิเต ผาสุกํ วิหริมฺหาติ โส โข ปนาปิ อโหสิ พุทฺเธ ปสนฺโน ธมฺเม ปสนฺโน สงฺเฆ ปสนฺโน สีเลสุ ปริปูรีการี อปิสฺสุทํ มนุสฺสา เอวมาหํสุ ยาว มรณกาลาปิ ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร ภควนฺตํ กิตฺติยมานรูโป กาลกโตติ โส อพฺภตีโต กาลกโต ภควตา อพฺยากโต ตสฺสปิสฺส สาธุ เวยฺยากรณํ พหุชโน ปสีเทยฺย ตโต คจฺเฉยฺย สุคตึ ภควโต โข ปน สมฺโพธิ มาคเธสุ ยตฺถ โข ปน ภควโต สมฺโพธิ มาคเธสุ กถํ ตตฺร ภควา มาคธิเก ปริจารเก อพฺภตีเต กาลกเต อุปปตฺตีสุ น พฺยากเรยฺย ภควา เจ โข ปน มาคธิเก ปริจารเก อพฺภตีเต กาลกเต อุปปตฺตีสุ น พฺยากเรยฺย นินฺนมนา เตนสฺสุ มาคธิกา ปริจารกา เยน โข ปนสฺสุ นินฺนมนา มาคธิกา ปริจารกา กถนฺเต ภควา น พฺยากเรยฺยาติ ฯ {๑๘๙.๓} อิทมายสฺมา อานนฺโท มาคธิเก ปริจารเก อารพฺภ เอโก รโห อนุวิจินฺเตตฺวา รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ สุตํ เมตํ ภนฺเต ภควา กิร ปริโต ปริโต ชนปเทสุ ปริจารเก อพฺภตีเต กาลกเต อุปปตฺตีสุ พฺยากโรติ กาสีโกสเลสุ วชฺชีมลฺเลสุ เจติวํเสสุ กุรุปญฺจาเลสุ มจฺฉสุรเสเนสุ อสุ อมุตฺร อุปปนฺโน อสุ อมุตฺร อุปปนฺโน ปโรปญฺญาสา นาทิกิยา ปริจารกา อพฺภตีตา กาลกตา ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โอปปาติกา ตตฺถ ปรินิพฺพายิโน อนาวตฺติธมฺมา ตสฺมา โลกา สาธิกา นวุติ นาทิกิยา ปริจารกา อพฺภตีตา กาลกตา ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา ราคโทสโมหานํ ตนุตฺตา สกทาคามิโน สกิเทว อิมํ โลกํ อาคนฺตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสนฺติ สาติเรกานิ ปญฺจสตานิ นาทิกิยา ปริจารกา อพฺภตีตา กาลกตา ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โสตาปนฺนา อวินิปาตธมฺมา นิยตา สมฺโพธิปรายนาติ เตน จ นาทิกิยา ปริจารกา อตฺตมนา อเหสุํ ปมุทิตา ปีติโสมนสฺสชาตา ภควโต ปญฺหาเวยฺยากรณํ สุตฺวา อิเม โข ปนาปิ ภนฺเต อเหสุํ มาคธิกา ปริจารกา พหู เจว รตฺตญฺญู จ อพฺภตีตา กาลกตา สุญฺญา มญฺเญ องฺคมคธา มาคธิเกหิ ปริจารเกหิ อพฺภตีเตหิ กาลกเตหิ เตน โข ปนาปิ ภนฺเต อเหสุํ พุทฺเธ ปสนฺนา ธมฺเม ปสนฺนา สงฺเฆ ปสนฺนา สีเลสุ ปริปูรีการิโน เต อพฺภตีตา กาลกตา ภควตา อพฺยากตา เตสํปิสฺส สาธุ เวยฺยากรณํ พหุชโน ปสีเทยฺย ตโต คจฺเฉยฺย สุคตึ {๑๘๙.๔} อยํ โข ปนาปิ ภนฺเต อโหสิ ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร ธมฺมิโก ธมฺมราชา หิโต พฺราหฺมณคหปติกานํ เนคมานญฺเจว ชานปทานญฺจ อปิสฺสุทํ มนุสฺสา กิตฺติยมานรูปา วิหรนฺติ เอวํ โน โส ธมฺมิโก ธมฺมราชา สุขาเปตฺวา กาลกโต เอวํ มยํ ตสฺส ธมฺมิกสฺส ธมฺมรญฺโญ วิชิเต ผาสุกํ วิหริมฺหาติ โส โข ปนาปิ ภนฺเต อโหสิ พุทฺเธ ปสนฺโน ธมฺเม ปสนฺโน สงฺเฆ ปสนฺโน สีเลสุ ปริปูรีการี อปิสฺสุทํ มนุสฺสา เอวมาหํสุ ยาว มรณกาลาปิ ราชา มาคโธ เสนิโย พิมฺพิสาโร ภควนฺตํ กิตฺติยมานรูโป กาลกโตติ โส อพฺภตีโต กาลกโต ภควตา อพฺยากโต ตสฺสปิสฺส สาธุ เวยฺยากรณํ พหุชโน ปสีเทยฺย ตโต คจฺเฉยฺย สุคตึ ภควโต โข ปน ภนฺเต สมฺโพธิ มาคเธสุ ยตฺถ โข ปน ภนฺเต ภควโต สมฺโพธิ มาคเธสุ กถํ ตตฺร ภควา มาคธิเก ปริจารเก อพฺภตีเต กาลกเต อุปปตฺตีสุ น พฺยากเรยฺย ภควา เจ โข ปน ภนฺเต มาคธิเก ปริจารเก อพฺภตีเต กาลกเต อุปปตฺตีสุ น พฺยากเรยฺย นินฺนมนา เตนสฺสุ มาคธิกา ปริจารกา เยน โข ปนสฺสุ นินฺนมนา มาคธิกา ปริจารกา กถํ เต ภควา น พฺยากเรยฺยาติ ฯ อิทมายสฺมา อานนฺโท มาคธิเก ปริจารเก อารพฺภ ภควโต สมฺมุขา ปริกถํ กตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ ฯ
๑๙๐อถโข ภควา อจิรปกฺกนฺเต อายสฺมนฺเต อานนฺเท ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรํ อาทาย นาทิกํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ นาทิเก ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ปาเท ปกฺขาเลตฺวา คิญฺชกาวสถํ ปวิสิตฺวา มาคธิเก ปริจารเก อารพฺภ อฏฺฐิกตฺวา มนสิกตฺวา สพฺพํ เจตโส สมนฺนาหริตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ คตึ เนสํ ชานิสฺสามิ อภิสมฺปรายํ ยํคติกา เต ภวนฺโต ยํอภิสมฺปรายาติ ฯ อทฺทสา โข ภควา มาคธิเก ปริจารเก ยํคติกา เต ภวนฺโต ยํอภิสมฺปรายา ฯ อถโข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต คิญฺชกาวสถา นิกฺขมิตฺวา วิหารจฺฉายายํ ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ
๑๙๑อถโข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ อุปสนฺตปติสฺโส ภนฺเต ภควา ภาติริว ภควโต มุขวณฺโณ วิปฺปสนฺนตฺตา อินฺทฺริยานํ สนฺเตน นูนชฺช ภนฺเต ภควา วิหาเรน วิหาสีติ ฯ ยเทว โข เม ตฺวํ อานนฺท มาคธิเก ปริจารเก อารพฺภ สมฺมุขา ปริกถํ กตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกนฺโต ตเทวาหํ นาทิเก ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต ปาเท ปกฺขาเลตฺวา คิญฺชกาวสถํ ปวิสิตฺวา มาคธิเก ปริจารเก อารพฺภ อฏฺฐิกตฺวา มนสิกตฺวา สพฺพํ เจตโส สมนฺนาหริตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทึ คตึ เนสํ ชานิสฺสามิ อภิสมฺปรายํ ยํคติกา เต ภวนฺโต ยํอภิสมฺปรายาติ อทฺทสํ โข อหํ อานนฺท มาคธิเก ปริจารเก ยํคติกา เต ภวนฺโต ยํอภิสมฺปรายา {๑๙๑.๑} อถโข อานนฺท อนฺตรหิโต ยกฺโข สทฺทมนุสฺสาเวสิ ชนวสโภ อหํ ภควา ชนวสโภ อหํ สุคตาติ อภิชานาสิ โน ตฺวํ อานนฺท อิโต ปุพฺเพ เอวรูปํ นามเธยฺยํ สุตํ ยทิทํ ชนวสโภติ ฯ น โข อหํ ภนฺเต อภิชานามิ อิโต ปุพฺเพ เอวรูปํ นามเธยฺยํ สุตํ ยทิทํ ชนวสโภติ อปิจ เม ภนฺเต โลมานิ หฏฺฐานิ ชนวสโภติ นามเธยฺยํ สุตฺวา ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอตทโหสิ น หิ นูน โส โอรโก ยกฺโข ภวิสฺสติ ยทิทํ เอวรูปํ นามเธยฺยํ สุปญฺญตฺตํ ยทิทํ ชนวสโภติ ฯ อนฺตรา โข อานนฺท สทฺทสฺส ปาตุภาโว อุฬารวณฺโณ เม ยกฺโข สมฺมุเข ปาตุรโหสิ ทุติยมฺปิ สทฺทมนุสฺสาเวสิ พิมฺพิสาโร อหํ ภควา พิมฺพิสาโร อหํ สุคต อิทํ สตฺตมํ โข อหํ ภนฺเต เวสฺสวณสฺส มหาราชสฺส สหพฺยตํ อุปปชฺชามิ โส อิโต จุโต มนุสฺเสสุ ราชา ภวิตุํ ปโหมิ
๑๙๒อิโต สตฺต ตโต สตฺต สํสรามิ จตุทฺทส นิวาสมภิชานามิ ยตฺถ เม วุสิตํ ปุเร ฯ {๑๙๒.๑} ทีฆรตฺตํ โข อหํ ภนฺเต อวินิปาโต อวินิปาตํ สญฺชานามิ อาสา จ ปน เม สนฺติฏฺฐติ สกทาคามิตายาติ ฯ อจฺฉริยมิทํ อายสฺมโต ชนวสภสฺส ยกฺขสฺส อพฺภูตมิทํ อายสฺมโต ชนวสภสฺส ยกฺขสฺส ทีฆรตฺตํ โข อหํ ภนฺเต อวินิปาโต อวินิปาตํ สญฺชานามีติ ปเวเทสิ อาสา จ ปน เม สนฺติฏฺฐติ สกทาคามิตายาติ ปเวเทสิ กุโตนิทานํ ปนายสฺมา ชนวสโภ ยกฺโข เอวรูปํ อุฬารวิเสสาธิคมํ สญฺชานาตีติ ฯ น อญฺญตฺร ภควา ตว สาสนา น อญฺญตฺร สุคต ตว สาสนา ยทคฺเค อหํ ภนฺเต ภควติ เอกนฺตโต อภิปฺปสนฺโน ตทคฺเค อหํ ภนฺเต ทีฆรตฺตํ อวินิปาโต อวินิปาตํ สญฺชานามิ อาสา จ ปน เม สนฺติฏฺฐติ สกทาคามิตาย อิธาหํ ภนฺเต เวสฺสวเณน มหาราเชน เปสิโต วิรูฬฺหกสฺส มหาราชสฺส สนฺติเก เกนจิเทว กรณีเยน อทฺทสํ ภควนฺตํ อนฺตรามคฺเค คิญฺชกาวสถํ ปวิสิตฺวา มาคธิเก ปริจารเก อารพฺภ อฏฺฐิกตฺวา มนสิกตฺวา สพฺพํ เจตโส สมนฺนาหริตฺวา นิสินฺนํ คตึ เนสํ ชานิสฺสามิ อภิสมฺปรายํ ยํคติกา เต ภวนฺโต ยํอภิสมฺปรายาติ อนจฺฉริยํ โข ปเนตํ ภนฺเต ยํ เวสฺสวณสฺส มหาราชสฺส ตสฺสํ ปริสายํ ภาสโต สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ ยํคติกา เต ภวนฺโต ยํอภิสมฺปรายาติ ตสฺส มยฺหํ ภนฺเต เอตทโหสิ ภควนฺตญฺจ ทกฺขามิ อิทญฺจ ภควโต อาโรเจสฺสามีติ อิเม โข เม ภนฺเต เทฺว ปจฺจยา ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ {๑๙๒.๒} ปุริมานิ ภนฺเต ทิวสานิ ปุริมตรานิ ตทหุโปสเถ ปณฺณรเส วสฺสูปนายิกาย ปุณฺณมาย รตฺติยา เกวลกปฺปา จ เทวา ตาวตึสา สุธมฺมายํ สภายํ สนฺนิสินฺนา โหนฺติ สนฺนิปติตา มหตี จ ทิพฺพปริสา สมนฺตโต นิสินฺนา โหนฺติ จตฺตาโร จ มหาราชาโน จตุทฺทิสา นิสินฺนา โหนฺติ ปุรตฺถิมาย ทิสาย ธตรฏฺโฐ มหาราชา ปจฺฉิมาภิมุโข นิสินฺโน โหติ เทเวหิ ปุรกฺขตฺวา ทกฺขิณาย ทิสาย วิรูฬฺหโก มหาราชา อุตฺตราภิมุโข นิสินฺโน โหติ เทเวหิ ปุรกฺขตฺวา ปจฺฉิมาย ทิสาย วิรูปกฺโข มหาราชา ปุรตฺถิมาภิมุโข นิสินฺโน โหติ เทเวหิ ปุรกฺขตฺวา อุตฺตราย ทิสาย เวสฺสวโณ มหาราชา ทกฺขิณาภิมุโข นิสินฺโน โหติ เทเวหิ ปุรกฺขตฺวา ยทา ภนฺเต เกวลกปฺปา จ เทวา ตาวตึสา สุธมฺมายํ สภายํ นิสินฺนา โหนฺติ สนฺนิปติตา มหตี จ ทิพฺพปริสา สมนฺตโต นิสินฺนา โหนฺติ จตฺตาโร จ มหาราชาโน จตุทฺทิสา นิสินฺนา โหนฺติ อิทํ เนสํ โหติ อาสนสฺมึ อถ ปจฺฉา อมฺหากํ อาสนํ โหติ เย เต ภนฺเต เทวา ภควติ พฺรหฺมจริยํ จริตฺวา อธุนูปปนฺนา ตาวตึสกายํ เต อญฺเญ เทเว อติวิโรเจนฺติ วณฺเณน เจว ยสสา จ เตน สุทํ ภนฺเต เทวา ตาวตึสา อตฺตมนา โหนฺติ ปมุทิตา ปีติโสมนสฺสชาตา ทิพฺพา วต โภ กายา ปริปูเรนฺติ หายนฺติ อสุรกายาติ อถโข ภนฺเต สกฺโก เทวานมินฺโท เทวานํ ตาวตึสานํ สมฺปสาทํ วิทิตฺวา อิมาหิ คาถาหิ อนุโมทิ
๑๙๓โมทนฺติ วต โภ เทวา ตาวตึสา สหินฺทกา ตถาคตํ นมสฺสนฺตา ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตํ ฯ นเว ว เทเว ปสฺสนฺตา วณฺณวนฺเต ยสสฺสิโน สุคตสฺมึ พฺรหฺมจริยํ จริตฺวาน อิธาคเต ฯ เต อญฺเญ อติโรจนฺติ วณฺเณน ยสสายุนา สาวกา ภูริปญฺญสฺส วิเสสุปคตา อิธ ฯ อิทํ ทิสฺวาน นนฺทนฺติ ตาวตึสา สหินฺทกา ตถาคตํ นมสฺสนฺตา ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตนฺติ ฯ
๑๙๔เตน สุทํ ภนฺเต เทวา ตาวตึสา ภิยฺโยโส มตฺตาย อตฺตมนา โหนฺติ ปมุทิตา ปีติโสมนสฺสชาตา ทิพฺพา วต โภ กายา ปริปูเรนฺติ หายนฺติ อสุรกายาติ อถโข ภนฺเต เยนตฺเถน เทวา ตาวตึสา สุธมฺมายํ สภายํ สนฺนิสินฺนา โหนฺติ สนฺนิปติตา ตํ อตฺถํ จินฺตยิตฺวา ตํ อตฺถํ มนฺตยิตฺวา วุตฺตวจนาปิ ตํ จตฺตาโร มหาราชาโน ตสฺมึ อตฺเถ โหนฺติ ปจฺจนุสิฏฺฐวจนาปิ ตํ จตฺตาโร มหาราชาโน ตสฺมึ อตฺเถ โหนฺติ สเกสุ สเกสุ อาสเนสุ ฐิตา อวิปกฺกนฺตา ฯ เต วุตฺตวากฺยา ราชาโน ปฏิคฺคยฺหานุสาสนึ วิปฺปสนฺนมนา สนฺตา อฏฺฐํสุ สมฺหิ อาสเนติ ฯ
๑๙๕อถโข ภนฺเต อุตฺตราย ทิสาย อุฬาโร อาโลโก สญฺชายิ โอภาโส ปาตุรโหสิ อติกฺกมฺเมว เทวานํ เทวานุภาวํ อถ ภนฺเต สกฺโก เทวานมินฺโท เทเว ตาวตึเส อามนฺเตสิ ยถา โข มาริสา นิมิตฺตา ทิสฺสนฺติ อาโลโก สญฺชายติ โอภาโส ปาตุภวติ พฺรหฺมา ปาตุภวิสฺสติ พฺรหฺมุโน เหตํ ปุพฺพนิมิตฺตํ ปาตุภาวาย ยทิทํ อาโลโก สญฺชายติ โอภาโส ปาตุภวตีติ ฯ ยถา นิมิตฺตา ทิสฺสนฺติ พฺรหฺมา ปาตุภวิสฺสติ พฺรหฺมุโน เหตํ ปุพฺพนิมิตฺตํ โอภาโส วิปุโล มหาติ ฯ
๑๙๖อถ ภนฺเต เทวา ตาวตึสา ยถาสเกสุ อาสเนสุ นิสีทึสุ โอภาสเมตํ ญสฺสาม ยํ วิปาโก ภวิสฺสติ สจฺฉิกตฺวา ว นํ คมิสฺสามาติ ฯ จตฺตาโรปิ มหาราชาโน ยถาสเกสุ อาสเนสุ นิสีทึสุ โอภาสเมตํ ญสฺสาม ยํ วิปาโก ภวิสฺสติ สจฺฉิกตฺวา ว นํ คมิสฺสามาติ ฯ อิทํ สุตฺวา เทวา ตาวตึสา เอกคฺคา สมาปชฺชึสุ โอภาสเมตํ ญสฺสาม ยํ วิปาโก ภวิสฺสติ สจฺฉิกตฺวา ว นํ คมิสฺสามาติ ยทา ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร เทวานํ ตาวตึสานํ ปาตุภวติ โอฬาริกํ อตฺตภาวํ อภินิมฺมินิตฺวา ปาตุภวติ โย โข ปน ภนฺเต พฺรหฺมุโน ปกติวณฺโณ อนภิสมฺภวนีโย โส เทวานํ ตาวตึสานํ จกฺขุปถสฺมึ ยทา ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร เทวานํ ตาวตึสานํ ปาตุภวติ โส อญฺเญ เทเว อติโรจติ วณฺเณน เจว ยสสา จ เสยฺยถาปิ ภนฺเต โสวณฺณวิคฺคโห มานุสํ วิคฺคหํ อติโรจติ เอวเมว โข ภนฺเต ยทา พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร เทวานํ ตาวตึสานํ ปาตุภวติ โส อญฺเญ เทเว อติโรจติ วณฺเณน เจว ยสสา จ ยทา ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร เทวานํ ตาวตึสานํ ปาตุภวติ น ตสฺสํ ปริสายํ โกจิ เทโว อภิวาเทติ วา ปจฺจุฏฺเฐติ วา อาสเนน วา นิมนฺเตติ สพฺเพ ว ตุณฺหีภูตา ปญฺชลิกา ปลฺลงฺเก นิสีทนฺติ ยสฺสทานิ เทวสฺส อิจฺฉิสฺสติ พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร ตสฺส เทวสฺส ปลฺลงฺเก นิสีทิสฺสติ {๑๙๖.๑} ยสฺส โข ปน ภนฺเต เทวสฺส พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร ปลฺลงฺเก นิสีทติ อุฬารํ โส ลภติ เทโว เวทปฏิลาภํ อุฬารํ โส ลภติ เทโว โสมนสฺสปฏิลาภํ เสยฺยถาปิ ภนฺเต ราชา ขตฺติโย มุทฺธาวสิตฺโต อธุนาวสิตฺโต รชฺเชน อุฬารํ โส ลภติ เวทปฏิลาภํ อุฬารํ โส ลภติ โสมนสฺสปฏิลาภํ เอวเมว โข ภนฺเต ยสฺส เทวสฺส พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร ปลฺลงฺเก นิสีทติ อุฬารํ โส ลภติ เทโว เวทปฏิลาภํ อุฬารํ โส ลภติ เทโว โสมนสฺสปฏิลาภํ อถ ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร โอฬาริกํ อตฺตภาวํ อภินิมฺมินิตฺวา กุมารวณฺโณ หุตฺวา ปญฺจสิโข เทวานํ ตาวตึสานํ ปาตุรโหสิ โส เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา อากาเส อนฺตลิกฺเข ปลฺลงฺเกน นิสีทิ ฯ เสยฺยถาปิ ภนฺเต พลวา ปุริโส สุปจฺจตฺถเต วา ปลฺลงฺเก สเม วา ภูมิภาเค ปลฺลงฺเกน นิสีเทยฺย เอวเมว โข ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา อากาเส อนฺตลิกฺเข ปลฺลงฺเก นิสีทิตฺวา เทวานํ ตาวตึสานํ สมฺปสาทํ วิทิตฺวา อิมาหิ คาถาหิ อนุโมทิ
๑๙๗โมทนฺติ วต โภ เทวา ตาวตึสา สหินฺทกา ตถาคตํ นมสฺสนฺตา ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตํ ฯ นเว ว เทเว ปสฺสนฺตา วณฺณวนฺเต ยสสฺสิโน สุคตมฺหิ พฺรหฺมจริยํ จริตฺวาน อิธาคเต ฯ เต อญฺเญ อติโรจนฺติ วณฺเณน ยสสายุนา สาวกา ภูริปญฺญสฺส วิเสสุปคตา อิธ ฯ อิทํ ทิสฺวาน นนฺทนฺติ ตาวตึสา สหินฺทกา ตถาคตํ นมสฺสนฺตา ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตนฺติ ฯ
๑๙๘อิทมตฺถํ ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร อภาสิตฺถ ฯ อิทมตฺถํ ภนฺเต พฺรหฺมุโน สนงฺกุมารสฺส ภาสโต อฏฺฐงฺคสมนฺนาคโต สโร โหติ วิสฺสฏฺโฐ จ วิญฺเญยฺโย จ มญฺชู จ สวนีโย จ พินฺทุ จ อวิสารี จ คมฺภีโร จ นินฺนาที จ ฯ ยถาปริสํ โข ปน ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร สเรน จ วิญฺญาเปติ น จสฺส พหิทฺธา ปริสาย โฆโส นิจฺฉรติ ฯ ยสฺส โข ปน ภนฺเต เอวํ อฏฺฐงฺคสมนฺนาคโต สโร โหติ โส วุจฺจติ พฺรหฺมสฺสโรติ ฯ {๑๙๘.๑} อถโข ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร เตตฺตึเส อตฺตภาเว อภินิมฺมินิตฺวา เทวานํ ตาวตึสานํ ปจฺเจกปลฺลงฺเก นิสีทิตฺวา เทเว ตาวตึเส อามนฺเตสิ ตํ กึ มญฺญนฺติ โภนฺโต เทวา ตาวตึสา ยาวญฺเจโส ภควา พหุชนหิตาย ปฏิปนฺโน พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ เย หิ เกจิ โภนฺโต พุทฺธํ สรณํ คตา ธมฺมํ สรณํ คตา สงฺฆํ สรณํ คตา สีเลสุ ปริปูรีการิโน เต กายสฺส เภทา ปรํ มรณา อปฺเปกจฺเจ ปรินิมฺมิตวสวตฺตีนํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ นิมฺมานรตีนํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ ตุสิตานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ ยามานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ ตาวตึสานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ อปฺเปกจฺเจ จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชนฺติ เย สพฺพนิหีนํ กายํ ปริปูเรนฺติ เต คนฺธพฺพกายํ ปริปูเรนฺตีติ ฯ
๑๙๙อิทมตฺถํ ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร อภาสิตฺถ ฯ อิทมตฺถํ ภนฺเต พฺรหฺมุโน สนงฺกุมารสฺส ภาสโต โฆโสเยว เทวา มญฺญนฺติ ยฺวายํ มม ปลฺลงฺเก สฺวายํ เอโก จ ภาสตีติ ฯ เอกสฺมึ ภาสมานสฺมึ สพฺเพ ภาสนฺติ นิมฺมิตา เอกสฺมึ ตุณฺหิมาสิเน สพฺเพ ตุณฺหี ภวนฺติ เต ฯ ตทสฺสุ เทวา มญฺญนฺติ ตาวตึสา สหินฺทกา ยฺวายํ มม ปลฺลงฺกสฺมึ สฺวายํ เอโก จ ภาสตีติ ฯ
๒๐๐อถโข ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร เอกตฺเตน อตฺตานํ อุปสํหรติ เอกตฺเตน อตฺตานํ อุปสํหริตฺวา สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส ปลฺลงฺเก นิสีทิตฺวา เทเว ตาวตึเส อามนฺเตสิ {๒๐๐.๑} ตํ กึ มญฺญนฺติ โภนฺโต เทวา ตาวตึสา ยาว สุปญฺญตฺตาปิเม เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน จตฺตาโร อิทฺธิปาทา อิทฺธิพหุลีกตาย อิทฺธิวิเสวิตาย อิทฺธิวิกุพฺพนตาย กตเม จตฺตาโร อิธ โภ ภิกฺขุ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ วิริยสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ จิตฺตสมาธิปธาน- สงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ อิเม โข โภ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ปญฺญตฺตา อิทฺธิพหุลีกตาย อิทฺธิวิเสวิตาย อิทฺธิวิกุพฺพนตาย {๒๐๐.๒} เยปิ หิ เกจิ โภ อตีตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภสุํ สพฺเพ เต อิเมสญฺเญว จตุนฺนํ อิทฺธิปาทานํ ภาวิตตฺตา พหุลีกตตฺตา เยปิ หิ เกจิ โภ อนาคตมทฺธานํ สมณา วา พฺราหฺมณา วา อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภสฺสนฺติ สพฺเพ เต อิเมสญฺเญว จตุนฺนํ อิทฺธิปาทานํ ภาวิตตฺตา พหุลีกตตฺตา เยปิ หิ เกจิ โภ เอตรหิ สมณา วา พฺราหฺมณา วา อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภนฺติ สพฺเพ เต อิเมสญฺเญว จตุนฺนํ อิทฺธิปาทานํ ภาวิตตฺตา พหุลีกตตฺตา ปสฺสนฺติ โน โภนฺโต เทวา ตาวตึสา มมปีมํ เอวรูปํ อิทฺธานุภาวนฺติ ฯ เอวํ มหาพฺรเหฺมติ ฯ อหํปิ โข โภ อิเมสํเยว จตุนฺนํ อิทฺธิปาทานํ ภาวิตตฺตา พหุลีกตตฺตา เอวํมหิทฺธิโก เอวํมหานุภาโวติ ฯ
๒๐๑อิทมตฺถํ ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร อภาสิตฺถ ฯ อิทมตฺถํ ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร ภาสิตฺวา เทเว ตาวตึเส อามนฺเตสิ ตํ กึ มญฺญนฺติ โภนฺโต เทวา ตาวตึสา ยาวญฺจิทํ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ตโย โอกาสาธิคมา อนุพุทฺธา สุขสฺสาธิคมาย ฯ กตเม ตโย ฯ
๒๐๒อิธ โภ เอกจฺโจ สํสฏฺโฐ วิหรติ กาเมหิ สํสฏฺโฐ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ ฯ โส อปเรน สมเยน อริยธมฺมํ สุณาติ โยนิโส มนสิกโรติ ธมฺมานุธมฺมํ ปฏิปชฺชติ ฯ โส อริยธมฺมสฺสวนํ อาคมฺม โยนิโส มนสิการํ ธมฺมานุธมฺมํ ปฏิปชฺชติ อสํสฏฺโฐ วิหรติ กาเมหิ อสํสฏฺโฐ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ ฯ ตสฺส อสํสฏฺฐสฺส กาเมหิ อสํสฏฺฐสฺส อกุสเลหิ ธมฺเมหิ อุปฺปชฺชติ สุขํ สุขา ภิยฺโย โสมนสฺสํ ฯ เสยฺยถาปิ โภ ปมุทา ปาโมชฺชํ ชาเยถ เอวเมว โข โภ อสํสฏฺฐสฺส กาเมหิ อสํสฏฺฐสฺส อกุสเลหิ ธมฺเมหิ อุปฺปชฺชติ สุขํ สุขา ภิยฺโย โสมนสฺสํ ฯ อยํ โข โภ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ปฐโม โอกาสาธิคโม อนุพุทฺโธ สุขสฺสาธิคมาย ฯ
๒๐๓ปุน จปรํ โภ อิเธกจฺจสฺส โอฬาริกา กายสงฺขารา อปฺปฏิปฺปสฺสทฺธา โหนฺติ โอฬาริกา วจีสงฺขารา อปฺปฏิปฺปสฺสทฺธา โหนฺติ โอฬาริกา จิตฺตสงฺขารา อปฺปฏิปฺปสฺสทฺธา โหนฺติ ฯ โส อปเรน สมเยน อริยธมฺมํ สุณาติ โยนิโส มนสิกโรติ ธมฺมานุธมฺมํ ปฏิปชฺชติ ฯ ตสฺส อริยธมฺมสฺสวนํ อาคมฺม โยนิโส มนสิการํ ธมฺมานุธมฺมํ ปฏิปชฺชนฺตสฺส โอฬาริกา กายสงฺขารา ปฏิปฺปสฺสมฺภนฺติ โอฬาริกา วจีสงฺขารา ปฏิปฺปสฺสมฺภนฺติ โอฬาริกา จิตฺตสงฺขารา ปฏิปฺปสฺสมฺภนฺติ ฯ ตสฺส โอฬาริกานํ กายสงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา โอฬาริกานํ วจีสงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา โอฬาริกานํ จิตฺตสงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา อุปฺปชฺชติ สุขํ สุขา ภิยฺโย โสมนสฺสํ ฯ เสยฺยถาปิ โภ ปมุทา ปาโมชฺชํ ชาเยถ เอวเมว โข โภ โอฬาริกานํ กายสงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา โอฬาริกานํ วจีสงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา โอฬาริกานํ จิตฺตสงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา อุปฺปชฺชติ สุขํ สุขา ภิยฺโย โสมนสฺสํ ฯ อยํ โข โภ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ทุติโย โอกาสาธิคโม อนุพุทฺโธ สุขสฺสาธิคมาย ฯ
๒๐๔ปุน จปรํ โภ อิเธกจฺโจ อิทํ กุสลนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อิทํ อกุสลนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อิทํ สาวชฺชนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อิทํ อนวชฺชนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อิทํ เสวิตพฺพนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อิทํ น เสวิตพฺพนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อิทํ หีนนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อิทํ ปณีตนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อิทํ กณฺหสุกฺกสปฺปฏิภาคนฺติ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ฯ {๒๐๔.๑} โส อปเรน สมเยน อริยธมฺมํ สุณาติ โยนิโส มนสิกโรติ ธมฺมานุธมฺมํ ปฏิปชฺชติ ฯ โส อริยธมฺมสฺสวนํ อาคมฺม โยนิโส มนสิการํ ธมฺมานุธมฺมํ ปฏิปชฺชติ อิทํ กุสลนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทํ อกุสลนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทํ สาวชฺชนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทํ อนวชฺชนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทํ เสวิตพฺพนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทํ น เสวิตพฺพนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทํ หีนนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทํ ปณีตนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทํ กณฺหสุกฺกสปฺปฏิภาคนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯ ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต อวิชฺชา ปหียติ วิชฺชา อุปฺปชฺชติ ฯ {๒๐๔.๒} ตสฺส อวิชฺชาวิราคา วิชฺชุปฺปาทา อุปฺปชฺชติ สุขํ สุขา ภิยฺโย โสมนสฺสํ ฯ เสยฺยถาปิ โภ ปมุทา ปาโมชฺชํ ชาเยถ เอวเมว โข โภ อวิชฺชาวิราคา วิชฺชุปฺปาทา อุปฺปชฺชติ สุขํ สุขา ภิยฺโย โสมนสฺสํ ฯ อยํ โข โภ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ตติโย โอกาสาธิคโม อนุพุทฺโธ สุขสฺสาธิคมาย ฯ อิเม โข โภ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน ตโย โอกาสาธิคมา อนุพุทฺธา สุขสฺสาธิคมายาติ ฯ
๒๐๕อิทมตฺถํ ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร อภาสิตฺถ ฯ อิทมตฺถํ ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร ภาสิตฺวา เทเว ตาวตึเส อามนฺเตสิ ตํ กึ มญฺญนฺติ โภนฺโต เทวา ตาวตึสา ยาว สุปญฺญตฺตาปีเม เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน จตฺตาโร สติปฏฺฐานา กุสลสฺสาธิคมาย กตเม จตฺตาโร อิธ โภ ภิกฺขุ อชฺฌตฺตํ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ อชฺฌตฺตํ กาเย กายานุปสฺสี วิหรนฺโต ตตฺถ สมฺมา สมาธิยติ สมฺมา วิปฺปสีทติ ฯ {๒๐๕.๑} โส ตตฺถ สมฺมาสมาหิโต สมฺมาวิปฺปสนฺโน พหิทฺธา ปรกาเย ญาณทสฺสนํ อภินิพฺพตฺเตติ ฯ อชฺฌตฺตํ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ อชฺฌตฺตํ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรนฺโต ตตฺถ สมฺมา สมาธิยติ สมฺมา วิปฺปสีทติ ฯ โส ตตฺถ สมฺมาสมาหิโต สมฺมาวิปฺปสนฺโน พหิทฺธา ปรเวทนาสุ ญาณทสฺสนํ อภินิพฺพตฺเตติ ฯ อชฺฌตฺตํ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ อชฺฌตฺตํ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรนฺโต ตตฺถ สมฺมา สมาธิยติ สมฺมา วิปฺปสีทติ ฯ โส ตตฺถ สมฺมาสมาหิโต สมฺมาวิปฺปสนฺโน พหิทฺธา ปรจิตฺเต ญาณทสฺสนํ อภินิพฺพตฺเตติ ฯ อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรนฺโต ตตฺถ สมฺมา สมาธิยติ สมฺมา วิปฺปสีทติ ฯ โส ตตฺถ สมฺมาสมาหิโต สมฺมาวิปฺปสนฺโน พหิทฺธา ปรธมฺเมสุ ญาณทสฺสนํ อภินิพฺพตฺเตติ ฯ อิเม โข โภ เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ปญฺญตฺตา กุสลสฺสาธิคมายาติ ฯ
๒๐๖อิทมตฺถํ ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร อภาสิตฺถ ฯ อิทมตฺถํ ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร ภาสิตฺวา เทเว ตาวตึเส อามนฺเตสิ ตํ กึ มญฺญนฺติ โภนฺโต เทวา ตาวตึสา ยาว สุปญฺญตฺตาปีเม เตน ภควตา ชานตา ปสฺสตา อรหตา สมฺมาสมฺพุทฺเธน สตฺต สมาธิปริกฺขารา สมฺมาสมาธิสฺส ภาวนาย สมฺมาสมาธิสฺส ปาริปูริยา กตเม สตฺต สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ ฯ {๒๐๖.๑} ยา โข โภ อิเมหิ สตฺตหงฺเคหิ จิตฺตสฺส เอกคฺคตา ปริกฺขตา อยํ วุจฺจติ โภ อริโย สมฺมาสมาธิ สอุปนิโส อิติปิ สปริกฺขาโร อิติปิ สมฺมาทิฏฺฐิสฺส โภ สมฺมาสงฺกปฺโป ปโหติ สมฺมาสงฺกปฺปสฺส สมฺมาวาจา ปโหติ สมฺมาวาจสฺส สมฺมากมฺมนฺโต ปโหติ สมฺมากมฺมนฺตสฺส สมฺมาอาชีโว ปโหติ สมฺมาอาชีวสฺส สมฺมาวายาโม ปโหติ สมฺมาวายามสฺส สมฺมาสติ ปโหติ สมฺมาสติสฺส สมฺมาสมาธิ ปโหติ สมฺมาสมาธิสฺส สมฺมาญาณํ ปโหติ สมฺมาญาณสฺส สมฺมาวิมุตฺติ ปโหติ ฯ ยญฺหิ ตํ โภ สมฺมาวทมาโน วเทยฺย สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ อปารุตา เต อมตสฺส ทฺวาราติ ฯ อิทเมว ตํ สมฺมาสมฺพุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคตํ สมฺมาวทมาโน วเทยฺย สฺวากฺขาโต หิ ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ อปารุตา เต อมตสฺส ทฺวาราติ ฯ {๒๐๖.๒} เย หิ เกจิ โภ พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคตา ธมฺเม อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคตา สงฺเฆ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคตา อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคตา ฯ เย จิเม โอปปาติกา ธมฺเม วินีตา สาติเรกานิ จตุวีสติสตสหสฺสานิ มาคธิกา ปริจารกา อพฺภตีตา กาลกตา ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โสตาปนฺนา อวินิปาตธมฺมา นิยตา สมฺโพธิปรายนา ฯ อตฺถิ เจเวตฺถ สกทาคามิโน อถายํ อิตรา ปชา ปุญฺญภาคาติ มม โน สงฺขาตุํ สกฺโกมิ มุสาวาทสฺส โอตฺตปฺปนฺติ ฯ
๒๐๗อิทมตฺถํ ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร อภาสิตฺถ ฯ อิทมตฺถํ ภนฺเต พฺรหฺมุโน สนงฺกุมารสฺส ภาสโต เวสฺสวณสฺส มหาราชสฺส เอวํ เจตโส ปริวิตกฺโก อุทปาทิ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ เอวรูโปปิ นาม อุฬาโร สตฺถา ภวิสฺสติ เอวรูปํ อุฬารํ ธมฺมกฺขานํ เอวรูปา อุฬารา วิเสสาธิคมา ปญฺญายิสฺสนฺตีติ ฯ อถ ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร เวสฺสวณสฺส มหาราชสฺส เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย เวสฺสวณํ มหาราชานํ เอตทโวจ ตํ กึ มญฺญติ ภวํ เวสฺสวโณ มหาราชา อตีตมฺปิ อทฺธานํ เอวรูโป อุฬาโร สตฺถา อโหสิ เอวรูปํ อุฬารํ ธมฺมกฺขานํ เอวรูปา อุฬารา วิเสสาธิคมา ปญฺญายึสุ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ เอวรูโป อุฬาโร สตฺถา ภวิสฺสติ เอวรูปํ อุฬารํ ธมฺมกฺขานํ เอวรูปา อุฬารา วิเสสาธิคมา ปญฺญายิสฺสนฺตีติ ฯ
๒๐๘อิทมตฺถํ ภนฺเต พฺรหฺมา สนงฺกุมาโร เทวานํ ตาวตึสานํ อภาสิ ฯ อิทมตฺถํ เวสฺสวโณ มหาราชา พฺรหฺมุโน สนงฺกุมารสฺส เทวานํ ตาวตึสานํ ภาสโต สมฺมุขา สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ สายํ ปริสายํ อาโรเจสิ ฯ อิทมตฺถํ ชนวสโภ ยกฺโข เวสฺสวณสฺส มหาราชสฺส สายํ ปริสายํ ภาสโต สมฺมุขา สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ ภควโต อาโรเจสิ ฯ อิทมตฺถํ ภควา ชนวสภสฺส ยกฺขสฺส สมฺมุขา สุตฺวา สมฺมุขา ปฏิคฺคเหตฺวา สามญฺจ อภิญฺญาย อายสฺมโต อานนฺทสฺส อาโรเจสิ ฯ อิทมตฺถํ อายสฺมา อานนฺโท ภควโต สมฺมุขา สุตฺวา สมฺมุขา ปฏิคฺคเหตฺวา อาโรเจสิ ภิกฺขูนํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานํ ฯ ตยิทํ พฺรหฺมจริยํ อิทฺธญฺเจว ผีตญฺจ วิตฺถาริกํ พหุชญฺญํ ปุถุภูตํ ยาว เทวมนุสฺเสหิ สุปฺปกาสิตนฺติ ฯ ชนวสภสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ปญฺจมํ ฯ -------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] ทรงพยากรณ์ชาวบ้านนาทิกคามเป็นต้น ๕. ชนวสภสูตร ว่าด้วยชนวสภยักษ์ ทรงพยากรณ์ชาวบ้านนาทิกคามเป็นต้น
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ตำหนักอิฐ ในนาทิกคาม ได้ทรงพยากรณ์เหล่าชนผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัย(อุบาสกอุบาสิกา) ที่ล่วงลับดับชีพไปแล้ว ในแคว้นรอบๆ คือ แคว้นกาสี แคว้นโกศล แคว้นวัชชี แคว้นมัลละ แคว้นเจตี แคว้นวังสะ แคว้นกุรุ แคว้นปัญจาละ แคว้นมัจฉะ และแคว้นสุรเสนะ ในเรื่องการอุบัติ ว่า“คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น ชาวบ้านนาทิกคามมากกว่า ๕๐ คนผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้ว เป็นโอปปาติกะ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการสิ้นไป ปรินิพพานในโลกนั้น ไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก ชาวบ้านนาทิกคามมากกว่า ๙๐ คน ผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วเป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป และเพราะราคะ โทสะโมหะเบาบาง มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ชาวบ้านนาทิกคามมากกว่า ๕๐๐ คน ผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วเป็นพระโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป ไม่มีทางตกต่ำมีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า”
ชาวบ้านนาทิกคามผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยได้ฟังข่าวว่า “พระผู้มี พระภาคได้ทรงพยากรณ์เหล่าชนผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วในแคว้นรอบๆ คือ แคว้นกาสี แคว้นโกศล แคว้นวัชชี แคว้นมัลละ แคว้นเจตีแคว้นวังสะ แคว้นกุรุ แคว้นปัญจาละ แคว้นมัจฉะ และแคว้นสุรเสนะ ในเรื่องการอุบัติว่า ‘คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น ชาวบ้านนาทิกคามมากกว่า๕๐ คน ผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้ว เป็นโอปปาติกะ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการสิ้นไป ปรินิพพานในโลกนั้น ไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก@เชิงอรรถ : @ อุบัติ ในที่นี้หมายถึงญาณคติ (การเกิดขึ้นแห่งมรรคญาณ) เพราะมีสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการสิ้นไป และ@หมายถึงบุญที่ให้เกิดเป็นเทพชั้นใดชั้นหนึ่ง (ที.ม.อ. ๒๗๓-๒๗๕/๒๔๘, ที.ม.ฏีกา ๒๗๓-๒๗๕/๒๕๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๐๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] ทรงพยากรณ์ชาวบ้านนาทิกคามเป็นต้น ชาวบ้านนาทิกคามมากกว่า ๙๐ คน ผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วเป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป และเพราะราคะ โทสะ โมหะเบาบาง มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ชาวบ้านนาทิกคามมากกว่า ๕๐๐ คน ผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับ ดับชีพไปแล้วเป็นพระโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป ไม่มีทางตกต่ำมีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า” เพราะเหตุนั้นแล ชาวบ้านนาทิกคามผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยจึงมีใจยินดี เบิกบานใจ เกิดปีติและโสมนัส เพราะได้ฟังคำพยากรณ์ปัญหาของพระผู้มีพระภาค
ท่านพระอานนท์ได้ฟังข่าวว่า “พระผู้มีพระภาคได้ทรงพยากรณ์ เหล่าชนผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้ว ในแคว้นรอบๆ คือ แคว้นกาสี แคว้นโกศล แคว้นวัชชี แคว้นมัลละ แคว้นเจตี แคว้นวังสะ แคว้นกุรุ แคว้นปัญจาละ แคว้นมัจฉะ และแคว้นสุรเสนะ ในเรื่องการอุบัติว่า ‘คนโน้นเกิด ณ ที่โน้นคนโน้นเกิด ณ ที่โน้น ชาวบ้านนาทิกคามมากกว่า ๕๐ คน ผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วเป็นโอปปาติกะ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการสิ้นไปปรินิพพานในโลกนั้น ไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก ชาวบ้านนาทิกคามมากกว่า ๙๐ คน ผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วเป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป และเพราะราคะ โทสะโมหะเบาบาง มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวก็จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ชาวบ้านนาทิกคามมากกว่า ๕๐๐ คน ผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วเป็นพระโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า’ เพราะเหตุนั้นแล ชาวบ้านนาทิกคามผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยจึงมีใจยินดี เบิกบานใจเกิดปีติและโสมนัส เพราะได้ฟังคำพยากรณ์ปัญหาของพระผู้มีพระภาค”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๐๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] คำกราบทูลเลียบเคียงของพระอานนท์ คำกราบทูลเลียบเคียงของพระอานนท์
ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์ มีความคิดดังนี้ว่า “มีชาวมคธเหล่านี้ จำนวนมากเป็นผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยและเป็นรัตตัญญูซึ่งล่วงลับดับชีพไปแล้ว แต่เพราะพระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ชาวอังคะและชาวมคธผู้เลื่อมใสในพระพุทธเลื่อมใสในพระธรรม เลื่อมใสในพระสงฆ์ ผู้รักษาศีลให้บริบูรณ์ที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วเหล่านั้น แคว้นอังคะและแคว้นมคธจึงดูประหนึ่งว่าว่างจากชาวอังคะและชาวมคธ ผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้ว การพยากรณ์คนเหล่านั้นพึงให้สำเร็จประโยชน์ได้(คือ)คนจำนวนมากพึงเลื่อมใส จากนั้นจะไปสู่สุคติภูมิ อนึ่ง พระเจ้าพิมพิสาร จอมทัพแห่งแคว้นมคธ ผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม ทรงเกื้อกูลพวกพราหมณ์และคหบดี ชาวนิคมและชาวชนบท ทราบว่าชาวบ้านพากันสรรเสริญอยู่ว่า ‘พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม ทรงปกครองให้พวกเราอยู่เป็นสุข สวรรคตแล้ว’ พวกเราอยู่อย่างผาสุกในแว่นแคว้นของพระองค์ผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม อนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ทรงเลื่อมใสในพระพุทธ เลื่อมใสในพระธรรม เลื่อมใสในพระสงฆ์และทรงรักษาศีลให้บริบูรณ์’ และทราบว่าชาวบ้านพูดกันอย่างนี้ว่า ‘แม้จนกระทั่งเวลาจะสวรรคต พระเจ้าพิมพิสาร จอมทัพแห่งแคว้นมคธก็ยังทรงสรรเสริญพระผู้มีพระภาคอยู่จนสวรรคต พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ท้าวเธอ ผู้สวรรคตไปแล้วการพยากรณ์ท้าวเธอพึงให้สำเร็จประโยชน์ได้ คือ ชนจำนวนมากพึงเลื่อมใส จากนั้นจะไปสู่สุคติภูมิ พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ในแคว้นมคธ ทำไมพระองค์จึงไม่ทรงพยากรณ์ชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้ว ในเรื่องการอุบัติที่พระองค์ได้ตรัสรู้ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วในการอุบัติ พวกชาวมคธจะพึงน้อยใจว่า ‘ไฉน พระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงพยากรณ์ชาวมคธเหล่านั้น”
ท่านพระอานนท์ปรารภชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัย พิจารณา ถึงเหตุนี้อยู่ในที่สงัดเพียงลำพัง พอใกล้สว่าง จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๐๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] คำกราบทูลเลียบเคียงของพระอานนท์ ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมาว่า ‘พระผู้มีพระภาค ได้ทรงพยากรณ์เหล่าชนผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้ว ในแคว้นรอบๆ คือ แคว้นกาสี แคว้นโกศลแคว้นวัชชี แคว้นมัลละ แคว้นเจตี แคว้นวังสะ แคว้นกุรุ แคว้นปัญจาละ แคว้นมัจฉะและแคว้นสุรเสนะ ในเรื่องการอุบัติว่า ‘คนโน้นเกิด ณ ที่โน้น คนโน้นเกิด ณ ที่โน้นชาวบ้านนาทิกคามมากกว่า ๕๐ คน ผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วเป็นโอปปาติกะ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการสิ้นไป ปรินิพพานในโลกนั้นไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอีก ชาวบ้านนาทิกคามมากกว่า ๙๐ คน ผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วเป็นพระสกทาคามี เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป และเพราะราคะ โทสะโมหะเบาบาง มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวก็ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ชาวบ้านนาทิกคามมากกว่า ๕๐๐ คน ผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วเป็นพระโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า’ เพราะเหตุนั้นแล ชาวบ้านนาทิกคามผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัย จึงมีใจยินดีเบิกบานใจ เกิดปีติและโสมนัส เพราะได้ฟังคำพยากรณ์ปัญหาของพระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีชาวมคธเหล่านี้จำนวนมากเป็นผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยและเป็นรัตตัญญูซึ่งล่วงลับดับชีพไปแล้ว แต่เพราะพระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ชาวอังคะและชาวมคธผู้เลื่อมใสในพระพุทธ เลื่อมใสในพระธรรม เลื่อมใสในพระสงฆ์ผู้รักษาศีลให้บริบูรณ์ ที่ได้ล่วงลับดับชีพไปแล้วเหล่านั้น แคว้นอังคะและแคว้นมคธจึงดูประหนึ่งว่าว่างจากชาวอังคะและชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้ว การพยากรณ์คนเหล่านั้น พึงให้สำเร็จประโยชน์ได้ (คือ) คนจำนวนมากพึงเลื่อมใส จากนั้นจะไปสู่สุคติภูมิ อนึ่ง พระเจ้าพิมพิสาร จอมทัพแห่งแคว้นมคธ ผู้ทรงธรรม ครองราชย์ โดยธรรม ทรงเกื้อกูลพวกพราหมณ์และคหบดี ชาวนิคมและชาวชนบท ทราบว่าชาวบ้านพากันสรรเสริญอยู่ว่า ‘พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม ทรงปกครองให้พวกเราอยู่เป็นสุข สวรรคตแล้ว พวกเราอยู่อย่างผาสุก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๐๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] คำกราบทูลเลียบเคียงของพระอานนท์ ในแว่นแคว้นของพระองค์ผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรม อนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ทรงเลื่อมใสในพระพุทธ เลื่อมใสในพระธรรม เลื่อมใสในพระสงฆ์และทรงรักษาศีลให้บริบูรณ์’ และทราบว่าชาวบ้านพูดกันอย่างนี้ว่า ‘แม้จนกระทั่งเวลาจะสวรรคต พระเจ้าพิมพิสาร จอมทัพแห่งแคว้นมคธก็ยังทรงสรรเสริญพระผู้มีพระภาคอยู่จนสวรรคต’ พระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ท้าวเธอ ผู้สวรรคตไปแล้วการพยากรณ์ท้าวเธอพึงให้สำเร็จประโยชน์ได้ คือ คนจำนวนมากพึงเลื่อมใสจากนั้นจะไปสู่สุคติภูมิ พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ในแคว้นมคธ ทำไมพระองค์จึงไม่ทรงพยากรณ์ชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วในเรื่องการอุบัติที่พระองค์ได้ตรัสรู้ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงพยากรณ์ชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยที่ล่วงลับดับชีพไปแล้วในเรื่องการอุบัติ พวกชาวมคธจะพึงน้อยใจว่า ‘ไฉน พระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงพยากรณ์ชาวมคธเหล่านั้น” ท่านพระอานนท์ กราบทูลเลียบเคียงปรารภชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยณ เบื้องพระพักตร์พระผู้มีพระภาคแล้ว ลุกจากอาสนะถวายอภิวาทแล้ว กระทำประทักษิณจากไป
เมื่อท่านพระอานนท์จากไปไม่นาน ครั้นในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาค ทรงครองอันตรวาสกถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังนาทิกคามเพื่อบิณฑบาตเมื่อเสด็จกลับจากบิณฑบาต ภายหลังเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว ทรงล้างพระบาทเสด็จเข้าไปในตำหนักอิฐ ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว ทรงตั้งพระทัยเพ่งพิจารณาเหตุการณ์ทุกอย่าง ปรารภชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัย ด้วยพระดำริว่า “เราจะรู้คติและอภิสัมปรายภพของชาวมคธเหล่านั้นว่า ‘ผู้เจริญเหล่านั้นมีคติเป็นอย่างไร และมีอภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร” แล้วได้ทรงเห็นชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยว่า “ผู้เจริญเหล่านั้น มีคติเป็นอย่างไร และมีอภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร” ครั้นในเวลาเย็น เสด็จออกจากการหลีกเร้น ออกจากตำหนักอิฐ ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้วในร่มเงาพระวิหาร
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๐๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] ชนวสภยักษ์
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคทรงมีพระอาการอันสงบ สีพระพักตร์ผุดผ่องยิ่งนักเพราะพระอินทรีย์ผ่องใส วันนี้พระองค์คงประทับอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อันสงบเป็นแน่” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ เพราะเหตุที่เธอปรารภชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัย พูดเลียบเคียงเฉพาะหน้าเราแล้ว ลุกจากอาสนะจากไป เราเที่ยวไปยังนาทิกคามเพื่อบิณฑบาต เมื่อกลับจากบิณฑบาต ภายหลังฉันภัตตาหารเสร็จแล้วล้างเท้าเข้าไปยังตำหนักอิฐ นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้ว ตั้งจิตเพ่งพิจารณาเหตุการณ์ทุกอย่างปรารภชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยด้วยคิดว่า ‘เราจะรู้คติและอภิ-สัมปรายภพของชาวมคธเหล่านั้นว่า ‘ผู้เจริญเหล่านั้น มีคติเป็นอย่างไรและมีอภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร’ อานนท์ ตถาคตได้เห็นชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยแล้วว่า ‘ผู้เจริญเหล่านั้นมีคติเป็นอย่างไร และมีอภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร’ชนวสภยักษ์
อานนท์ ทันใดนั้น ยักษ์ที่ไม่ปรากฏตัว เปล่งเสียงให้ได้ยินว่า ‘ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ชื่อชนวสภะ ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ชื่อชนวสภะ’ อานนท์ ชื่อชนวสภะนี้ เธอรู้จัก (หรือ) เคยได้ยินมาก่อนหรือไม่” ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชื่อชนวสภะนี้ ข้าพระองค์ไม่รู้จัก (และ)ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่พอข้าพระองค์ได้ยินชื่อชนวสภะเท่านั้น ขนก็ลุกชูชัน จึงคิดว่า ‘ผู้ที่ได้นามว่า ‘ชนวสภะ’ นี้คงไม่ใช่ยักษ์ชั้นต่ำเป็นแน่”@เชิงอรรถ : @ ชนวสภะ แปลว่าผู้เจริญที่สุดในหมู่ชน เพราะเป็นผู้นำประชาชนฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาค@แล้วบรรลุพระโสดาบัน จำนวน ๑๑๐,๐๐๐ คน ยักษ์นี้ คือ พระเจ้าพิมพิสาร (ที.ม.อ. ๒๘๐/๒๔๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๑๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] ชนวสภยักษ์ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ ขณะที่มีเสียงดังขึ้น ยักษ์มีผิวพรรณผุดผ่องยิ่งนัก ปรากฏขึ้นต่อหน้าเรา ยักษ์นั้นเปล่งเสียงให้ได้ยินอีกเป็นครั้งที่ ๒ ว่า ‘ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์คือพิมพิสาร ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์คือพิมพิสารครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๗ ที่ข้าพระองค์เข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับท้าวเวสวัณมหาราชจุติจากสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชนี้แล้ว สามารถไปเกิดเป็นพระราชาในโลกมนุษย์ ข้าพระองค์จุติจากเทวโลก ๗ ครั้ง จากมนุษยโลก ๗ ครั้ง รวมเวลาท่องเที่ยวอยู่ ๑๔ ครั้ง รู้จักภพที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อน
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่มีทางตกต่ำ ทราบดีถึงความไม่ ตกต่ำมาช้านาน ข้าพระองค์ตั้งความปรารถนาไว้เพื่อเป็นพระสกทาคามี” ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า “การที่ชนวสภยักษ์ประกาศว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่มีทางตกต่ำ ทราบดีถึงความไม่ตกต่ำมาช้านาน’ และประกาศว่า‘ตั้งความปรารถนาไว้เพื่อเป็นพระสกทาคามีเช่นนี้ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏก็อะไรเล่าที่เป็นเหตุทำให้ชนวสภยักษ์ทราบดีว่า จะบรรลุคุณวิเศษอันยิ่งใหญ่เห็นปานนี้ได้” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ชนวสภยักษ์ประกาศว่า ‘ข้าแต่พระผู้มีพระภาคข้าพระองค์มิได้เว้นจากคำสอนของพระองค์เลย ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์มิได้เว้นจากคำสอนของพระองค์เลย นับตั้งแต่วันที่ข้าพระองค์เลื่อมใสพระผู้มีพระภาคอย่างมากเป็นต้นมา ข้าพระองค์ไม่มีทางตกต่ำ ทราบดีถึงความไม่ตกต่ำมาช้านานและตั้งความปรารถนาไว้เพื่อเป็นพระสกทาคามี ดังจะกราบทูลให้ทรงทราบ ข้าพระองค์@เชิงอรรถ : @ ตั้งความปรารถนาไว้เพื่อเป็นพระสกทาคามี ในที่นี้หมายถึงเริ่มบำเพ็ญวิปัสสนา อยู่ด้วยความอุตสาหะ@อย่างนี้ว่า ‘เราจักรู้แจ้งในวันนี้ เราจักรู้แจ้งในวันนี้ทีเดียว’ (ที.ม.อ. ๒๘๑/๒๔๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๑๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] เทวสภา ได้รับบัญชาจากท้าวเวสวัณมหาราช ให้ไปเฝ้าท้าววิรุฬหกมหาราชด้วยธุระอย่างหนึ่งระหว่างทางได้พบพระผู้มีพระภาคซึ่งกำลังเสด็จเข้าไปยังตำหนักอิฐ ประทับอยู่ทรงตั้งพระทัยเพ่งพิจารณาเหตุการณ์ทุกอย่าง ปรารภชาวมคธผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยด้วยทรงพระดำริว่า ‘เราจะรู้คติและอภิสัมปรายภพของชาวมคธเหล่านั้นว่า‘ผู้เจริญเหล่านั้น มีคติเป็นอย่างไรและมีอภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ที่ข้าพระองค์ได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์ท้าวเวสวัณมหาราชผู้กล่าวอยู่ในบริษัทนั้นว่า ‘ชาวมคธผู้เจริญเหล่านั้น มีคติเป็นอย่างไรและมีอภิสัมปรายภพเป็นอย่างไร’ ข้าพระองค์จึงมีความคิดดังนี้ว่า ‘เราจักเฝ้าพระผู้มีพระภาค และจักกราบทูลเรื่องนี้ให้ทรงทราบ’ เหตุ ๒ ประการนี้แล ที่ทำให้ข้าพระองค์ได้มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค เทวสภา
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อหลายวันมาแล้ว ในคืนเพ็ญวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ อันเป็นวันเข้าพรรษา พวกเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งสิ้นนั่งประชุมกันในสุธัมมา-เทวสภา มีเทพบริษัทมากมายนั่งอยู่โดยรอบ ท้าวจาตุมหาราชประทับอยู่ในทิศทั้ง ๔ คือ ๑. ทิศตะวันออกมีท้าวธตรฐมหาราช ประทับนั่งผินพระพักตร์ไป ทางทิศตะวันตก มีพวกเทพอยู่เบื้องหน้า ๒. ทิศใต้มีท้าววิรุฬหกมหาราช ประทับนั่งผินพระพักตร์ไปทางทิศ เหนือ มีพวกเทพอยู่เบื้องหน้า ๓. ทิศตะวันตกมีท้าววิรูปักษ์มหาราช ประทับนั่งผินพระพักตร์ไป ทางทิศตะวันออก มีพวกเทพอยู่เบื้องหน้า ๔. ทิศเหนือมีท้าวเวสวัณมหาราช ประทับนั่งผินพระพักตร์ไปทาง ทิศใต้ มีพวกเทพอยู่เบื้องหน้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๑๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] เทวสภา เมื่อครั้งที่พวกเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งสิ้นนั่งประชุมกันในสุธัมมาเทวสภา มีเทพบริษัทมากมายนั่งอยู่โดยรอบ มีท้าวจาตุมหาราชประทับอยู่ในทิศทั้ง ๔ นี้เป็นธรรมเนียมในการนั่งของท้าวจาตุมหาราช ข้างหลังถัดออกมาเป็นที่นั่งของข้าพระองค์ทั้งหลายเทพเหล่านั้นประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคแล้ว เดี๋ยวนี้เกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ รุ่งเรืองเกินเทพเหล่าอื่นด้วยวรรณะและยศ นัยว่า ด้วยเหตุนั้น พวกเทพชั้นดาวดึงส์จึงมีใจยินดี เบิกบานใจ เกิดปีติและโสมนัส กล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลายหมู่เทพเจริญเต็มที่ หมู่อสูรเสื่อมถอยลง’ ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบความเลื่อมใสของพวกเทพชั้นดาวดึงส์ทรงอนุโมทนาด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลายพวกเทพชั้นดาวดึงส์ มีพระอินทร์เป็นประธาน ถวายนมัสการพระตถาคตและความดีของพระธรรม เมื่อเห็นเทพเหล่าใหม่ ผู้มีวรรณะและยศ ผู้เคยประพฤติพรหมจรรย์ในพระสุคต ซึ่งมา ณ ที่นี้(ด้วย) ก็พากันบันเทิงใจนัก เทพเหล่านั้นเป็นสาวก ของพระผู้มีพระปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ทั้งหมดเป็นผู้บรรลุคุณวิเศษ รุ่งเรืองเกินเทพเหล่าอื่นในที่นี้ ด้วยวรรณะ ยศ และอายุ @เชิงอรรถ : @ หมู่เทพเจริญเต็มที่ หมู่อสูรเสื่อมถอยลง หมายความว่าในสมัยที่คนทำความดีมาก เทวโลกทั้ง ๖ ชั้น@จะเต็มบริบูรณ์ อบายจะว่าง แต่ในสมัยที่คนทำความชั่วมาก อบายจะเต็มบริบูรณ์ เทวโลกจะว่าง@(ที.ม.อ. ๒๙๔/๒๖๒-๒๖๓) @ พระผู้มีพระปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ในที่นี้หมายถึงพระพุทธเจ้า (ขุ.ป. (แปล) ๓๑/๖/๕๕๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๑๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] เทวสภา พวกเทพชั้นดาวดึงส์มีพระอินทร์เป็นประธาน ครั้นเห็นเหตุนี้แล้วพากันเพลิดเพลิน ถวายนมัสการพระตถาคตและความดีของพระธรรม’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นัยว่า เพราะเหตุนั้น พวกเทพชั้นดาวดึงส์จึงมีใจยินดีเบิกบานใจ เกิดปีติและโสมนัส สุดจะประมาณได้ กล่าวว่า ‘ท่านทั้งหลาย หมู่เทพเจริญเต็มที่ หมู่อสูรเสื่อมถอยลง’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล แม้ท้าวจาตุมหาราชได้รับคำบอกเล่าเรื่องที่เป็นเหตุให้พวกเทพชั้นดาวดึงส์ต้องมานั่งประชุมคิดพิจารณากันในสุธัมมาเทวสภาแล้วก็ยังดำเนินการในเรื่องนั้นอยู่ ทั้งได้รับคำแนะนำที่พวกเทพชั้นดาวดึงส์ตามพร่ำสอนเฉพาะแล้ว ก็ทรงดำเนินการในเรื่องนั้นอยู่ และต่างยังคงประทับยืนอยู่ ณ ที่ประทับของตนๆ ไม่ยอมจากไป ท้าวจาตุมหาราชเหล่านั้น ได้รับคำบอกแล้ว ทั้งได้รับคำแนะนำแล้ว จึงมีพระทัยผ่องใส ประทับยืนสงบอยู่ ณ ที่ประทับของตนๆ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล ได้เกิดแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นทาง ทิศเหนือ ปรากฏโอภาส เกินเทวานุภาพของเทพทั้งหลาย ทีนั้น ท้าวสักกะจอมเทพรับสั่งเรียกพวกเทพชั้นดาวดึงส์มาตรัสว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย มีนิมิตที่สังเกตได้(คือ) แสงสว่างเกิดขึ้น โอภาสปรากฏขึ้น พระพรหมก็จะปรากฏองค์ขึ้น เพราะการที่แสงสว่างเกิดขึ้น โอภาสปรากฏขึ้นนี้ จัดเป็นบุพนิมิตแห่งการปรากฏของพระพรหม’
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๑๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] เรื่องสุนังกุมารพรหม เมื่อมีนิมิตที่สังเกตได้ พระพรหมก็จะปรากฏองค์ขึ้น เพราะโอภาสอันเจิดจ้ายิ่ง เป็นนิมิตแห่งพระพรหม เรื่องสนังกุมารพรหม
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลำดับนั้น พวกเทพชั้นดาวดึงส์นั่งบนที่นั่ง ของตนๆ กล่าวว่า ‘พวกเราจักรู้โอภาสนั้น เมื่อรู้ชัดผลที่ปรากฏแล้วจึงจะไป’แม้ท้าวจาตุมหาราชประทับบนที่ประทับของตนๆ ก็กล่าวว่า ‘พวกเราจักรู้โอภาสนั้น เมื่อรู้ชัดผลที่ปรากฏแล้วจึงจะไป’ พวกเทพชั้นดาวดึงส์สดับเรื่องนี้แล้วนั่งสงบอยู่มีความคิดตรงกันว่า ‘พวกเราจักรู้โอภาสนั้น เมื่อรู้ชัดผลที่ปรากฏแล้วจึงจะไป’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อสนังกุมารพรหมปรากฏแก่พวกเทพชั้นดาวดึงส์พระองค์ทรงเนรมิตอัตภาพให้หยาบปรากฏขึ้น เพราะรูปร่างปกติของพรหมไม่อาจปรากฏในคลองจักษุของพวกเทพชั้นดาวดึงส์ได้ เมื่อสนังกุมารพรหมปรากฏแก่พวกเทพชั้นดาวดึงส์ พระองค์ก็รุ่งเรืองเกินเทพเหล่าอื่นด้วยวรรณะและยศ ร่างกายที่เป็นทองคำ ย่อมงดงามเกินร่างกายมนุษย์ ฉันใด เมื่อสนังกุมารพรหมปรากฏแก่พวกเทพชั้นดาวดึงส์ พระองค์ก็รุ่งเรืองเกินเทพเหล่าอื่นด้วยวรรณะและยศ ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อสนังกุมารพรหมปรากฏแก่พวกเทพชั้นดาวดึงส์ ในเทพบริษัทนั้นเทพบางองค์ไม่ไหว้ ไม่ต้อนรับ ไม่เชิญด้วยอาสนะ ทั้งหมดพากันนั่งขัดสมาธิประนมมือนิ่งอยู่ด้วยดำริว่า ‘บัดนี้ สนังกุมารพรหมจะประทับนั่งบนบัลลังก์ของเทพที่พระองค์ปรารถนา’ สนังกุมารพรหมประทับนั่งบนบัลลังค์ของเทพองค์ใด เทพองค์นั้นได้ความยินดีอย่างยิ่ง ได้โสมนัสอย่างยิ่ง กษัตราธิราชผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้วเพิ่งจะครองราชย์ทรงได้ความยินดีอย่างยิ่ง ได้ความโสมนัสอย่างยิ่ง ฉันใด สนังกุมารพรหมประทับ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๑๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] เสียงของสนังกุมารพรหม นั่งบนบัลลังก์ของเทพองค์ใด เทพองค์นั้นก็ได้ความยินดีอย่างยิ่ง ได้ความโสมนัสอย่างยิ่ง ฉันนั้นเหมือนกัน จากนั้น สนังกุมารพรหมทรงเนรมิตอัตภาพให้หยาบเป็นรูปร่างกุมารเช่นกับปัญจสิขเทพบุตร ปรากฏแก่พวกเทพชั้นดาวดึงส์ แล้วเหาะขึ้นอากาศนั่งขัดสมาธิในอากาศบนที่ว่างกลางอากาศ เหมือนบุรุษมีกำลังนั่งขัดสมาธิบนบัลลังก์ที่ปูลาดไว้ดีแล้ว หรือบนพื้นที่ราบเรียบเสมอกันฉะนั้น ทรงทราบความเลื่อมใสของพวกเทพชั้นดาวดึงส์แล้ว จึงทรงอนุโมทนาด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลายพวกเทพชั้นดาวดึงส์ มีพระอินทร์เป็นประธาน ถวายนมัสการพระตถาคตและความดีของพระธรรม เมื่อเห็นเทพเหล่าใหม่ ผู้มีวรรณะและมียศ ผู้เคยประพฤติพรหมจรรย์ในพระสุคต ซึ่งมา ณ ที่นี้(ด้วย) ก็พากันบันเทิงใจนัก เทพเหล่านั้นเป็นสาวก ของพระผู้มีพระปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ทั้งหมดเป็นผู้บรรลุคุณวิเศษ รุ่งเรืองเกินเทพเหล่าอื่นในที่นี้ ด้วยวรรณะ ยศ และอายุ พวกเทพชั้นดาวดึงส์มีพระอินทร์เป็นประธาน ครั้นเห็นเหตุนี้แล้ว พากันเพลิดเพลิน ถวายนมัสการพระตถาคตและความดีของพระธรรม’ เสียงของสนังกุมารพรหม
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สนังกุมารพรหมได้ตรัสเนื้อความนี้ ขณะที่ สนังกุมารพรหมตรัสเนื้อความนี้มีเสียงประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ (๑) แจ่มใส(๒) ชัดเจน (๓) นุ่มนวล (๔) ชวนฟัง (๕) กลมกล่อม (๖) ไม่พร่า (๗) ลึกซึ้ง (๘) กังวานสนังกุมารพรหมเปล่งเสียงให้รู้กันเฉพาะในบริษัทเท่านั้น เสียงของสนังกุมารพรหมนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๑๖}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] เสียงของสนังกุมารพรหม ไม่ได้ดังออกไปภายนอกบริษัท ผู้มีเสียงประกอบด้วยองค์ ๘ ประการเช่นนี้เรียกว่า‘มีเสียงเหมือนเสียงพรหม’ ครั้งนั้น สนังกุมารพรหมเนรมิตอัตภาพเป็นรูปเนรมิต ๓๓ องค์ ประทับนั่งบนบัลลังก์ของพวกเทพชั้นดาวดึงส์ทุกบัลลังก์ รับสั่งเรียกพวกเทพชั้นดาวดึงส์มาตรัสว่า ‘พวกเทพชั้นดาวดึงส์ผู้เจริญเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร ก็พระผู้มีพระภาคพระองค์นี้ ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเพียงไรเหล่าชนผู้เจริญผู้ถึงพระพุทธเป็นสรณะ ถึงพระธรรมเป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ รักษาศีลให้บริบูรณ์ หลังจากตายไป บางพวกถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดี บางพวกถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นนิมมานรดีบางพวกถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นดุสิต บางพวกถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นยามา บางพวกถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นดาวดึงส์ บางพวกถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นจาตุมหาราช พวกที่ยังกายให้บริบูรณ์ซึ่งต่ำกว่าเขาทั้งหลาย ย่อมไปเพิ่มจำนวนหมู่เทพคนธรรพ์’
สนังกุมารพรหมได้ตรัสเนื้อความนี้ ขณะที่สนังกุมารพรหมตรัสเนื้อ ความนี้มีเสียงดัง พวกเทพเข้าใจเสียงของสนังกุมารพรหมว่า ‘ผู้ที่นั่งบนบัลลังก์ของเรากับผู้พูดเป็นคนเดียวกัน (พระโบราณาจารย์กล่าวว่า) เมื่อสนังกุมารพรหมผู้เดียวกล่าว รูปเนรมิตทุกรูปก็กล่าว เมื่อสนังกุมารพรหมนิ่ง รูปเนรมิตทุกรูปก็นิ่ง พวกเทพชั้นดาวดึงส์มีพระอินทร์เป็นประธาน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๑๗}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] การเจริญอิทธิบาท ๔ ประการ สำคัญสนังกุมารพรหมว่า ‘ผู้ที่นั่งบนบัลลังก์ของเรากับผู้พูดเป็นคนเดียวกัน’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล สนังกุมารพรหมกลับคืนตนเป็นผู้เดียว ประทับนั่งขัดสมาธิบนบัลลังก์ของท้าวสักกะจอมเทพ รับสั่งเรียกพวกเทพชั้นดาวดึงส์มาตรัสว่า การเจริญอิทธิบาท ๔ ประการ
‘พวกเทพชั้นดาวดึงส์ผู้เจริญเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติ อิทธิบาท ๔ ประการนี้ แม้ที่ทรงบัญญัติไว้อย่างดี ก็เพียงเพื่อเพิ่มพูนความสำเร็จเพื่อให้ชำนาญในเรื่องความสำเร็จ เพื่อพลิกแพลงให้เกิดความสำเร็จ อิทธิบาท ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เจริญอิทธิบาท คือฉันทสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจากฉันทะ และความเพียรสร้างสรรค์) ๒. เจริญอิทธิบาท คือวิริยสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจากวิริยะ และความเพียรสร้างสรรค์) ๓. เจริญอิทธิบาท คือจิตตสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจากจิตตะ และความเพียรสร้างสรรค์) ๔. เจริญอิทธิบาท คือวิมังสาสมาธิปธานสังขาร (สมาธิที่เกิดจาก วิมังสาและความเพียรสร้างสรรค์) @เชิงอรรถ : @ ปธานสังขาร ได้แก่สังขารซึ่งเป็นประธาน เป็นชื่อหนึ่งของสัมมัปปธานที่ให้สำเร็จกิจ ๔ ประการ คือ@(๑) สังวรปธาน (๒) ปหานปธาน (๓) ภาวนาปธาน (๔) อนุรักขนาปธาน (ที.ม.อ. ๒๘๗/๒๕๒-๒๕๓)@ ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๑๕๗-๑๖๓/๔๐๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๑๘}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] วิธีการบรรลุโอกาส ๓ ประการ พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงบัญญัติอิทธิบาท ๔ ประการนี้แล เพื่อเพิ่มพูนความสำเร็จ เพื่อให้ชำนาญ ในเรื่องความสำเร็จ เพื่อพลิกแพลงให้เกิดความสำเร็จ ท่านผู้เจริญ ในอดีตกาลได้มีสมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งได้อิทธิวิธญาณ หลายอย่าง เพราะเจริญ เพราะเพิ่มพูนอิทธิบาท ๔ ประการนี้ ในอนาคตกาลจักมีสมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งได้อิทธิวิธญาณหลายอย่าง เพราะเจริญ เพราะเพิ่มพูนอิทธิบาท ๔ ประการนี้ ในปัจจุบันก็มีสมณะหรือพราหมณ์พวกหนึ่งได้อิทธิ- วิธญาณหลายอย่าง เพราะเจริญ เพราะเพิ่มพูนอิทธิบาท ๔ ประการนี้ พวกเทพชั้นดาวดึงส์ผู้เจริญไม่เห็นฤทธิ์และอานุภาพเช่นนี้ของเราหรือ’ พวกเทพชั้นดาวดึงส์กราบทูลว่า ‘เห็น พระเจ้าข้า’ สนังกุมารพรหมตรัสว่า ‘เรามีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ ก็เพราะเจริญ เพราะเพิ่มพูนอิทธิบาท ๔ ประการนี้เหมือนกัน’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สนังกุมารพรหมได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว จึงรับสั่งเรียกพวกเทพชั้นดาวดึงส์มาตรัสว่า วิธีการบรรลุโอกาส ๓ ประการ
‘พวกเทพชั้นดาวดึงส์ผู้เจริญเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงรู้วิธีการบรรลุโอกาส (ช่องว่าง) ๓ ประการ ก็เพียงเพื่อให้ถึงความสุข @เชิงอรรถ : @ โอกาส ในที่นี้หมายถึงภาวะที่ปลอดจากกิเลสต่างๆ ได้แก่ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ สัญญาเวทยิตนิโรธ ๑@และอรหัตตมรรค แต่ละภาวะก็ปลอดจากกิเลสต่างกัน เช่น ปฐมฌานปลอดจากนิวรณ์ ๕ จตุตถฌาน@ปลอดจากสุขและทุกข์ วิธีการบรรลุโอกาสที่ ๑ หมายถึงการบรรลุปฐมฌาน วิธีการบรรลุโอกาสที่ ๒@หมายถึงการบรรลุจตุตถฌาน วิธีการบรรลุโอกาสที่ ๓ หมายถึงการบรรลุอรหัตตมรรค@(ที.ม.อ. ๒๘๘/๒๕๕, องฺ.นวก.ฏีกา. ๓/๓๗/๓๖๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๑๙}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] วิธีการบรรลุโอกาส ๓ ประการ วิธีการบรรลุโอกาส ๓ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. บุคคลบางคนในโลกนี้ยังเกี่ยวข้องด้วยกาม เกี่ยวข้องด้วยอกุศล- ธรรมอยู่ ต่อมาเขาฟังธรรมของพระอริยะ มนสิการโดย แยบคาย ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เขาอาศัยการฟังธรรม ของพระอริยะ อาศัยการมนสิการโดยแยบคาย อาศัยการปฏิบัติ ธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม ไม่เกี่ยวข้องด้วย อกุศลธรรม สุขย่อมเกิดขึ้น โสมนัสยิ่งกว่าสุขย่อมเกิดขึ้น แก่เขาผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม ไม่เกี่ยวข้องด้วยอกุศลธรรม ท่านผู้เจริญ ความปราโมทย์ เกิดจากความเบิกบานใจ แม้ฉันใด สุขย่อมเกิดขึ้น โสมนัสยิ่งกว่าสุขย่อมเกิดขึ้น (จากความบันเทิงใจ) แก่เขาผู้ไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม ไม่เกี่ยวข้องด้วยอกุศลธรรมอยู่ ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันต- สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงรู้วิธีการบรรลุโอกาสที่ ๑ นี้ เพื่อให้ถึงความสุข ๒. บุคคลบางคนในโลกนี้มีกายสังขาร อย่างหยาบยังไม่สงบระงับ มีวจีสังขาร อย่างหยาบยังไม่สงบระงับ มีจิตตสังขาร อย่าง หยาบยังไม่สงบระงับ ต่อมา เขาฟังธรรมของพระอริยะ มนสิการโดยแยบคาย ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม เขาอาศัย การฟังธรรมของพระอริยะ อาศัยการมนสิการโดยแยบคาย อาศัยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม กายสังขารอย่างหยาบ @เชิงอรรถ : @ มนสิการโดยแยบคาย หมายถึงการคิดถูกวิธี (อุปายมนสิการ) และการคิดถูกทาง (ปถมนสิการ)@(ที.ม.อ. ๒๘๘/๒๕๔) @ กายสังขาร แปลว่าสภาพปรุงแต่งกาย คือ ลมหายใจเข้า-ออก (ที.ม.อ. ๒๘๘/๒๕๕,@ที.ม.ฏีกา ๒/๒๘๘/๒๖๔) @ วจีสังขาร แปลว่าสภาพปรุงแต่งวาจา คือ วิตก วิจาร (ที.ม.อ. ๒๘๘/๒๕๕, ที.ม.ฏีกา ๒/๒๘๘/๒๖๔)@ จิตตสังขาร แปลว่าสภาพปรุงแต่งจิต คือ เวทนา สัญญา (ที.ม.อ. ๒๘๘/๒๕๕, ที.ม.ฏีกา ๒/๒๘๘/๒๖๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๒๐}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] วิธีการบรรลุโอกาส ๓ ประการ ย่อมสงบระงับ วจีสังขารอย่างหยาบย่อมสงบระงับ จิตตสังขาร อย่างหยาบย่อมสงบระงับ เพราะกายสังขารอย่างหยาบสงบ ระงับ วจีสังขารอย่างหยาบย่อมสงบระงับ จิตตสังขารอย่าง หยาบย่อมสงบระงับ สุขย่อมเกิดขึ้น โสมนัสยิ่งกว่าสุขย่อม เกิดขึ้นแก่เขา ท่านผู้เจริญ ความปราโมทย์เกิดจากความ เบิกบานใจ แม้ฉันใด ท่านผู้เจริญ เพราะกายสังขารอย่างหยาบ สงบระงับ เพราะวจีสังขารอย่างหยาบสงบระงับ เพราะจิตต- สังขารอย่างหยาบสงบระงับ สุขย่อมเกิดขึ้น โสมนัสยิ่งกว่าสุข ย่อมเกิดขึ้น ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงรู้วิธีการบรรลุโอกาส ที่ ๒ นี้ เพื่อให้ถึงความสุข ๓. บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้เป็นกุศล’ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้เป็นอกุศล’ ไม่รู้ชัดตามความ เป็นจริงว่า ‘นี้เป็นสิ่งมีโทษ’ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้เป็นสิ่งไม่มีโทษ’ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้เป็นสิ่ง ควรเสพ’ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้เป็นสิ่งไม่ควรเสพ’ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้เป็นสิ่งเลว’ ไม่รู้ชัดตามความ เป็นจริงว่า ‘นี้เป็นสิ่งประณีต’ ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้เป็นสิ่งดำ สิ่งขาว และสิ่งมีส่วนเปรียบ’ ต่อมาเขาฟังธรรม ของพระอริยะ มนสิการโดยแยบคาย ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ ธรรม เขาอาศัยการฟังธรรมของพระอริยะ อาศัยการมนสิการ โดยแยบคาย อาศัยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อม รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้เป็นกุศล’ ย่อมรู้ชัดตามความเป็น จริงว่า ‘นี้เป็นอกุศล’ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้เป็นสิ่ง มีโทษ’ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้เป็นสิ่งไม่มีโทษ’ ย่อม @เชิงอรรถ : @ สิ่งมีส่วนเปรียบ ในที่นี้หมายถึงสิ่งทั้งหลาย ยกเว้นนิพพานเรียกว่า สิ่งมีส่วนเปรียบ (ที.ม.อ. ๒๘๘/๒๕๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๒๑}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] สติปัฏฐาน ๔ ประการ รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้เป็นสิ่งควรเสพ’ ย่อมรู้ชัดตาม ความเป็นจริงว่า ‘นี้เป็นสิ่งไม่ควรเสพ’ ย่อมรู้ชัดตามความเป็น จริงว่า ‘นี้เป็นสิ่งเลว’ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้เป็นสิ่ง ประณีต’ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้เป็นสิ่งดำ สิ่งขาว และสิ่งมีส่วนเปรียบ’ เมื่อเขารู้เห็นอย่างนี้ ย่อมละอวิชชาได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น เพราะอวิชชาดับลง เพราะวิชชาเกิดขึ้น สุข ย่อมเกิดขึ้น โสมนัสยิ่งกว่าสุขย่อมเกิดขึ้น ท่านผู้เจริญ ความ ปราโมทย์เกิดจากความเบิกบานใจ แม้ฉันใด เพราะอวิชชาดับลง เพราะวิชชาเกิดขึ้น สุขย่อมเกิดขึ้น โสมนัส ยิ่งกว่าสุขย่อมเกิดขึ้น ฉันนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงรู้วิธีการบรรลุโอกาส ที่ ๓ นี้ เพื่อให้ถึงความสุข ท่านผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ- เจ้าพระองค์นั้น ทรงรู้วิธีการบรรลุโอกาส ๓ ประการนี้แล เพื่อให้ถึงความสุข’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สนังกุมารพรหมได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว จึงตรัสต่อไปว่าสติปัฏฐาน ๔ ประการ
‘พวกเทพชั้นดาวดึงส์ผู้เจริญเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร พระผู้มี พระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติสติปัฏฐาน ๔ ประการนี้ แม้ที่ทรงบัญญัติไว้อย่างดี ก็เพียงเพื่อให้บรรลุกุศลธรรม สติปัฏฐาน ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. พิจารณาเห็นกายในกายภายในอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ภิกษุนั้นเมื่อพิจารณา เห็นกายในกายภายในอยู่ ย่อมตั้งจิตมั่นโดยชอบ ย่อมผ่องใส โดยชอบในกายานุปัสสนานั้น ภิกษุนั้นตั้งจิตมั่นโดยชอบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๒๒}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] สติปัฏฐาน ๔ ประการ ผ่องใสโดยชอบในกายานุปัสสนานั้นแล้ว ก็ย่อมบังเกิดมีญาณ- ทัสสนะ ในกายอื่นภายนอก ๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายภายในอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ภิกษุ นั้นเมื่อพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายภายในอยู่ ย่อมตั้ง จิตมั่นโดยชอบ ย่อมผ่องใสโดยชอบในเวทนานุปัสสนานั้น ภิกษุ นั้นตั้งจิตมั่นโดยชอบ ผ่องใสโดยชอบในเวทนานุปัสสนานั้นแล้ว ก็ย่อมบังเกิดมีญาณทัสสนะในเวทนาอื่นภายนอก ๓. พิจารณาเห็นจิตในจิตภายในอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ภิกษุนั้นเมื่อพิจารณา เห็นจิตในจิตภายในอยู่ ย่อมตั้งจิตมั่นโดยชอบ ย่อมผ่องใสโดย ชอบในจิตตานุปัสสนานั้น ภิกษุนั้นตั้งจิตมั่นโดยชอบ ผ่องใส โดยชอบในจิตตานุปัสสนานั้นแล้วก็ย่อมบังเกิดมีญาณทัสสนะ ในจิตอื่นภายนอก ๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายภายในอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ภิกษุ นั้นเมื่อพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายภายในอยู่ ย่อมตั้ง จิตมั่นโดยชอบ ย่อมผ่องใสโดยชอบในธัมมานุปัสสนานั้น ภิกษุ นั้นตั้งจิตมั่นโดยชอบ ผ่องใสโดยชอบในธัมมานุปัสสนานั้นแล้ว ก็ย่อมบังเกิดมีญาณทัสสนะในธรรมอื่นภายนอก @เชิงอรรถ : @ ญาณทัสสนะ ในที่นี้หมายถึงความรู้และความเห็นตามความเป็นจริง อาจเรียกว่า มรรคญาณ ผลญาณ@สัพพัญญุตญาณ ปัจจเวกขณญาณ หรือวิปัสสนาญาณ ก็ได้ (ที.สี.อ. ๒๓๔/๑๙๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๒๓}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] บริขารแห่งสมาธิ ๗ ประการ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมา-สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติสติปัฏฐาน ๔ ประการนี้แล เพื่อให้บรรลุกุศลธรรม’ ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สนังกุมารพรหมได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว จึงตรัสต่อไปว่าบริขารแห่งสมาธิ ๗ ประการ
‘พวกเทพชั้นดาวดึงส์ผู้เจริญเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร พระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติบริขารแห่งสมาธิ ๗ ประการนี้ แม้ที่ทรงบัญญัติอย่างดี ก็เพียงเพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งสัมมาสมาธิ บริขารแห่งสมาธิ ๗ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) ๒. สัมมาสังกัปปะ (ดำริชอบ) ๓. สัมมาวาจา (เจรจาชอบ) ๔. สัมมากัมมันตะ (กระทำชอบ) ๕. สัมมาอาชีวะ (เลี้ยงชีพชอบ) ๖. สัมมาวายามะ (พยายามชอบ) ๗. สัมมาสติ (ระลึกชอบ) ท่านผู้เจริญทั้งหลาย สภาวะที่จิตมีอารมณ์เดียวซึ่งมีองค์ ๗ ประการนี้แวดล้อมเรียกว่า ‘อริยสัมมาสมาธิที่มีอุปนิสะ’ บ้าง ว่า ‘อริยสัมมาสมาธิที่มีบริขาร’ บ้าง ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้มีสัมมาทิฏฐิ จึงมีสัมมาสังกัปปะ ผู้มีสัมมาสังกัปปะจึงมีสัมมาวาจา ผู้มีสัมมาวาจา จึงมีสัมมากัมมันตะ ผู้มีสัมมากัมมันตะ จึงมีสัมมาอาชีวะ ผู้มีสัมมาอาชีวะ จึงมีสัมมาวายามะ ผู้มีสัมมาวายามะ จึงมีสัมมาสติ@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ปา. ๑๑/๓๓๐/๒๒๑, สํ.ม. (แปล) ๑๙/๒๘/๒๘, องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๔๕/๖๘@ บริขารแห่งสมาธิ ในที่นี้หมายถึงบริวาร หรือองค์ประกอบของมรรคสมาธิ (ที.ม.อ. ๒๙๐/๒๕๗,@องฺ.สตฺตก.อ. ๓/๔๔-๔๕/๑๘๒) @ อุปนิสะ หมายถึงอุปนิสัย ในที่นี้ได้แก่หมวดธรรมที่เป็นเหตุทำหน้าที่ร่วมกัน (ที.ม.อ. ๒๙๐/๒๕๗,@ที.ม.ฏีกา ๒๙๐/๒๖๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๒๔}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] บริขารแห่งสมาธิ ๗ ประการ ผู้มีสัมมาสติ จึงมีสัมมาสมาธิ ผู้มีสัมมาสมาธิ จึงมีสัมมาญาณะ ผู้มีสัมมาญาณะจึงมีสัมมาวิมุตติ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย บุคคลเมื่อจะกล่าวให้ถูกต้องพึงกล่าวถึงองค์ธรรมใดว่า‘พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเองไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน’ ประตูแห่งอมตะจึงจะชื่อว่าเปิดแล้ว บุคคลเมื่อจะกล่าวให้ถูกต้องพึงกล่าวถึงองค์ธรรมที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้แลว่า‘พระธรรมเป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว ผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเองไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน’ ประตูแห่งอมตะจึงจะชื่อว่าเปิดแล้ว ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชนเหล่าใดประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธ ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจ ชนเหล่านี้เป็นโอปปาติกะ เป็นผู้ที่พระผู้มีพระภาคทรงแนะนำ(ให้ตั้งอยู่)ในธรรมแล้ว เป็นชาวมคธ มีจำนวนมากกว่า ๒,๔๐๐,๐๐๐ คน ผู้เคยบำรุงพระรัตนตรัยล่วงลับดับชีพไปแล้วเป็นพระโสดาบัน เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไป ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า อนึ่ง ในชนจำนวนนั้น ผู้ที่เป็นพระสกทา-คามีก็มีอยู่ ข้าพเจ้ากลัวการพูดเท็จจึงไม่อาจคิดคำนวณว่า ‘ในจำนวนนั้น เหล่าชนนอกนี้ เป็นผู้มีส่วนแห่งบุญ (นั้นด้วยหรือไม่)’ @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๑๕๘ หน้า ๑๐๓ ในเล่มนี้ @ เหล่าชนนอกนี้ หมายถึงพระอนาคามี (ที.ม.อ. ๒๙๐/๒๕๗) @ เป็นผู้มีส่วนแห่งบุญ หมายถึงบังเกิดแล้วด้วยส่วนแห่งบุญ (ที.ม.อ. ๒๙๐/๒๕๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๒๕}
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๕. ชนวนสภสูตร] บริขารแห่งสมาธิ ๗ ประการ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สนังกุมารพรหมได้ตรัสเนื้อความนี้แล้ว เมื่อสนัง-กุมารพรหมตรัสเนื้อความนี้อยู่ ท้าวเวสวัณมหาราชทรงดำริอย่างนี้ว่า ‘น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ จักมีพระศาสดาผู้ยิ่งเช่นนี้ จักมีการแสดงธรรมที่ยิ่งเช่นนี้จักปรากฏการบรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งเช่นนี้’ ลำดับนั้น สนังกุมารพรหม ทรงทราบพระดำริของท้าวเวสวัณมหาราชด้วยพระทัย จึงตรัสกับท้าวเวสวัณมหาราชดังนี้ว่า‘เวสวัณมหาราชผู้เจริญเข้าใจเรื่องนั้นว่าอย่างไร ในอดีตกาลก็ได้มีพระศาสดาผู้ยิ่งเช่นนี้ ได้มีการแสดงธรรมที่ยิ่งเช่นนี้ ได้ปรากฏการบรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งเช่นนี้ ถึงในอนาคตกาลก็จักมีพระศาสดาผู้ยิ่งเช่นนี้ จักมีการแสดงธรรมที่ยิ่งเช่นนี้ จักปรากฏการบรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งเช่นนี้’
สนังกุมารพรหมได้ตรัสเนื้อความนี้แก่พวกเทพชั้นดาวดึงส์แล้ว ท้าวเวสวัณมหาราชทรงนำเนื้อความนี้ที่ได้ทรงสดับรับมาเฉพาะพระพักตร์ของสนังกุมารพรหมผู้ตรัสแก่พวกเทพชั้นดาวดึงส์มาตรัสบอกแก่บริษัทของพระองค์ชนวสภยักษ์นำเนื้อความนี้ที่ได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์ของท้าวเวสวัณมหาราชที่ตรัสแก่บริษัทของพระองค์มากราบทูลแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคได้ทรงสดับรับเนื้อความนี้มาเฉพาะหน้าของชนวสภยักษ์ด้วย ทรงรู้แจ้งด้วยพระองค์เองด้วยแล้วตรัสบอกแก่ท่านพระอานนท์ ท่านพระอานนท์ได้สดับรับเนื้อความนั้นมาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคแล้วบอกแก่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาทั้งหลายพรหมจรรย์ นี้นั้น จึงบริบูรณ์กว้างขวาง แพร่หลาย รู้จักกันโดยมาก มั่นคงดี กระทั่งเทพและมนุษย์ทั้งหลายประกาศได้’ ชนวสภสูตรที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา (ที.ม.อ. ๒๙๒/๒๕๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๒๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาชนวสภสูตร
ชนวสภสูตร มีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาอย่างนี้ :-
การพรรณนาบทไม่ตื้นในชนวสภสูตร ดังนี้.
บทว่า ปริโต ปริโต ชนปเทสุ ความว่า ในชนบทใกล้เคียง.
บทว่า ปริจารเก ความว่า ผู้บำรุงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์.
บทว่า อุปปตฺตีสุ ความว่า ในการอุบัติแห่งญาณคติ และบุญ.
บทว่า กาสีโกสเลสุ ความว่า ในแคว้นกาสีและโกศล.
อธิบายว่า ในกาสีรัฐ และโกศลรัฐ.
ในบททั้งปวงก็มีนัยเช่นเดียวกัน.
แต่ไม่ทรงพยากรณ์ในรัฐทั้ง ๖ คือ อังคะ มคธ โยนก กัมโพช อัสสกะและอวันตี. ก็ทรงพยากรณ์ในชนบทสิบก่อนแห่งมหาชนบทสิบหกนี้.
บทว่า นาทิกิยา ความว่า ชาวบ้านนาทิกะ.
บทว่า เตน จ ความว่า ด้วยความเป็นพระอนาคามี เป็นต้นนั้น.
บทว่า สุตฺวา ความว่า ได้ฟังพยากรณ์ปัญหาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดด้วยพระสัพพัญญุตญาณ พยากรณ์อยู่ ก็จะถึงที่สุดในความเป็นพระอนาคามีเป็นต้นของชนเหล่านั้น ก็จะมีใจเป็นของตนด้วยความเป็นพระอนาคามีเป็นต้นนั้น.
แต่ในอรรถกถา ท่านกล่าวว่า บทว่า เตน คือ ชาวบ้านนาทิกะเหล่านั้น.
จริงอยู่ อักษร น ในอรรถนั่น เป็นเพียงนิบาต.
อานนฺทปริกถาวณฺณนา
บทว่า ภควนฺตํ กิตฺตยมานรูโป ความว่า พระเจ้าพิมพิสารทรงบริกรรมอย่างนี้ว่า โอหนอพระพุทธเจ้า โอหนอพระธรรม โอหนอพระสงฆ์ โอหนอพระธรรมที่ตรัสดีแล้ว สวรรคต.
บทว่า พหุชโน ปสีเทยฺย ความว่า ชนมากถึงความเลื่อมใสอย่างนี้ว่า บิดา มารดา พี่ชาย พี่สาว บุตร ธิดา สหายของพวกเรา พวกเราเคยกินร่วม นอนร่วมกับท่านนั้น พวกเราจะทำสิ่งที่น่าพอใจอย่างนี้ และอย่างนี้แก่ท่านนั้น ได้ยินว่า ท่านนั้นเป็นอนาคามี สกทาคามี โสดาบัน โอหนอเป็นการดี โอหนอเป็นการชอบ.
บทว่า คตึ คือ ญาณคติ.
บทว่า อภิสมฺปรายํ ความว่า มีญาณเป็นไปเบื้องหน้า.
บทว่า อทฺทสา โข ความว่า ได้เห็นชนประมาณเท่าใด. ประมาณ ๒,๔๐๐,๐๐๐ คน.
บทว่า อุปสนฺตปติสฺโส ความว่า ทรงมีทัศนสงบแล้ว.
บทว่า ภาติริว ความว่า เปล่งปลั่งยิ่ง คือรุ่งโรจน์ยิ่ง.
บทว่า อินฺทฺริยานํ ความว่า พระอินทรีย์ซึ่งมีพระหฤทัยเป็นที่หก.
บทว่า อทฺทสํ โข อหํ อานนฺท ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราได้เห็นชาวมคธผู้บำรุง ไม่ใช่จำนวนสิบ จำนวนยี่สิบ จำนวนร้อย จำนวนพัน แต่จำนวนไม่ต่ำกว่า ๒,๔๐๐,๐๐๐ คน. แต่ชนมีประมาณเท่านี้ เห็นเราแล้ว อาศัยเราพ้นจากทุกข์แล้ว โสมนัสมีกำลังเกิดขึ้นแล้ว จิตเลื่อมใส เพราะจิตเลื่อมใส โลหิตซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐานก็ผ่องใส เพราะโลหิตผ่องใส อินทรีย์ทั้งหลายซึ่งมีมนะเป็นที่หก ก็ผ่องใส ครั้นตรัสดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า อถโข อานนฺท เป็นต้น.
ชนวสภยกฺขวณฺณนา
พระเจ้าพิมพิสารพระองค์นั้นทรงสดับธรรมกถาของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่นั้น เป็นใหญ่แห่งชนหนึ่งแสนยิ่งด้วยสิบพัน บรรลุเป็นพระโสดาบัน เพราะฉะนั้น พระองค์จึงมีพระนามว่า ชนวสภะ.
บทว่า อิโต สตฺต ความว่า จุติจากเทวโลกนี้เจ็ดครั้ง.
บทว่า ตโต สตฺต ความว่า จุติจากมนุษย์โลกนั้นเจ็ดครั้ง.
บทว่า สํสรามิ จตุทฺทส ความว่า ตามลำดับขันธ์ทั้งหมด สิบสี่ครั้ง.
บทว่า นิวาสมภิชานามิ ความว่า เรารู้นิวาสด้วยอำนาจแห่งชาติ.
บทว่า ยตฺถ เม วุสิตํ ปุเร ความว่า เราเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเวสวัณในเทวโลก และเป็นราชาในมนุษย์โลกอยู่แล้ว ในกาลก่อน แต่อัตภาพนี้ และเพราะได้อยู่อย่างนี้แล้ว บัดนี้ได้เป็นโสดาบัน กระทำบุญมากในวัตถุทั้ง ๓ แม้สามารถบังเกิดเบื้องสูงด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้น จึงได้เกิดแล้วในที่นี้เทียว เพราะกำลังแห่งความใคร่ในสถานที่อยู่ตลอดกาลนาน.
ด้วยบทว่า อาสา จ ปน เม สนฺติฎฺฐติ นี้ ท่านแสดงว่า เราไม่หลับประมาทว่า เราเป็นโสดาบัน ยังกาลให้ล่วงแล้ว ก็เราได้เจริญวิปัสสนาเพื่อประโยชน์แก่พระสกทาคามี อยู่อย่างมีความหวังว่า เราจะบรรลุในวันนี้ๆ.
บทว่า ยทคฺเค ความว่า ท่านกล่าวมุ่งถึงวันบรรลุพระโสดาบันในปฐมทัศน์ที่สวนลัฏฐิวัน.
บทว่า ตทคฺเค อหํ ภนฺเต ทีฆรตฺตํ อวินิปาโต อวินิปาตํ สญฺชานามิ ความว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้ทำวันนั้นเป็นต้นเหตุ ไม่ตกต่ำเป็นเวลานาน นับได้ ๑๔ อัตภาพก่อน ได้จำธรรมที่ไม่ยังตนให้ตกต่ำที่บรรลุแล้ว ด้วยอำนาจโสดาปัตติมรรค ที่สวนลัฏฐิวัน.
บทว่า อนจฺฉริยํ ความว่า อัศจรรย์เนืองๆ.
การที่เราไปด้วยกรณียกิจบางอย่าง ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าในระหว่างทาง เป็นการอัศจรรย์ที่คิดถึงบ่อยๆ และธรรมที่เราได้ฟังเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสในบริษัทของมหาราชเวสวัณนั้น แม้ข้อนี้ก็เป็นการอัศจรรย์.
บทว่า เทฺว ปจฺจยา ความว่า ภาพที่เห็นในระหว่างทาง และความใคร่ที่จะบอกธรรมที่ได้ฟังต่อหน้าท้าวเวสวัณ.
เทวสภาวณฺณนา
บทว่า สนฺนิปติตา ความว่า ประชุม เพราะเหตุอะไร.
ได้ยินว่า เทพเหล่านั้นประชุมด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ เพื่อสงเคราะห์วันวัสสูปนายิกา เพื่อสงเคราะห์วันปวารณา เพื่อฟังธรรม เพื่อเล่นปาริฉัตรกีฬา.
ในเหตุการณ์เหล่านั้น ในวันอาสาฬหปุณมี เหล่าเทพในเทวโลกทั้งสองประชุมในเทวสภา ชื่อสุธัมมา ว่า พรุ่งนี้เป็นวันวัสสูปนายิกา แล้วปรึกษากันว่า ในวิหารโน้นมีพระภิกษุเข้าพรรษาหนึ่งรูป ในวิหารโน้นมีพระภิกษุเข้าพรรษา ๒ รูป ๓ รูป ๔ รูป ๕ รูป ๑๐ รูป ๒๐ รูป ๓๐ รูป ๔๐ รูป ๕๐ รูป ๑๐๐ รูป ๑,๐๐๐ รูป ท่านทั้งหลายจงทำการรักษาอารามในที่นั้นๆ ให้ดี.
การสงเคราะห์วัสสูปนายิกา ทวยเทพได้ทำแล้วดังนี้.
แม้ในกาลนั้น ทวยเทพได้ประชุมแล้ว ด้วยการณ์นั่นเทียว.
บทว่า อิทํ เตสํ โหติ อาสนสฺมึ ความว่า อาสนะนี้เป็นของมหาราชทั้งสี่เหล่านั้น. ครั้นมหาราชแม้เหล่านั้นได้นั่งอย่างนี้แล้ว ต่อมาภายหลัง อาสนะจึงมีแก่เรา.
บทว่า เยนตฺเถน ความว่า ด้วยประโยชน์แห่งวัสสูปนายิกาใด.
บทว่า ตํ อตฺถํ จินฺตยิตฺวา ความว่า คิดการอารักขาพระภิกษุสงฆ์ที่อยู่ป่านั้นแล้ว ปรึกษากับมหาราชทั้งสี่ว่า ท่านทั้งหลายจงจัดแจงอารักขาพระภิกษุสงฆ์ผู้อยู่ในป่านั้นๆ.
บทว่า วุตฺตวจนาปิ ตํ ความว่า เทวบุตร ๓๓ องค์ย่อมกล่าวออกชื่อว่ามหาราช. เทวบุตร ๓๓ องค์ย่อมพร่ำเรียกอย่างนั้น. มหาราชนอกนี้ ก็ระบุชื่อรองๆ ลงมา.
ก็บทว่า ตํ แม้ในบททั้งสองเป็นเพียงนิบาตเท่านั้น.
บทว่า อปกฺกนฺตา ความว่า ไม่หลีกไปแล้ว.
บทว่า อุฬาโร คือ ไพบูลย์ใหญ่.
บทว่า เทวานุภาวํ ความว่า แสงสว่างแห่งผ้า เครื่องประดับ วิมานและสรีระของเทวดาทั้งปวง ย่อมแผ่ไปไกล ๑๒ โยชน์ ส่วนแสงสว่างแห่งสรีระของเทวดาผู้มีบุญมากแผ่ไปไกล ๑๐๐ โยชน์ ก้าวล่วงซึ่งเทวานุภาพนั้น.
บทว่า พฺรหฺมุโน เหตํ ปุพฺพนิมิตฺตํ ความว่า ท่านแสดงว่า แสงอรุณเป็นบุพพังคมะ เป็นบุพนิมิตแห่งพระอาทิตย์อุทัยฉันใด นั่นเป็นบุรพนิมิต แม้แห่งพรหมฉันนั้นเหมือนกัน.
สนงฺกุมารกถาวณฺณนา
บทว่า อนภิสมฺภวนิโย ความว่า ไม่พึงถึง.
ความว่า ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ย่อมไม่เห็นพรหมนั้น.
บทว่า จกฺขุปถสฺมึ ความว่า ในประสาทจักษุ หรือคลองจักษุ. วรรณะนั้น ไม่พึงเห็นหรือไม่พึงถึงในคลองจักษุของเทพทั้งหลาย.
บทว่า นาภิภวติ ความว่า ได้กล่าวแล้ว.
จริงอยู่ เทวดาชั้นต่ำๆ ย่อมอาจเห็นอัตภาพที่สร้างอย่างไพบูลย์ของเทวดาชั้นสูงๆ.
บทว่า เวทปฏิลาภํ ความว่า กลับได้ความยินดี.
บทว่า อธุนาภิสิตฺโต รชฺเชน ความว่า ทรงอภิเษกด้วยสมบัติ.
ก็อรรถนี้ พึงแสดงเรื่องทุฏฐคามณีอภัย.
ได้ยินว่า พระเจ้าทุฏฐคามณีอภัยนั้นทรงชนะกษัตริย์ทมิฬถึง ๓๒ พระองค์ ทรงถึงอภิเษกในกรุงอนุราธบุรี ด้วยพระหฤทัยโสมนัสยินดี แต่ไม่ได้ความหลับ ตรัสบอกพระภิกษุสงฆ์ว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ตั้งแต่นั้นมา หม่อมฉันไม่ได้หลับเลย.
พระภิกษุสงฆ์ทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์ทรงอธิษฐานพระอุโบสถศีลในวันนี้ และพระองค์ทรงอธิษฐานพระอุโบสถศีลแล้ว. พระสงฆ์ไปส่งพระภิกษุผู้บำเพ็ญพระอภิธรรม ๘ รูปว่า ขอให้ท่านสาธยายจิตตยมก. พระภิกษุเหล่านั้นไปแล้วทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร ขอพระองค์ทรงบรรทมหลับ แล้วเริ่มสาธยาย. พระราชาทรงสดับการสาธยายอยู่ก็ทรงก้าวไปสู่ความหลับ. พระเถระทั้งหลายคิดว่า อย่าปลุกพระราชา แล้วหลีกไป ในวันที่สอง พระราชาทรงตื่นขึ้น เมื่อพระอาทิตย์อุทัยเมื่อไม่ทรงเห็นพระเถระ จึงตรัสถามว่า พระผู้เป็นเจ้าไปไหน. ทรงได้รับคำกราบทูลว่า พระเถระรู้ว่า พระองค์ก้าวสู่ความหลับแล้วไป.
พระราชาตรัสว่า พระผู้เป็นเจ้าย่อมรู้ แม้เภสัชคือความหลับ ตราบใด ชื่อว่าเภสัช คือความไม่รู้ของเด็กทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่พระผู้เป็นเจ้าของเรา ตราบนั้น.
บทว่า ปญฺจสิโข ความว่า เป็นเช่นกับปัญจสิขคนธรรพ์.
ได้ยินว่า เทวบุตรทั้งหมดได้นิรมิตอัตภาพของเทพบุตรปัญจสิขคนธรรพ์ เพราะฉะนั้น แม้พรหมก็ได้นิรมิตอัตภาพเช่นนั้น ปรากฏแล้วเช่นกัน.
บทว่า ปลฺลงฺเกน นิสีทิ ความว่า นั่งขัดสมาธิ.
บทว่า วิสฎฺโฐ ความว่า ละเอียดดี คือไม่กระด้าง.
บทว่า วิญฺเญยฺโย ความว่าให้รู้ประโยชน์.
บทว่า มญฺชุ คือ อ่อนหวานกลมกล่อม.
บทว่า สวนิโย คือ ควรฟัง ได้แก่เสนาะโสต.
บทว่า พินฺทุ ความว่า ก้อนเดียว.
บทว่า อวิสารี ความว่า สละสลวย ไม่แตกพร่า.
บทว่า คมฺภีโร ความว่า เกิดลึกตั้งแต่มูลนาภี. ไม่ได้เกิดกระทบเพียงลิ้น ฟัน ริมฝีปากหรือเพดาน. ด้วยว่า เสียงที่เกิดเพียงนี้จะไม่อ่อนหวานและไม่ดังไปไกล.
บทว่า นินฺนาที ความว่า กึกก้องเหมือนเสียงคำรามของมหาเมฆ และเสียงตะโพน.
อนึ่ง บทหลังๆ ในที่นี้ พึงทราบว่า เป็นประโยชน์ของบทก่อนๆ.
บทว่า ยถาปริสํ ความว่า ให้บริษัทรู้ทั่วถึงกัน. เสียงแห่งพรหมนั้น ย่อมดังภายในบริษัทเท่านั้น ย่อมไม่ดังออกไปภายนอก.
บทว่า เย หิ เกจิ เป็นต้น บ่งบอก เพื่อแสดงการปฏิบัติ เพื่อประโยชน์แก่ชนมาก.
บทว่า สรณํ คตา ความว่า ท่านไม่กล่าวถึงผู้ถึงสรณตามมีตามเกิด แต่กล่าวหมายถึงสรณที่ถือไม่ผิด.
บทว่า คนฺธพฺพกายํ ปริปูเรติ ความว่า เพิ่มคณะแห่งคันธัพเทพให้บริบูรณ์. ท่านกล่าวว่า เทวโลก ๖ ชั้น จำเดิมแต่กาลที่พระศาสดาของพวกเราได้อุบัติในโลกแล้ว เกิดไม่มีระหว่าง เหมือนทะนานที่ทุบแป้งบริบูรณ์ และเหมือนป่าศรป่าอ้อ จึงชื่อว่า มาริสา.
อิทฺธิปาทวณฺณนา
บทว่า ยาว สุปญฺญตฺตาปิ เม เตน ภควตา ความว่า พระผู้มีพระภาคผู้เป็นศาสดาของเราทรงบัญญัติดีแล้ว คือตรัสดีแล้ว.
ในบทว่า อิทฺธิปาทา นั่น พึงทราบว่าอิทธิด้วยอรรถว่าสำเร็จ พึงทราบว่าบาทด้วยอรรถว่าเป็นที่ตั้ง.
บทว่า อิทฺธิ พหุลีกตาย ความว่า เพราะความที่อิทธิมีเพียงพอ.
บทว่า อิทฺธิวิเสวิตาย ความว่า เพราะมีอิทธิเป็นพิเศษ ท่านกล่าวว่า จิณฺณวสิตาย ด้วยสามารถเสพบ่อยๆ.
บทว่า อิทฺธิวิกุพฺพนตาย ความว่า เพราะความที่เจริญอิทธิบ่อยๆ เพื่อประโยชน์ที่จะแสดงกระทำโดยประการต่างๆ.
ในบทว่า ฉนฺทสมาธิ ปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ เป็นต้นมีอรรถดังนี้.
สมาธิซึ่งมีฉันทะเป็นเหตุ หรือมีฉันทะเป็นหลัก ชื่อว่าฉันทสมาธิ.
บทว่า ฉนฺทสมาธิ นั่น เป็นชื่อแห่งสมาธิซึ่งได้มาเพราะกระทำฉันทะ ซึ่งมีความใคร่ที่จะกระทำเป็นใหญ่. สังขารที่เป็นปธาน ชื่อว่าปธานสังขาร.
บทว่า ปธานสงฺขารา นั่น เป็นชื่อของสัมมัปปธานวิริยะอันยังกิจ ๔ ประการให้สำเร็จ.
บทว่า สมนฺนาคตํ ความว่า เข้าถึงแล้วด้วยฉันทสมาธิและปธานสังขาร.
บทว่า อิทฺธิปาทํ ความว่า กองแห่งจิตที่เหลือ หรือเจตสิก เป็นบาทด้วยอรรถว่า ตั้งมั่นแห่งฉันทสมาธิ และปธานสังขาร อันประกอบพร้อมด้วยอภิญญาจิต ซึ่งถึงอันนับว่าอิทธิ โดยปริยายว่าสำเร็จ หรือโดยปริยายนี้ว่าเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายสำเร็จด้วยอรรถว่าสำเร็จ คือเป็นผู้สำเร็จแล้ว สมบูรณ์แล้ว ถึงที่สุดแล้ว.
เพราะคำว่า อิทธิบาท ท่านกล่าวว่า เวทนาขันธ์ แห่งความเป็นจริงใด ฯลฯ วิญญาณขันธ์.
พึงทราบอรรถแม้ในบทที่เหลือโดยนัยนี้.
เพราะสมาธิที่ทำฉันทะเป็นใหญ่ จึงได้มา ท่านเรียกว่าฉันทสมาธิ ฉันใด สมาธิที่ทำวิริยจิต วิมังสาเป็นใหญ่ได้มาเรียกว่า วิมํสาสมาธิ ฉันนั้น.
อนึ่ง พึงทราบอรรถในคำนี้ว่า บาทในส่วนต้นว่า อุปจารฌานเป็นบาท ปฐมฌานเป็นอิทธิ ปฐมฌานเป็นบาท ทุติยฌานเป็นอิทธิ เป็นอิทธิในส่วนปลาย.
ก็อิทธิบาทกถา ท่านกล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค และในวิภังคอรรถกถา โดยพิสดาร.
แต่เกจิอาจารย์กล่าวว่า อิทธิที่สำเร็จแล้ว เป็นอิทธิที่ยังไม่สำเร็จ. เพื่อประโยชน์แห่งการพูดถึงวาทะแห่งเกจิอาจารย์เหล่านั้น ชื่อว่า อุตรจูฬิกวาร มาแล้วในอภิธรรมว่า
อิทธิบาท ๔ คือ ฉันทิทธิบาท วิริยิทธิบาท จิตติทธิบาท วิมังสิทธิบาท
ในอิทธิบาททั้ง ๔ นั้น ฉันทิทธิบาทเป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้ ในสมัยใด เจริญโลกุตรฌานอันเป็นเครื่องออกจากทุกข์ อันเป็นอปจยคามี เพื่อละทิฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกามทั้งหลาย ฯลฯ เข้าถึงปฐมฌาน อันเป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญาอยู่
ในสมัยนั้น ธัมมฉันทะใด ชื่อว่า ฉันทะ เพราะได้กระทำฉันทะแล้ว ชื่อว่ากุศลเพราะใคร่ที่จะกระทำ นี้เรียกว่า ฉันทิทธิบาท ธรรมที่เหลือสัมประยุตด้วยฉันทิทธิบาท.
ก็ธรรมเหล่านี้ มาแล้วด้วยอำนาจแห่งโลกุตตระ.
____________________________
อภิ. วิ. เล่ม ๓๕/ข้อ ๕๓๒
ในที่นี้ รัฐบาลเถระทำฉันทะเป็นธุระ ยังโลกุตตรธรรมให้เกิดแล้วโสณเถระกระทำวิริยเป็นธุระ สัมภูตเถระกระทำจิตเป็นธุระ ท่านโมฆราชผู้มีอายุทำวิมังสาเป็นธุระ ยังโลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้น.
ในข้อนี้ ครั้นบุตรอำมาตย์ทั้ง ๔ คนปรารถนาฐานันดร เข้าไปอาศัยพระราชาอยู่ คนหนึ่งเกิดความพอใจในการบำรุงรู้อัธยาศัย และความชอบพระทัยของพระราชา คอยบำรุงทั้งกลางวันและกลางคืน ยังพระราชาให้พอพระราชหฤทัย แล้วได้ฐานันดรฉันใด พึงทราบพระภิกษุผู้ยังโลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้นด้วยฉันทธุระฉันนั้น.
ส่วนคนหนึ่งคิดว่า ใครจะสามารถเพื่อบำรุงทุกวันๆ ได้เมื่อกิจเกิดขึ้น เราจะยังพระราชาให้พอพระทัยด้วยความพยายาม ครั้นปัจจันตชนบทเกิดจลาจลถูกพระราชาส่งไปปราบศัตรูด้วยความพยายาม ถึงแล้วซึ่งฐานันดรฉันใด ภิกษุนั้นให้โลกุตตรธรรมเกิดขึ้นด้วยวิริยธุระ พึงทราบฉันนั้น.
คนหนึ่งคิดว่า แม้การบำรุงทุกวันๆ เป็นภาระหนัก เหมือนลูกศรเฉียบอกทีเดียว เราจะยังพระราชาให้พอพระทัยด้วยอำนาจมนต์ จึงยังพระราชาให้พอพระหฤทัยด้วยการร่ายมนต์ เพราะวิชาภูมิศาสตร์ได้อบรมไว้แล้ว ถึงฐานันดรฉันใด ภิกษุนั้นผู้ยังโลกุตตรธรรมให้เกิดขึ้นด้วยจิตธุระ พึงทราบฉันนั้น.
บุตรอมาตย์คนอื่นคิดว่า ชื่อว่าพระราชาย่อมพระราชทานฐานันดรแก่ผู้ถึงพร้อมด้วยชาติ ด้วยการบำรุงเป็นต้นเหล่านี้ เมื่อทรงพระราชทานแก่บุคคลเช่นนั้น. ก็จะทรงพระราชทานแก่เรา อาศัยชาติสัมปทาอย่างเดียว ก็ถึงซึ่งฐานันดรฉันใด ภิกษุนั้นอาศัยวิมังสาอันบริสุทธิ์ดี ยังโลกุตตรธรรมเกิดขึ้นด้วยวิมังสาธุระ พึงทราบฉันนั้น.
บทว่า อเนกวิหิตํ ความว่า วิธีไม่ใช่หนึ่ง.
บทว่า อิทฺธิวิธํ ความว่า ส่วนของอิทธิ.
โอกาสาธิคมวณฺณนา
บทว่า สุขสฺสาธิคมาย ความว่า เพื่อบรรลุถึงฌานสุข มรรคสุขและผลสุข.
บทว่า สํสฎฺโฐ ความว่า จิตตสัมปยุต.
บทว่า อริยธมฺมํ ความว่า ธรรมอันพระอริยะ พระผู้มีพระภาคคือพระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว.
บทว่า สุณาติ ความว่า ธรรมที่ภิกษุและภิกษุณีเป็นต้น แสดงต่อพระพักตร์พระศาสดา ชื่อว่าฟังอยู่.
บทว่า โยนิโสมนสิกโรติ ความว่า กระทำในใจโดยอุบาย โดยคัลลอง โดยเหตุการณ์ ด้วยอำนาจเป็นต้นว่า ไม่เที่ยง.
อธิบายว่า ภิกษุปรารภกรรมด้วยการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย ที่ท่านกล่าวอย่างนี้ว่า ชื่อว่าโยนิโสมนสิการ คือการกระทำไว้ในใจโดยอุบาย การกระทำไว้ในใจโดยคัลลอง หรือการระลึก การผูก การรวบรวมพร้อมแห่งจิต การกระทำไว้ในใจ โดยอนุโลมสัจจะ ในความไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง ในความไม่สวยงามว่าไม่สวยงาม ในทุกข์ว่าทุกข์ ในความเป็นอนัตตาว่าเป็นอนัตตา นี้เรียกว่าโยนิโสมนสิการ.
บทว่า อสํสฎฺโฐ ความว่า ไม่คลุกคลีอยู่กับวัตถุกามบ้าง กิเลสกามบ้าง.
บทว่า อุปฺปชฺชติ สุขํ ความว่า ปฐมฌานสุขย่อมเกิดขึ้น.
บทว่า สุขา ภิยฺโย โสมนสฺสํ ความว่า โสมนัสอื่นๆ เพราะฌานสุขเป็นปัจจัยย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้ออกจากสมาบัติ.
บทว่า ปมุทา คือ ปีติซึ่งมีกำลังน้อยกว่าอาการของตุฏฐี.
คำว่า ปาโมชฺชํ คือ ปีติและโสมนัสมีกำลัง.
บทว่า ปฐโม โอกาสาธิคโม ความว่า ปฐมฌานข่มนิวรณห้า ถือโอกาสของตนดำรงอยู่ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปฐโม โอกาสาธิคโม (การบรรลุโอกาสอันแรก).
ในบทว่า โอฬาริกา นั่น กายสังขารและวจีสังขารยังหยาบ จิตตสังขารจะหยาบอย่างไร. เพราะจิตตสังขารยังไม่ละ. ก็กายสังขารย่อมละด้วยจตุตถฌาน. วจีสังขารละด้วยทุติยฌาน. จิตตสังขารละด้วยนิโรธสมาบัติ. ครั้นกายสังขารและวจีสังขารแม้ละแล้ว จิตตสังขารทั้งหลายนั้นก็ตั้งอยู่ด้วยประการฉะนี้ จึงเป็นโอฬาริกะ เพราะยังละไม่ได้ โดยยึดกายสังขารวจีสังขารที่ละได้แล้ว.
บทว่า สุขํ ความว่า ผลสมาบัติสุขอันเกิดแต่จตุถฌาน ซึ่งเกิดแก่ผู้ออกจากนิโรธ.
บทว่า สุขา ภิยฺโย โสมนสฺสํ ความว่า โสมนัสอื่นๆ แก่ผู้ออกแล้วจากผลสมาบัติ.
บทว่า ทุติโย โอกาสาธิคโม ความว่า จตุตถฌานข่มสุขทุกข์ ถือโอกาสตนตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุติโย โอกาสาธิคโม. ส่วนทุติยฌาน และตติยฌาน ท่านถือเอาแล้วในจตุตถฌานนั่น เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่กล่าวแยกต่างหาก.
ในบทว่า อิทํ กุสลํ เป็นต้น มีอรรถาธิบาย ดังนี้. กุสลกรรมบถสิบ ชื่อว่ากุสล.
บทว่า อกุสลํ ได้แก่อกุศลกรรมบถสิบ. แม้สาวัชชทุกเป็นต้น พึงทราบด้วยสามารถแห่งอกุศลกรรมบถสิบเหล่านั่นเทียว. ก็นั่นทั้งหมดเป็นกัณหะ สุกะ และสปฏิภาค จึงชื่อว่า กณฺหสุกฺกสปฺปฏิภาคํ. ก็นิพพานเท่านั้นเป็นอัปปฏิภาค.
บทว่า อวิชฺชา ปหียติ ความว่า อวิชชา ซึ่งปกปิดวัฏฏะ ย่อมละได้.
บทว่า วิชฺชา อุปฺปชฺชติ ความว่า อรหัตตมรรควิชา ย่อมเกิดขึ้น.
บทว่า สุขํ คือ สุขอันเกิดแต่อรหัตตมรรคและผล.
บทว่า สุขา ภิยฺโย โสมนสฺสํ ความว่า โสมนัสอื่นๆ ของผู้ออกแล้วจากผลสมาบัติ.
บทว่า ตติโย โอกาสาธิคโม ความว่า อรหัตตมรรคข่มกิเลสทั้งหมด ถือโอกาสตนแล้วตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตติโย โอกาสาธิคโม. ส่วนมรรคที่เหลือ เมื่ออรหัตตมรรคถือเอาแล้ว ก็ประมวลเข้ากันได้ จึงไม่กล่าวแยกต่างหาก.
ส่วนโอกาสาธิคม ๓ ประการนี้ พึงกล่าวอย่างพิสดารด้วยสามารถอารมณ์ ๓๘ ประการ.
อย่างไร.
ท่านกำหนดอารมณ์ทั้งหมดด้วยสามารถอุปจารและอัปปนา โดยนัยที่กล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั่นเทียว กล่าวถึงปฐมฌานในฐานะ ๒๔ ประการว่า ปฐโม โอกาสาธิคโม. ท่านกำหนดทุติยฌานและตติยฌานในฐานะ ๑๓ ประการ และจตุตถฌานในฐานะ ๑๕ ประการ ให้ถึงนิโรธสมาบัติกล่าวว่า ทุติโย โอกาสาธิคโม. ส่วนอุปจารฌาน ๑๐ ประการเป็นปทัฏฐานแห่งมรรครวมเข้ากับโอกาสาธิคมที่ ๓.
อนึ่งพึงกล่าวแม้ด้วยอำนาจสิกขา อย่างนี้ ในสิกขา ๓ ประการ อธิสีลสิกขารวมเข้ากับปฐมโอกาสาธิคมะ อธิจิตตสิกขารวมเข้ากับทุติยโอกาสาธิคมะ อธิปัญญาสิกขารวมเข้ากับตติยโอกาสาธิคมะ.
แม้ในสามัญญผล ท่านกล่าวแม้ด้วยสามารถแห่งสามัญญผลสูตร อย่างนี้ว่า ตั้งแต่จุลศีลจนถึงปฐมฌานเป็นโอกาสาธิคมะที่ ๑ ตั้งแต่ทุติยฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นโอกาสาธิคมะที่ ๒ ตั้งแต่วิปัสสนาจนถึงอรหัตต์เป็นโอกาสาธิคมะที่ ๓
ส่วนในปิฎก ๓ ประการ พึงกล่าวแม้ด้วยสามารถปิฎกอย่างนี้ว่า วินัยปิฎกบวกเข้ากับปฐมโอกาสาธิคมะ สุตตันตปิฎกบวกเข้ากับทุติยโอกาสาธิคมะ อภิธรรมปิฎกบวกเข้ากับตติยโอกาสาธิคมะ.
ได้ยินว่า พระมหาเถระในกาลก่อน ย่อมตั้งพระสูตรนี้เท่านั้นในวันวัสสูปนายิกา.
เพราะเหตุไร.
เพราะพวกเราจักจำแนกปิฎก ๓ กล่าว. เพราะเมื่อรวมพระไตรปิฎกกล่าว พระสูตรก็กล่าวได้ยาก เพราะฉะนั้น ใครๆ ก็ไม่อาจกล่าวได้. สูตรนี้ที่จำแนกไตรปิฎกกล่าว ก็จะกล่าวได้ง่าย.
จตุสติปฏฺฐานวณฺณนา
บทว่า กุสลสฺสาธิคมาย ความว่า เพื่อประโยชน์บรรลุมรรคกุศลและผลกุศล.
จริงอยู่ ทั้งสองอย่างนั่น ชื่อว่าเป็นกุศล ด้วยอรรถว่าไม่มีโทษ หรือด้วยอรรถว่า เกษม.
บทว่า ตตฺถ สมฺมา สมาธิยติ ความว่า ภิกษุตั้งมั่นชอบในกายภายในนั้น ก็จะเป็นเอกัคคจิต.
บทว่า พหิทฺธา ปรกาเย ญาณทสฺสนํ อภินิพฺพตฺเตติ ความว่า ส่งญาณอันมุ่งต่อกายคนอื่น จากกายตน.
ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้.
พึงทราบสติที่กำหนดกายเป็นต้น ด้วยบทว่า สติมา ในบททั้งปวง. พึงทราบกายเป็นต้นเทียว กำหนดแล้วด้วยบทว่า โลเก. ก็สติปัฏฐานทั้ง ๔ นั่น พึงทราบว่า ท่านกล่าวเจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระ.
สมาธิปริกฺขารวณฺณนา
บริขาร ในบทนี้ว่า สมาธิปริกขารา มี ๓ อย่าง.
เครื่องประดับในบทนี้ว่า รถมีสีขาวเป็นบริขาร มีฌานเป็นเพลา มีวิริยะเป็นล้อ ชื่อว่าบริขาร.
ปริวารในบทนี้ว่า ล้อมด้วยดีแล้วด้วยนครปริกขาร ๗ ประการ ชื่อว่าปริขาร.
สัมภาระในบทนี้ว่า คิลานปจฺจยชีวิตปริกฺขารา ชื่อว่าปริขาร.
ก็ในที่นี้ ท่านกล่าวว่า สมาธิปริกขาร ๗ ประการด้วยสามารถปริวารและปริขาร. ปริวาริกะ ชื่อว่าปริขาร.
____________________________
สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๒๔
องฺ. สตฺตก. เล่ม ๒๓/ข้อ ๖๔
ที. ปา. เล่ม ๑๑/ข้อ ๑๑๓
บทว่า อยํ วุจฺจติ โภ อริโย สมฺมาสมาธิ ความว่า นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิอริยอันล้อมองค์ ๗ เหมือนจักรพรรดิล้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการฉะนั้น.
บทว่า สอุปนิโส อิติปิ ความว่า ท่านเรียกว่า สอุปนิสัย แม้ด้วยประการนี้.
บทว่า สปริวาโรเยว ได้กล่าวแล้ว.
บทว่า สมฺมาทิฎฺฐิสฺส ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ.
บทว่า สมฺมาสํกปฺโป จ โหติ ความว่า สัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นไป.
ในบททั้งปวงก็มีนัยเช่นกัน.
ก็อรรถนี้ พึงทราบด้วยอำนาจมรรคบ้าง ด้วยอำนาจผลบ้าง.
อย่างไร.
มรรคสัมมาสังกัปปะ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในมรรคสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ และมรรควิมุติย่อมมีแก่ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในมรรคญาณ
อนึ่ง ผลสัมมาสังกัปปะ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในผลสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ และผลวิมุติ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในผลสัมมาญาณ.
บทว่า สฺวากฺขาโต เป็นต้น ท่านพรรณนาไว้แล้วในวิสุทธิมรรค.
บทว่า อปารุตา ความว่า เปิดแล้ว.
บทว่า อมตสฺส ความว่า นิพพาน.
บทว่า ทฺวารา ความว่า ทางเข้า.
บทว่า อเวจฺจปฺ ปสาเทน ความว่า ความเลื่อมใสไม่หวั่นไหว.
บทว่า ธมฺเม วีนีตา ความว่า แน่นอนแล้วด้วยธรรมนิยาม.
บทว่า อถายํ อิตรา ปชา ความว่า ท่านกล่าวหมายถึงพระอนาคามี.
บทว่า อนาคามิโน อตฺถี ท่านกล่าวแล้ว.
บทว่า ปุญฺญภาคา ความว่า เกิดแล้วด้วยส่วนแห่งบุญ.
บทว่า โอตฺตปฺปํ ความว่า มีใจเกรงกลัว. ถ้าอย่างนั้น มุสา พึงมีในกาลไหน เพราะฉะนั้น เราไม่อาจนับโดยภัยมุสาวาทได้ แต่ไม่ได้แสดงว่า กำลังนับของเราไม่มี.
สนังกุมารพรหมถามเวสวัณอย่างเดียว ด้วยบทนี้ว่า ตํ กึ มญฺญติ ภวํ. แต่สนังกุมารพรหมนั้นไม่มีลัทธิว่า พระศาสดาอย่างนั้น ไม่มีแล้ว หรือจักไม่มี.
จริงอยู่ ในอภิสมัยของพระพุทธเจ้าทั้งปวงไม่มีพิเศษ.
บทว่า สายํ ปริสายํ ความว่า ในบริษัทของตน.
บทว่า ตยิทํ พฺรหฺมจริยํ ความว่า ไตรสิกขาทั้งสิ้นนี้นั้น คือพรหมจรรย์.
บทที่เหลือง่ายทั้งนั้น.
ส่วนบทเหล่านี้อันพระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลายได้ตั้งไว้แล้ว ดังนี้.
จบอรรถกถาชนวสภสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------