อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๔. มหาสุทัสสนสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๓–๑๘๖พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 24 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 24 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 32 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

มหาสุทสฺสนสุตฺตํ

เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา กุสินารายํ วิหรติ อุปวตฺตเน มลฺลานํ สาลวเน อนฺตเร ยมกสาลานํ ปรินิพฺพานสมเย ฯ อถโข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ มา ภนฺเต ภควา อิมสฺมึ ขุทฺทกนครเก อุชฺชงฺคลนครเก สาขานครเก ปรินิพฺพายิ สนฺติ ภนฺเต อญฺญานิ มหานครานิ เสยฺยถีทํ จมฺปา ราชคหํ สาวตฺถี สาเกตํ โกสมฺพี พาราณสี เอตฺถ ภควา ปรินิพฺพายตุ เอตฺถ พหู ขตฺติยมหาสาลา พฺราหฺมณมหาสาลา คหปติมหาสาลา ตถาคเต อภิปฺปสนฺนา เต ตถาคตสฺส สรีรปูชํ กริสฺสนฺตีติ ฯ {๑๖๓.๑} มา เหวํ อานนฺท อวจ ขุทฺทกนครกํ อุชฺชงฺคลนครกํ สาขานครกนฺติ ฯ ภูตปุพฺพํ อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน นาม อโหสิ ขตฺติโย มุทฺธาวสิตฺโต จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชนปทฏฺฐาวริยปฺปตฺโต ฯ รญฺโญ อานนฺท มหาสุทสฺสนสฺส อยํ กุสินารา กุสาวตี นาม ราชธานี อโหสิ ฯ ปุรตฺถิเมน จ ปจฺฉิเมน จ ทฺวาทสโยชนานิ อายาเมน อุตฺตเรน จ ทกฺขิเณน จ สตฺตโยชนานิ วิตฺถาเรน กุสาวตี อานนฺท ราชธานี อิทฺธา เจว อโหสิ ผีตา จ พหุชนา จ อากิณฺณมนุสฺสา จ สุภิกฺขา จ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท เทวานํ อาลกมนฺทา นาม ราชธานี อิทฺธา เจว อโหสิ ผีตา จ พหุชนา จ อากิณฺณยกฺขา จ สุภิกฺขา จ เอวเมว โข อานนฺท กุสาวตี ราชธานี อิทฺธา เจว อโหสิ ผีตา จ พหุชนา จ อากิณฺณมนุสฺสา จ สุภิกฺขา จ ฯ กุสาวตี อานนฺท ราชธานี ทสหิ สทฺเทหิ อวิวิตฺตา อโหสิ ทิวา เจว รตฺตึ จ เสยฺยถีทํ หตฺถิสทฺเทน อสฺสสทฺเทน รถสทฺเทน เภริสทฺเทน มุทิงฺคสทฺเทน วีณาสทฺเทน คีตสทฺเทน สมฺมสทฺเทน ตาลสทฺเทน อสถ ปิวถ ขาทถาติ ทสเมน สทฺเทน ฯ {๑๖๓.๒} กุสาวตี อานนฺท ราชธานี สตฺตหิ ปากาเรหิ ปริกฺขิตฺตา อโหสิ เอโก ปากาโร โสวณฺณมโย เอโก รูปิยมโย เอโก เวฬุริยมโย เอโก ผลิกมโย เอโก โลหิตงฺกมโย เอโก มสารคลฺลมโย เอโก สพฺพรตนมโย ฯ กุสาวติยา อานนฺท ราชธานิยา จตุนฺนํ วณฺณานํ ทฺวารานิ อเหสุํ เอกํ ทฺวารํ โสวณฺณเมยํ เอกํ รูปิยมยํ เอกํ เวฬุริยมยํ เอกํ ผลิกมยํ ฯ เอกเมกสฺมึ ทฺวาเร สตฺต สตฺต เอสิกา นิขาตา อเหสุํ ติโปริสงฺคา ติโปริสํ นิขาตา ทฺวาทสโปริสา อุพฺเพเธน ฯ เอกา เอสิกา โสวณฺณมยา เอกา รูปิยมยา เอกา เวฬุริยมยา เอกา ผลิกมยา เอกา โลหิตงฺกมยา เอกา มสารคลฺลมยา เอกา สพฺพรตนมยา ฯ {๑๖๓.๓} กุสาวตี อานนฺท ราชธานี สตฺตหิ ตาลปนฺตีหิ ปริกฺขิตฺตา อโหสิ เอกา ตาลปนฺติ โสวณฺณมยา เอกา รูปิยมยา เอกา เวฬุริยมยา เอกา ผลิกมยา เอกา โลหิตงฺกมยา เอกา มสารคลฺลมยา เอกา สพฺพรตนมยา ฯ โสวณฺณมยสฺส ตาลสฺส โสวณฺณมโย ขนฺโธ อโหสิ รูปิยมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ รูปิยมยสฺส ตาลสฺส รูปิยมโย ขนฺโธ อโหสิ โสวณฺณมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ เวฬุริยสฺส ตาลสฺส เวฬุริยมโย ขนฺโธ อโหสิ ผลิกมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ ผลิกมยสฺส ตาลสฺส ผลิกมโย ขนฺโธ อโหสิ เวฬุริยมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ โลหิตงฺกมยสฺส ตาลสฺส โลหิตงฺกมโย ขนฺโธ อโหสิ มสารคลฺลมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ มสารคลฺลมยสฺส ตาลสฺส มสารคลฺลมโย ขนฺโธ อโหสิ โลหิตงฺกมยานิ ปตฺตานิ จ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ {๑๖๓.๔} สพฺพรตนมยสฺส ตาลสฺส สพฺพรตนมโย ขนฺโธ อโหสิ สพฺพรตนมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ ตาสํ โข ปนานนฺท ตาลปนฺตีนํ วาเตริตานํ สทฺโท อโหสิ วคฺคู จ รชนิโย จ กมฺมนิโย จ มทนิโย จ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท ปญฺจงฺคิกสฺส ตุริยสฺส สุวินีตสฺส สุปฺปฏิตาฬิตสฺส กุสเลหิ สุสมนฺนาหตสฺส สทฺโท โหติ วคฺคู จ รชนิโย จ กมฺมนิโย จ มทนิโย จ เอวเมว โข อานนฺท ตาสํ ตาลปนฺตีนํ วาเตริตานํ สทฺโท อโหสิ วคฺคู จ รชนิโย จ กมฺมนิโย จ มทนิโย จ ฯ เย โข ปนานนฺท เตน สมเยน กุสาวติยา ราชธานิยา ธุตฺตา อเหสุํ โสณฺฑา ปิปาสา เต ตาสํ ตาลปนฺตีนํ วาเตริตานํ สทฺเทน ปริจาเรสุํ ฯ

ราชา อานนฺท มหาสุทสฺสโน สตฺตหิ รตเนหิ สมนฺนาคโต อโหสิ จตูหิ จ อิทฺธีหิ ฯ กตเมหิ สตฺตหิ ฯ อิธานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส ตทหุโปสเถ ปณฺณรเส สีสนฺหาตสฺส อุโปสถิกสฺส อุปริปาสาทวรคตสฺส ทิพฺพํ จกฺกรตนํ ปาตุรโหสิ สหสฺสารํ สเนมิกํ สนาภิกํ สพฺพาการปริปูรํ ทิสฺวา รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส เอตทโหสิ สุตํ โข ปเนตํ ยสฺส รญฺโญ ขตฺติยสฺส มุทฺธาวสิตฺตสฺส ตทหุโปสเถ ปณฺณรเส สีสนฺหาตสฺส อุโปสถิกสฺส อุปริปาสาทวรคตสฺส ทิพฺพํ จกฺกรตนํ ปาตุภวติ สหสฺสารํ สเนมิกํ สนาภิกํ สพฺพาการปริปูรํ โส โหติ ราชา จกฺกวตฺตีติ อสฺสํ นุ โข อหํ ราชา จกฺกวตฺตีติ ฯ {๑๖๔.๑} อถโข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา วาเมน หตฺเถน สุวณฺณภิงฺคารํ คเหตฺวา ทกฺขิเณน หตฺเถน จกฺกรตนํ อพฺภุกฺกิริ ปวตฺตตุ ภวํ จกฺกรตนํ อภิวิชินาตุ ภวํ จกฺกรตนนฺติ ฯ อถโข ตํ อานนฺท จกฺกรตนํ ปุรตฺถิมทิสํ ปวตฺตติ ฯ อนุเทว ราชา มหาสุทสฺสโน สทฺธึ จตุรงฺคินิยา เสนาย ฯ ยสฺมึ โข ปนานนฺท ปเทเส จกฺกรตนํ ปติฏฺฐาสิ ตตฺถ ราชา มหาสุทสฺสโน วาสํ อุปคจฺฉิ สทฺธึ จตุรงฺคินิยา เสนาย ฯ เย โข ปนานนฺท ปุรตฺถิมาย ทิสาย ปฏิราชาโน เต ราชานํ มหาสุทสฺสนํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวมาหํสุ เอหิ โข มหาราช สฺวาคตํ มหาราช สกํ เต มหาราช อนุสาส มหาราชาติ ฯ ราชา มหาสุทสฺสโน เอวมาห ปาโณ น หนฺตพฺโพ อทินฺนํ นาทาตพฺพํ กาเมสุ มิจฺฉา น จริตพฺพา มุสา น ภาสิตพฺพา มชฺชํ น ปาตพฺพํ ยถาภุตฺตญฺจ ภุญฺชถาติ ฯ เย โข ปนานนฺท ปุรตฺถิมาย ทิสาย ปฏิราชาโน เต รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส อนุยนฺตา อเหสุํ ฯ {๑๖๔.๒} อถโข ตํ อานนฺท จกฺกรตนํ ปุรตฺถิมํ สมุทฺทํ อชฺโฌคาเหตฺวา ปจฺจุตฺตริตฺวา ทกฺขิณํ ทิสํ ปวตฺตติ ทกฺขิณํ สมุทฺทํ อชฺโฌคาเหตฺวา ปจฺจุตฺตริตฺวา ปจฺฉิมํ ทิสํ ปวตฺตติ ปจฺฉิมํ สมุทฺทํ อชฺโฌคาเหตฺวา ปจฺจุตฺตริตฺวา อุตฺตรํ ทิสํ ปวตฺตติ ฯ อนุเทว ราชา มหาสุทสฺสโน สทฺธึ จตุรงฺคินิยา เสนาย ฯ ยสฺมึ โข ปนานนฺท ปเทเส จกฺกรตนํ ปติฏฺฐาสิ ตตฺถ ราชา มหาสุทสฺสโน วาสํ อุปคจฺฉิ สทฺธึ จตุรงฺคินิยา เสนาย ฯ เย โข ปนานนฺท อุตฺตราย ทิสาย ปฏิราชาโน เต ราชานํ มหาสุทสฺสนํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวมาหํสุ เอหิ โข มหาราช สฺวาคตํ มหาราช สกํ เต มหาราช อนุสาส มหาราชาติ ฯ ราชา มหาสุทสฺสโน เอวมาห ปาโณ น หนฺตพฺโพ อทินฺนํ นาทาตพฺพํ กาเมสุ มิจฺฉา น จริตพฺพา มุสา น ภาสิตพฺพา มชฺชํ น ปาตพฺพํ ยถาภุตฺตญฺจ ภุญฺชถาติ ฯ เย โข ปนานนฺท อุตฺตราย ทิสาย ปฏิราชาโน เต รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส อนุยนฺตา อเหสุํ ฯ {๑๖๔.๓} อถโข ตํ อานนฺท จกฺกรตนํ สมุทฺทปริยนฺตํ ปฐวึ อภิวิชิตฺวา กุสาวตึ ราชธานึ ปจฺจาคนฺตฺวา รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส อนฺเตปุรทฺวาเร อตฺถกรณปมุเข อกฺขาหตํ มญฺเญ อฏฺฐาสิ รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส อนฺเตปุรํ อุปโสภยมานํ ฯ รญฺโญ อานนฺท มหาสุทสฺสนสฺส เอวรูปํ จกฺกรตนํ ปาตุรโหสิ ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส หตฺถิรตนํ ปาตุรโหสิ สพฺพเสโต สตฺตปฺปติฏฺโฐ อิทฺธิมา เวหาสงฺคโม อุโปสโถ นาม นาคราชา ฯ ทิสฺวา รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส จิตฺตํ ปสีทิ ภทฺทกํ วต โภ หตฺถิยานํ สเจ ทมถํ อุเปยฺยาติ ฯ อถโข ตํ อานนฺท หตฺถิรตนํ เสยฺยถาปิ นาม ภทฺโท หตฺถาชานีโย ทีฆรตฺตํ สุปริทนฺโต เอวเมว ทมถํ อุปคจฺฉิ ฯ ภูตปุพฺพํ อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน ตเมว หตฺถิรตนํ วีมํสมาโน ปุพฺพณฺหสมยํ อภิรุหิตฺวา สมุทฺทปริยนฺตํ ปฐวึ อนุยายิตฺวา กุสาวตึ ราชธานึ ปจฺจาคนฺตฺวา ปาตราสมกาสิ ฯ รญฺโญ อานนฺท มหาสุทสฺสนสฺส เอวรูปํ หตฺถิรตนํ ปาตุรโหสิ ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส อสฺสรตนํ ปาตุรโหสิ สพฺพเสโต กากสีโส มุญฺชเกโส อิทฺธิมา เวหาสงฺคโม วลาหโก นาม อสฺสราชา ฯ ทิสฺวา รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส จิตฺตํ ปสีทิ ภทฺทกํ วต โภ อสฺสยานํ สเจ ทมถํ อุเปยฺยาติ ฯ อถโข ตํ อานนฺท อสฺสรตนํ เสยฺยถาปิ นาม ภทฺโท อสฺสาชานีโย ทีฆรตฺตํ สุปริทนฺโต เอวเมว ทมถํ อุปคจฺฉิ ฯ ภูตปุพฺพํ อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน ตเมว อสฺสรตนํ วีมํสมาโน ปุพฺพณฺหสมยํ อภิรุหิตฺวา สมุทฺทปริยนฺตํ ปฐวึ อนุยายิตฺวา กุสาวตึ ราชธานึ ปจฺจาคนฺตฺวา ปาตราสมกาสิ ฯ รญฺโญ อานนฺท มหาสุทสฺสนสฺส เอวรูปํ อสฺสรตนํ ปาตุรโหสิ ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส มณิรตนํ ปาตุรโหสิ มณิเวฬุริโย สุโภ ชาติมา อฏฺฐํโส สุปริกมฺมกโต อจฺโฉ วิปฺปสนฺโน สพฺพาการสมฺปนฺโน ฯ ตสฺส โข ปนานนฺท มณิรตนสฺส อาภา สมนฺตา โยชนํ ผุฏา อโหสิ ฯ ภูตปุพฺพํ อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน ตเมว มณิรตนํ วีมํสมาโน จตุรงฺคินึ เสนํ สนฺนยฺหิตฺวา มณึ ธชคฺคํ อาโรเปตฺวา รตฺตนฺธการติมิสายํ ปายาสิ ฯ เย โข ปนานนฺท สมนฺตา คามา อเหสุํ เต โอภาเสน กมฺมนฺเต ปโยเชสุํ ทิวาติ มญฺญมานา ฯ รญฺโญ อานนฺท มหาสุทสฺสนสฺส เอวรูปํ มณิรตนํ ปาตุรโหสิ ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส อิตฺถีรตนํ ปาตุรโหสิ อภิรูปา ทสฺสนียา ปาสาทิกา ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคตา นาติทีฆา นาติรสฺสา นาติกิสา นาติถูลา นาติกาฬิกา นาจฺโจทาตา อติกฺกนฺตา มนุสฺสีวณฺณํ อปฺปตฺตา ทิพฺพวณฺณํ ฯ ตสฺส โข ปนานนฺท อิตฺถีรตนสฺส เอวรูโป กายสมฺผสฺโส โหติ เสยฺยถาปิ นาม ตูลปิจุโน วา กปฺปาสปิจุโน วา ฯ ตสฺส โข ปนานนฺท อิตฺถีรตนสฺส สีเต อุณฺหานิ คตฺตานิ โหนฺติ อุเณฺห สีตานิ ฯ ตสฺส โข ปนานนฺท อิตฺถีรตนสฺส กายโต จนฺทนคนฺโธ วายติ มุขโต อุปฺปลคนฺโธ ฯ ตํ โข ปนานนฺท อิตฺถีรตนํ รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส ปุพฺพุฏฺฐายินี อโหสิ ปจฺฉานิปาตินี กึการปฏิสาวินี มนาปจารินี ปิยวาทินี ฯ ตํ โข ปนานนฺท อิตฺถีรตนํ ราชานํ มหาสุทสฺสนํ มนสาปิ โน อติจารี กุโต ปน กาเยน ฯ รญฺโญ ปนานนฺท มหาสุทสฺสนสฺส เอวรูปํ อิตฺถีรตนํ ปาตุรโหสิ ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส คหปติรตนํ ปาตุรโหสิ ฯ ตสฺส กมฺมวิปากชํ ทิพฺพจกฺขุํ ปาตุรโหสิ เยน นิธึ ปสฺสติ สสฺสามิกมฺปิ อสฺสามิกมฺปิ ฯ โส ราชานํ มหาสุทสฺสนํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวมาห อปฺโปสฺสุกฺโก ตฺวํ เทว โหหิ อหํ เต ธเนน ธนกรณียํ กริสฺสามีติ ฯ ภูตปุพฺพํ อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน ตเมว คหปติรตนํ วีมํสมาโน นาวํ อภิรุหิตฺวา มชฺเฌ คงฺคาย นทิยา โสตํ โอคาหิตฺวา คหปติรตนํ เอตทโวจ อตฺโถ เม คหปติ หิรญฺญสุวณฺเณนาติ ฯ เตนหิ มหาราช เอกตีรํ นาวํ อุเปตูติ ฯ อิเธว เม คหปติ อตฺโถ ว หิรญฺญสุวณฺเณนาติ ฯ อถโข ตํ อานนฺท คหปติรตนํ อุโภหิ หตฺเถหิ อุทกํ โอมสิตฺวา ปูรํ หิรญฺญสุวณฺณสฺส กุมฺภึ อุทฺธริตฺวา ราชานํ มหาสุทสฺสนํ เอตทโวจ อลเมตฺตาวตา มหาราช กตเมตฺตาวตา มหาราชาติ ฯ ราชา มหาสุทสฺสโน เอวมาห อลเมตฺตาวตา คหปติ กตเมตฺตาวตา คหปติ ปูชิตเมตฺตาวตา คหปตีติ ฯ รญฺโญ อานนฺท มหาสุทสฺสนสฺส เอวรูปํ คหปติรตนํ ปาตุรโหสิ ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส ปริณายกรตนํ ปาตุรโหสิ ปณฺฑิโต วิยตฺโต เมธาวี ปฏิพโล ราชานํ มหาสุทสฺสนํ อุเปยฺยาเปตพฺพํ อุเปยฺยาเปตุํ อเปยฺยาเปตพฺพํ อเปยฺยาเปตุํ ฐเปตพฺพํ ฐเปตุํ ฯ โส ราชานํ มหาสุทสฺสนํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวมาห อปฺโปสฺสุกฺโก ตฺวํ เทว โหหิ อหมนุสาสิสฺสามีติ ฯ รญฺโญ อานนฺท มหาสุทสฺสนสฺส เอวรูปํ ปริณายกรตนํ ปาตุรโหสิ ฯ ราชา อานนฺท มหาสุทสฺสโน อิเมหิ สตฺตหิ รตเนหิ สมนฺนาคโต อโหสิ ฯ

ราชา อานนฺท มหาสุทสฺสโน จตูหิ อิทฺธีหิ สมนฺนาคโต โหติ ฯ กตมาหิ จตูหิ อิทฺธีหิ ฯ อิธานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน อภิรูโป อโหสิ ทสฺสนีโย ปาสาทิโก ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคโต อติวิย อญฺเญหิ มนุสฺเสหิ ฯ ราชา อานนฺท มหาสุทสฺสโน อิมาย ปฐมาย อิทฺธิยา สมนฺนาคโต อโหสิ ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน ทีฆายุโก อโหสิ จิรฏฺฐิติโก อติวิย อญฺเญหิ มนุสฺเสหิ ฯ ราชา อานนฺท มหาสุทสฺสโน อิมาย ทุติยาย อิทฺธิยา สมนฺนาคโต อโหสิ ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน อปฺปาพาโธ อโหสิ อปฺปาตงฺโก สมเวปากินิยา คหณิยา สมนฺนาคโต นาติสีตาย นาจฺจุณฺหาย อติวิย อญฺเญหิ มนุสฺเสหิ ฯ ราชา อานนฺท มหาสุทสฺสโน อิมาย ตติยาย อิทฺธิยา สมนฺนาคโต อโหสิ ฯ

ปุน จปรํ อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน พฺราหฺมณคหปติกานํ ปิโย อโหสิ มนาโป ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท ปิตา ปุตฺตานํ ปิโย โหติ มนาโป เอวเมว โข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน พฺราหฺมณคหปติกานํ ปิโย อโหสิ มนาโป ฯ รญฺโญ ปน อานนฺท มหาสุทสฺสนสฺส พฺราหฺมณคหปติกา ปิยา อเหสุํ มนาปา ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท ปิตุ ปุตฺตา ปิยา โหนฺติ มนาปา เอวเมว โข อานนฺท รญฺโญปิ มหาสุทสฺสนสฺส พฺราหฺมณคหปติกา ปิยา อเหสุํ มนาปา ฯ {๑๗๔.๑} ภูตปุพฺพํ อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน จตุรงฺคินิยา เสนาย อุยฺยานภูมึ นิยฺยาสิ ฯ อถโข อานนฺท พฺราหฺมณคหปติกา ราชานํ มหาสุทสฺสนํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวมาหํสุ อตรมาโน เทว ยาหิ ยถา ตํ มยํ จิรตรํ ปสฺเสยฺยามาติ ฯ ราชาปิ อานนฺท มหาสุทสฺสโน สารถิ อามนฺเตสิ อตรมาโน สารถิ รถํ เปเสหิ ยถา อหํ พฺราหฺมณคหปติเก จิรตรํ ปสฺเสยฺยนฺติ ฯ ราชา อานนฺท มหาสุทสฺสโน อิมาย จตุตฺถาย อิทฺธิยา สมนฺนาคโต อโหสิ ฯ ราชา อานนฺท มหาสุทสฺสโน อิมาหิ จตูหิ อิทฺธีหิ สมนฺนาคโต อโหสิ ฯ

อถโข อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส เอตทโหสิ ยนฺนูนาหํ อิมาสุ ตาลนฺตริกาสุ ธนุสเต ธนุสเต โปกฺขรณิโย มาเปยฺยนฺติ ฯ มาเปสิ โข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน ตาสุ ตาลนฺตริกาสุ ธนุสเต ธนุสเต โปกฺขรณิโย ฯ ตา โข ปนานนฺท โปกฺขรณิโย จตุนฺนํ วณฺณานํ อิฏฺฐกาหิ จิตา อเหสุํ เอกา อิฏฺฐกา โสวณฺณมยา เอกา รูปิยมยา เอกา เวฬุริยมยา เอกา ผลิกมยา ฯ {๑๗๕.๑} ตาสุ โข ปนานนฺท โปกฺขรณีสุ จตฺตาริ โสปาณานิ อเหสุํ จตุนฺนํ วณฺณานํ เอกํ โสปาณํ โสวณฺณมยํ เอกํ รูปิยมยํ เอกํ เวฬุริยมยํ เอกํ ผลิกมยํ ฯ โสวณฺณมยสฺส โสปาณสฺส โสวณฺณมยา ถมฺภา อเหสุํ รูปิยมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ รูปิยมยสฺส โสปาณสฺส รูปิยมยา ถมฺภา อเหสุํ โสวณฺณมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ เวฬุริยมยสฺส โสปาณสฺส เวฬุริยมยา ถมฺภา อเหสุํ ผลิกมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ ผลิกมยสฺส โสปาณสฺส ผลิกมยา ถมฺภา อเหสุํ เวฬุริยมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ ตา โข ปนานนฺท โปกฺขรณิโย ทฺวีหิ เวทิกาหิ ปริกฺขิตฺตา อเหสุํ เอกา เวทิกา โสวณฺณมยา เอกา รูปิยมยา ฯ โสวณฺณมยาย เวทิกาย โสวณฺณมยา ถมฺภา อเหสุํ รูปิยมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ รูปิยมยาย เวทิกาย รูปิยมยา ถมฺภา อเหสุํ โสวณฺณมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ อถโข อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส เอตทโหสิ ยนฺนูนาหํ อิมาสุ โปกฺขรณีสุ เอวรูปํ มาลํ โรปาเปยฺยํ อุปฺปลํ ปทุมํ กุมุทํ ปุณฺฑรีกํ สพฺโพตุกํ สพฺพชนสฺส อนาวฏฺฏนฺติ ฯ โรปาเปสิ โข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน ตาสุ โปกฺขรณีสุ เอวรูปํ มาลํ อุปฺปลํ ปทุมํ กุมุทํ ปุณฺฑรีกํ สพฺโพตุกํ สพฺพชนสฺส อนาวฏฺฏํ ฯ อถโข อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส เอตทโหสิ ยนฺนูนาหํ อิมาสํ โปกฺขรณีนํ ตีเร นฺหาปเก ปุริเส ฐเปยฺยํ เย อาคตาคตํ ชนํ นฺหาเปสฺสนฺตีติ ฯ ฐเปสิ โข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน ตาสํ โปกฺขรณีนํ ตีเร นฺหาปเก ปุริเส เย อาคตาคตํ ชนํ นฺหาเปสุํ ฯ {๑๗๕.๒} อถโข อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส เอตทโหสิ ยนฺนูนาหํ อิมาสํ โปกฺขรณีนํ ตีเร เอวรูปํ ทานํ ปฏฺฐเปยฺยํ อนฺนํ อนฺนตฺถิกสฺส ปานํ ปานตฺถิกสฺส วตฺถํ วตฺถตฺถิกสฺส ยานํ ยานตฺถิกสฺส สยนํ สยนตฺถิกสฺส อิตฺถึ อิตฺถิตฺถิกสฺส หิรญฺญํ หิรญฺญตฺถิกสฺส สุวณฺณํ สุวณฺณตฺถิกสฺสาติ ฯ ปฏฺฐเปสิ โข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน ตาสํ โปกฺขรณีนํ ตีเร เอวรูปํ ทานํ อนฺนํ อนฺนตฺถิกสฺส ปานํ ปานตฺถิกสฺส วตฺถํ วตฺถตฺถิกสฺส ยานํ ยานตฺถิกสฺส สยนํ สยนตฺถิกสฺส อิตฺถึ อิตฺถิตฺถิกสฺส หิรญฺญํ หิรญฺญตฺถิกสฺส สุวณฺณํ สุวณฺณตฺถิกสฺสาติ ฯ

อถโข อานนฺท พฺราหฺมณคปติกา ปหูตํ สาปเตยฺยํ อาทาย ราชานํ มหาสุทสฺสนํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวมาหํสุ อิทํ เทว ปหูตํ สาปเตยฺยํ เทวสฺเสว อุทฺทิสฺส อาภตํ ตํ เทโว ปฏิคฺคณฺหาตูติ ฯ อลํ โภ มมมิทํ ปหูตํ สาปเตยฺยํ ธมฺมิเกน พลินา อภิสงฺขตํ ตํ โว โหตุ อิโต จ ภิยฺโย หรถาติ ฯ เต รญฺญา ปฏิกฺขิตฺตา เอกมนฺตํ อปกฺกมฺม เอวํ สมจินฺเตสุํ น โข เอวํ อมฺหากํ ปฏิรูปํ ยํ อิมานิ สาปเตยฺยานิ ปุนเทว สกานิ ฆรานิ ปฏิหาเรยฺยาม ยนฺนูน มยํ รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส นิเวสนํ มาเปยฺยามาติ ฯ เต ราชานํ มหาสุทสฺสนํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวมาหํสุ นิเวสนํ เต เทว มาเปยฺยามาติ ฯ อธิวาเสสิ โข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน ตุณฺหีภาเวน ฯ

อถโข อานนฺท สกฺโก เทวานมินฺโท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส เจตสา เจโตปริวิตกฺกมญฺญาย วิสฺสกมฺมํ เทวปุตฺตํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ สมฺม วิสฺสกมฺม รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส นิเวสนํ มาเปหิ ธมฺมํ นาม ปาสาทนฺติ ฯ เอวํ ภทฺทํ ตวาติ โข อานนฺท วิสฺสกมฺโม เทวปุตฺโต สกฺกสฺส เทวานมินฺทสฺส ปฏิสฺสุณิตฺวา เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว เทเวสุ ตาวตึเสสุ อนฺตรหิโต รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส ปุรโต ปาตุรโหสิ ฯ อถโข อานนฺท วิสฺสกมฺโม เทวปุตฺโต ราชานํ มหาสุทสฺสนํ เอตทโวจ นิเวสนํ เต เทว มาเปสฺสามิ ธมฺมํ นาม ปาสาทนฺติ ฯ อธิวาเสสิ โข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน ตุณฺหีภาเวน ฯ {๑๗๗.๑} มาเปสิ โข อานนฺท วิสฺสกมฺโม เทวปุตฺโต รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส นิเวสนํ ธมฺมํ นาม ปาสาทํ ฯ ธมฺโม อานนฺท ปาสาโท ปุรตฺถิเมน จ ปจฺฉิเมน จ โยชนํ อายาเมน อโหสิ อุตฺตเรน จ ทกฺขิเณน จ อฑฺฒโยชนํ วิตฺถาเรน ฯ ธมฺมสฺส อานนฺท ปาสาทสฺส ติโปริสํ อุจฺจตเรน วตฺถุํ จิตํ อโหสิ จตุนฺนํ วณฺณานํ อิฏฺฐกาหิ เอกา อิฏฺฐกา โสวณฺณมยา เอกา รูปิยมยา เอกา เวฬุริยมยา เอกา ผลิกมยา ฯ {๑๗๗.๒} ธมฺมสฺส อานนฺท ปาสาทสฺส จตุราสีติถมฺภสหสฺสานิ อเหสุํ จตุนฺนํ วณฺณานํ เอโก ถมฺโภ โสวณฺณมโย เอโก รูปิยมโย เอโก เวฬุริยมโย เอโก ผลิกมโย ฯ ธมฺโม อานนฺท ปาสาโท จตุนฺนํ วณฺณานํ ผลเกหิ สนฺถโต อโหสิ เอกํ ผลกํ โสวณฺณมยํ เอกํ รูปิยมยํ เอกํ เวฬุริยมยํ เอกํ ผลิกมยํ ฯ {๑๗๗.๓} ธมฺมสฺส อานนฺท ปาสาทสฺส จตุวีสติโสปาณานิ อเหสุํ จตุนฺนํ วณฺณานํ เอกํ โสปาณํ โสวณฺณมยํ เอกํ รูปิยมยํ เอกํ เวฬุริยมยํ เอกํ ผลิกมยํ ฯ โสวณฺณมยสฺส โสปาณสฺส โสวณฺณมยา ถมฺภา อเหสุํ รูปิยมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ รูปิยมยสฺส โสปาณสฺส รูปิยมยา ถมฺภา อเหสุํ โสวณฺณมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ เวฬุริยมยสฺส โสปาณสฺส เวฬุริยมยา ถมฺภา อเหสุํ ผลิกมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ ผลิกมยสฺส โสปาณสฺส ผลิกมยา ถมฺภา อเหสุํ เวฬุริยมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ {๑๗๗.๔} ธมฺเม อานนฺท ปาสาเท จตุราสีติกูฏาคารสหสฺสานิ อเหสุํ จตุนฺนํ วณฺณานํ เอกํ กูฏาคารํ โสวณฺณมยํ เอกํ รูปิยมยํ เอกํ เวฬุริยมยํ เอกํ ผลิกมยํ ฯ โสวณฺณมเย กูฏาคาเร รูปิยมโย ปลฺลงฺโก ปญฺญตฺโต อโหสิ ฯ รูปิยมเย กูฏาคาเร โสวณฺณมโย ปลฺลงฺโก ปญฺญตฺโต อโหสิ ฯ เวฬุริยมเย กูฏาคาเร ทนฺตมโย ปลฺลงฺโก ปญฺญตฺโต อโหสิ ฯ ผลิกมเย กูฏาคาเร มสารคลฺลมโย ปลฺลงฺโก ปญฺญตฺโต อโหสิ ฯ {๑๗๗.๕} โสวณฺณมยสฺส กูฏาคารสฺส ทฺวาเร รูปิยมโย ตาโล ฐิโต อโหสิ ตสฺส รูปิยมโย ขนฺโธ โสวณฺณมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ รูปิยมยสฺส กูฏาคารสฺส ทฺวาเร โสวณฺณมโย ตาโล ฐิโต อโหสิ ตสฺส โสวณฺณมโย ขนฺโธ รูปิยมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ เวฬุริยมยสฺส กูฏาคารสฺส ทฺวาเร ผลิกมโย ตาโล ฐิโต อโหสิ ตสฺส ผลิกมโย ขนฺโธ เวฬุริยมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ ผลิกมยสฺส กูฏาคารสฺส ทฺวาเร เวฬุริยมโย ตาโล ฐิโต อโหสิ ตสฺส เวฬุริยมโย ขนฺโธ ผลิกมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ

อถโข อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส เอตทโหสิ ยนฺนูนาหํ มหาวิยูหสฺส กูฏาคารสฺส ทฺวาเร สพฺพโสวณฺณมยํ ตาลวนํ มาเปยฺยํ ยตฺถ ทิวาวิหารํ นิสีทิสฺสามีติ ฯ มาเปสิ โข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน มหาวิยูหสฺส กูฏาคารสฺส ทฺวาเร สพฺพโสวณฺณมยํ ตาลวนํ ยตฺถ ทิวาวิหารํ นิสีทิ ฯ ธมฺโม อานนฺท ปาสาโท ทฺวีหิ เวทิกาหิ ปริกฺขิตฺโต อโหสิ เอกา เวทิกา โสวณฺณมยา เอกา รูปิยมยา ฯ โสวณฺณมยาย เวทิกาย โสวณฺณมยา ถมฺภา อเหสุํ รูปิยมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ รูปิยมยาย เวทิกาย รูปิยมยา ถมฺภา อเหสุํ โสวณฺณมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ {๑๗๘.๑} ธมฺโม อานนฺท ปาสาโท ทฺวีหิ กิงฺกณิกชาเลหิ ปริกฺขิตฺโต อโหสิ เอกํ ชาลํ โสวณฺณมยํ เอกํ รูปิยมยํ ฯ โสวณฺณมยสฺส ชาลสฺส รูปิยมยา กิงฺกณิกา อเหสุํ ฯ รูปิยมยสฺส ชาลสฺส โสวณฺณมยา กิงฺกณิกา อเหสุํ ฯ เตสํ โข อานนฺท กิงฺกณิกชาลานํ วาเตริตานํ สทฺโท อโหสิ วคฺคู จ รชนิโย จ กมฺมนิโย จ มทนิโย จ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท ปญฺจงฺคิกสฺส ตุริยสฺส สุวินีตสฺส สุปฺปฏิตาฬิตสฺส กุสเลหิ สุสมนฺนาหตสฺส สทฺโท โหติ วคฺคู จ รชนิโย จ กมฺมนิโย จ มทนิโย จ เอวเมว โข อานนฺท เตสํ กิงฺกณิกชาลานํ วาเตริตานํ สทฺโท อโหสิ วคฺคู จ รชนิโย จ กมฺมนิโย จ มทนิโย จ ฯ {๑๗๘.๒} เย โข ปนานนฺท เตน สมเยน กุสาวติยา ราชธานิยา ธุตฺตา อเหสุํ โสณฺฑา ปิปาสา เต เตสํ กิงฺกณิกชาลานํ วาเตริตานํ สทฺเทน ปริจาเรสุํ ฯ นิฏฺฐิโต โข อานนฺท ธมฺโม ปาสาโท ทุทฺทิกฺโข อโหสิ มุสติ จกฺขูนิ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท วสฺสานํ ปจฺฉิเม มาเส สรทสมเย วิสุทฺเธ อุปวิทฺเธ วิคตวลาหเก เทเว อาทิจฺโจ นภํ อพฺภุสฺสกฺกมาโน ทุทฺทิกฺโข อโหสิ มุสติ จกฺขูนิ เอวเมว โข อานนฺท ธมฺโม ปาสาโท ทุทฺทิกฺโข อโหสิ มุสติ จกฺขูนิ ฯ {๑๗๘.๓} อถโข อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส เอตทโหสิ ยนฺนูนาหํ ธมฺมสฺส ปาสาทสฺส ปุรโต ธมฺมํ นาม โปกฺขรณึ มาเปยฺยนฺติ ฯ มาเปสิ โข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน ธมฺมสฺส ปาสาทสฺส ปุรโต ธมฺมํ นาม โปกฺขรณึ ฯ ธมฺมา อานนฺท โปกฺขรณี ปุรตฺถิเมน จ ปจฺฉิเมน จ โยชนํ อายาเมน อโหสิ อุตฺตเรน จ ทกฺขิเณน จ อฑฺฒโยชนํ วิตฺถาเรน ฯ ธมฺมา อานนฺท โปกฺขรณี จตุนฺนํ วณฺณานํ อิฏฺฐกาหิ จิตา อโหสิ เอกา อิฏฺฐกา โสวณฺณมยา เอกา รูปิยมยา เอกา เวฬุริยมยา เอกา ผลิกมยา ฯ {๑๗๘.๔} ธมฺมาย อานนฺท โปกฺขรณิยา จตุวีสติโสปาณานิ อเหสุํ จตุนฺนํ วณฺณานํ เอกํ โสปาณํ โสวณฺณมยํ เอกํ รูปิยมยํ เอกํ เวฬุริยมยํ เอกํ ผลิกมยํ ฯ โสวณฺณมยสฺส โสปาณสฺส โสวณฺณมยา ถมฺภา อเหสุํ รูปิยมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ รูปิยมยสฺส โสปาณสฺส รูปิยมยา ถมฺภา อเหสุํ โสวณฺณมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ เวฬุริยมยสฺส โสปาณสฺส เวฬุริยมยา ถมฺภา อเหสุํ ผลิกมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ ผลิกมยสฺส โสปาณสฺส ผลิกมยา ถมฺภา อเหสุํ เวฬุริยมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ {๑๗๘.๕} ธมฺมา อานนฺท โปกฺขรณี ทฺวีหิ เวทิกาหิ ปริกฺขิตฺตา อโหสิ เอกา เวทิกา โสวณฺณมยา เอกา รูปิยมยา ฯ โสวณฺณมยาย เวทิกาย โสวณฺณมยา ถมฺภา อเหสุํ รูปิยมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ รูปิยมยาย เวทิกาย รูปิยมยา ถมฺภา อเหสุํ โสวณฺณมยา สุจิโย จ อุณฺหีสญฺจ ฯ {๑๗๘.๖} ธมฺมา อานนฺท โปกฺขรณี สตฺตหิ ตาลปนฺตีหิ ปริกฺขิตฺตา อโหสิ เอกา ตาลปนฺติ โสวณฺณมยา เอกา รูปิยมยา เอกา เวฬุริยมยา เอกา ผลิกมยา เอกา โลหิตงฺกมยา เอกา มสารคลฺลมยา เอกา สพฺพรตนมยา ฯ โสวณฺณมยสฺส ตาลสฺส โสวณฺณมโย ขนฺโธ อโหสิ รูปิยมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ รูปิยมยสฺส ตาลสฺส รูปิยมโย ขนฺโธ อโหสิ โสวณฺณมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ เวฬุริยมยสฺส ตาลสฺส เวฬุริยมโย ขนฺโธ อโหสิ ผลิกมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ ผลิกมยสฺส ตาลสฺส ผลิกมโย ขนฺโธ อโหสิ เวฬุริยมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ โลหิตงฺกมยสฺส ตาลสฺส โลหิตงฺกมโย ขนฺโธ อโหสิ มสารคลฺลมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ มสารคลฺลมยสฺส ตาลสฺส มสารคลฺลมโย ขนฺโธ อโหสิ โลหิตงฺกมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ {๑๗๘.๗} สพฺพรตนมยสฺส ตาลสฺส สพฺพรตนมโย ขนฺโธ อโหสิ สพฺพรตนมยานิ ปตฺตานิ จ ผลานิ จ ฯ ตาสํ โข ปนานนฺท ตาลปนฺตีนํ วาเตริตานํ สทฺโท อโหสิ วคฺคู จ รชนิโย จ กมฺมนิโย จ มทนิโย จ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท ปญฺจงฺคิกสฺส ตุริยสฺส สุวินีตสฺส สุปฺปฏิตาฬิตสฺส กุสเลหิ สุสมนฺนาหตสฺส สทฺโท อโหสิ วคฺคู จ รชนิโย จ กมฺมนิโย จ มทนิโย จ เอวเมว โข อานนฺท ตาสํ ตาลปนฺตีนํ วาเตริตานํ สทฺโท อโหสิ วคฺคู จ รชนิโย จ กมฺมนิโย จ มทนิโย จ ฯ เย โข ปนานนฺท เตน สมเยน กุสาวติยา ราชธานิยา ธุตฺตา อเหสุํ โสณฺฑา ปิปาสา เต ตาสํ ตาลปนฺตีนํ วาเตริตานํ สทฺเทน ปริจาเรสุํ ฯ {๑๗๘.๘} นิฏฺฐิเต โข ปนานนฺท ธมฺเม ปาสาเท นิฏฺฐิตาย จ ธมฺมาย โปกฺขรณิยา ราชา มหาสุทสฺสโน เย โข ปนานนฺท เตน สมเยน สมเณสุ วา สมณสมฺมตา พฺราหฺมเณสุ วา พฺราหฺมณสมฺมตา เต สพฺพกาเมหิ สนฺตปฺเปตฺวา ธมฺมํ ปาสาทํ อภิรุหีติ ฯ ปฐมภาณวารํ ฯ

อถโข อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส เอตทโหสิ กิสฺส นุ โข เม อิทํ กมฺมสฺส ผลํ กิสฺส กมฺมสฺส วิปาโก เยนาหํ เอตรหิ เอวํมหิทฺธิโก เอวํมหานุภาโวติ ฯ อถโข อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส เอตทโหสิ ติณฺณํ โข เม อิทํ กมฺมานํ ผลํ ติณฺณํ กมฺมานํ วิปาโก เยนาหํ เอตรหิ เอวํมหิทฺธิโก เอวํมหานุภาโว เสยฺยถีทํ ทานสฺส ทมสฺส สญฺญมสฺสาติ ฯ {๑๗๙.๑} อถโข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน เยน มหาวิยูหํ กูฏาคารํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มหาวิยูหสฺส กูฏาคารสฺส ทฺวาเร ฐิโต อุทานํ อุทาเนสิ ติฏฺฐ กามวิตกฺก ติฏฺฐ พฺยาปาทวิตกฺก ติฏฺฐ วิหึสาวิตกฺก เอตฺตาวตา กามวิตกฺก เอตฺตาวตา พฺยาปาทวิตกฺก เอตฺตาวตา วิหึสาวิตกฺกาติ ฯ อถโข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน มหาวิยูหํ กูฏาคารํ ปวิสิตฺวา โสวณฺณมเย ปลฺลงฺเก นิสินฺโน วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหาสิ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหาสิ สโต สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทสิ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหาสิ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถชฺฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหาสิ ฯ

อถโข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน มหาวิยูหา กูฏาคารา นิกฺขมิตฺวา โสวณฺณมยํ กูฏาคารํ ปวิสิตฺวา รูปิยมเย ปลฺลงฺเก นิสินฺโน เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหาสิ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ ฯ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหาสิ กรุณาสหคเตน เจตสา ฯ มุทิตาสหคเตน เจตสา ฯ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหาสิ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ ฯ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อเวเรน อพฺยาปชฺเฌน ผริตฺวา วิหาสิ ฯ

รญฺโญ อานนฺท มหาสุทสฺสนสฺส จตุราสีตินครสหสฺสานิ อเหสุํ กุสาวตีราชธานีปมุขานิ จตุราสีติปาสาทสหสฺสานิ อเหสุํ ธมฺมปาสาทปมุขานิ จตุราสีติกูฏาคารสหสฺสานิ อเหสุํ มหาวิยูหกูฏาคารปมุขานิ จตุราสีติปลฺลงฺกสหสฺสานิ อเหสุํ โสวณฺณมยานิ รูปิยมยานิ ทนฺตมยานิ มสารคลฺลมยานิ โคณกตฺถตานิ ปฏิกตฺถตานิ ปฏลิกตฺถตานิ กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรณานิ สอุตฺตรจฺฉทานิ อุภโตโลหิตกุปธานานิ จตุราสีตินาคสหสฺสานิ อเหสุํ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ อุโปสถนาคราชปมุขานิ จตุราสีติอสฺสสหสฺสานิ อเหสุํ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ วลาหกอสฺสราชปมุขานิ จตุราสีติรถสหสฺสานิ อเหสุํ สีหจมฺมปริวารานิ พฺยคฺฆจมฺมปริวารานิ ทีปิจมฺมปริวารานิ ปณฺฑุกมฺพลปริวารานิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ เวชยนฺตรถปมุขานิ จตุราสีติมณิสหสฺสานิ อเหสุํ มณิรตนปมุขานิ จตุราสีติอิตฺถีสหสฺสานิ อเหสุํ สุภทฺทาเทวีปมุขานิ จตุราสีติคหปติสหสฺสานิ อเหสุํ คหปติรตนปมุขานิ จตุราสีติขตฺติยสหสฺสานิ อเหสุํ อนุยนฺตานิ ปริณายกรตนปมุขานิ จตุราสีติเธนุสหสฺสานิ อเหสุํ ทุหสนฺทนานิ กํสูปธารณานิ จตุราสีติวตฺถโกฏิสหสฺสานิ อเหสุํ โขมสุขุมานํ กปฺปาสิกสุขุมานํ โกเสยฺยสุขุมานํ กมฺพลสุขุมานํ ฯ รญฺโญ อานนฺท มหาสุทสฺสนสฺส จตุราสีติถาลิปากสหสฺสานิ อเหสุํ สายํ ปาตํ ภตฺตาภิหาโร อภิหรยิตฺถ ฯ

เตน โข ปนานนฺท สมเยน รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส จตุราสีตินาคสหสสานิ สายํ ปาตํ อุปฏฺฐานํ อาคจฺฉนฺติ ฯ อถโข อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส เอตทโหสิ อิมานิ โข เม จตุราสีตินาคสหสฺสานิ สายํ ปาตํ อุปฏฺฐานํ อาคจฺฉนฺติ ยนฺนูน วสฺสสตสฺส วสฺสสตสฺส อจฺจเยน เทฺวจตฺตาฬีสํ เทฺวจตฺตาฬีสํ นาคสหสฺสานิ สกึ สกึ อุปฏฺฐานํ อาคจฺเฉยฺยุนฺติ ฯ อถโข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน ปริณายกรตนํ อามนฺเตสิ อิมานิ โข เม สมฺม ปริณายกรตน จตุราสีตินาคสหสฺสานิ สายํ ปาตํ อุปฏฺฐานํ อาคจฺฉนฺติ เตนหิ สมฺม ปริณายกรตน วสฺสสตสฺส วสฺสสตสฺส อจฺจเยน เทฺวจตฺตาฬีสํ เทฺวจตฺตาฬีสํ นาคสหสฺสานิ สกึ สกึ อุปฏฺฐานํ อาคจฺฉนฺตูติ ฯ เอวํ เทวาติ อานนฺท ปริณายกรตนํ รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ อถโข อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส อปเรน สมเยน วสฺสสตสฺส วสฺสสตสฺส อจฺจเยน เทฺวจตฺตาฬีสํ เทฺวจตฺตาฬีสํ นาคสหสฺสานิ สกึ สกึ อุปฏฺฐานํ อาคมึสุ ฯ {๑๘๒.๑} อถโข อานนฺท สุภทฺทาย เทวิยา พหุนฺนํ วสฺสานํ พหุนฺนํ วสฺสสตานํ พหุนฺนํ วสฺสสหสฺสานํ อจฺจเยน เอตทโหสิ จิรํ ทิฏฺโฐ โข เม ราชา มหาสุทสฺสโน ยนฺนูนาหํ ราชานํ มหาสุทสฺสนํ ทสฺสนาย อุปสงฺกเมยฺยนฺติ ฯ อถโข อานนฺท สุภทฺทา เทวี อิตฺถาคารํ อามนฺเตสิ เอตฺถ ตุมฺเห สีสนฺหายถ ปีตานิ วตฺถานิ ปารุปถ จิรํ ทิฏฺโฐ โน ราชา มหาสุทสฺสโน ราชานํ มหาสุทสฺสนํ ทสฺสนาย อุปสงฺกเมยฺยามาติ ฯ เอวํ อยฺเยติ โข อานนฺท อิตฺถาคารํ สุภทฺทาย เทวิยา ปฏิสฺสุณิตฺวา สีสนฺหายิตฺวา ปีตานิ วตฺถานิ ปารุปิตฺวา เยน สุภทฺทา เทวี เตนุปสงฺกมิ ฯ {๑๘๒.๒} อถโข อานนฺท สุภทฺทา เทวี ปริณายกรตนํ อามนฺเตสิ กปฺเปหิ สมฺม ปริณายกรตน จตุรงฺคินึ เสนํ จิรํ ทิฏฺโฐ โน ราชา มหาสุทสฺสโน ราชานํ มหาสุทสฺสนํ ทสฺสนาย อุปสงฺกเมยฺยามาติ ฯ เอวํ เทวีติ โข อานนฺท ปริณายกรตนํ สุภทฺทาย เทวิยา ปฏิสฺสุณิตฺวา จตุรงฺคินึ เสนํ กปฺปาเปตฺวา สุภทฺทาย เทวิยา ปฏิเวเทสิ กปฺปิตา โข เต เทวิ จตุรงฺคินี เสนา ยสฺสทานิ กาลํ มญฺญสีติ ฯ อถโข อานนฺท สุภทฺทา เทวี จตุรงฺคินิยา เสนาย สทฺธึ อิตฺถาคาเรน เยน ธมฺโม ปาสาโท เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ธมฺมํ ปาสาทํ อภิรุหิตฺวา เยน มหาวิยูหํ กูฏาคารํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มหาวิยูหสฺส กูฏาคารสฺส ทฺวารพาหํ อาลมฺพิตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ {๑๘๒.๓} อถโข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน สทฺทํ สุตฺวา กินฺนุ โข โส มหโต วิย ชนกายสฺส สทฺโทติ มหาวิยูหา กูฏาคารา นิกฺขมนฺโต อทฺทส สุภทฺทํ เทฺวึ ทฺวารพาหํ อาลมฺพิตฺวา ฐิตํ ทิสฺวา สุภทฺทํ เทวึ เอตทโวจ เอตฺเถว เทวิ ติฏฺฐ มา ปาวิสีติ ฯ อถโข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน อญฺญตรํ ปุริสํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ อมฺโภ ปุริส มหาวิยูหา กูฏาคารา โสวณฺณมยํ ปลฺลงฺกํ นีหริตฺวา สพฺพโสวณฺณมเย ตาลวเน ปญฺญเปหีติ ฯ เอวํ เทวาติ โข อานนฺท โส ปุริโส รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส ปฏิสฺสุตฺวา มหาวิยูหา กูฏาคารา โสวณฺณมยํ ปลฺลงฺกํ นีหริตฺวา สพฺพโสวณฺณมเย ตาลวเน ปญฺญเปสิ ฯ อถโข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน ทกฺขิเณน ปสฺเสน สีหเสยฺยํ กปฺเปสิ ปาเทน ปาทํ อจฺจาธาย สโต สมฺปชาโน ฯ

อถโข อานนฺท สุภทฺทาย เทวิยา เอตทโหสิ วิปฺปสนฺนานิ โข รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส อินฺทฺริยานิ ปริสุทฺธานิ ฉวิวณฺโณ ปริโยทาโต มา เหว โข ราชา มหาสุทสฺสโน กาลมกาสีติ ฯ ราชานํ มหาสุทสฺสนํ เอตทโวจ อิมานิ เต เทว จตุราสีตินครสหสฺสานิ กุสาวตีราชธานีปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ชเนหิ ชีวิเต อเปกฺขํ กโรหิ {๑๘๓.๑} อิมานิ เต เทว จตุราสีติปาสาทสหสฺสานิ ธมฺมปาสาทปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ชเนหิ ชีวิเต อเปกฺขํ กโรหิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติกูฏาคารสหสฺสานิ มหาวิยูหกูฏาคารปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ชเนหิ ชีวิเต อเปกฺขํ กโรหิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติปลฺลงฺกสหสฺสานิ โสวณฺณมยานิ รูปิยมยานิ ทนฺตมยานิ มสารคลฺลมยานิ โคณกตฺถตานิ ปฏิกตฺถตานิ ปฏลิกตฺถตานิ กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรณานิ สอุตฺตรจฺฉทานิ อุภโตโลหิตกุปธานานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ชเนหิ ชีวิเต อเปกฺขํ กโรหิ อิมานิ เต เทว จตุราสีตินาคสหสฺสานิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ อุโปสถนาคราชปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ชเนหิ ชีวิเต อเปกฺขํ กโรหิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติอสฺสสหสฺสานิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ วลาหกอสฺสราชปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ชเนหิ ชีวิเต อเปกฺขํ กโรหิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติรถสหสฺสานิ สีหจมฺมปริวารานิ พฺยคฺฆจมฺมปริวารานิ ทีปิจมฺมปริวารานิ ปณฺฑุกมฺพลปริวารานิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ เวชยนฺตรถปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ชเนหิ ชีวิเต อเปกฺขํ กโรหิ {๑๘๓.๒} อิมานิ เต เทว จตุราสีติมณิสหสฺสานิ มณิรตนปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ชเนหิ ชีวิเต อเปกฺขํ กโรหิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติอิตฺถีสหสฺสานิ อิตฺถีรตนปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ชเนหิ ชีวิเต อเปกฺขํ กโรหิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติคหปติสหสฺสานิ คหปติรตนปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ชเนหิ ชีวิเต อเปกฺขํ กโรหิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติขตฺติยสหสฺสานิ อนุยนฺตานิ ปริณายกรตนปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ชเนหิ ชีวิเต อเปกฺขํ กโรหิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติเธนุสหสฺสานิ ทุหสนฺทนานิ กํสุปธารณานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ชเนหิ ชีวิเต อเปกฺขํ กโรหิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติวตฺถโกฏิสหสฺสานิ โขมสุขุมานํ กปฺปาสิกสุขุมานํ โกเสยฺยสุขุมานํ กมฺพลสุขุมานํ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ชเนหิ ชีวิเต อเปกฺขํ กโรหิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติถาลิปากสหสฺสานิ สายํ ปาตํ ภตฺตาภิหาโร อภิหรยิตฺถ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ชเนหิ ชีวิเต อเปกฺขํ กโรหีติ {๑๘๓.๓} เอวํ วุตฺเต อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน สุภทฺทํ เทวึ เอตทโวจ ทีฆรตฺตํ โข มํ ตฺวํ เทวิ อิฏฺเฐหิ กนฺเตหิ มนาเปหิ สมุทาจริตฺวา อถ จ ปน มํ ตฺวํ ปจฺฉิเม กาเล อนิฏฺเฐหิ อกนฺเตหิ อมนาเปหิ สมุทาจรสีติ ฯ กถญฺจ หิ ตํ เทว สมุทาจรามีติ ฯ {๑๘๓.๔} เอวํ โข มํ ตฺวํ เทวิ สมุทาจร สพฺเพเหว ปิเยหิ มนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว อญฺญถาภาโว มา โข ตฺวํ เทว สาเปกฺโข กาลมกาสิ ทุกฺขา สาเปกฺขสฺส กาลกิริยา ครหิตา จ สาเปกฺขสฺส กาลกิริยา อิมานิ เต เทว จตุราสีตินครสหสฺสานิ กุสาวตีราชธานีปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติปาสาทสหสฺสานิ ฯเปฯ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติกูฏาคารสหสฺสานิ ฯเปฯ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติปลฺลงฺกสหสฺสานิ โสวณฺณมยานิ รูปิยมยานิ ทนฺตมยานิ มสารคลฺลมยานิ โคณกตฺถตานิ ปฏิกตฺถตานิ ปฏลิกตฺถตานิ กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรณานิ สอุตฺตรจฺฉทานิ อุภโตโลหิตกุปธานานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีตินาคสหสฺสานิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ อุโปสถนาคราชปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติอสฺสสหสฺสานิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ วลาหกอสฺสราชปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติรถสหสฺสานิ สีหจมฺมปริวารานิ พฺยคฺฆจมฺมปริวารานิ ทีปิจมฺมปริวารานิ ปณฺฑุกมฺพลปริวารานิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ เวชยนฺตรถปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ {๑๘๓.๕} อิมานิ เต เทว จตุราสีติมณิสหสฺสานิ มณิรตนปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติอิตฺถีสหสฺสานิ สุภทฺทาเทวิปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติคหปติสหสฺสานิ คหปติรตนปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติขตฺติยสหสฺสสานิ อนุยนฺตานิ ปริณายกรตนปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติเธนุสหสฺสานิ ทุหสนฺทนานิ กํสุปธารณานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติวตฺถโกฏิสหสฺสานิ โขมสุขุมานํ กปฺปาสิกสุขุมานํ โกเสยฺยสุขุมานํ กมฺพลสุขุมานํ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ ฯ อิมานิ เต เทว จตุราสีติถาลิปากสหสฺสานิ สายํ ปาตํ ภตฺตาภิหาโร อภิหรยิตฺถ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสีติ ฯ {๑๘๓.๖} เอวํ วุตฺเต อานนฺท สุภทฺทา เทวี ปโรทิ อสฺสูนิ ปวตฺเตสิ ฯ อถโข อานนฺท สุภทฺทา เทวี อสฺสูนิ ปมชฺชิตฺวา ราชานํ มหาสุทสฺสนํ เอตทโวจ สพฺเพเหว เทว ปิเยหิ มนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว อญฺญถาภาโว มา โข ตฺวํ เทว สาเปกฺโข กาลมกาสิ ทุกฺขา สาเปกฺขสฺส กาลกิริยา ครหิตา สาเปกฺขสฺส กาลกิริยา อิมานิ โข เต เทว จตุราสีตินครสหสฺสานิ กุสาวตีราชธานีปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติปาสาทสหสฺสานิ ธมฺมปาสาทปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ {๑๘๓.๗} อิมานิ เต เทว จตุราสีติกูฏาคารสหสฺสานิ มหาวิยูหกูฏาคารปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติปลฺลงฺกสหสฺสานิ โสวณฺณมยานิ รูปิยมยานิ ทนฺตมยานิ มสารคลฺลมยานิ โคณกตฺถตานิ ปฏิกตฺถตานิ ปฏลิกตฺถตานิ กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรณานิ สอุตฺตรจฺฉทานิ อุภโตโลหิตกุปธานานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีตินาคสหสฺสานิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ อุโปสถนาคราชปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติอสฺสสหสฺสานิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ วลาหกอสฺสราชปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติรถสหสฺสานิ สีหจมฺมปริวารานิ พฺยคฺฆจมฺมปริวารานิ ทีปิจมฺมปริวารานิ ปณฺฑุกมฺพลปริวารานิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ เวชยนฺตรถปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติมณิสหสฺสานิ มณิรตนปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ {๑๘๓.๘} อิมานิ เต เทว จตุราสีติอิตฺถีสหสฺสานิ อิตฺถีรตนปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติคหปติสหสฺสานิ คหปติรตนปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติขตฺติยสหสฺสานิ อนุยนฺตานิ ปริณายกรตนปมุขานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติเธนุสหสฺสานิ ทุหสนฺทนานิ กํสุปธารณานิ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติวตฺถโกฏิสหสฺสานิ โขมสุขุมานํ กปฺปาสิกสุขุมานํ โกเสยฺยสุขุมานํ กมฺพลสุขุมานํ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสิ อิมานิ เต เทว จตุราสีติถาลิปากสหสฺสานิ สายํ ปาตํ ภตฺตาภิหาโร อภิหรยิตฺถ เอตฺถ เทว ฉนฺทํ ปชห ชีวิเต อเปกฺขํ มา อกาสีติ ฯ

อถโข อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน นจิรํเยว กาลมกาสิ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท คหปติสฺส วา คหปติปุตฺตสฺส วา มนุญฺญํ โภชนํ ภุตฺตาวิสฺส ภตฺตสมฺมโท โหติ เอวเมว โข อานนฺท รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส มรณนฺติกา เวทนา อโหสิ ฯ กาลกโต จ อานนฺท ราชา มหาสุทสฺสโน สุคตึ พฺรหฺมโลกํ อุปปชฺชิ ฯ ราชา อานนฺท มหาสุทสฺสโน จตุราสีติวสฺสสหสฺสานิ กุมารกีฬํ กีฬิ จตุราสีติวสฺสสหสฺสานิ โอปรชฺชํ กาเรสิ จตุราสีติ- วสฺสสหสฺสานิ รชฺชํ กาเรสิ จตุราสีติวสฺสสหสฺสานิ คิหิภูโต ธมฺเม ปาสาเท พฺรหฺมจริยํ อาจริ ฯ โส จตฺตาโร พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา พฺรหฺมโลกุปโค อโหสิ ฯ

สิยา นุ โข ปนานนฺท เอวมสฺส อญฺโญ นูน เตน สมเยน ราชา มหาสุทสฺสโน อโหสีติ น โข ปเนตํ อานนฺท เอวํ ทฏฺฐพฺพํ อหํ เตน สมเยน ราชา มหาสุทสฺสโน อโหสึ มม ตานิ จตุราสีตินครสหสฺสานิ กุสาวตีราชธานีปมุขานิ มม ตานิ จตุราสีติปาสาทสหสฺสานิ ธมฺมปาสาทปมุขานิ มม ตานิ จตุราสีติกูฏาคารสหสฺสานิ มหาวิยูหกูฏาคารปมุขานิ มม ตานิ จตุราสีติปลฺลงฺกสหสฺสานิ โสวณฺณมยานิ รูปิยมยานิ ทนฺตมยานิ มสารคลฺลมยานิ โคณกตฺถตานิ ปฏิกตฺถตานิ ปฏลิกตฺถตานิ กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรณานิ สุอุตฺตรจฺฉทานิ อุภโตโลหิตกุปธานานิ มม ตานิ จตุราสีตินาคสหสฺสานิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ อุโปสถนาคราชปมุขานิ มม ตานิ จตุราสีติอสฺสสหสฺสานิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ วลาหกอสฺสราชปมุขานิ มม ตานิ จตุราสีติรถสหสฺสานิ สีหจมฺมปริวารานิ พฺยคฺฆจมฺมปริวารานิ ทีปิจมฺมปริวารานิ ปณฺฑุกมฺพลปริวารานิ โสวณฺณาลงฺการานิ โสวณฺณธชานิ เหมชาลปฏิจฺฉนฺนานิ เวชยนฺตรถปมุขานิ มม ตานิ จตุราสีติมณิสหสฺสานิ มณิรตนปมุขานิ มม ตานิ จตุราสีติอิตฺถีสหสฺสานิ สุภทฺทาเทวีปมุขานิ มม ตานิ จตุราสีติคหปติสหสฺสานิ คหปติรตนปมุขานิ {๑๘๕.๑} มม ตานิ จตุราสีติขตฺติยสหสฺสานิ อนุยนฺตานิ ปริณายกรตนปมุขานิ มม ตานิ จตุราสีติเธนุสหสฺสานิ ทุหสนฺทนานิ กํสุปธารณานิ มม ตานิ จตุราสีติวตฺถโกฏิสหสฺสานิ โขมสุขุมานํ กปฺปาสิกสุขุมานํ โกเสยฺยสุขุมานํ กมฺพลสุขุมานํ มม ตานิ จตุราสีติถาลิปากสหสฺสานิ สายํ ปาตํ ภตฺตาภิหาโร อภิหรยิตฺถ เตสํ โข ปนานนฺท จตุราสีตินครสหสฺสานํ เอกญฺเญว ตํ นครํ โหติ ยํ เตน สมเยน อชฺฌาวสามิ ยทิทํ กุสาวตี ราชธานี {๑๘๕.๒} เตสํ โข ปนานนฺท จตุราสีติปาสาทสหสฺสานํ เอโกเยว โส ปาสาโท โหติ ยํ เตน สมเยน อชฺฌาวสามิ ยทิทํ ธมฺโม ปาสาโท เตสํ โข ปนานนฺท จตุราสีติกูฏาคารสหสฺสานํ เอกญฺเญว ตํ กูฏาคารํ โหติ ยํ เตน สมเยน อชฺฌาวสามิ ยทิทํ มหาวิยูหํ กูฏาคารํ เตสํ โข ปนานนฺท จตุราสีติปลฺลงฺกสหสฺสานํ เอโกเยว โส ปลฺลงฺโก โหติ ยํ เตน สมเยน ปริภุญฺชามิ โสวณฺณมโย วา รูปิยมโย วา ทนฺตมโย วา มสารคลฺลมโย วา เตสํ โข ปนานนฺท จตุราสีตินาคสหสฺสานํ เอโกเยว โส นาโค โหติ ยํ เตน สมเยน อภิรุหามิ ยทิทํ อุโปสโถ นาคราชา เตสํ โข ปนานนฺท จตุราสีติอสฺสสหสฺสานํ เอโกเยว โส อสฺโส โหติ ยํ เตน สมเยน อภิรุหามิ ยทิทํ วลาหโก อสฺสราชา เตสํ โข ปนานนฺท จตุราสีติรถสหสฺสานํ เอโกเยว โส รโถ โหติ ยํ เตน สมเยน อภิรุหามิ ยทิทํ เวชยนฺตรโถ เตสํ โข ปนานนฺท จตุราสีติอิตฺถีสหสฺสานํ เอกาเยว สา อิตฺถี โหติ ยา เตน สมเยน ปจฺจุปฏฺฐาติ ขตฺติยายินี วา เวสฺสายินี วา เตสํ โข ปนานนฺท จตุราสีติวตฺถโกฏิสหสฺสานํ เอกํเยว ตํ ทุสฺสยุคํ โหติ ยํ เตน สมเยน ปริทหามิ โขมสุขุมํ วา กปฺปาสิกสุขุมํ วา โกเสยฺยสุขุมํ วา กมฺพลสุขุมํ วา เตสํ โข ปนานนฺท จตุราสีติถาลิปากสหสฺสานํ เอโกเยว โส ถาลิปาโก โหติ ยโต นาฬิโกทนํ ปรมํ ภุญฺชามิ ตทุปิยญฺจ สูเปยฺยํ {๑๘๕.๓} ปสฺสานนฺท สพฺเพ เต สงฺขารา อตีตา นิรุทฺธา วิปริณตา เอวํ อนิจฺจา โข อานนฺท สงฺขารา เอวํ อธุวา โข อานนฺท สงฺขารา เอวํ อนสฺสาสิกา โข อานนฺท สงฺขารา ยาวญฺจิทํ อานนฺท อลเมว สพฺพสงฺขาเรสุ นิพฺพินฺทิตุํ อลํ วิรชฺชิตุํ อลํ วิมุจฺจิตุํ {๑๘๕.๔} ปกฺขิตฺตํ โข ปนาหํ อานนฺท อภิชานามิ อิมสฺมึ ปเทเส สรีรํ นิกฺขิปิตํ ยญฺจ โข ราชา วสมาโน จกฺกวตฺติ ธมฺมิโก ธมฺมราชา จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชนปทฏฺฐาวริยปฺปตฺโต สตฺตรตนสมนฺนาคโต อยํ สตฺตโม สรีรนิกฺเขโป น โข ปนาหํ อานนฺท ตํ ปเทสํ สมนุปสฺสามิ สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ยตฺถ ตถาคโต อฏฺฐมํ สรีรํ นิกฺขิเปยฺยาติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา

อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโขติ ฯ มหาสุทสฺสนสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ จตุตฺถํ ฯ ----------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] กุสาวดีราชธานี ๔. มหาสุทัสสนสูตร ว่าด้วยพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่ามหาสุทัสสนะ

ข้อ ๒๔๑

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ ในสมัยครั้งหนึ่ง เมื่อใกล้จะปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ระหว่างไม้สาละทั้งคู่ ณ สาลวันของพวกเจ้ามัลละผู้ครองกรุงกุสินาราซึ่งเป็นทางเข้ากรุงกุสินาราท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่งณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคอย่าได้ปรินิพพานในเมืองเล็ก เมืองดอน เมืองกิ่งนี้ เมืองใหญ่เหล่าอื่นยังมีอยู่ เช่น กรุงจัมปา กรุงราชคฤห์ กรุงสาวัตถี เมืองสาเกต กรุงโกสัมพีกรุงพาราณสี ขอพระผู้มีพระภาคโปรดปรินิพพานในเมืองเหล่านี้เถิด ขัตติยมหาศาลพราหมณมหาศาล คหบดีมหาศาล ผู้เลื่อมใสอย่างยิ่งในพระตถาคต มีอยู่มากในเมืองเหล่านั้น ท่านเหล่านี้จะทำการบูชาพระสรีระของพระตถาคต”

ข้อ ๒๔๒

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ เธออย่ากล่าวอย่างนั้น อย่าพูด อย่างนั้นว่า ‘กุสินาราเป็นเมืองเล็ก เมืองดอน เมืองกิ่ง’ กุสาวดีราชธานี อานนท์ เรื่องเคยมีมาแล้ว ได้มีกษัตราธิราชพระนามว่ามหาสุทัสสนะผู้ได้รับ มูรธาภิเษกแล้วทรงเป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต ทรงได้รับชัยชนะมีพระราชอาณาจักรมั่นคง กรุงกุสินารานี้มีนามว่ากุสาวดี ได้เป็นราชธานีของ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกยาว ๑๒ โยชน์ ด้านทิศเหนือและทิศใต้กว้าง ๗ โยชน์ กรุงกุสาวดีเป็นราชธานีที่เจริญรุ่งเรือง มีประชากรมาก มีพลเมืองหนาแน่น เศรษฐกิจดี เหมือนกับกรุงอาฬกมันทาซึ่ง เป็นราชธานีของทวยเทพที่เจริญรุ่งเรือง มีประชากรมาก มียักษ์หนาแน่น เศรษฐกิจดีอานนท์ กรุงกุสาวดีเป็นราชธานีที่อึกทึกครึกโครมเพราะเสียง ๑๐ ชนิดทั้งวันทั้งคืน ได้แก่ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงขับร้องเสียงกังสดาล เสียงประโคมดนตรี และเสียงว่า ‘ท่านทั้งหลายโปรดบริโภค ดื่ม เคี้ยวกิน’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๘๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] กุสาวดีราชธานี กรุงกุสาวดีราชธานี มีกำแพงล้อม ๗ ชั้น ได้แก่ (๑) กำแพงทอง (๒) กำแพงเงิน (๓) กำแพงแก้วไพฑูรย์ (๔) กำแพงแก้วผลึก (๕) กำแพงแก้วโกเมน (๖) กำแพงแก้วบุษราคัม (๗) กำแพงทำด้วยรัตนะทุกอย่าง มีประตู ๔ สี ได้แก่ (๑) ประตูทอง (๒) ประตูเงิน (๓) ประตูแก้วไพฑูรย์ (๔) ประตูแก้วผลึก แต่ละประตูมีเสาระเนียดปักไว้ประตูละ ๗ ต้น ได้แก่ (๑) เสาทอง (๒) เสาเงิน (๓) เสาแก้วไพฑูรย์ (๔) เสาแก้วผลึก (๕) เสาแก้วโกเมน (๖) เสาแก้วบุษราคัม (๗) เสาทำด้วยรัตนะทุกอย่าง แต่ละเสาวัดโดยรอบ ๓ ชั่วบุรุษ ฝังลึก ๓ ชั่วบุรุษ สูง ๑๒ ชั่วบุรุษ กรุงกุสาวดีราชธานีมีต้นตาลล้อม ๗ แถว ได้แก่ ต้นตาลทอง ๑ แถว ต้นตาลเงิน ๑ แถว ต้นตาลแก้วไพฑูรย์ ๑ แถว ต้นตาลแก้วผลึก ๑ แถว ต้นตาลแก้วโกเมน ๑ แถว ต้นตาลแก้วบุษราคัม ๑ แถว ต้นตาลทำด้วยรัตนะทุกอย่าง ๑ แถว ต้นตาลทองมีลำต้นเป็นทอง ใบและผลเป็นเงิน ต้นตาลเงินมีลำต้นเป็นเงิน ใบและ ผลเป็นทอง ต้นตาลแก้วไพฑูรย์ มีลำต้นเป็นแก้วไพฑูรย์ ใบและผลเป็นแก้วผลึก ต้นตาลแก้วผลึก มีลำต้นเป็นแก้วผลึก ใบและผลเป็นแก้วไพฑูรย์ ต้นตาลแก้วโกเมน มีลำต้นเป็นแก้วโกเมน ใบและผลเป็นแก้วบุษราคัม ต้นตาลแก้วบุษราคัม มีลำต้น เป็นแก้วบุษราคัม ใบและผลเป็นแก้วโกเมน ต้นตาลทำด้วยรัตนะทุกอย่าง มีลำต้น ทำด้วยรัตนะทุกอย่าง ใบและผลทำด้วยรัตนะทุกอย่าง แถวต้นตาลเหล่านั้น ยามเมื่อต้องลม เกิดเสียงไพเราะ น่ายินดี ชวนฟังชวนให้ เคลิบเคลิ้ม อานนท์ ดนตรีเครื่องห้า ที่บุคคลปรับเสียงดี ประโคมดีแล้ว บรรเลง โดยผู้เชี่ยวชาญ ย่อมมีเสียงไพเราะ น่ายินดี ชวนฟังชวนให้เคลิบเคลิ้มฉันใด แถวต้นตาลเหล่านั้น ยามเมื่อต้องลม เกิดเสียงไพเราะ น่ายินดี ชวนฟังชวนให้เคลิบเคลิ้มฉันนั้น สมัยนั้น ในกรุงกุสาวดีราชธานี มีนักเลง นักเล่น และนักดื่มร้องรำทำเพลง ตามเสียงแถวต้นตาลยามต้องลมเหล่านั้น @เชิงอรรถ : @ ชั่วบุรุษ ในที่นี้หมายถึงชื่อมาตราวัดโบราณ ๑ ชั่วบุรุษเท่ากับ ๕ ศอก (ที.ม.อ. ๒๔๑-๒๔๒/๒๒๕)@ ดนตรีเครื่องห้า คือ (๑) อาตฏะ กลองที่หุ้มหนังหน้าเดียว (เช่น กลองยาว) (๒) วิตฏะ กลองหุ้มทั้ง ๒ หน้า@(เช่น ตะโพน) (๓) อาตฏวิตฏะ กลองหุ้มหนังโดยรอบ(เช่น บัณเฑาะว์) (๔) สุสิระ เครื่องเป่า(เช่น ปี่และสังข์)@(๕) ฆนะเครื่องประโคม (เช่น ฉาบฉิ่ง) (ที.ม.อ. ๒๔๒/๒๒๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๘๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] จักรแก้ว พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ จักรแก้ว

ข้อ ๒๔๓

อานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการและฤทธิ์(ความสำเร็จ) ๔ ประการ แก้ว ๗ ประการ อะไรบ้าง คือ ในเรื่องแก้ว ๗ ประการนี้ ๑. เมื่อพระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงสนานพระเศียร ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ รักษาอุโบสถ เสด็จขึ้นสู่ปราสาทหลังงาม ปรากฏจักรแก้วอันเป็นทิพย์ ซึ่งมีกำ ๑,๐๐๐ ซี่มีกง มีดุม และมีส่วนประกอบครบทุกอย่าง เมื่อพระเจ้ามหาสุทัสสนะทอดพระเนตรแล้วทรงดำริว่า ‘เราได้ฟังเรื่องนี้ว่า ‘กษัตราธิราชพระองค์ใด ผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้วทรงสนานพระเศียรในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ รักษาอุโบสถ เสด็จขึ้นสู่ปราสาทหลังงามจะปรากฏจักรแก้วอันเป็นทิพย์ มีกำ ๑,๐๐๐ ซี่ มีกง มีดุม และมีส่วนประกอบครบทุกอย่าง กษัตราธิราชพระองค์นั้นย่อมเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ’ เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิกระมัง”

ข้อ ๒๔๔

ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงลุกจากที่ประทับ ทรงพระภูษา เฉวียงบ่า พระหัตถ์ซ้ายทรงจับพระเต้าทอง พระหัตถ์ขวาทรงชูจักรแก้วขึ้น ตรัสว่า‘จักรแก้วอันประเสริฐจงหมุนไป จงได้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่’ ทันใดนั้น จักรแก้วหมุนไปทางทิศตะวันออก ท้าวเธอพร้อมด้วยจตุรงคินีเสนาได้เสด็จตามไป เสด็จเข้าพักแรมพร้อมด้วยจตุรงคินีเสนาในประเทศที่จักรแก้วหยุดอยู่ พระราชาทั้งหลายที่เป็นปฏิปักษ์ในทิศตะวันออก พากันเสด็จมาเฝ้าแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเดชะ มหาราชเจ้าพระองค์โปรดเสด็จมาเถิด ขอรับเสด็จ ราชสมบัติของหม่อมฉันเป็นของพระองค์โปรดประทานพระบรมราโชวาทเถิด พระเจ้าข้า’ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ที.ปา. ๑๑/๘๕-๘๗/๕๒-๕๔, ม.อุ. ๑๔/๒๕๖-๒๕๙/๒๒๓-๒๒๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๘๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] จักรแก้ว ท้าวเธอตรัสตอบอย่างนี้ว่า ‘พวกท่านไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ไม่พึงประพฤติผิดในกาม ไม่พึงพูดเท็จ ไม่พึงดื่มน้ำเมา และจงครอบครองราชสมบัติไปตามเดิมเถิด’ พระราชาทั้งหลายที่เป็นปฏิปักษ์ในทิศตะวันออกเหล่านั้นกลับอ่อนน้อมต่อ ท้าวเธอ จากนั้น จักรแก้วหมุนไปยังมหาสมุทรทิศตะวันออก แล้วกลับเวียนไปทางทิศใต้ฯลฯ หมุนไปยังมหาสมุทรทิศใต้แล้วกลับเวียนไปทางทิศตะวันตก ฯลฯ หมุนไปยังมหาสมุทรทิศตะวันตก แล้วกลับเวียนไปทางทิศเหนือ ท้าวเธอพร้อมด้วยจตุรงคินี-เสนาได้เสด็จตามไป เสด็จเข้าพักแรมพร้อมด้วยจตุรงคินีเสนาในประเทศที่จักรแก้วหยุดอยู่ พระราชาทั้งหลายที่เป็นปฏิปักษ์ในทิศเหนือพากันเสด็จมาเฝ้าแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเดชะ มหาราชเจ้า พระองค์โปรดเสด็จมาเถิด ขอรับเสด็จ ราชสมบัติของหม่อมฉันเป็นของพระองค์ โปรดประทานพระบรมราโชวาทเถิด พระเจ้าข้า’ ท้าวเธอตรัสตอบอย่างนี้ว่า “พวกท่านไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ไม่พึงประพฤติผิดในกาม ไม่พึงพูดเท็จ ไม่พึงดื่มน้ำเมา และจงครอบครองราชสมบัติไปตามเดิมเถิด” พระราชาทั้งหลายที่เป็นปฏิปักษ์ในทิศเหนือเหล่านั้นกลับอ่อนน้อมต่อท้าวเธอ

ข้อ ๒๔๕

ครั้งนั้น จักรแก้วได้ปราบปรามแผ่นดินมีมหาสมุทรเป็นขอบเขต อย่างราบคาบ เสร็จแล้วหมุนกลับยังกรุงกุสาวดีราชธานี มาปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะที่พระทวารภายในพระราชวัง ณ หน้ามุขที่ทรงวินิจฉัยราชกิจ ทำภายในพระราชวังของท้าวเธอให้สว่างไสว จักรแก้วที่ทรงคุณวิเศษเห็นปานนี้ ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๘๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] ม้าแก้ว ช้างแก้ว

ข้อ ๒๔๖

๒. ช้างแก้วซึ่งเป็นช้างเผือก เป็นที่พึ่งของเหล่าสัตว์ มีฤทธิ์ เหาะไปในอากาศได้ เป็นพญาช้างตระกูลอุโบสถ ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ท้าวเธอทอดพระเนตรแล้วทรงพอพระทัย ด้วยพระดำริว่า ‘ท่านผู้เจริญ พาหนะคือช้างถ้าได้นำไปฝึก จะเป็นสัตว์ที่เป็นมงคลแน่แท้’ ทันใดนั้น ช้างแก้วเชือกนั้นได้รับการฝึกหัดเหมือนช้างอาชาไนยพันธุ์ดีตระกูลคันธหัตถี ซึ่งได้รับการฝึกหัดดีแล้วตลอดกาลนาน อานนท์ เรื่องมีมาว่า ท้าวเธอเคยทรงทดสอบช้างแก้วเชือกนั้น โดยเสด็จขึ้นทรงเวลาเช้าแล้วเสด็จเลียบไปตลอดแผ่นดินอันมีมหาสมุทรเป็นขอบเขต เสด็จกลับกรุงกุสาวดีราชธานีทันเสวยพระกระยาหารเช้า ช้างแก้วที่ทรงคุณวิเศษเห็นปานนี้ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ม้าแก้ว

ข้อ ๒๔๗

๓. ม้าแก้วซึ่งเป็นม้าขาว ศีรษะดำ มีขนปกดุจหญ้าปล้อง มีฤทธิ์ เหาะไปในอากาศได้ ชื่อพญาม้าวลาหก ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ท้าวเธอทอดพระเนตรแล้วทรงพอพระทัย ด้วยพระดำริว่า ‘ท่านผู้เจริญ พาหนะคือม้า ถ้าได้นำไปฝึก จะเป็นสัตว์ที่เป็นมงคลแน่แท‘’ ทันใดนั้น ม้าแก้วตัวนั้นได้รับการ ฝึกหัด เหมือนม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ซึ่งได้รับการฝึกหัดดีแล้วตลอดกาลนาน อานนท์ เรื่องมีมาว่า ท้าวเธอเคยทรงทดสอบม้านั้น โดยเสด็จขึ้นทรงเวลาเช้าแล้วเสด็จ เลียบไปตลอดแผ่นดินอันมีมหาสมุทรเป็นขอบเขต เสด็จกลับกรุงกุสาวดีราชธานี ทันเสวยพระกระยาหารเช้า ม้าแก้วที่ทรงคุณวิเศษเห็นปานนี้ ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ @เชิงอรรถ : @ พญาช้างตระกูลอุโบสถ ในที่นี้หมายถึงช้างมงคลตระกูล ๑ ในบรรดา ๑๐ ตระกูล คือ (๑) กาฬวกหัตถี@(สีดำ) (๒) คังไคยหัตถี (สีเหมือนน้ำไหล) (๓) ปัณฑรหัตถี (สีขาวดังเขาไกรลาส) (๔) ตามพหัตถี (สีทองแดง)@(๕) ปิงคลหัตถี (สีทองอ่อนดังสีตาแมว) (๖) คันธหัตถี (สีไม้กฤษณา มีกลิ่นตัวหอม) (๗) มังคลหัตถี@(สีนิลอัญชัน มีกิริยาท่าทางเดินงดงาม) (๘) เหมหัตถี (สีเหลืองดั่งทอง) (๙) อุโบสถหัตถี (สีทองคำ)@(๑๐) ฉัททันตหัตถี (กายสีขาวบริสุทธิ์ดังสีเงินยวง แต่ปากและเท้าสีแดง) (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน@พ.ศ. ๒๕๒๕) ในช้างมงคล ๑๐ ตระกูลนี้ ช้างอุโบสถประเสริฐที่สุด (ที.ม.อ. ๒๔๖/๒๓๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๘๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] คหบดีแก้ว มณีแก้ว

ข้อ ๒๔๘

๔. มณีแก้วซึ่งเป็นแก้วไพฑูรย์งามบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ มีแปดเหลี่ยม ที่เจียระไนดีแล้ว สุกแวววาวได้สัดส่วน แสงสว่างของมณีแก้วดวงนั้น มีรัศมีแผ่ซ่านออกรอบๆ ประมาณ ๑ โยชน์ อานนท์ เรื่องมีมาว่า ท้าวเธอเคยทรงทดสอบมณีแก้วดวงนั้น ทรงให้หมู่จตุรงคินีเสนาผูกสอดเกราะแล้วทรงยกมณีแก้วนั้นขึ้นเป็นยอดธง เสด็จไปประทับยืนในที่มืดยามราตรี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบสำคัญว่าเป็นเวลากลางวัน จึงทำการงานด้วยแสงสว่างแห่งมณีแก้วนี้ มณีแก้วที่ทรงคุณวิเศษเห็นปานนั้น ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะนางแก้ว

ข้อ ๒๔๙

๕. นางแก้วซึ่งเป็นสตรีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส มีผิวพรรณผุดผ่องยิ่งนัก ไม่สูงนัก ไม่เตี้ยนัก ไม่ผอมนัก ไม่อ้วนนัก ไม่ดำนัก ไม่ขาวนัก งดงามเกินผิวพรรณหญิงมนุษย์ แต่ไม่ถึงผิวพรรณทิพย์ กายของนางแก้วนั้นสัมผัสอ่อนนุ่มดุจปุยนุ่นหรือปุยฝ้าย มีร่างกายอบอุ่นในฤดูหนาว เย็นในฤดูร้อน กลิ่นจันทน์หอมฟุ้งออกจากกาย กลิ่นอุบลหอมฟุ้งออกจากปากของนาง นางตื่นก่อนนอนทีหลังคอยฟังว่าจะรับสั่งให้ทำอะไร ประพฤติต้องพระทัย ทูลแต่คำอันชวนให้รัก นางไม่เคยประพฤตินอกพระทัยของท้าวเธอแม้ทางใจ ไหนเลยจะประพฤตินอกพระทัยทางกาย นางแก้วผู้ทรงคุณวิเศษเห็นปานนี้ ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะคหบดีแก้ว

ข้อ ๒๕๐

๖. คหบดีแก้วซึ่งเป็นผู้มีตาทิพย์ อันเกิดจากผลกรรม ซึ่งสามารถ เห็นขุมทรัพย์ทั้งที่มีเจ้าของและไม่มีเจ้าของ เขาเข้าไปเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า “ขอเดชะ พระองค์โปรดอย่ากังวลพระทัยเลย ข้าพระพุทธเจ้าจะจัดการเรื่อง(ขุม)ทรัพย์ให้สำเร็จเป็นพระราชทรัพย์ของพระองค์” อานนท์ เรื่องมีมาว่า ท้าวเธอทรงเคยทดสอบคหบดีแก้วมาแล้ว โดยเสด็จลงเรือลัดกระแสน้ำไปกลางแม่น้ำคงคาตรัสกับคหบดีแก้วดังนี้ว่า ‘คหบดี เราต้องการเงินและทอง’ เขากราบทูลว่า ‘มหาราชเจ้า ถ้าเช่นนั้น โปรดเทียบเรือที่ริมตลิ่งด้านหนึ่ง’ ท้าวเธอตรัสว่า ‘คหบดี เราต้องการเงินและทองที่นี่’ ทันใดนั้น คหบดีแก้วจึงเอามือทั้งสอง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๘๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] ทรงสมบูรณ์ด้วยฤทธิ์ ๔ ประการ จุ่มลงไปในน้ำแล้วยกหม้อที่เต็มด้วยเงินและทองขึ้นมากราบทูลท้าวเธอดังนี้ว่า ‘มหาราชเจ้า เท่านี้ก็เพียงพอ เท่านี้เป็นอันทำแล้ว เท่านี้เป็นอันบูชาแล้ว’ ท้าวเธอตรัสอย่างนี้ว่า ‘เท่านี้ก็เพียงพอ เท่านี้เป็นอันทำแล้ว เท่านี้เป็นอันบูชาแล้ว’ คหบดีแก้วผู้ทรงคุณวิเศษเห็นปานนี้ ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ปริณายกแก้ว

ข้อ ๒๕๑

๗. ปริณายกแก้วซึ่งเป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม มีปัญญาสามารถทำให้พระเจ้ามหาสุทัสสนะเสด็จเข้าไป ณ ที่ควรเสด็จไป ให้เสด็จหลีกไปยังสถานที่ที่ควรเสด็จหลีกไป หรือให้ทรงยับยั้ง ณ สถานที่ที่ควรยับยั้ง ได้ปรากฏแก่ท้าวเธอเขาเข้าเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า “ขอเดชะ พระองค์โปรดอย่ากังวลพระทัยเลย ข้าพระพุทธเจ้าจะถวายคำปรึกษา” ปริณายกแก้ว ผู้ทรงคุณวิเศษเห็นปานนี้ ได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนะ อานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการนี้ทรงสมบูรณ์ด้วยฤทธิ์ ๔ ประการ

ข้อ ๒๕๒

อานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงสมบูรณ์ด้วยฤทธิ์ (ความสำเร็จ) ๔ ประการ ฤทธิ์ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. พระเจ้ามหาสุทัสสนะมีพระรูปงดงาม น่าดู น่าเลื่อมใส มีพระฉวี ผุดผ่องยิ่งนักเกินกว่าคนอื่น ท้าวเธอทรงสมบูรณ์ด้วยฤทธิ์ประการ ที่ ๑ นี้ ๒. พระเจ้ามหาสุทัสสนะมีพระชนมายุยืนยาวนานเกินกว่าคนอื่น ท้าวเธอทรงสมบูรณ์ด้วยฤทธิ์ประการที่ ๒ นี้ ๓. พระเจ้ามหาสุทัสสนะมีพระโรคาพาธน้อย มีความทุกข์น้อย ทรงมีไฟธาตุทำงานสม่ำเสมอยิ่งกว่าคนอื่น คือไม่เย็นนักและไม่ ร้อนนัก ท้าวเธอทรงสมบูรณ์ด้วยฤทธิ์ประการที่ ๓ นี้ ๔. พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของพราหมณ์ และคหบดีทั้งหลาย อานนท์ บิดาเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของบุตร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๘๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] ธรรมปราสาทและสระโบกขรณี ทั้งหลาย ฉันใด ท้าวเธอทรงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของพราหมณ์ และคหบดีทั้งหลาย ฉันนั้น อนึ่ง พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของท้าวเธอ อานนท์ บุตรทั้งหลาย เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของบิดา ฉันใด พราหมณ์และคหบดีทั้งหลาย ก็เป็น ที่รัก เป็นที่ชอบใจของท้าวเธอ ฉันนั้น อานนท์ เรื่องมีมาว่า ท้าวเธอเสด็จประพาสพระราชอุทยานพร้อมด้วยหมู่จตุรงคินีเสนา พวกพราหมณ์และคหบดีเข้าเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะกราบทูลว่า ‘ขอเดชะ มหาราชเจ้า พระองค์อย่าเพิ่งด่วนเสด็จไป พวกข้า พระพุทธเจ้าจะได้เฝ้านานๆ’ ท้าวเธอตรัสกับสารถีว่า ‘เธอ อย่ารีบขับรถไป เราจะได้เห็นพวกพราหมณ์และคหบดีนานๆ’ ท้าวเธอทรงสมบูรณ์ด้วยฤทธิ์ประการที่ ๔ นี้ อานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงสมบูรณ์ด้วยฤทธิ์ ๔ ประการนี้ ธรรมปราสาทและสระโบกขรณี

ข้อ ๒๕๓

อานนท์ ครั้งนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงดำริดังนี้ว่า ‘ทางที่ดี เราน่าจะขุดสระโบกขรณี มีระยะห่างกันสระละ ๑๐๐ ชั่วธนู ที่ระหว่างต้นตาลเหล่านี้’แล้วรับสั่งให้ขุดสระโบกขรณี มีระยะห่างกันสระละ ๑๐๐ ชั่วธนู ที่ระหว่างต้นตาลเหล่านั้น สระโบกขรณีเหล่านั้นก่อด้วยอิฐ ๔ ชนิด ได้แก่ (๑) อิฐทอง (๒) อิฐเงิน(๓) อิฐแก้วไพฑูรย์ (๔) อิฐแก้วผลึก สระโบกขรณีเหล่านั้น แต่ละสระมีบันได ๔ บันได แบ่งเป็น ๔ ชนิด คือ(๑) บันไดทอง (๒) บันไดเงิน (๓) บันไดแก้วไพฑูรย์ (๔) บันไดแก้วผลึก บันไดทองมีลูกกรงทำด้วยทอง ราวและหัวเสาทำด้วยเงิน บันไดเงินมีลูกกรงทำด้วยเงินราวและหัวเสาทำด้วยทอง บันไดแก้วไพฑูรย์มีลูกกรงทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ราวและหัวเสาทำด้วยแก้วผลึก บันไดแก้วผลึกมีลูกกรงทำด้วยแก้วผลึก ราวและหัวเสาทำด้วยแก้วไพฑูรย์ สระโบกขรณีเหล่านั้น มีรั้วล้อม ๒ ชั้น คือ (๑) รั้วทอง (๒) รั้วเงินรั้วทองมีเสาทำด้วยทอง ราวและหัวเสาทำด้วยเงิน รั้วเงินมีเสาทำด้วยเงิน ราวและหัวเสาทำด้วยทอง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๘๘}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] ธรรมปราสาทและสระโบกขรณี พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงดำริดังนี้ว่า ‘ในสระโบกขรณีเหล่านี้ ทางที่ดี เราน่าจะให้ปลูกไม้ดอกเช่นนี้ คือ อุบล ปทุม โกมุท บุณฑริก อันผลิดอกได้ทุกฤดูกาลไว้เพื่อมอบให้แก่ทุกๆ คน ไม่ให้ต้องกลับมือเปล่า’ จึงรับสั่งให้ปลูกไม้ดอกเช่นนี้ คืออุบล ปทุม โกมุท บุณฑริก อันผลิดอกได้ทุกฤดูกาลไว้ เพื่อมอบให้แก่ทุกๆ คนไม่ให้ต้องกลับมือเปล่า

ข้อ ๒๕๔

ต่อมา พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงดำริดังนี้ว่า ‘ที่ขอบสระโบกขรณีเหล่านี้ ทางที่ดี เราน่าจะตั้งเจ้าหน้าที่นหาปกะประจำไว้ ให้ทำหน้าที่เชื้อเชิญผู้มาแล้วๆ ให้อาบน้ำ’ จึงทรงตั้งเจ้าหน้าที่นหาปกะประจำไว้ที่ขอบสระโบกขรณีเหล่านั้นให้ทำหน้าที่เชื้อเชิญผู้มาแล้วๆ ให้อาบน้ำ จากนั้น ท้าวเธอทรงดำริดังนี้ว่า ‘ที่ขอบสระโบกขรณีเหล่านี้ ทางที่ดี เราน่าจะจัดสิ่งของให้ทานเช่นนี้ คือ ข้าวสำหรับผู้ต้องการข้าว น้ำสำหรับผู้ต้องการน้ำผ้าสำหรับผู้ต้องการผ้า ยานสำหรับผู้ต้องการยาน ที่นอนสำหรับผู้ต้องการที่นอนสตรีสำหรับผู้ต้องการสตรี เงินสำหรับผู้ต้องการเงิน ทองสำหรับผู้ต้องการทอง’จึงทรงจัดสิ่งของให้ทานเช่นนี้คือ ข้าวสำหรับผู้ต้องการข้าว น้ำสำหรับผู้ต้องการน้ำผ้าสำหรับผู้ต้องการผ้า ยานสำหรับผู้ต้องการยาน ที่นอนสำหรับผู้ต้องการที่นอนสตรีสำหรับผู้ต้องการสตรี เงินสำหรับผู้ต้องการเงิน ทองสำหรับผู้ต้องการทองไว้ที่ขอบสระโบกขรณีเหล่านั้น

ข้อ ๒๕๕

อานนท์ ครั้งนั้น พวกพราหมณ์และคหบดีถือเอาทรัพย์สมบัติเป็น อันมาก เข้าไปเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ได้กราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเดชะ มหาราชเจ้าทรัพย์สมบัติมากมายนี้ พวกข้าพระพุทธเจ้านำมาถวายเฉพาะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเท่านั้น ขอพระองค์ทรงรับไว้ด้วยเถิด’ ท้าวเธอตรัสว่า ‘อย่าเลย ท่านทั้งหลายนำทรัพย์สมบัติมากมายนี้มาเพื่อเราด้วยพลีอันชอบธรรม สิ่งนี้จงเป็นของพวกท่าน(ต่อไป)เถิด และจงนำกลับไปให้มากกว่านี้’ เมืองท้าวเธอทรงปฏิเสธ พวกเขาจึงหลีกไปอยู่ ณ ที่สมควรแล้วปรึกษาหารือกันอย่างนี้ว่า ‘การที่พวกเราจะนำทรัพย์สมบัติเหล่านี้กลับคืนไปยังเรือนของตนอีก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๘๙}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] ธรรมปราสาทและสระโบกขรณี นั้นไม่สมควร ทางที่ดี พวกเราควรช่วยกันสร้างพระราชนิเวศน์ถวายพระเจ้ามหาสุทัสสนะ’ จึงพากันเข้าเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะ แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ‘ขอเดชะมหาราชเจ้า พวกข้าพระพุทธเจ้าจะช่วยกันสร้างพระราชนิเวศน์ถวายใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท’ ท้าวเธอทรงรับด้วยพระอาการดุษณี

ข้อ ๒๕๖

ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบพระราชดำริของพระเจ้า มหาสุทัสสนะ จึงมีเทวบัญชาเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมาตรัสว่า ‘มาเถิด สหายวิสสุกรรม เธอจงไปสร้างพระนิเวศน์ชื่อธรรมปราสาท ถวายพระเจ้ามหาสุทัสสนะ’ วิสสุกรรมเทพบุตรทูลรับเทวบัญชาแล้ว อันตรธานจากภพดาวดึงส์ไปปรากฏณ เบื้องพระพักตร์ของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้าฉะนั้น กราบทูลพระเจ้ามหาสุทัสสนะดังนี้ว่า ‘ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าจะเนรมิตพระราชนิเวศน์ชื่อธรรมปราสาทถวายพระองค์’ ท้าวเธอทรงรับด้วยพระอาการดุษณี วิสสุกรรมเทพบุตรได้เนรมิตพระราชนิเวศน์ชื่อธรรมปราสาทถวายพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกยาว ๑ โยชน์ ด้านทิศเหนือและทิศใต้กว้างกึ่งโยชน์ มีฐานสูงกว่า ๓ ชั่วบุรุษ ก่อด้วยอิฐ ๔ ชนิด คือ (๑) อิฐทอง(๒) อิฐเงิน (๓) อิฐแก้วไพฑูรย์ (๔) อิฐแก้วผลึก ธรรมปราสาทมีเสา ๘๔,๐๐๐ ต้น แบ่งเป็น ๔ ชนิด คือ (๑) เสาทอง(๒) เสาเงิน (๓) เสาแก้วไพฑูรย์ (๔) เสาแก้วผลึก ปูด้วยแผ่นกระดาน ๔ ชนิด คือ(๑) กระดานทอง (๒) กระดานเงิน (๓) กระดานแก้วไพฑูรย์ (๔) กระดานแก้วผลึกธรรมปราสาทมีบันได ๒๔ บันได แบ่งเป็น ๔ ชนิด คือ (๑) บันไดทอง (๒) บันไดเงิน (๓) บันไดแก้วไพฑูรย์ (๔) บันไดแก้วผลึก บันไดทองมีลูกกรงทำด้วยทอง ราวและหัวเสาทำด้วยเงิน บันไดเงินมีลูกกรงทำด้วยเงิน ราวและหัวเสาทำด้วยทอง บันไดแก้วไพฑูรย์มีลูกกรงทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ราวและหัวเสาทำด้วยแก้วผลึกบันไดแก้วผลึกมีลูกกรงทำด้วยแก้วผลึก ราวและหัวเสาทำด้วยแก้วไพฑูรย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๙๐}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] สวนตาล ธรรมปราสาทมีเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ ยอด แบ่งเป็น ๔ ชนิด คือ (๑) เรือนยอดทอง (๒) เรือนยอดเงิน (๓) เรือนยอดแก้วไพฑูรย์ (๔) เรือนยอดแก้วผลึกในเรือนยอดทองตั้งบัลลังก์เงินไว้ ในเรือนยอดเงินตั้งบัลลังก์ทองไว้ ในเรือนยอดแก้วไพฑูรย์ตั้งบัลลังก์งาไว้ ในเรือนยอดแก้วผลึกตั้งบัลลังก์แก้วบุษราคัมไว้ ที่ใกล้ประตูเรือนยอดทองตั้งต้นตาลเงิน ซึ่งมีลำต้นเป็นเงิน ใบและผลเป็นทอง ที่ใกล้ประตูเรือนยอดเงินตั้งต้นตาลทอง ซึ่งมีลำต้นเป็นทอง ใบและผลเป็นเงิน ที่ใกล้ประตูเรือนยอดแก้วไพฑูรย์ตั้งต้นตาลแก้วผลึก ซึ่งมีลำต้นเป็นแก้วผลึก ใบและผลเป็นแก้วไพฑูรย์ ที่ประตูเรือนยอดแก้วผลึกตั้งต้นตาลแก้วไพฑูรย์ ซึ่งมีลำต้นเป็นแก้วไพฑูรย์ ใบและผลเป็นแก้วผลึก สวนตาล

ข้อ ๒๕๗

อานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงดำริดังนี้ว่า ‘ทางที่ดี เราน่าจะให้สร้างสวนตาลทองคำไว้ที่ใกล้ประตูเรือนยอดมหาวิยูหะ สำหรับนั่งพักผ่อนกลางวัน’จึงรับสั่งให้สร้างสวนตาลทองคำไว้ที่ใกล้ประตูเรือนยอดมหาวิยูหะ สำหรับทรงนั่งพักผ่อนกลางวัน ธรรมปราสาทมีรั้วล้อม ๒ ชั้น คือ (๑) รั้วทอง (๒) รั้วเงิน รั้วทองมีเสาทำด้วยทอง ราวและหัวเสาทำด้วยเงิน รั้วเงินมีเสาทำด้วยเงิน ราวและหัวเสาทำด้วยทอง

ข้อ ๒๕๘

ธรรมปราสาทมีข่ายกระดิ่งแวดล้อม ๒ ชั้น คือ ข่ายทองชั้นหนึ่ง ข่ายเงินชั้นหนึ่ง ข่ายทองมีกระดิ่งเงิน ข่ายเงินมีกระดิ่งทอง ข่ายกระดิ่งเหล่านั้นยามเมื่อต้องลม เกิดเสียงไพเราะ น่ายินดี ชวนฟังชวนให้เคลิบเคลิ้ม อานนท์ ดนตรีเครื่องห้า ที่บุคคลปรับเสียงดีประโคมดีแล้ว บรรเลงโดยผู้เชี่ยวชาญ ย่อมมีเสียงไพเราะ น่ายินดี ชวนฟังชวนให้เคลิบเคลิ้ม ฉันใด ข่ายกระดิ่งเหล่านั้น ยามเมื่อต้องลมเกิดเสียงไพเราะ น่ายินดี ชวนฟังชวนให้เคลิบเคลิ้ม ฉันนั้น @เชิงอรรถ : @ มหาวิยูหะ เป็นชื่อเรือนยอดหลังใหญ่ที่ทำด้วยเงิน (ที.ม.อ. ๒๖๐/๒๔๓)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๙๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] สระธรรมโบกขรณี สมัยนั้น ในกรุงกุสาวดีราชธานีมีนักเลง นักเล่น และนักดื่มร้องรำทำเพลงตามเสียงกระดิ่งยามที่ต้องลมเหล่านั้น ธรรมปราสาทที่สร้างเสร็จแล้ว มองดูได้ยากเพราะมีแสงสะท้อนบาดตา อานนท์ ในสารทกาลคือเดือนท้ายฤดูฝน เมื่ออากาศแจ่มใสไร้เมฆหมอก ดวงอาทิตย์ส่องนภากาศ มองดูได้ยากเพราะมีแสงสะท้อนบาดตาฉันใด ธรรมปราสาทที่สร้างเสร็จแล้ว ก็มองดูได้ยากเพราะมีแสงสะท้อนบาดตาฉันนั้น สระธรรมโบกขรณี

ข้อ ๒๕๙

อานนท์ ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงดำริดังนี้ว่า ‘ทางที่ดี เราน่าจะให้สร้างสระชื่อธรรมโบกขรณีไว้เบื้องหน้าธรรมปราสาท’ จึงรับสั่งให้สร้างสระธรรมโบกขรณีไว้เบื้องหน้าธรรมปราสาท ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกยาว๑ โยชน์ ด้านทิศเหนือและทิศใต้กว้างกึ่งโยชน์ สระธรรมโบกขรณีก่อด้วยอิฐ ๔ ชนิด คือ (๑) อิฐทอง (๒) อิฐเงิน (๓) อิฐแก้วไพฑูรย์ (๔) อิฐแก้วผลึก สระธรรมโบกขรณีมีบันได ๒๔ บันได แบ่งเป็น ๔ ชนิด คือ (๑) บันไดทอง(๒) บันไดเงิน (๓) บันไดแก้วไพฑูรย์ (๔) บันไดแก้วผลึก บันไดทองมีลูกกรงทำด้วยทอง ราวและหัวเสาทำด้วยเงิน บันไดเงินมีลูกกรงทำด้วยเงิน ราวและหัวเสาทำด้วยทอง บันไดแก้วไพฑูรย์มีลูกกรงทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ราวและหัวเสาทำด้วยแก้วผลึก บันไดแก้วผลึกมีลูกกรงทำด้วยแก้วผลึก ราวและหัวเสาทำด้วยแก้วไพฑูรย์ สระธรรมโบกขรณีมีรั้วล้อม ๒ ชั้น คือ (๑) รั้วทอง (๒) รั้วเงิน รั้วทองมีเสาทำด้วยทอง ราวและหัวเสาทำด้วยเงิน รั้วเงินมีเสาทำด้วยเงิน ราวและหัวเสาทำด้วยทองสระธรรมโบกขรณีมีต้นตาลล้อม ๗ แถว คือ ต้นตาลทอง ๑ แถว ต้นตาลเงิน๑ แถว ต้นตาลแก้วไพฑูรย์ ๑ แถว ต้นตาลแก้วผลึก ๑ แถว ต้นตาลแก้วโกเมน๑ แถว ต้นตาลแก้วบุษราคัม ๑ แถว ต้นตาลทำด้วยรัตนะทุกอย่าง ๑ แถวต้นตาลทองมีลำต้นเป็นทอง ใบและผลเป็นเงิน ต้นตาลเงินมีลำต้นเป็นเงิน ใบและผลเป็นทอง ต้นตาลแก้วไพฑูรย์มีลำต้นเป็นแก้วไพฑูรย์ ใบและผลเป็นแก้วผลึก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๙๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] ทรงเจริญฌานสมาบัติ ต้นตาลแก้วผลึกมีลำต้นเป็นแก้วผลึก ใบและผลเป็นแก้วไพฑูรย์ ต้นตาลแก้วโกเมนมีลำต้นเป็นแก้วโกเมน ใบและผลเป็นแก้วบุษราคัม ต้นตาลแก้วบุษราคัมมีลำต้นเป็นแก้วบุษราคัม ใบและผลเป็นแก้วโกเมน ต้นตาลทำด้วยรัตนะทุกอย่างมีลำต้นทำด้วยรัตนะทุกอย่าง ใบและผลทำด้วยรัตนะทุกอย่าง แถวต้นตาลเหล่านั้น ยามเมื่อต้องลม เกิดเสียงไพเราะ น่ายินดี ชวนฟังชวนให้เคลิบเคลิ้ม อานนท์ ดนตรีเครื่องห้า ที่บุคคลปรับเสียงดีประโคมดีแล้ว บรรเลงโดยผู้เชี่ยวชาญ ย่อมมีเสียงไพเราะ น่ายินดี ชวนฟังชวนให้เคลิบเคลิ้ม ฉันใด แถวต้นตาลเหล่านั้น ยามเมื่อต้องลม เกิดเสียงไพเราะ น่ายินดี ชวนฟังชวนให้เคลิบเคลิ้ม ฉันนั้น สมัยนั้น ในกรุงกุสาวดีราชธานี มีนักเลง นักเล่น และนักดื่มร้องรำทำเพลง ตามเสียงแถวต้นตาลยามต้องลมเหล่านั้น เมื่อธรรมปราสาทและสระธรรมโบกขรณีสร้างสำเร็จแล้ว พระเจ้ามหาสุทัสสนะได้ทรงเลี้ยงสมณพราหมณ์ทั้งหลายให้เอิบอิ่มด้วยสมณบริขารและพราหมณบริขารตามที่ต้องการทุกอย่างแล้ว เสด็จขึ้นสู่ธรรมปราสาท ภาณวารที่ ๑ จบ ทรงเจริญฌานสมาบัติ

ข้อ ๒๖๐

อานนท์ ครั้งนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงดำริดังนี้ว่า ‘เหตุที่เรามี ฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ในเวลานี้ เป็นผลเป็นวิบากแห่งกรรมอะไรหนอ’ทรงดำริดังนี้ว่า เหตุที่เรามีฤทธิ์มากอย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ในเวลานี้เป็นผลเป็นวิบากแห่งกรรม ๓ อย่าง คือ (๑) การให้ (๒) การข่มใจ (๓) การสำรวมแล้วจึงเสด็จเข้าไปยังเรือนยอดมหาวิยูหะ ประทับยืนที่พระทวาร ทรงเปล่งพระอุทานว่า ‘กามวิตกเอ๋ย เจ้าจงหยุด จงกลับเพียงแค่นี้เถิด พยาบาทวิตกเอ๋ย เจ้าจงหยุด จงกลับเพียงแค่นี้เถิด วิหิงสาเอ๋ย เจ้าจงหยุด จงกลับเพียงแค่นี้เถิด’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๙๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] ทรงเจริญฌานสมาบัติ

ข้อ ๒๖๑

อานนท์ จากนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะเสด็จเข้าไปในเรือนยอดมหาวิยูหะ ประทับนั่งบนบัลลังก์ทอง ทรงสงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้วทรงบรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติ และสุขเกิดจากวิเวกอยู่ เพราะวิตกและวิจารสงบระงับ ทรงบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ เพราะปีติจางคลายไปมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย ทรงบรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะสรรเสริญว่า ‘ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะโสมนัสและโทมนัสดับไปก่อนแล้ว ทรงบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่

ข้อ ๒๖๒

จากนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงออกจากเรือนยอดมหาวิยูหะเสด็จ เข้าไปยังเรือนยอดทอง ประทับนั่งบนบัลลังก์เงิน ทรงมีเมตตาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยเมตตาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ทรงมีกรุณาจิต ฯลฯ ทรงมีมุทิตาจิต ฯลฯ ทรงมีอุเบกขาจิตแผ่ไปตลอดทิศที่ ๑ ... ทิศที่ ๒ ... ทิศที่ ๓ ... ทิศที่ ๔ ... ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง ทิศเฉียง แผ่ไปตลอดโลกทั่วทุกหมู่เหล่าในที่ทุกสถานด้วยอุเบกขาจิตอันไพบูลย์ เป็นมหัคคตะ ไม่มีขอบเขต ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่@เชิงอรรถ : @ วิตก ในที่นี้หมายถึงการยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ หรือการปักจิตลงสู่อารมณ์ เป็นองค์ ๑ ในองค์ฌาน ๕ มิใช่@วิตกในคำว่า กามวิตก (ความตรึกในทางกาม) พยาบาทวิตก (ความตรึกในทางพยาบาท) วิหิงสาวิตก@(ความตรึกในทางเบียดเบียน) (ที.สี.อ. ๙๖/๑๑๒) @ ทิศเบื้องบน หมายถึงเทวโลก (วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๑/๒๕๔/๔๓๕) @ ทิศเบื้องล่าง หมายถึงนรกและนาค (วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๑/๒๕๔/๔๓๕) @ ทิศเฉียง หมายถึงทิศย่อยของทิศใหญ่หรือทิศรอง (วิสุทฺธิ.มหาฏีกา ๑/๒๕๔/๔๓๕)@ มหัคคตะ หมายถึงอารมณ์ที่ถึงความเป็นใหญ่ชั้นรูปาวจรและอรูปาวจร เพราะมีผลที่สามารถข่มกิเลสได้@และหมายถึง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และปัญญาอันยิ่งใหญ่ (อภิ.สงฺ.อ. ๑๒/๙๒)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๙๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] ทรงมีเมืองขึ้น ๘๔,๐๐๐ เมืองเป็นต้น ทรงมีเมืองขึ้น ๘๔,๐๐๐ เมืองเป็นต้น

ข้อ ๒๖๓

อานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงมีเมืองขึ้น ๘๔,๐๐๐ เมือง มีกรุงกุสาวดีราชธานีเป็นเมืองหลวง ทรงมีปราสาท ๘๔,๐๐๐ องค์ มีธรรมปราสาทเป็นที่ประทับ ทรงมีเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ หลัง มีเรือนยอดมหาวิยูหะเป็นที่ประทับทรงมีบัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ บัลลังก์ เป็นบัลลังก์ทอง บัลลังก์เงิน บัลลังก์งา บัลลังก์แก้วบุษราคัม ลาดด้วยพรมขนสัตว์ชายยาว ลาดด้วยสักหลาด ลาดด้วยผ้าปักลวดลายลาดด้วยหนังกวางอย่างดี มีพนักสูง หุ้มนวมสีแดงทั้ง ๒ ข้าง ทรงมีช้าง ๘๔,๐๐๐ ช้างมีเครื่องประดับทอง มีธงทอง คลุมด้วยตาข่ายทอง มีพญาช้างตระกูลอุโบสถเป็นช้างทรง ทรงมีม้า ๘๔,๐๐๐ ม้า มีเครื่องประดับทอง มีธงทอง คลุมด้วยตาข่ายทอง มีพญาม้าวลาหกเป็นม้าทรง ทรงมีราชรถ ๘๔,๐๐๐ คัน หุ้มด้วยหนังราชสีห์ หุ้มด้วยหนังเสือโคร่ง หุ้มด้วยหนังเสือเหลือง หุ้มด้วยผ้ากัมพลเหลืองมีเครื่องประดับทอง มีธงทอง คลุมด้วยตาข่ายทอง มีเวชยันต์ราชรถเป็นรถพระที่นั่ง ทรงมีแก้ว ๘๔,๐๐๐ ดวง มีมณีแก้วเป็นชั้นยอด ทรงมีสตรี ๘๔,๐๐๐ นางมีพระนางสุภัททาเทวีเป็นอัครมเหสี ทรงมีคหบดี ๘๔,๐๐๐ คน มีคหบดีแก้วเป็นหัวหน้า ทรงมีกษัตริย์ผู้สวามิภักดิ์ ๘๔,๐๐๐ องค์ มีปริณายกแก้วเป็นหัวหน้าทรงมีโคนม ๘๔,๐๐๐ ตัวที่พร้อมจะให้น้ำนม จนสามารถเอาภาชนะรองรับได้ทรงมีผ้าโขมพัสตร์เนื้อดี ผ้าฝ้ายเนื้อดี ผ้าไหมเนื้อดี และผ้ากัมพลเนื้อดีรวม๘๔,๐๐๐ โกฏิ ทรงมีสำรับพระกระยาหารที่มีคนนำมาถวายทั้งเช้าและเย็น ๘๔,๐๐๐สำรับ

ข้อ ๒๖๔

อานนท์ สมัยนั้น ช้าง ๘๔,๐๐๐ ช้าง มาสู่ที่เฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ทั้งเช้าและเย็น ท้าวเธอทรงดำริดังนี้ว่า ‘ช้างของเราทั้ง ๘๔,๐๐๐ ช้างนี้มาหาเราทั้งเช้าและเย็น ทางที่ดี ควรให้ช้างของเรา ๔๒,๐๐๐ ช้างมาหาเรา ๑๐๐ ปี ต่อครั้ง’จึงรับสั่งเรียกปริณายกแก้วมาตรัสว่า “สหายปริณายกแก้ว ช้าง ๘๔,๐๐๐ ช้างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๙๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] พระนางสุภัททาเทวีเข้าเฝ้า มาหาเราทั้งเช้าและเย็น อย่ากระนั้นเลย ควรให้ช้าง ๔๒,๐๐๐ ช้างมาหาเรา ๑๐๐ ปีต่อครั้งเถิด’ ปริณายกแก้วทูลรับสนองพระบรมราชโองการ ต่อมา ช้าง ๔๒,๐๐๐ ช้าง มาสู่ที่เฝ้าของพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ๑๐๐ ปี ต่อครั้งพระนางสุภัททาเทวีเข้าเฝ้า

ข้อ ๒๖๕

อานนท์ ครั้นล่วงไปหลายปีหลายร้อยปีหลายพันปี พระนางสุภัททา- เทวีทรงดำริดังนี้ว่า ‘นานแล้วที่เราได้เข้าเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะ ทางที่ดี เราควรเข้าเฝ้าพระองค์อีก‘จึงรับสั่งเรียกพระสนมมาตรัสว่า “มาเถิด เธอทั้งหลายจงอาบน้ำสระผม ห่มผ้าสีเหลือง นานแล้วที่เราได้เข้าเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะ เราจะไปเข้าเฝ้าพระองค์อีก’ พวกพระสนมทูลรับสนองพระราชเสาวนีย์แล้วอาบน้ำสระผม ห่มผ้าสีเหลืองเข้าไปเฝ้าพระนางสุภัททาเทวีถึงที่ประทับ ทีนั้น พระนางสุภัททาเทวีรับสั่งเรียกปริณายกแก้วมาตรัสว่า ‘พ่อปริณายกแก้วท่านจงจัดหมู่จาตุรงคินีเสนาให้พร้อม นานแล้วที่เราได้เข้าเฝ้าพระเจ้ามหาสุทัสสนะเราจะไปเข้าเฝ้าพระองค์อีก’ ปริณายกแก้วทูลรับสนองพระราชเสาวนีย์แล้ว จัดหมู่จาตุรงคินีเสนาไว้ให้เรียบร้อย กราบทูลพระนางสุภัททาเทวีดังนี้ว่า “ขอเดชะพระเทวี ข้าพระพุทธเจ้าจัดหมู่จตุรงคินีเสนาพร้อมแล้ว ขอพระองค์จงทรงกำหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้เถิดพระเจ้าข้า’ จากนั้น พระนางสุภัททาเทวีพร้อมด้วยหมู่จตุรงคินีเสนาและพระสนม ได้เสด็จเข้าไปยังธรรมปราสาทขึ้นสู่ธรรมปราสาทเข้าไปยังเรือนยอดมหาวิยูหะ ประทับยืนเหนี่ยวบานพระทวารเรือนยอดมหาวิยูหะอยู่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๙๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] พระนางสุภัททาเทวีเข้าเฝ้า ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงสดับเสียง จึงทรงดำริดังนี้ว่า ‘เสียง อะไรหนอ เหมือนเสียงของหมู่มหาชน’ จึงเสด็จออกจากเรือนยอดมหาวิยูหะทอดพระเนตรเห็นพระนางสุภัททาเทวีประทับยืนเหนี่ยวบานพระทวารอยู่ จึงตรัสกับพระนางสุภัททาเทวีดังนี้ว่า ‘เทวี เธอหยุดอยู่ที่นั่นแหละ อย่าเข้ามาเลย’ รับสั่งเรียกราชบุรุษคนหนึ่งมาตรัสว่า ‘พ่อผู้เจริญ มาทางนี้ พ่อจงนำบัลลังก์ทองจากเรือนยอดมหาวิยูหะไปตั้งในสวนตาลทอง’ ราชบุรุษนั้นทูลรับสนองพระราชดำรัสแล้ว เชิญบัลลังก์ทองจากเรือนยอดมหา-วิยูหะไปตั้งไว้ในสวนตาลทอง จากนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงสำเร็จสีหไสยาโดยพระปรัศว์เบื้องขวา ซ้อนพระบาทเหลื่อมพระบาท ทรงมีสติสัมปชัญญะ

ข้อ ๒๖๖

อานนท์ ลำดับนั้น พระนางสุภัททาเทวีทรงดำริดังนี้ว่า ‘พระอินทรีย์ ของพระเจ้ามหาสุทัสสนะผ่องใสยิ่งนัก พระฉวีวรรณบริสุทธิ์ผุดผ่อง ท้าวเธออย่าได้สวรรคตเลย’ จึงกราบทูลดังนี้ว่า ‘ขอเดชะ พระองค์ทรงมีเมืองขึ้น ๘๔,๐๐๐ เมืองมีกรุงกุสาวดีราชธานีเป็นเมืองหลวง โปรดทรงพอพระทัยเมืองเหล่านี้ โปรดทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีปราสาท ๘๔,๐๐๐ องค์ มีธรรมปราสาทเป็นที่ประทับ โปรดทรงพอพระทัยปราสาทเหล่านี้ โปรดทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงทรงมีเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ หลัง มีเรือนยอดมหาวิยูหะเป็นที่ประทับโปรดทรงพอพระทัยเรือนยอดเหล่านี้ โปรดทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิดทรงมีบัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ บัลลังก์ เป็นบัลลังก์ทอง บัลลังก์เงิน บัลลังก์งา บัลลังก์แก้วบุษราคัม ลาดด้วยพรมขนสัตว์ชายยาว ลาดด้วยสักหลาด ลาดด้วยผ้าปักลวดลายลาดด้วยหนังกวางอย่างดี มีพนักสูง หุ้มนวมสีแดงทั้ง ๒ ข้าง โปรดทรงพอพระทัยบัลลังก์เหล่านี้ โปรดทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีช้าง ๘๔,๐๐๐ ช้างมีเครื่องประดับทอง มีธงทอง คลุมด้วยตาข่ายทอง มีพญาช้างตระกูลอุโบสถเป็นช้างทรง โปรดทรงพอพระทัยช้างเหล่านี้ โปรดทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีม้า ๘๔,๐๐๐ ม้า มีเครื่องประดับทอง มีธงทอง คลุมด้วย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๙๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงเกิดความสังเวช ตาข่ายทอง มีพญาม้าวลาหกเป็นม้าทรง โปรดทรงพอพระทัยม้าเหล่านี้ โปรดทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีราชรถ ๘๔,๐๐๐ คัน หุ้มด้วยหนังราชสีห์หุ้มด้วยหนังเสือโคร่ง หุ้มด้วยหนังเสือเหลือง หุ้มด้วยผ้ากัมพลเหลือง มีเครื่องประดับทอง มีธงทอง คลุมด้วยตาข่ายทอง มีเวชยันต์ราชรถเป็นรถพระที่นั่งโปรดทรงพอพระทัยราชรถเหล่านี้ โปรดทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีแก้ว ๘๔,๐๐๐ ดวง มีมณีแก้วเป็นชั้นยอด โปรดทรงพอพระทัยแก้วเหล่านี้ โปรดทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีสตรี ๘๔,๐๐๐ นาง มีนางแก้วเป็นหัวหน้าโปรดทรงพอพระทัยสตรีเหล่านี้ โปรดทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีคหบดี ๘๔,๐๐๐ คน มีคหบดีแก้วเป็นหัวหน้า โปรดทรงพอพระทัยคหบดีเหล่านี้โปรดทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีกษัตริย์ผู้สวามิภักดิ์ ๘๔,๐๐๐ องค์มีปริณายกแก้วเป็นหัวหน้า โปรดทรงพอพระทัยกษัตริย์เหล่านี้ โปรดทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีโคนม ๘๔,๐๐๐ ตัว ที่พร้อมจะให้น้ำนมจนสามารถเอาภาชนะรองรับได้ โปรดทรงพอพระทัยโคนมเหล่านี้ โปรดทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีผ้าโขมพัสตร์เนื้อดี ผ้าฝ้ายเนื้อดี ผ้าไหมเนื้อดี และผ้ากัมพลเนื้อดีรวม ๘๔,๐๐๐ โกฏิ โปรดทรงพอพระทัยผ้าเหล่านี้ โปรดทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีสำรับพระกระยาหารที่มีคนนำมาถวายทั้งเช้าและเย็น ๘๔,๐๐๐สำรับ โปรดทรงพอพระทัยสำรับพระกระยาหารเหล่านี้ โปรดทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด’ พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงเกิดความสังเวช

ข้อ ๒๖๗

อานนท์ เมื่อพระนางสุภัททาเทวี กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระเจ้ามหา สุทัสสนะได้ตรัสตอบดังนี้ว่า ‘เทวี เธอพูดทักทายเราด้วยสิ่งอันน่าปรารถนา น่าใคร่น่าพอใจมาช้านาน แต่มาครั้งสุดท้าย เธอทักทายเราด้วยสิ่งอันไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจเลย’ พระนางสุภัททาเทวีทูลถามว่า ‘หม่อมฉันจะกราบทูลอย่างไรเล่า จึงจะพอพระทัย เพคะ’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๙๘}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงเกิดความสังเวช ท้าวเธอตรัสว่า 'เทวี เธอจงทักทายเราอย่างนี้ว่า 'ขอเดชะ ความพลัดพรากความทอดทิ้ง ความแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นจากของรักของชอบใจทุกอย่างจะต้องมีพระองค์อย่าสวรรคตทั้งที่ทรงมีความอาลัยอยู่เลย เพราะการสวรรคตของผู้ยังมีความอาลัยเป็นทุกข์ การสวรรคตของผู้ยังมีความอาลัยบัณฑิตติเตียน พระองค์ทรงมีเมืองขึ้น ๘๔,๐๐๐ เมือง มีกรุงกุสาวดีราชธานีเป็นเมืองหลวง โปรดทรงละความพอพระทัยเมืองเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีปราสาท๘๔,๐๐๐ องค์ มีธรรมปราสาทเป็นที่ประทับ โปรดทรงละความพอพระทัยปราสาทเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ หลังมีเรือนยอดมหาวิยูหะเป็นที่ประทับ โปรดทรงละความพอพระทัยเรือนยอดเหล่านี้โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีบัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ บัลลังก์ เป็นบัลลังก์ทอง บัลลังก์เงิน บัลลังก์งา บัลลังก์แก้วบุษราคัม ลาดด้วยพรมขนสัตว์ชายยาว ลาดด้วยสักหลาด ลาดด้วยผ้าปักลวดลาย ลาดด้วยหนังกวางอย่างดีมีพนักสูง หุ้มนวมสีแดงทั้ง ๒ ข้าง โปรดทรงละความพอพระทัยในบัลลังก์เหล่านี้โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ๘๔,๐๐๐ ช้าง มีเครื่อง ประดับทอง มีธงทอง คลุมด้วยตาข่ายทอง มีพญาช้างตระกูลอุโบสถเป็นช้างทรงโปรดทรงละความพอพระทัยช้างเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิดทรงมีม้า ๘๔,๐๐๐ ม้า มีเครื่องประดับทอง มีธงทอง คลุมด้วยตาข่ายทองมีพญาม้าวลาหกเป็นม้าทรง โปรดทรงละความพอพระทัยม้าเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีราชรถ ๘๔,๐๐๐ คัน หุ้มด้วยหนังราชสีห์ หุ้มด้วยหนังเสือโคร่ง หุ้มด้วยหนังเสือเหลือง หุ้มด้วยผ้ากัมพลเหลืองมีเครื่องประดับทอง มีธงทอง คลุมด้วยตาข่ายทอง มีเวชยันต์ราชรถเป็นรถพระที่นั่ง โปรดทรงละความพอพระทัยราชรถเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีแก้ว ๘๔,๐๐๐ ดวง มีมณีแก้วเป็นชั้นยอด โปรดทรงละความพอพระทัยแก้วเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีสตรี ๘๔,๐๐๐ นาง มีพระนางสุภัททาเทวีเป็นอัครมเหสี โปรดทรงละความพอพระทัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๑๙๙}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงเกิดความสังเวช สตรีเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีคหบดี ๘๔,๐๐๐ คนมีคหบดีแก้วเป็นหัวหน้า โปรดทรงละความพอพระทัยคหบดีเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีกษัตริย์ผู้สวามิภักดิ์ ๘๔,๐๐๐ องค์ มีปริณายก-แก้วเป็นหัวหน้า โปรดทรงละความพอพระทัยกษัตริย์เหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีโคนม ๘๔,๐๐๐ ตัว ที่พร้อมจะให้น้ำนมจนสามารถเอาภาชนะรองรับได้ โปรดทรงละความพอพระทัยโคนมเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีผ้าโขมพัสตร์เนื้อดี ผ้าฝ้ายเนื้อดี ผ้าไหมเนื้อดีและผ้ากัมพลเนื้อดีรวม ๘๔,๐๐๐ โกฏิ โปรดทรงละความพอพระทัยผ้าเหล่านี้โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีสำรับพระกระยาหารที่มีคนนำมาถวายทั้งเช้าและเย็น ๘๔,๐๐๐ สำรับ โปรดทรงละความพอพระทัยสำรับพระกระยาหารเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด’

ข้อ ๒๖๘

อานนท์ เมื่อพระเจ้ามหาสุทัสสนะตรัสอย่างนี้ พระนางสุภัททา- เทวีทรงพระกันแสงหลั่งพระอัสสุชล ทรงเช็ดพระอัสสุชลแล้ว ได้กราบทูลพระเจ้ามหาสุทัสสนะดังนี้ว่า ‘ขอเดชะ ความพลัดพราก ความทอดทิ้ง ความแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นจากของรักของชอบใจทุกอย่างจะต้องมี พระองค์อย่าสวรรคตทั้งที่ทรงมีอาลัยอยู่เลย เพราะการสวรรคตของผู้ยังมีความอาลัยเป็นทุกข์ การสวรรคตของผู้ยังมีความอาลัยบัณฑิตติเตียน พระองค์ทรงมีเมืองขึ้น ๘๔,๐๐๐ เมือง มีกรุงกุสาวดีราชธานีเป็นเมืองหลวง โปรดทรงละความพอพระทัยเมืองเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีปราสาท ๘๔,๐๐๐ องค์ มีธรรมปราสาทเป็นที่ประทับ โปรดทรงละความพอพระทัยปราสาทเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ หลัง มีเรือนยอดมหาวิยูหะเป็นที่ประทับ โปรดทรงละความพอพระทัยเรือนยอดเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีบัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ บัลลังก์ เป็นบัลลังก์ทอง บัลลังก์เงินบัลลังก์งา บัลลังก์แก้วบุษราคัม ลาดด้วยพรมขนสัตว์ชายยาว ลาดด้วยสักหลาด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๐๐}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] พระเจ้ามหาสุทัสสนะทรงเกิดความสังเวช ลาดด้วยผ้าปักลวดลาย ลาดด้วยหนังกวางอย่างดี มีพนักสูง หุ้มนวมสีแดงทั้ง ๒ ข้าง โปรดทรงละความพอพระทัยบัลลังก์เหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีช้าง ๘๔,๐๐๐ ช้าง มีเครื่องประดับทอง มีธงทองคลุมด้วยตาข่ายทอง มีพญาช้างตระกูลอุโบสถเป็นช้างทรง โปรดทรงละความพอพระทัยช้างเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีม้า๘๔,๐๐๐ ม้า มีเครื่องประดับทอง มีธงทอง คลุมด้วยตาข่ายทอง มีพญาม้าวลาหกเป็นม้าทรง โปรดทรงละความพอพระทัยม้าเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีราชรถ ๘๔,๐๐๐ คัน หุ้มด้วยหนังราชสีห์ หุ้มด้วยหนังเสือโคร่ง หุ้มด้วยหนังเสือเหลือง หุ้มด้วยผ้ากัมพลเหลือง มีเครื่องประดับทองมีธงทอง คลุมด้วยตาข่ายทอง มีเวชยันต์ราชรถเป็นรถพระที่นั่ง โปรดทรงละความพอพระทัยราชรถเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีแก้ว๘๔,๐๐๐ ดวง มีมณีแก้วเป็นชั้นยอด โปรดทรงละความพอพระทัยแก้วเหล่านี้โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีสตรี ๘๔,๐๐๐ นาง มีนางแก้วเป็นหัวหน้า โปรดทรงละความพอพระทัยสตรีเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีคหบดี ๘๔,๐๐๐ คน มีคหบดีแก้วเป็นหัวหน้า โปรดทรงละความพอพระทัยคหบดีเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิดทรงมีกษัตริย์ผู้สวามิภักดิ์ ๘๔,๐๐๐ องค์ มีปริณายกแก้วเป็นหัวหน้า โปรดทรงละความพอพระทัยกษัตริย์เหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิดทรงมีโคนม ๘๔,๐๐๐ ตัว ที่พร้อมจะให้น้ำนมจนสามารถเอาภาชนะรองรับได้โปรดทรงละความพอพระทัยโคนมเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีผ้าโขมพัสตร์เนื้อดี ผ้าฝ้ายเนื้อดี ผ้าไหมเนื้อดี และผ้ากัมพลเนื้อดีรวม ๘๔,๐๐๐ โกฏิ โปรดทรงละความพอพระทัยผ้าเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด ทรงมีสำรับพระกระยาหารที่มีคนนำมาถวายทั้งเช้าและเย็น๘๔,๐๐๐ สำรับ โปรดทรงละความพอพระทัยสำรับพระกระยาหารเหล่านี้ โปรดอย่าทรงเยื่อใยในการดำรงพระชนม์เถิด’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๐๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] พระผู้มีพระภาคทรงสรุปพระธรรมเทศนา พระเจ้ามหาสุทัสสนะเสด็จสู่พรหมโลก

ข้อ ๒๖๙

อานนท์ ต่อจากนั้นไม่นาน พระเจ้ามหาสุทัสสนะก็ได้สวรรคต ท้าวเธอทรงมีความรู้สึกขณะใกล้จะสวรรคตเหมือนคหบดีหรือบุตรคหบดี ผู้บริโภคโภชนะที่ชอบใจและก็ย่อมเมาในรสอาหาร ฉะนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนะ เมื่อสวรรคตแล้วได้ไปเกิดในสุคติพรหมโลก อานนท์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ทรงเล่นอย่างเด็กอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงดำรงตำแหน่งอุปราช ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงครองราชย์อยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงดำรงเพศคฤหัสถ์ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ในธรรมปราสาท ๘๔,๐๐๐ ปี เพราะทรงเจริญพรหมวิหาร๔ ประการ หลังจากสวรรคตแล้วจึงไปเกิดในพรหมโลก พระผู้มีพระภาคทรงสรุปพระธรรมเทศนา

ข้อ ๒๗๐

อานนท์ เธอคงเห็นอย่างนี้ว่า ‘พระเจ้ามหาสุทัสสนะ ในสมัยนั้น คงจะเป็นคนอื่นแน่’ แต่ไม่พึงเห็นอย่างนั้น เราเป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนะในสมัยนั้นเรามีเมืองขึ้น ๘๔,๐๐๐ เมือง มีกรุงกุสาวดีราชธานีเป็นเมืองหลวง มีปราสาท๘๔,๐๐๐ องค์ มีธรรมปราสาทเป็นที่อยู่ มีเรือนยอด ๘๔,๐๐๐ หลัง มีเรือนยอดมหาวิยูหะเป็นที่อยู่ มีบัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ บัลลังก์ เป็นบัลลังก์ทอง บัลลังก์เงินบัลลังก์งา บัลลังก์แก้วบุษราคัม ลาดด้วยพรมขนสัตว์ชายยาว ลาดด้วยสักหลาดลาดด้วยผ้าปักลวดลาย ลาดด้วยหนังกวางอย่างดี มีพนักสูง หุ้มนวมสีแดงทั้ง ๒ ข้าง มีช้าง ๘๔,๐๐๐ ช้าง มีเครื่องประดับทอง มีธงทอง คลุมด้วยตาข่ายทอง มีพญาช้างตระกูลอุโบสถเป็นช้างทรง มีม้า ๘๔,๐๐๐ ม้า มีเครื่องประดับทอง มีธงทอง คลุมด้วยตาข่ายทอง มีพญาม้าวลาหกเป็นม้าทรง มีราชรถ๘๔,๐๐๐ คัน หุ้มด้วยหนังราชสีห์ หุ้มด้วยหนังเสือโคร่ง หุ้มด้วยหนังเสือเหลืองหุ้มด้วยผ้ากัมพลเหลือง มีเครื่องประดับทอง มีธงทอง คลุมด้วยตาข่ายทอง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๐๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] พระผู้มีพระภาคทรงสรุปพระธรรมเทศนา มีเวชยันต์ราชรถเป็นรถพระที่นั่ง มีแก้ว ๘๔,๐๐๐ ดวง มีมณีแก้วเป็นชั้นยอดมีสตรี ๘๔,๐๐๐ นาง มีพระนางสุภัททาเทวีเป็นอัครมเหสี มีคหบดี ๘๔,๐๐๐ คนมีคหบดีแก้วเป็นหัวหน้า มีกษัตริย์ผู้สวามิภักดิ์ ๘๔,๐๐๐ องค์ มีปริณายกแก้วเป็นหัวหน้า มีโคนม ๘๔,๐๐๐ ตัว ที่พร้อมจะให้น้ำนมจนสามารถเอาภาชนะรองรับได้ มีผ้าโขมพัสตร์เนื้อดี ผ้าฝ้ายเนื้อดี ผ้าไหมเนื้อดี และผ้ากัมพลเนื้อดีรวม๘๔,๐๐๐ โกฏิ มีสำรับอาหารที่มีคนนำมาถวายทั้งเช้าและเย็น ๘๔,๐๐๐ สำรับ

ข้อ ๒๗๑

บรรดาเมือง ๘๔,๐๐๐ เมือง ในสมัยนั้น เราอยู่ครอบครองเมืองเดียวเท่านั้น คือ กรุงกุสาวดีราชธานี ปราสาท ๘๔,๐๐๐ องค์ เราอยู่ในปราสาทหลังเดียวเท่านั้น คือ ธรรมปราสาท เรือนยอด ๘๔,๐๐๐ หลัง เราอยู่ในเรือนยอดหลังเดียวเท่านั้น คือ เรือนยอดมหาวิยูหะ บัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ บัลลังก์ บัลลังก์ที่เราใช้สอย คือ บัลลังก์ทอง บัลลังก์เงิน บัลลังก์งา หรือบัลลังก์แก้วบุษราคัม บัลลังก์ใดบัลลังก์หนึ่งเท่านั้น ช้าง ๘๔,๐๐๐ ช้าง ช้างที่เราขี่เชือกเดียวเท่านั้น คือ พญาช้างตระกูลอุโบสถ ม้า ๘๔,๐๐๐ ม้า ม้าที่เราขี่ตัวเดียวเท่านั้น คือ พญาม้าวลาหกราชรถ ๘๔,๐๐๐ คัน ราชรถที่เราใช้คันเดียวเท่านั้น คือ เวชยันต์ราชรถ สตรี๘๔,๐๐๐ นาง นางกษัตริย์หรือนางแพศย์คนเดียวเท่านั้นที่ปรนนิบัติเรา ผ้า๘๔,๐๐๐ โกฏิ ผ้าที่เรานุ่งมีเพียงคู่เดียวเท่านั้น จะเป็นผ้าโขมพัสตร์เนื้อดี ผ้าฝ้ายเนื้อดี ผ้าไหมเนื้อดี หรือผ้ากัมพลเนื้อดีก็ตาม สำรับอาหาร ๘๔,๐๐๐ สำรับสำรับอาหารที่เราบริโภคเพียงสำรับเดียวเท่านั้น คือ ข้าวสุกทะนานหนึ่งเป็นอย่างมากพร้อมด้วยกับข้าวพอสมควรแก่ข้าวสุกนั้น

ข้อ ๒๗๒

ดูเถิด อานนท์ สังขารเหล่านั้นทั้งปวงล่วงลับดับไป ผันแปรไปแล้ว สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้แล สังขารทั้งหลายไม่ยั่งยืนอย่างนี้แล สังขารทั้งหลายไม่น่ายินดีอย่างนี้แล อานนท์ ข้อนี้จึงควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรจะหลุดพ้นไปจากสังขารทั้งปวงโดยแท้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๐๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๔. มหาสุทัสสนสูตร] พระผู้มีพระภาคทรงสรุปพระธรรมเทศนา อานนท์ เรารู้ว่า การที่เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม ครองราชย์โดยธรรมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขต ได้รับชัยชนะ มีราชอาณาจักรมั่นคงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ ได้ทอดทิ้งสรีระไว้ ณ สถานที่นี้ถึง ๖ ครั้งแล้วการทอดทิ้งสรีระครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๗ อานนท์ เราไม่เห็นสถานที่อื่นใด ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ที่ตถาคตจะทอดทิ้งสรีระเป็นครั้งที่ ๘ เลย” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัส พระคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า “สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความสงบแห่งสังขารเหล่านั้นเป็นความสุข” มหาสุทัสสนสูตรที่ ๔ จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๒๐๔}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถามหาสุทัสสนสูตร

มหาสุทัสสนสูตรขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.

การพรรณนาตามลำดับบทในมหาสุทัสสนสูตรนั้น มีดังนี้

ในคำว่า เอาแก้วทุกอย่างมาสร้างปนกัน นั้น อิฐก้อนหนึ่งทำด้วยทอง ก้อนหนึ่งทำด้วยเงิน ก้อนหนึ่งทำด้วยแก้วไพฑูรย์ ก้อนหนึ่งทำด้วยแก้วผลึก ก้อนหนึ่งทำด้วยโกเมน ก้อนหนึ่งทำด้วยบุษราคัม ก้อนหนึ่งทำด้วยรัตนะทุกอย่าง. กำแพงนี้อยู่ภายในกำแพงทั้งหมด สูงประมาณ ๖๐ ศอก. แต่พระเถระพวกหนึ่งกล่าวว่า นครนี้ เมื่อคนยืนอยู่ภายนอกแลดู ก็จะมีสัณฐานกลม เพราะฉะนั้น กำแพงในที่สุด จึงสูง ๖๐ ศอก กำแพงที่เหลือจึงต่ำโดยลำดับ. พวกหนึ่งกล่าวว่า นครนี้ เมื่อคนยืนอยู่ภายในและภายนอกและดูก็จะมีสัณฐานกลม เพราะฉะนั้น กำแพงในท่ามกลางจึงสูง ๖๐ ศอก กำแพงภายใน ๓ แห่ง และภายนอก ๓ แห่ง จึงต่ำโดยลำดับ.

บทว่า เอกสิกา คือ เสาระเนียด.

บทว่า ติโปริสงฺคา ความว่า แขนบุรุษคนหนึ่งพันแขนกัน ๓ คน รวมกันเป็น ๑๕ แขน.

ก็เสาระเนียดเหล่านั้นตั้งอยู่อย่างไร. โดยข้างนอกพระนคร ใกล้ปีกพระทวารใหญ่แต่ละแห่งมีเสาระเนียดแห่งละ ๑ ต้น ใกล้ปีกพระทวารเล็กแต่ละแห่งมีเสาระเนียดแห่งละ ๑ ต้น ระหว่างพระทวารใหญ่และพระทวารเล็กแห่งละ ๓ ต้น.

บรรดาต้นตาลที่ทำด้วยรัตนะทั้งหมดในแถวตาลทั้งหลาย ตาลต้นหนึ่งทำด้วยทอง เพราะฉะนั้น พึงทราบลักษณะที่กล่าวแล้วในกำแพงนั่นเทียว. แม้ในใบและผลทั้งหลาย ก็มีนัยเช่นเดียวกัน. ก็แถวตาลเหล่านั้น สูง ๘๐ ศอกตั้งอยู่ในระหว่างกำแพงแห่งละ ๑ แถว ในพื้นที่ราบเรียบซึ่งเกลี่ยด้วยทราย.

บทว่า วคฺคู แปลว่า ฉลาดดี. บทว่า รชนีโย แปลว่า สามารถเพื่อกำหนัด.

บทว่า กมนีโย แปลว่า เมื่อฟังแม้ตลอดวัน ก็ไม่เบื่อ. บทว่า มทนีโย แปลว่า ทำให้เกิดเมาใจ เมาคน.

บทว่า ปญฺจงฺคิกสฺส ความว่า ประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ คือ อาตฏะ วิตฏะ อาตฏวิตฏะ สุสิระ ฆนะ. ในองค์ ๕ ประการนั้น ดุริยางค์ ที่หุ้มหนังหน้าเดียว ในบรรดากลองเป็นต้นซึ่งหุ้มด้วยหนัง ชื่อว่าอาตฏะ ดุริยางค์ที่หุ้มทั้ง ๒ หน้า ชื่อว่าวิตฏะ ดุริยางค์ที่หุ้มทั้งหมด ชื่อว่าอาตฏวิตฏะ. ปี่แลสังข์เป็นต้น ชื่อว่าสุสิระ. สัมมตาลเป็นต้น ชื่อว่าฆนะ.

บทว่า สุวินีตสฺส ความว่า ขึงดีแล้ว ด้วยทำให้หย่อนเป็นต้น.

บทว่า สุปฏิตาพิตสฺส ความว่า ตีเทียบดีแล้ว เพื่อให้รู้ว่าพอดี.

บทว่า กุสเลหิ สมนฺนาหตสฺส ความว่า บรรเลงโดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งสามารถที่จะบรรเลง.

บทว่า ธุตฺตา แปลว่า นักเลงการพนัน. บทว่า โสณฺฑา ความว่า นักเลงสุรา. นักเลงสุราเหล่านั้นเที่ยว ชื่อว่านักดื่ม ด้วยความสามารถดื่มได้บ่อยๆ. บทว่า ปริจาเรสุํ แปลว่า ถือจังหวะมือจังหวะเท้าฟ้อนเล่น.

จกฺกรตนวณฺณนา

บทว่า สีสนฺหาตสฺส แปลว่า ทรงอาบด้วยน้ำกลิ่นหอมทั่วพระเศียร.

บทว่า อุโปสถิกสฺส ความว่า ทรงสมาทานองค์อุโบสถ.

บทว่า อุปริปาสาทวรคตสฺส ความว่า เสด็จขึ้นปราสาทอันประเสริฐ ทรงเสวยพระกระยาหารแล้ว เสด็จเข้าไปยังห้องศิริ เบื้องบน คือบนพื้นใหญ่แห่งพระปราสาทอันประเสริฐ แล้วทรงระลึกถึงศีล.

ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระราชาทรงแก้ปัญหาตั้งแสน ตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ทรงถวายมหาทาน ทรงชำระพระเศียรด้วยน้ำหอม ๑๖ หม้อ เสวยพระกระยาหารเช้า ทรงสพักสไบอันบริสุทธิ์ ประทับนั่งสมาธิในห้องบรรทมบนพระปราสาทอันประเสริฐ ทรงระลึกถึงเหตุแห่งบุญซึ่งสำเร็จด้วยทาน ทมะ และสัญญมะของพระองค์. นี้เป็นธรรมดาของพระเจ้าจักรพรรดิทั้งปวง.

เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิเหล่านั้นทรงระลึกถึงศีลอย่างนั้น จักรรัตนะอันเป็นทิพย์ เช่นกับก้อนแก้วมณีสีเขียวอันมีสมุฏฐานจากบุญกรรม ปัจจัยและฤดูดังกล่าวแล้ว ย่อมปรากฏเหมือนพื้นน้ำสมุทรด้านปราจีน ถูกคลื่นพัด เหมือนอากาศอันประดับประดาแล้วฉะนั้น. จักรรัตนะนั้นได้ปรากฏแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิราชฉันนั้นเหมือนกัน.

จักรรัตนะนี้นั้น ท่านกล่าวว่าเป็นทิพย์ เพราะประกอบด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์. จักรรัตนะมีกำตั้งพันจึงชื่อว่า สหสฺสารํ. มีกงและมีดุมจึงชื่อว่า สเนมิกํ สนาภิกํ. บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงจึงชื่อว่า สพฺพาการปริปูรํ.

จักรในมหาสุทัสสนสูตรนั้นด้วย เป็นรัตนะด้วย เพราะอรรถว่าให้เกิดความยินดี เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าจักรรัตนะ. ก็จักรรัตนะ ท่านกล่าวว่า สนาภิกํ ด้วยดุมใด ดุมนั้นทำด้วยแก้วมณีสีเขียว. ก็ท่ามกลางแห่งดุม ซึ่งทำด้วยเงินแท้ รุ่งโรจน์เหมือนเบียดเสียดด้วยระเบียบฟันที่ขาวสนิท. ล้อมด้วยแผ่นเงินทั้งภายนอกและภายในทั้งสอง เหมือนมณฑลแห่งจันทร์ที่มีจุดในท่ามกลางฉะนั้น. ก็ลวดลายที่แกะสลักในที่อันสมควรในแผ่นล้อมดุม และซี่นั้นปรากฏว่าจัดแบ่งไว้เป็นอย่างดี. ความบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงแห่งดุมแห่งจักรรัตนะเพียงเท่านี้ก่อน.

จักรรัตนะนั้น ท่านกล่าวว่า สหสฺสารํ ด้วยกำเหล่าใด กำเหล่านั้นทำด้วยรัตนะเจ็ดประการ ถึงพร้อมด้วยแสงสว่าง เหมือนรัศมีแห่งพระอาทิตย์ฉะนั้น. อาการมีลวดลายสลักด้วยก้อนแก้วแห่งกำแม้เหล่านี้ ปรากฏเป็นจักร แบ่งเป็นอย่างดีทีเดียว. นี้เป็นความสมบูรณ์โดยอาการทั้งปวงแห่งกำแห่งจักรรัตนะนั้น.

อนึ่ง จักรรัตนะนั้น ท่านกล่าวว่า สเนมิกํ ด้วยกงใด กงนั้นทำด้วยแก้วประพาฬอันแดงจัดบริสุทธิ์สนิท เหมือนกับจะเยาะเย้ยศิริแห่งกลุ่มรัสมีพระอาทิตย์อ่อนๆ ฉะนั้น. ก็ในที่ต่อแห่งกงนั้น ลวดลายที่สลักกลม มีศิริเป็นก้อนขาวแดงบริสุทธิ์ดี ดาดาษด้วยชมพูนุทสีแดง ปรากฏเป็นอันจัดแบ่งไว้เป็นอย่างดี. นี้คือความบริบูรณ์โดยอาการทั้งปวงแห่งกงจักรรัตนะนั้น. ก็ในระหว่างกำ ทั้งสิบ แห่งจักรรัตนะนั้น ในเบื้องหลังแห่งบริเวณกง มีก้อนแก้วประพาฬจับลม แกะสลักเป็นศีรษะภายใน เหมือนกลุ่มควันฉะนั้น.

จักรรัตนะใดที่ต้องลมแล้ว มีเสียงไพเราะ ยวนใจ ชวนให้ฟัง ให้เคลิบเคลิ้ม เหมือนเสียงดนตรีที่ประกอบด้วยองค์ห้า ที่บรรเลงโดยผู้ชำนาญดีแล้วฉะนั้น. ก็จักรรัตนะนั้น ในเบื้องบนแห่งคัน แก้วประพาฬมีฉัตรขาว ในข้างทั้งสองมีแถวลวดลายดอกทองคำรวมกันเป็นสองแถว ภายในดุมและซี่แม้ทั้งสอง ล้อมกงซึ่งงามพร้อมด้วยคันแก้วประพาฬร้อยคัน ทรงฉัตรขาวตั้งร้อย มีแถวลวดลายดอกทองคำที่รวมประชุมสองร้อยอย่างนี้เป็นบริวาร มีมุขสีหะสองมุขมีพวงแก้วมุกดาประมาณเท่าลำตาล ๒ พวง อันสวยงามเหมือนประกายแสงพระจันทร์เพ็ญ ดาดาษด้วยผ้ากัมพลสีแดงเสมอเหมือนดวงพระอาทิตย์อ่อนๆ รอนๆ จะเย้อความงามที่แผ่กระจายในอากาศ และแม่น้ำคงคาฉะนั้นห้อยระย้าอยู่ มีวงจักร ๓ วง พร้อมกับจักรรัตนะปรากฏเหมือนหมุนในอากาศ พร้อมกันฉะนั้น นี้ความบริสุทธิ์ทุกอย่างโดยประการทั้งปวงแห่งจักรรัตนะนั้น.

ก็จักรรัตนะนี้นั้น สมบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงดังนี้ เหมือนกับมวลมนุษย์บริโภคอาหารเย็นตามปกติ นั่งบนอาสนะที่ปูลาด ที่ประตูบ้านของตนๆ สนทนากัน เด็กๆ กำลังเล่นในทางสี่แพร่งเป็นต้น ให้อากาศไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก ประมาณปลายไม้ให้สว่างไสวอยู่ เหมือนให้ได้ยินเสียงสัตว์ทั้งหลาย ด้วยเสียงไพเราะซึ่งฟังได้ตั้งแต่ปลายกิ่งไม้ ถึงสิบสองโยชน์ ทำให้นัยน์ตามองเห็นด้วยสีอันรุ่งเรืองด้วยแสงต่างๆ ถึงโยชน์ เหมือนกับโฆษณา บุญญานุภาพแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ กลับมายังราชธานี.

ลำดับนั้น ด้วยการฟังเสียงจักรรัตนะนั่นเอง มวลมนุษย์ที่แลดูทิศตะวันออก มีจิตจดจ่อว่า นี้เป็นเสียงของใครจากที่ไหนหนอ ต่างก็กล่าวกะกันว่าท่านผู้เจริญ ดูอัศจรรย์จริง แต่กาลก่อนพระจันทร์เพ็ญขึ้นเพียงดวงเดียว แต่วันนี้ ไฉนจึงขึ้นเป็น ๒ ดวง ก็นั่นเป็นพระจันทร์เพ็ญคู่เหมือนราชหงษ์คู่ประดับท้องฟ้า เหมือนอย่างแต่กาลก่อน. คนอื่นก็กล่าวกะคนนั่นว่า พูดอะไรเพื่อน ท่านเคยเห็นพระจันทร์ ๒ ดวงขึ้นพร้อมกันแต่ที่ไหน นั่นเป็นพระอาทิตย์ทรงกลดมิใช่หรือ. คนอื่นยิ้มแล้วกล่าวกะคนนั้นว่า ท่านเป็นบ้าหรือ พระอาทิตย์พึงตกเดี๋ยวนี้มิใช่หรือ พระอาทิตย์นั้นจักขึ้นตามพระจันทร์เพ็ญนี้อย่างไร ก็นั่นจักเป็นวิมานของผู้มีบุญคนหนึ่ง ซึ่งรุ่งโรจน์ด้วยแสงรัตนะ แน่แท้.

มนุษย์แม้ทั้งหมดเหล่านั้น ต่างไม่เชื่อกัน ก็กล่าวกะคนเหล่าอื่นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ พูดมากไปทำไม นี้ไม่ใช่พระจันทร์เพ็ญ ไม่ใช่พระอาทิตย์ ไม่ใช่วิมานของเทพ และไม่ใช่ศิริสมบัติของเหล่าเทพปานนี้ แต่พึงเป็นจักรรัตนะอย่างหนึ่งแน่นอน.

เมื่อชนนั้นสนทนากันอย่างนี้แล้ว จักรรัตนะนั้นก็ละเสียซึ่งมณฑลแห่งพระจันทร์มุ่งตรงต่อราชธานี.

แต่นั้น ถ้าพูดว่า จักรรัตนะนี้เกิดแก่ใครหนอ ก็จะมีคนพูดว่า จักรรัตนะนั่นไม่เกิดแก่ใครอื่น แต่เกิดแก่พระเจ้ามหาจักรพรรดิผู้มีพระบารมีบริบูรณ์ของพวกเรามิใช่หรือ.

ลำดับนั้น มหาชนนั้นและชนผู้อื่นๆ ทั้งหมดก็ติดตามจักรรัตนะนั่นเทียว. จักรรัตนะแม้นั้น เหมือนประสงค์จะให้รู้ถึงภาวะเป็นไปแห่งตนเพื่อประโยชน์แก่พระเจ้าจักรพรรดิ วนเลียบพระนครสูงประมาณกำแพงถึง ๗ ครั้ง ทำประทักษิณพระนครของพระเจ้าจักรพรรดิแล้ว ประดิษฐานอยู่ในที่เช่นสีหบัญชรด้านเหนือ ภายในแห่งราชธานี ปรากฏเหมือนให้มหาชนสะดวกแก่การบูชา ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นฉะนั้น.

ก็เมื่อจักรรัตนะนั้นตั้งอยู่อย่างนี้แล้ว ก็จะมีพระราชาพระองค์ผู้ประสงค์จะทอดพระเนตรดูจักรรัตนะ ซึ่งมีกลุ่มแสงทำให้ภายในปราสาทสว่างไสวด้วยแสงรัตนะหลากสี ซึ่งพุ่งออกมาทางช่องบานหน้าต่าง. แม้ปริชนผู้มากับพระราชานั้น ก็ปรารภถึงคำน่ารักแห่งจักรรัตนะนั้น จึงประกาศเนื้อความนั้น.

ลำดับนั้น พระราชาทรงมีพระสรีระ ผุดผ่องด้วยพระปีติ และปราโมทย์เป็นกำลัง ทรงเลิกสมาธิ เสด็จลุกขึ้นจากพระราชอาสน์ เสด็จไปใกล้สีหบัญชร ทรงเห็นจักรรัตนะนั้น ทรงพระดำริว่า ก็จักรรัตนะนั้น เราได้ฟังแล้ว ดังนี้เป็นต้น.

จักรรัตนะนั้นทั้งหมดได้เป็นอย่างนั้น แก่พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิราช. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า รญฺโญ มหาสุทสฺสนสฺส ฯเปฯ อสฺสํ นุโข อหํ ราชา จกฺกวตฺติ. ในบทนั้นมีอรรถว่า พระราชาพระองค์นั้น เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ.

ถามว่า เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใด.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นจักรรัตนะพุ่งขึ้นไปสู่อากาศ แม้เพียงหนึ่งองคุลีสององคุลี ทรงแสดงกิจจะพึงกระทำเพื่อยังจักรรัตนะนั้นเป็นไป ณ บัดนี้ จึงตรัสว่า อถโข อานนฺท เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า อุฎฺฐายาสนา ความว่า เสด็จลุกจากพระราชอาสนะที่ประทับแล้ว เสด็จมาใกล้จักรรัตนะ. บทว่า สุวณฺณภิงฺคารํ คเหตฺวา ความว่า ทรงยกพระสุวรรณภิงคารมีทะนานเช่นงวงช้าง.

บทว่า อนฺวเทว ราชา มหาสุทสฺสโน สทฺธึ จตุรงฺคินิยา เสนาย ความว่า ก็พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิราชนั้น ทรงพระนามว่าจักรพรรดิ ชั่วกาลใกล้เคียงกับจักรรัตนะพุ่งขึ้นเวหาใกล้เคียงกับพระเจ้าจักรพรรดิทั้งหลาย ทรงรินน้ำแล้วตรัสว่า ขอจักรรัตนะจงอภิชิตจักรภพ.

ก็ครั้นจักรรัตนะเป็นไปแล้ว พระเจ้าจักรพรรดิเสด็จติดตามจักรรัตนะนั้น เสด็จไปยังยานอันประเสริฐแล้ว พุ่งขึ้นสู่เวหาส.

ลำดับนั้น ปริชนและอันโตชนของพระราชานั้น ถือฉัตรและจามรเป็นต้น ต่อจากนั้น หมู่อุปราชและเสนาบดีพร้อมกับพลกำลัง ประดับประดาด้วยเสื้อผ้าเกราะเป็นต้น รุ่งเรืองด้วยแสงอาภรณ์ต่างๆ ตกแต่งด้วยธงปฏากอันสวยงาม พุ่งขึ้นสู่เวหาสแวดล้อมพระราชา.

ก็บรรดาเภรีราชยุตก็ให้ตีเที่ยวไปในถนนพระนคร เพื่อสงเคราะห์ชนว่า

ดูก่อนพ่อทั้งหลาย จักรรัตนะได้บังเกิดแก่พระราชาของพวกเราแล้ว ท่านทั้งหลายจงตกแต่งประดับประดา ตามสมควรแก่ทรัพย์ของตนๆ แล้วมาประชุม.

และแม้มหาชนละกิจทั้งปวงตามปกติด้วยเสียงจักรรัตนะนั่นเทียว ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นประชุมกันแล้ว. มหาชนแม้นั้นทั้งหมดเหาะขึ้นเวหาสแวดล้อมพระราชานั่นเทียว. ก็มหาชนใดๆ ประสงค์จะไปกับพระราชา มหาชนนั้นๆ ก็ไปสู่อากาศเทียว. บริษัทยาวกว้างประมาณสิบสองโยชน์อย่างนี้. ในบริษัทนั้น แม้คนหนึ่งจะมีสรีระขาดแตก หรือผ้าเปื้อนก็ไม่มี.

จริงอยู่ พระเจ้าจักรพรรดิทรงมีราชบริวารอันสะอาด. ขึ้นชื่อว่าบริษัทของพระเจ้าจักรพรรดิเหาะได้เหมือนวิทยาธร เป็นเช่นกับแก้วมณีที่เกลื่อนกลนในท้องฟ้าสีเขียว.

บริษัทแม้ของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิราช ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนฺวเทว ราชา มหาสุทสฺสโน สทฺธึ จตุรงฺคินิยา เสนาย.

ก็จักรรัตนะนั้น ย่อมพุ่งไปบนท้องฟ้าเหนือยอดไม้โดยไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก เหมือนคนต้องการดอกผล และเถาวัลย์ของต้นไม้ ก็อาจจับดอกผลเหล่านั้นได้ง่าย และเหมือนคนยืนอยู่บนแผ่นดิน ก็อาจจะสังเกตว่า นั่นพระราชา นั่นอุปราช นั่นเสนาบดี.

ก็ในบรรดาอิริยาบถมียืนเป็นต้น ผู้ใดต้องการอิริยาบถใด ผู้นั้นก็ดำเนินไปด้วยอิริยาบถนั้นได้. ก็ในที่นี้ผู้ขวนขวายศิลปะมีจิตรกรรมเป็นต้น เมื่อทำกิจของตนๆ ไป กิจทั้งปวงของชนเหล่านั้น ก็ย่อมสำเร็จในอากาศนั้นเทียวเหมือนในแผ่นดิน. จักรรัตนะนั้นพาบริษัทพระเจ้าจักรพรรดิไปด้วยอาการอย่างนี้ และละเขาพระสุเมรุทางเบื้องซ้ายไปสู่ปุพพวิเทหประเทศ ประมาณแปดพันโยชน์ในส่วนเบื้องบนแห่งมหาสมุทร. ในที่นั้น ภูมิภาคใดส่วนกว้างล้อมรอบได้ ๑๒ โยชน์ ควรแก่การอยู่อาศัยของบริษัท ๑๖ โยชน์ มีอาหารเครื่องอุปกรณ์หาได้ง่าย สมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ มีภาคพื้นสะอาดสม่ำเสมอ น่ารื่นรมย์ จักรรัตนะนั้นตั้งอยู่เหมือนไม่หวั่นไหว ในส่วนเบื้องบนแห่งภูมิภาคนั้นๆ.

ลำดับนั้น ด้วยสัญญาณนั้น มหาชนนั้นก็ลงทำกิจทั้งปวงมีการอาบและการกินเป็นต้นตามใจชอบ สำเร็จการอยู่.

จักรรัตนะทั้งปวงได้เป็นเช่นนั้น แม้ของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิก็เป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดูก่อนอานนท์ ก็จักรรัตน์ประดิษฐ์อยู่ในประเทศใด พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิก็เสด็จเข้าไปประทับอยู่ในประเทศนั้น พร้อมด้วยจตุรงคเสนา.

ครั้นพระเจ้าจักรพรรดิประทับอยู่อย่างนี้แล้ว พระราชาทั้งหลายในประเทศนั้น แม้ได้ฟังแล้วว่า จักรมาแล้ว ก็ย่อมไม่ประชุมกำลังพลเตรียมรบ. เพราะในระหว่างอุบัติขึ้นแห่งจักรรัตนะ ธรรมดาสัตว์ที่จะพยายามยกอาวุธต่อพระราชานั้น ด้วยสำคัญว่าเป็นศัตรูไม่มีเลย. นี้เป็นอานุภาพแห่งจักรรัตนะ.

ก็ข้าศึกศัตรูที่เหลือของพระราชานั้น ย่อมเข้าถึงการฝึกด้วยอานุภาพแห่งจักร. ธรรมดาการฝึกศัตรูเป็นหน้าที่ของพระราชาผู้เป็นใหญ่แห่งคน ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวถึงจักรของพระราชานั้น. เพราะฉะนั้น พระราชาเหล่านั้นแม้ทั้งหมดทรงถือบรรณาการอันสมควรแก่ราชศิริสมบัติของตนๆ เสด็จเข้าเฝ้า พระราชานั้นทรงน้อมพระเศียร ทำการบูชาพระบาทแห่งพระราชานั้น ด้วยอภิเษกแห่งรัศมีแก้วมณีพระโมลีของตน ถึงซึ่งการต้อนรับพระราชานั้นด้วยพระวจนะว่า ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงเสด็จมาดังนี้เป็นต้น.

พระราชาทั้งหลายก็ได้กระทำอย่างนั้นแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิราชเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เย โข ปนานนฺท ปุรตฺถิมาย ทิสาย ฯเปฯ อนุสาส มหาราช ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฺวาคตํ แปลว่า เสด็จมาดีแล้ว.

ท่านกล่าวว่า ก็ครั้นพระราชาองค์หนึ่งเสด็จมา ราชศัตรูก็เศร้าโศก ครั้นเสด็จไป ก็ทรงเพลิดเพลิน ครั้นพระราชาบางองค์เสด็จมา ราชศัตรูก็ทรงเพลิดเพลิน ครั้นเสด็จไปก็ทรงเศร้าโศก พระองค์ก็เป็นเช่นนั้นทรงเสด็จมาเพลิดเพลิน เสด็จไปเศร้าโศก เพราะฉะนั้น การเสด็จมาของพระองค์ จึงเป็นการเสด็จมาดี.

ก็ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พระเจ้าจักรพรรดิจะไม่ตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงนำพลีอันสมควร มีประมาณเท่านี้ให้แก่เราบ้าง จะไม่ตัดเอาโภคะของพระราชาองค์อื่นไป พระราชทานแก่พระราชาอีกองค์บ้างแต่จะทรงหยิบยกคำว่า ปาณาติปาตา เป็นต้น ขึ้นกล่าวด้วยปัญญาอันสมควรแก่ความที่พระองค์เป็นธรรมราชา ทรงแสดงพระธรรมด้วยพระวจนะอันเป็นที่รัก อันละเอียดอ่อน โดยนัยเป็นอาทิว่าดูกรพ่อทั้งหลาย ท่านจงดู ขึ้นชื่อว่าการฆ่าสัตว์นั่น อันเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อนรก ย่อมพระราชทานพระโอวาทเป็นอาทิว่า ไม่พึงฆ่าสัตว์ดังนี้.

แม้พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิก็ทรงกระทำอย่างนี้เหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิตรัสอย่างนี้ว่า ท่านไม่พึงฆ่าสัตว์ ฯลฯ และท่านพึงบริโภคตามสมควร.

ถามว่า ก็พระราชาแม้ทั้งหมด ทรงถือเอาพระโอวาทนี้ของพระราชาหรือไม่.

ตอบว่า พระราชาแม้ทั้งหมด ยังไม่ถือเอาพระโอวาทแม้ของพระพุทธเจ้า จักถือเอาพระโอวาทของพระราชาได้อย่างไร. เพราะฉะนั้น พระราชาเหล่าใดทรงเป็นบัณฑิต เฉลียวฉลาด มีปัญญา พระราชาเหล่านั้นก็จะทรงถือเอา. แต่พระราชาทั้งหมดทรงตามเสด็จ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เยโข ปนานนฺท ดังนี้เป็นต้น.

ลำดับนั้น จักรรัตนะนั้น ครั้นพระราชาให้พระโอวาทแก่ชาวบุพพวิเทหะอย่างนี้แล้ว ก็พุ่งขึ้นสู่เวหาสพร้อมกับกำลังของจักรพรรดิที่ได้รับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ย่างเข้าสู่สมุทรด้านปุรัตถิมทิศผ่านคลื่นอันกว้างขวาง เหมือนนาคราชได้กลิ่นงูแล้วแผ่พังพานฉะนั้น บินเหนือน้ำมหาสมุทรประมาณหนึ่งโยชน์ตั้งอยู่ภายในมหาสมุทรประดุจระเบียบแก้วไพฑูรย์ฉะนั้น. และในขณะนั้น รัตนนานาชนิดเกลื่อนกลนในพื้นมหาสมุทร ดุจประสงค์จะเห็นบุญศิริของพระราชาพระองค์นั้น มาจากที่นั้นๆ เต็มประเทศนั้นๆ.

ลำดับนั้น บริษัทแห่งพระราชานั้นเห็นพื้นมหาสมุทรเต็มด้วยรัตนนานาชนิดนั้น ก็ถือเอาด้วยกอบเป็นต้นตามใจชอบ. ก็เมื่อบริษัทได้ถือเอารัตนะตามใจชอบ จักรรัตนะนั้นก็กลับ. ก็ครั้นจักรรัตนะนั้นกลับ บริษัทไม่ได้ไป พระราชาอยู่ในท่ามกลาง จักรรัตนะอยู่ในที่สุด. จักรรัตนะนั้นกระทบรอบๆ กงโดยการแยกนั้น เหมือนกระทบพื้นน้ำทะเล และเหมือนข่มด้วยจักรรัตนศิริเข้าไปชั่วนิรันดร. พระเจ้าจักรพรรดิทรงชำนะปุพพวิเทหประเทศ ซึ่งมีมหาสมุทรด้านทิศตะวันออกเป็นขอบเขตอย่างนี้แล้ว ทรงประสงค์จะชำนะชมพูทวีป ซึ่งมีสมุทรด้านทิศใต้เป็นขอบเขต เสด็จไปมุ่งตรงต่อสมุทรด้านทิศใต้ ตามทางที่จักรรัตนะแสดงนำไป.

แม้พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิก็เสด็จไปเช่นนั้นเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดูก่อนอานนท์ ลำดับนั้นแล จักรรัตนะนั้นข้ามไปยังสมุทรทิศตะวันออกแล้ว กลับไปยังทิศใต้ดังนี้.

ก็เมื่อจักรรัตนะนั้นเป็นไปอย่างนี้ คำว่า วิธีกลับ การพักอยู่แห่งเสนา การเสด็จมาแห่งพระอริราช การพระราชทานอนุสาสนีแก่เหล่าพระอริราชนั้นๆ การข้ามไปยังสมุทรด้านทิศใต้การขึ้นไปเหนือน้ำสมุทร การถือเอารัตนนานาชนิดทั้งหมด พึงทราบโดยนัยก่อนนั้นเทียว. ก็ทรงชำนะชมพูทวีปประมาณหนึ่งโยชน์นั้นแล้ว กลับจากสมุทรทางทิศใต้ เสด็จไปโดยนัยกล่าวแล้วในบทก่อนเพื่อชำนะอมรโคยานมีเจ็ดพันโยชน์ เป็นประมาณ ทรงชนะอมรโคยานแม้นั้น ซึ่งมีสมุทรเป็นขอบเขตอย่างนั้น เสด็จข้ามไปจากสมุทรทางทิศตะวันตกเสด็จไปอย่างนั้นเพื่อชำนะอุตรกุรุ ซึ่งมีแปดพันโยชน์เป็นประมาณ ทรงชนะอุตรกุรุแม้นั้น ซึ่งมีสมุทรเป็นขอบเขตเช่นกัน แล้วเสด็จกลับจากสมุทรทางทิศเหนือ.

พระเจ้าจักรพรรดิทรงบรรลุความเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งปฐพี ซึ่งมีมหาสมุทรทั้งสี่เป็นขอบเขตด้วยประการฉะนี้.

พระราชาพระองค์นั้น ทรงชนะวิเศษด้วยอันชำนะแล้วอย่างนี้ มีบริษัทเพื่อแสดงถึงศิริราชสมบัติของพระองค์ ทรงแหงนดูท้องฟ้าเบื้องบน ทรงแลดูมหาทวีปสี่ ซึ่งมีเกาะเล็กประมาณ ๕๐๐ๆ เป็นบริวาร เหมือนสระเกิดขึ้นเองทั้งสี่ ที่วิจิตรด้วยป่าปทุม อุบล กุมุท และบุณฑริก ที่บานแย้มดีแล้วฉะนั้น เสด็จกลับไปสู่ราชธานีของพระองค์ตามลำดับ ตามทางที่จักรรัตนะแสดงแล้วนั่นเทียว.

ลำดับนั้น จักรรัตนะนั้นก็ตั้งอยู่เหมือนยังภายในประตูแห่งบุรีให้งดงามฉะนั้น. ก็ครั้นจักรรัตนะนั้นประดิษฐ์อยู่อย่างนี้แล้ว กิจอันจะพึงกระทำบางอย่างด้วยคบเพลิง หรือด้วยประทีปภายในราชบุรี ก็ไม่มี. แสงสว่างแห่งจักรรัตนะนั่นเทียว ย่อมกำจัดความมืดแห่งราตรี. แต่บุคคลเหล่าใด ต้องการความมืด ความมืดนั่นเทียวก็ย่อมมีแก่บุคคลเหล่านั้น.

จักรรัตนะนั้นทั้งหมดได้มีแล้วอย่างนี้ แม้แก่พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทกฺขิณสมุทฺทํ อชฺโฌคาเหตฺวา ฯเปฯ เอวรูปํ จกฺกรตนํ ปาตุรโหสิ.

หตฺถิรตนวณฺณนา

อำมาตย์ทั้งหลายของพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีจักรรัตนะปรากฏอย่างนี้ ก็ให้กระทำสถานที่อยู่ของช้างมงคลปกติให้เป็นภูมิภาคสม่ำเสมอบริสุทธิ์สะอาด ประพรมด้วยกลิ่นสุรภี มีจันทน์แดงเป็นต้น ตบแต่งให้สวยงามเหมือนวิมานเทพ ภายใต้เกลื่อนกล่นด้วยดอกสุรภีดอกกุสุมอันมีสีวิจิตร เบื้องบนมีเพดานประดับประดาด้วยลายกุสุมอันพึงพอใจรวบรวมภายในดวงดาวทอง แล้วทูลว่า ข้าแต่สมติเทพ ขอพระองค์จงพระดำริการมาแห่งหัตถีรัตนะมีรูปปานนี้.

พระราชานั้นก็ทรงถวายมหาทาน โดยนัยที่กล่าวแล้วในกาลก่อน และทรงสมาทานศีลแล้วประทับนั่งระลึกถึงบุญสมบัตินั้น.

ลำดับนั้น ช้างประเสริฐอันอานุภาพแห่งบุญของพระราชานั้น เตือนแล้ว เหมือนจะครอบงำสักการะพิเศษนั้นจากตระกูลฉัททันต หรือจากตระกูลอุโบสถ มีสรีระขาวปลอดตกแต่งการเดิน คอและปากมีสีแดงดุจมณฑลแห่งพระอาทิตย์อ่อนๆ มีที่ประดิษฐ์เจ็ดประการ มีรูปร่างอวัยวะน้อยใหญ่ตั้งไว้อย่างดี มีนม เล็บ และปลายวงแดงแย้ม สามารถเหาะได้เหมือนโยคีผู้มีฤทธิ์ ใหญ่ขาวเหมือนบริเวณที่ย้อมด้วยจุณแห่งมโนสิลา มายืนอยู่ในประเทศนั้น. ช้างนั้นมาจากตระกูลช้างฉัททันต์ย่อมเล็กกว่าช้างทั้งหมด. ช้างที่มาจากตระกูลช้างอุโบสถย่อมใหญ่กว่าช้างทั้งปวง. แต่ในบาลี ย่อมมาว่า นาคราชชื่ออุโบสถ ดังนี้. ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาทั้งหลายว่า ขึ้นชื่อว่าช้างนาคราช ไม่คู่ควรแก่ใครๆ เป็นช้างเล็กกว่าช้างทั้งหมด ย่อมมาดังนี้. ช้างนี้นั้นย่อมมาแก่พระเจ้าจักรพรรดิผู้มีวัตรแห่งจักรพรรดิ ทรงดำริโดยนัยกล่าวแล้วนั่นเทียว.

ก็ช้างนาคราชมาสู่โรงช้างมงคลปกติเองไม่กำจัดช้างมงคล ยืนอยู่ในที่นั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปุน จปรํ อานนฺท ฯเปฯ นาคราช ดังนี้.

ก็บุคคลทั้งหลายมีคนเลี้ยงช้างเป็นต้น เห็นหัตถีรัตนะที่ปรากฏอย่างนั้นแล้ว รื่นเริงดีใจรีบไปทูลแด่พระราชา. พระราชารีบเสด็จมาดูหัตถีรัตนะนั้น ทรงมีพระราชหฤทัยผ่องใส ทรงคิดว่า หัตถียานประเสริฐหนอ ถ้าสมควรนำเข้าฝึกดังนี้. ทรงเหยียดพระหัตถ์ ลำดับนั้น ช้างนั้นเหมือนกับช้างแม่นม สยายหูแสดงเสียงร้องเข้าไปเฝ้าพระราชา. พระราชาทรงใคร่จะเสด็จขึ้นประทับช้างนั้น.

ลำดับนั้น ปริชนของพระราชานั้นรู้พระประสงค์ ทำธงทอง เครื่องประดับทองคลุมด้วยข่ายทองนำเข้าหาหัตถีรัตนะนั้น. พระราชาไม่ให้ประทับนั่งช้างนั้น เสด็จขึ้นบันไดที่ทำด้วยรัตนะเจ็ดประการ มีพระราชหฤทัยน้อมไปในอากาศ. พร้อมด้วยจิตตุปบาทของพระราชานั้น หัตถินาคราชนั้น ก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าที่รุ่งเรืองด้วยแสงแก้วอินทนิลและแก้วมณี เหมือนราชหงษ์ฉะนั้น. ต่อจากนั้น บริษัทของพระราชาทั้งหมดก็เหาะขึ้นโดยนัยอันกล่าวแล้วในจักกจาริกานั่นเทียว. พระราชาพร้อมกับบริษัทขึ้นชมปฐวีทั้งสิ้นก็กลับราชธานีภายในอาหารเช้า ด้วยประการฉะนี้.

หัตถีรัตนะแม้ของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิราชก็เป็นเช่นนั่นเทียว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทิสฺวา รญฺโญ ฯเปฯ ปาตุรโหสิ ดังนี้.

อสฺสรตนวณฺณนา

ก็อำมาตย์ทั้งหลายของพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีหัตถีรัตนะปรากฏอย่างนี้แล้ว ให้กระทำและประดับประดาโรงม้ามงคลตามปกติ ให้มีพื้นสะอาดราบเรียบ ยังพระอุตสาหะให้เกิดขึ้นแก่พระราชา เพื่อทรงคิดการมาแห่งม้านั้นโดยนัยก่อนนั่นเทียว.

พระราชานั้นทรงมีสักการะน้อมในทานที่ทรงกระทำแล้วโดยนัยก่อนนั่นเทียว ทรงสมาทานศีลและวัตร ประทับนั่งสำราญบนพื้นปราสาททรงระลึกบุญสมบัติ.

ลำดับนั้น อัศวราชชื่อว่าวลาหก จากตระกูลม้าสินธพอันอานุภาพแห่งบุญของพระราชานั้นเตือนแล้ว มีศิริแห่งกลุ่มเมฆขาวในสรทกาลที่ต้องสายฟ้า มีเท้าแดง มีกลีบเท้าแดง มีรูปร่างแข็งแรงบริสุทธิ์สนิทเช่นกับกลุ่มรัศมีแห่งพระจันทร์ มีศีรษะดำ เพราะถึงพร้อมด้วยขนตั้งตรงวงกลมละเอียดสีขาว เช่นหญ้าปล้องที่สำเร็จด้วยดีตั้งไว้แล้ว สามารถเหาะได้มาอยู่ในโรงนั้น. ก็อัศวราชนั้น มาแล้วแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ เหมือนหัตถีรัตนะฉะนั้น.

บททั้งปวงที่เหลือ พึงทราบโดยนัยกล่าวแล้วในหัตถีรัตนะนั่นแหละ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงอัสสรัตนะอย่างนั้น จึงตรัสว่า ปุน จปรํ ดังนี้เป็นต้น.

มณิรตนวณฺณนา

ก็มณีรัตนะจากวิบุลบรรพตยาวสี่ศอก มีรูปทรงงดงาม ประดับประดาด้วยทองและปทุมทั้งสอง มีกลีบเป็นมุกดา อันบริสุทธิ์เปล่งออกจากสองก้อน ในที่สุดสองข้างมีมณีแปดหมื่นสี่พันเป็นบริวาร ราวจะแผ่ไปกระทบศิริแห่งพระจันทร์เพ็ญที่หมู่ดาวล้อมรอบ มาแก่พระเจ้าจักรพรรดิผู้มีอัสสรัตนะปรากฏแล้วอย่างนี้.

เมื่อมณีรัตนะนั้นมาแล้วอย่างนี้ อันบุคคลวางไว้ในข่ายมุกดา ยกขึ้นสู่อากาศประมาณหกสิบศอกเพียงยอดไม้ไผ่แสงสว่างจะแผ่ไปสู่โอกาส ประมาณหนึ่งโยชน์โดยรอบ อันเป็นเหตุให้โอกาสนั้นทั้งหมด เกิดแสงสว่างเหมือนในเวลาอรุณขึ้นฉะนั้น. แต่นั้น ชาวนาก็ประกอบกสิกรรม พ่อค้าก็ประกอบการซื้อขาย ศิลปินนั้นๆ ก็ประกอบการงานนั้นๆ สำคัญว่าเป็นกลางวัน.

มณีรัตนะนั้นทั้งหมดได้มีแล้วอย่างนั้น แม้แก่พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดินั่นเทียว. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปุน จปรํ อานนฺท ฯเปฯ มณิรตนํ ปาตุรโหสิ ดังนี้.

อิตฺถีรตนวณฺณนา

อิตถีรัตนะมีการณ์พิเศษปรากฏแก่พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงมีสุขวิสัยพิเศษ มีมณีรัตนะปรากฏแล้วอย่างนี้. ก็พระญาติทั้งหลายย่อมนำอิตถีรัตนะนั้นจากมัทรราชตระกูลมาเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดินั้น. หรือมาจากอุตตรกุรุประเทศด้วยบุญญานุภาพ.

ก็สมบัติแห่งอิตถีรัตนะนั้น ที่เหลือมาแล้วในบาลีนั่นเทียว โดยนัยมีอาทิว่า ดูกรพระอานนท์ อีกประการหนึ่ง อิตถีรัตนะซึ่งมีรูปสุดสวย น่าดู ปรากฏแล้วแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิราช.

ในบรรดาสมบัตินั้น ชื่อว่าอภิรูปา เพราะอิตถีรัตนะนั้น มีรูปสวยงาม บริบูรณ์ด้วยทรวดทรง. และชื่อว่าทัสสนียา เพราะเมื่อดูก็ถูกตา แม้ต้องเลิกธุรกิจอย่างอื่น มองดู. ชื่อว่าปาสาทิกา เพราะเมื่อดูก็ยังจิตให้เลื่อมใสด้วยอำนาจโสมนัส.

บทว่า ปรมาย ความว่า อุดมเพราะนำมาซึ่งความเลื่อมใสอย่างนี้. บทว่า วณฺณโปกฺขรตาย ความว่า เพราะวรรณงาม. บทว่า สมนฺนาคตา ความว่า เข้าถึงแล้ว.

อีกประการหนึ่ง ชื่อว่า อภิรูปา เพราะไม่สูงนัก ไม่เตี้ยนัก. ชื่อว่า ทัสสนียา เพราะไม่ผอมนัก ไม่อ้วนนัก. ชื่อว่า ปาสาทิกา เพราะไม่ดำนักไม่ขาวนัก. ชื่อว่า ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคตา เพราะก้าวล่วงวรรณมนุษย์ แต่ไม่ถึงวรรณทิพย์.

จริงอยู่ แสงสว่างวรรณะของพวกมนุษย์ ย่อมไม่เปล่งออกภายนอก. แต่ของเทพทั้งหลาย ย่อมเปล่งไปแม้ไกล. ส่วนแสงสว่างสรีระแห่งอิตถีรัตนะนั้น ย่อมยังประเทศประมาณสิบสองศอกให้สว่างได้.

ก็ในบรรดาสมบัติมีไม่สูงนักเป็นต้น ของอิตถีรัตนะนั้น ท่านกล่าวอาโรหสมบัติ ด้วยคู่ที่หนึ่ง กล่าวปริณาหสมบัติ ด้วยคู่ที่สอง กล่าววรรณสมบัติด้วยคู่ที่สาม กล่าวความที่กายวิบัติด้วยกายวิบัติด้วยอาการหกประการนั่น. กล่าวกายสมบัติด้วยบทนี้ว่า อติกฺกนฺตา มานุสวณฺณํ.

บทว่า ตูลปิจุโน วา กปฺปาสปิจุโน วา ความว่า ดุจปุยนุ่น หรือปุยฝ้าย แห่งกายสัมผัส ซึ่งเอาไปวางไว้บนก้อนเนยใส แล้วแยกออกเจ็ดส่วน.

บทว่า สีเต ความว่า อบอุ่น ในการที่พระราชาเย็น. บทว่า อุณฺเห ความว่า เย็น ในเวลาที่พระราชาร้อน.

บทว่า จนฺทนคนฺโธ ความว่า กลิ่นจันทร์แดงอันประกอบด้วยชาติสี่ชนิด ยังใหม่บดละเอียดดีตลอดกาล ย่อมระเหยออกจากกาย.

บทว่า อุปฺปลคนฺโธ ความว่า กลิ่นหอมอย่างยิ่งแห่งนีลุบล ซึ่งบานแย้มขณะนั้น ย่อมพุ่งออกจากปากในเวลาไอหรือพูด.

ก็เพื่อทรงแสดงอาจาระอันสมควรแห่งสรีรสมบัติ ประกอบด้วยสัมผัสสมบัติและคันธสมบัติอย่างนี้ จึงตรัสว่า ตํ โข ปน เป็นต้น. ในอาจาระนั้น อิตถีรัตนะเห็นพระราชาแล้วลุกขึ้นก่อนทีเดียว จากอาสนะที่นั่ง เหมือนคนถูกไฟไหม้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปุพฺพุฎฺฐายินี

ครั้นพระราชานั้นประทับนั่งแล้ว อิตถีรัตนะกระทำกิจมีพัดด้วยใบตาลเป็นต้นแก่พระราชานั้น แล้วจึงพัก คือนั่งที่หลัง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปัจฉานิปาตินี. อิตถีรัตนะย่อมขวนขวายกิจอันพึงทำด้วยวาจาว่า ข้าแต่เทวะ หม่อมฉันจะทำอะไรแก่พระองค์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กึการปฏิสาวีนี. อิตถีรัตนะย่อมประพฤติ ย่อมกระทำสิ่งที่พอพระราชหฤทัยของพระราชาเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า มนาปจารินี. อิตถีรัตนะย่อมกล่าวคำที่น่ารักแก่พระราชาเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ปิยวาทินี.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตํ โข ปน เป็นต้น เพื่อทรงแสดงว่า อาจาระของอิตถีรัตนะนี้นั้น บริสุทธิ์ถ่ายเดียว โดยไม่มีสาไถยะเลย.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โน อติจารี ความว่า ไม่ประพฤติล่วงเกิน. ท่านกล่าวว่า อิตถีรัตนะไม่ปรารถนาชายอื่น แม้ด้วยจิตนอกจากพระราชา.

ในบทนั้น อาจาระเหล่าใดของอิตถีรัตนะนั้น ท่านกล่าวว่า อภิรูปา เป็นต้น ในเบื้องต้น และกล่าวว่า ปุพพุฏฐายินิ ในที่สุด อาจาระเหล่านั้นเป็นคุณโดยปกติเท่านั้นเอง.

ก็สมบัติเป็นต้นว่า อติกฺกนฺตา มานุสวณฺณํ พึงทราบว่า บังเกิดขึ้นแล้วด้วยอานุภาพกรรมเก่า ตั้งแต่จักรรัตนะปรากฏขึ้น เพราะอาศัยบุญของพระเจ้าจักรพรรดิ. หรือสมบัติว่า อภิรูปตา เป็นต้นเกิดบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ตั้งแต่จักรรัตนะปรากฏแล้ว. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เอวรูปํ อิตฺถีรตนํ ปาตุรโหสิ ดังนี้.

คหปติรตนวณฺณนา

ก็คหบดีรัตนะ เพื่อให้กิจทั้งหลายที่พึงกระทำด้วยทรัพย์ เป็นไปโดยสะดวก ย่อมปรากฏแก่พระเจ้าจักรพรรดิผู้มีอิตถีรัตนะ ปรากฏแล้วอย่างนี้. คหบดีนั้น โดยปกติมีโภคะมากเกิดในตระกูลมีโภคะมาก เจริญด้วยกองทรัพย์ของพระราชา เป็นเศรษฐีคหบดี. ก็ทิพยจักษุอันเป็นเหตุเห็นขุมทรัพย์ภายในหนึ่งโยชน์แม้ในภายในปฐพี ซึ่งเกิดแต่ผลกรรม สงเคราะห์ด้วยอานุภาพจักรรัตนะ ย่อมปรากฏแก่คหบดีรัตนะนั้น คหบดีรัตนะนั้นเห็นสมบัตินั้น แล้วดีใจ ไปปวารณาพระราชาด้วยทรัพย์ รับทำกิจทั้งหลาย ที่จะพึงทำด้วยทรัพย์ทั้งหมดให้สำเร็จ.

คหบดีรัตนะแม้ของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ ก็ยังกิจอันพึงทำทรัพย์ให้สำเร็จอย่างนั้น เหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ปุน จปรํ อานนฺท ฯเปฯ เอวรูปํ คหปติรตนํ ปาตุรโหสิ ดังนี้.

ปริณายกรตนวณฺณนา

ก็ปริณายกรัตนะซึ่งสามารถจัดแจงสรรพกิจ ย่อมปรากฏแก่พระเจ้าจักรพรรดิผู้มีคหบดีรัตนะ ปรากฏแล้วอย่างนี้. ปริณายกรัตนะนั้นเป็นพระราชโอรสองค์ใหญ่ของพระราชานั่นเทียว. โดยปกติทีเดียว ปริณายกรัตนะนั้นเป็นบัณฑิต เฉลียวฉลาด มีปัญญาอาศัยบุญญานุภาพของพระราชา ย่อมเข้าถึงญาณรู้จิตของบุคคลอื่นด้วยอานุภาพแห่งกรรมของตน ซึ่งเป็นเหตุให้รู้วาระจิตแห่งบริษัทประมาณสิบสองโยชน์ สามารถกำหนดรู้หิตะประโยชน์และอหิตะประโยชน์แก่พระราชาได้. ปริณายกรัตนะแม้นั้น เห็นอานุภาพของตนนั้น ดีใจปวารณาพระราชาด้วยการบริหารกิจทั้งหมด.

ปริณายกรัตนะปวารณาแม้พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิอย่างนั้นเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปุนจปรํ อานนฺท ฯเปฯ ปริณายกรตนํ ปาตุรโหสิ ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ฐเปตพฺพํ ฐเปตุํ ความว่า เพื่อตั้งให้ดำรงในฐานันดรนั้นๆ .

จตุอิทฺธิสมนฺนาคตวณฺณนา

บทว่า สมเวปากินิยา ความว่า อันเกิดแต่ผลกรรมอันสม่ำเสมอ.

บทว่า คหณิยา ความว่า ด้วยเตโชธาตุอันเกิดแก่กรรม. ในบทนี้ อาหารสักว่าเสวยแล้วของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ ย่อมย่อย ก็หรือย่อมตั้งอยู่อย่างนั้นเหมือนภัตที่เสวย ถึงพร้อมด้วยเตโชธาตุอันเกิดแต่วิบากอันสม่ำเสมอแม้ทั้งสองนั้น. ก็ความพอพระราชหฤทัยในพระกระยาหารในกาลแห่งภัต ย่อมบังเกิดขึ้นแก่พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิใด พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิราชนี้ ทรงถึงพร้อมด้วยเตโชธาตุอันเกิดแต่วิบากอันสม่ำเสมอ ดังนี้.

ธมฺมปาสาทโปกฺขรณิวณฺณนา

บทว่า มาเปสิโข ความว่า ทรงให้ตีกลองประกาศในพระนคร ทรงให้ฝูงชนกระทำการสร้าง. ก็สระโบกขรณี ๘๔,๐๐๐ แห่งก็ผุดขึ้นพร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งพระราชดำริของพระราชา.

บทว่า มาเปสิโข นั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงสระโบกขรณีเหล่านั้น.

บทว่า ทฺวีหิ เวทิกาหิ ความว่า ล้อมด้วยอิฐก้อนหนึ่งในที่สุดแห่งอิฐทั้งหลาย ล้อมด้วยอิฐก้อนหนึ่ง ในที่สุดกำหนดบริเวณ.

บทว่า เอตทโหสิ ความว่า ได้มีแล้วเพราะอะไร.

ได้ยินว่า ในวันหนึ่ง มหาบุรุษมองดูมหาชนไปอาบและดื่ม คิดว่า ชนเหล่านี้ย่อมไปด้วยเพศคนบ้า ถ้าพึงมีดอกไม้ประดับในสระนั่นแก่ชนเหล่านั้น ก็จะเป็นการดี ลำดับนั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดินั้นได้มีพระราชดำริ ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺโพตุกํ ความว่า พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิทรงดำริว่า ธรรมดาดอกไม้ย่อมบานในฤดูเดียวเท่านั้น ก็เราจักทำโดยประการที่ดอกไม้จักบานในทุกฤดู.

บทว่า โรปาเปสิ ความว่า ทรงให้นำพืชอุบลนานาชนิดเป็นต้น จากที่นั้นๆ ทรงให้ปลูก. ดอกไม้ทั้งหมด ก็สำเร็จพร้อมกับการเกิดขึ้นแห่งพระราชดำริของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดินั้น.

ชาวโลกเข้าใจว่า ดอกไม้นั้นพระราชาทรงให้ปลูก. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า โรปาเปสิ ดังนี้. ตั้งแต่นั้นมา มหาชนได้ประดับดอกไม้ที่เกิดจากน้ำและเกิดจากบนบกนานับประการไป เหมือนเล่นนักขัตฤกษ์ฉะนั้น.

ลำดับนั้น พระราชาทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำชนให้ถึงพร้อมด้วยความสุขยิ่งกว่านั้น จึงทรงคิดจัดหาความสุขแก่ชนด้วยบทว่า ยนฺนูนาหํ อิมาสํ โปกฺขรณีนํ ตีเร เป็นต้น แล้วทรงกระทำกิจทั้งปวง.

ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นฺหาเปสุํ ความว่า คนอื่นชำระร่างกาย คนอื่นประกอบจุณทั้งหลาย คนอื่นนำน้ำมาให้แก่ผู้อาบน้ำที่ขอบสระโบกขรณี คนอื่นรับผ้าและให้ผ้า.

บทว่า ปฎฺฐเปสิ ความว่า ทรงตั้งอย่างไร.

ทรงตั้งพนักงานประดับประดาอันสมควรแก่สตรีและบุรุษทั้งหลาย ทรงตั้งเพียงสตรีเท่านั้น ด้วยสามารถบำเรอในที่นั้นๆ ทรงตั้งกิจทั้งหมดที่เหลือด้วยสามารถการบริจาค ทรงให้ตีกลองประกาศว่า พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิทรงถวายทาน ท่านทั้งหลายจงบริโภคทานนั้น.

มหาชนมาสู่ขอบสระโบกขรณีอาบน้ำ เปลี่ยนผ้า ลูบไล้ด้วยของหอมต่างๆ ประดับประดาอันวิจิตร ไปโรงทาน กินและดื่มสิ่งที่ต้องการในบรรดายาคู ภัต และขบเคี้ยวหลายประการ และเครื่องดื่ม ๘ อย่างนุ่งห่มผ้าฝ้ายอันละเอียดอ่อน มีสีต่างๆ เสวยสมบัติละบุคคลผู้มีของเช่นนั้นไป. คนที่ไม่มีของเช่นนั้น ถือเอาแล้วจากไป. บุคคลที่นั่งในช้าง ม้า และยานเป็นต้นเที่ยวไปนิดหน่อย ไม่ต้องการก็จากไป ต้องการก็ถือเอาไป. บุคคลที่นอนแม้ในที่นอนอันประเสริฐ เสวยสมบัติแล้ว ไม่ต้องการก็จากไป ต้องการก็รับไป. ผู้ที่เสวยสมบัติกับสตรีทั้งหลาย ไม่ต้องการก็จากไป ต้องการก็รับเอาไป. ผู้ประดับประดาเครื่องรัตนะเจ็ดชนิด เสวยสมบัติแล้ว ไม่ต้องการก็จากไป ต้องการก็รับเอาไป.

ทานแม้นั้น พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิทรงลุกขึ้นแล้ว ก็ทรงถวาย. การงานอย่างอื่นของชาวชมพูทวีปทั้งหลายไม่มี. ชาวชมพูทวีปเที่ยวบริโภคทานของพระราชาเท่านั้น.

ลำดับนั้น พราหมณ์คหบดีทั้งหลายคิดว่า พระราชานี้ แม้เมื่อจะถวายทานปานนี้ ก็ไม่ทรงให้นำอะไรมาว่า ท่านทั้งหลายจงให้ข้าวสารเป็นต้น หรือให้น้ำนมเป็นต้นแก่เรา ก็ข้อนั้นไม่สมควรที่จะนิ่งดูดายว่า พระราชาของพวกเราไม่ทรงให้นำมา. พราหมณ์คหบดีเหล่านั้นก็รวบรวมทรัพย์สมบัติจำนวนมากนำไปทูลถวายแด่พระราชา. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อถโข อานนฺท พฺราหฺมณคหปติกา ดังนี้เป็นต้น.

บทว่า เอวํ สมจินฺเตสุํ ความว่า คิดบ่อยๆ อย่างนี้ เพราะเหตุอะไร.

เพราะพราหมณ์คหบดีทั้งหลายคิดบ่อยๆ อย่างนี้ว่า บางคนนำทรัพย์สมบัติจากเรือนน้อย บางคนนำมามาก เมื่อทรัพย์สมบัติกำลังรวบรวม แม้เสียงอึกกระทึกก็จะพึงเกิดขึ้นว่า ทำไมท่านเท่านั้นนำทรัพย์สมบัติจากเรือนดี เรานำมาจากเรือนไม่ดี ทำไมท่านเท่านั้นนำทรัพย์สมบัติจากเรือนมาก เราไม่มาก ดังนี้ เสียงอึกกระทึกนั้นอย่าพึงเกิดขึ้นเลย.

บทว่า เอหิ ตฺวํ สมฺม ความว่า ดูก่อนผู้มียศ ท่านจงมา.

บทว่า ธมฺมํ นาม ปาสาทํ ความว่า ยกขึ้นแล้วทรงตั้งชื่อปราสาท.

ก็วิศวกรรมเทวบุตรรับทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ปราสาทจะใหญ่เท่าไร ครั้นตรัสว่า ปราสาทนั้นยาวหนึ่งโยชน์ กว้างครึ่งโยชน์ สร้างด้วยรัตนะทั้งปวง ทูลรับพระดำรัสพระราชาว่า จงสำเร็จดังนั้น พระดำรัสของพระองค์ดี.

ลำดับนั้น ทูลให้พระธรรมราชาทรงรับทราบแล้ว ก็สร้าง.

ในบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ ภทฺทํ ตวาติ โข อานนฺท ความว่า ดูก่อนพระอานนท์ (วิศวกรรมเทพบุตรทูลรับสนอง) ว่า พระดำรัสของพระองค์อย่างนี้ดี.

บทว่า ปฏิสฺสุณิตฺวา ความว่า รับทราบแล้ว คือกราบทูลแล้ว.

บทว่า ตุณฺหีภาเวน ความว่า พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิทรงปรารถนาว่า เราจักมีโอกาสกระทำการปฏิบัติสมณธรรม ทรงรับด้วยการทรงนิ่ง.

บทว่า สารมโย ความว่า สำเร็จด้วยแก่นจันทร์. ในบทว่า ทฺวีหิ เวทิกาหิ นั่น เวทีหนึ่งมีในยอดอุณหิส เวทีหนึ่งมีในที่สุดกำหนดภายใต้. บทว่า ทุกฺทิกฺโข โหติ ความว่า เห็นได้ยาก คือ เห็นได้ลำบาก เพราะสมบัติแห่งแสงสว่าง. บทว่า มุสติ คือ นำไป ให้สำเร็จ คือไม่ให้เพื่อตั้งอยู่ โดยสภาพเป็นนิตย์. บทว่า อุปวิทฺเธ ความว่า มั่นคง คืออยู่ไกลเพราะปราศจากเมฆ. บทว่า เทเว ความว่า ในอากาศ.

บทว่า มาเปสิ โข ความว่า วิศวกรรมเทพบุตรไม่กระทำอย่างนี้ว่า เราจะสร้างสระโบกขรณีในที่นี้ ท่านทั้งหลายจงทำลายบ้านเรือนของท่านดังนี้ แล้วสร้าง. ก็สระโบกขรณีเห็นปานนั้น ได้ผุดขึ้นแล้วด้วยสามารถแห่งจิตตุปบาทของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดินั้น.

บทว่า เต สพฺพกาเมหิ ความว่า ทรงเลี้ยงสมณะทั้งหลายด้วยวัตถุที่ต้องการทั้งปวง คือด้วยสมณบริขาร ทรงเลี้ยงพราหมณ์ทั้งหลายด้วยพราหมณบริขาร. จบปฐมภาณวารวรรณนา

ฌานสมฺปตฺติวณฺณนา

บทว่า มหิทฺธิโก ความว่า ทรงถึงพร้อมด้วยอิทธิฤทธิ์มาก กล่าวคือความสำเร็จแห่งสระโบกขรณีจำนวน ๘๔,๐๐๐ สระ ด้วยอำนาจแห่งจิตตุปบาทเท่านั้น.

บทว่า มหานุภาโว ความว่าถึงพร้อมด้วยอานุภาพใหญ่ เพราะความที่กรรมอันพึงเสวยเหล่านั้น มีมาก.

บทว่า เสยฺยถีทํ ความว่า เป็นนิบาต. อรรถแห่งนิบาตนั้นว่า กรรม ๓ ประการ เป็นไฉน. บทว่า ทานสฺส ได้แก่ บริจาคสมบัติ. บทว่า ทมสฺส ความว่า ปัญญามาว่า ทมะ ในอาฬวกสูตร. ในบทนี้ เราฝึกตนเอง รักษาอุโบสถกรรม. บทว่า สญฺญมสฺส ได้แก่ศีล.

____________________________

สํ. ส. เล่ม ๑๕/ข้อ ๘๓๘-๘๔๖; ขุ. สุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๑๐-๓๑๑.

โพธิสตฺตปุพฺพโยควณฺณนา

ก็พึงทราบบุรพโยคของพระราชาที่ดำรงอยู่ในศีลนี้นั้น.

ได้ยินว่า ในกาลก่อน พระราชาทรงสมภพในตระกูลคหบดี.

ก็โดยสมัยนั้น พระเถระรูปหนึ่งในพระศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะ ทรงพระชนม์อยู่ จำพรรษาในป่า. พระโพธิสัตว์เข้าป่าด้วยการงานของตน เห็นพระเถระแล้ว เข้าไปเฝ้า ไหว้แล้ว แลดูที่นั่งและที่จงกรมเป็นต้นของพระเถระ จึงถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าอยู่ในที่นั้นหรือ. ได้ฟังว่า อย่างนั่นอุบาสก จึงคิดว่า สมควรที่จะสร้างบรรณศาลาถวายพระผู้เป็นเจ้าในที่นี้แล้ว เลิกการงานของตนขนทัพพสัมภาระ ทำบรรณศาลา ฉาบโบกฝาด้วยดินเหนียวติดประตู ทำพนักนั่ง นั่ง ณ ที่ควรส่วนสุดข้างหนึ่ง ด้วยคิดว่า พระผู้เป็นเจ้าจักทำการบริโภคหรือไม่หนอ.

พระเถระมาจากภายในบ้าน เข้าไปสู่บรรณศาลา แล้วนั่งที่พนัก. แม้อุบาสกมาแล้วไหว้นั่ง ณ ที่ใกล้แล้ว ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บรรณศาลาผาสุกไหม. ผาสุก สมควรแก่บรรพชิต. ท่านจักอยู่ที่นี้หรือ. อย่างนั้น อุบาสก.

อุบาสกนั้นรู้แล้วว่า พระเถระจักอยู่โดยอาการรับ ให้พระเถระทราบว่า ท่านพึงไปสู่ประตูเรือนของกระผมเป็นนิตย์ แล้วเรียนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงให้พรอย่างหนึ่งแก่กระผมเถิด. ดูก่อนอุบาสก บรรพชิตก้าวล่วงแล้ว. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เป็นพรที่ควรและไม่มีโทษ. อุบาสกจงบอก. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มนุษย์ทั้งหลายในที่เป็นที่อยู่ประจำ ย่อมปรารถนาการมาในมงคล รืออมงคล ย่อมโกรธแก่พระเถระผู้ไม่มา เพราะฉะนั้น ท่านแม้ไปสู่ที่นิมนต์อื่นแล้ว เข้าไปสู่เรือนของกระผมแล้ว พึงทำภัตกิจ. พระเถระรับแล้ว.

ก็โพธิสัตว์นั้นปูเสื่อลำแพนในศาลาตั้งเตียงตั่ง วางพนักพิงวางที่เช็ดเท้า ขุดสระ ทำที่จงกรมเกลี่ยทราย เห็นสัตว์มาทำลายฝา ทำดินเหนียวให้ตก ก็ล้อมรั้วหนาม เห็นสัตว์ลงสระทำน้ำให้ขุ่นก็ก่อบันไดภายใน ล้อมรั้วหนามภายนอก ปลูกแถวตาลในที่สุดรั้วภายใน เห็นสัตว์ทำสกปรกที่อันสมควรในมหาจงกรม ก็ล้อมที่จงกรมด้วยรั้ว ปลูกแถวตาลในที่สุดรั้วภายในยังอาวาสให้สำเร็จอย่างนี้ ถวายไตรจีวร บิณฑบาต ยา ภาชนบริโภค เหยือกน้ำ กรรไกร มีดตัดเล็บ เข็ม ไม้เท้า รองเท้า ตุ่มน้ำ ร่ม คบเพลิง ไม้แคะ มูลหู บาตร ถลกบาตร ผ้ากรองน้ำ ที่กรองน้ำ ก็หรือสิ่งที่บรรพชิตควรบริโภคอื่นแด่พระเถระ

ชื่อว่าบริขารที่พระโพธิสัตว์ไม่ถวายแก่พระเถระไม่มี.

พระโพธิสัตว์นั้นรักษาศีล รักษาอุโบสถ บำรุงพระเถระตลอดชีวิต. พระเถระอยู่ในอาวาสนั้นเทียว บรรลุพระอรหัตแล้วนิพพาน. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทำบุญตลอดอายุแล้วไปเกิดในเทวโลก จุติจากเทวโลกนั้น มาสู่มนุษย์โลก ไปเกิดเป็นพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิในราชธานี ชื่อว่า กุสาวดี.

บุญแม้อันไม่ใหญ่ยิ่งได้กระทำแล้วในศาสนาของท่านอย่างนี้

มหาวิบากจึงมี เพราะฉะนั้น ผู้มีปัญญาพึงทำบุญนั้น.

บทว่า มหาวิยูหํ ความว่า มหากูฏาคารอันทำด้วยเงิน. ทรงพระประสงค์ที่จะประทับอยู่ในกูฏาคารนั้น จึงได้เสด็จไป. บทว่า เอตฺตาวตา กามวิตกฺก ความว่า พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิทรงข่มวิตกทั้งสามที่ประตูกูฎาคารนั่นเทียวอย่างนี้ว่า .-

ดูก่อนกามวิตก ท่านพึงกลับเพียงเท่านี้ เบื้องหน้าแต่นี้ไป ท่านไม่มีที่อยู่ นี้ชื่อว่าฌานาคาร ฌานาคารนี้ไม่ใช่ที่อยู่ร่วมกับท่าน.

ในบทว่า ปฐมชฺฌานํ เป็นต้น ชื่อว่ากสิณบริกรรมกิจย่อมไม่มีต่างหาก ครั้นมีความต้องการนีลกสิณ นิลมณีก็ย่อมมี ครั้นมีความต้องการด้วยปิตกกสิณ สุวัณณะก็ย่อมมี ครั้นมีความต้องการด้วยโลหิตกสิณ รัตตมณีก็ย่อมมี ครั้นมีความต้องการด้วยโอทาตกสิณ รัชตก็ย่อมมี ท่านบัญญัติกสิณในฐานะที่แลดูแล้วๆ อย่างนี้

ในบทว่า เมตฺตาสหคเตน เป็นต้น คำที่จะพึงกล่าวแม้ทั้งหมดได้กล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั้นแล. ท่านกล่าวฌานสี่ อัปปมัญญาสี่ในบาลีด้วยประการฉะนี้.

ก็มหาบุรุษยังสมาบัติแปดทั้งหมด อภิญญาห้าให้เกิดแล้วเข้าสมาบัติโดยอาการสิบสี่ด้วยสามารถอนุโลม ปฏิโลมเป็นอาทิ ให้เป็นไปด้วยความสุขในสมาบัตินั้นเทียว เหมือนภมรเข้ารวงผึ้ง เป็นอยู่ด้วยมธุรส ฉะนั้น.

จตุราสีตินครสหสฺสาทิวณฺณนา

บทว่า กุสาวติราชธานี ความว่า กุสาวดีราชธานีเป็นประมุข คือเป็นใหญ่ทั้งหมดแห่งพระนครเหล่านั้น.

บทว่า ภตฺตาภิหาโร ความว่า ภัตอันจะพึงนำไปเฉพาะ.

บทว่า วสฺสสตสฺส วสฺสสตสฺส ความว่า ท่านคิดอย่างนี้ เพราะเหตุไร.

เพราะรำคาญด้วยเสียงบุคคลเหล่านั้น. ก็ท่านกล่าวว่า เสียงย่อมรบกวนผู้เข้าสมาบัติ เพราะฉะนั้น มหาบุรุษจึงรำคาญด้วยเสียง. ถ้าเช่นนั้น ทำไมจึงไม่บอกว่า พวกท่านจงอย่ามา. เดี๋ยวนี้พระราชาไม่เห็น เพราะฉะนั้น จึงไม่กล่าวว่า จักไม่ได้วัตรเป็นนิตย์ วัตรนั้นของชนเหล่านั้นจงอย่าขาดไป.

____________________________

องฺ. ทสก. เล่ม ๒๔/ข้อ ๗๒

สุภทฺทาเทวีอุปสงฺกมนวณฺณนา

บทว่า เอตทโหสิ ความว่า ความคิดนั้นได้มีแล้วเมื่อไร.

ในวันกาลกิริยาของพระราชา.

ได้ยินว่า ในกาลนั้น เทพดาทั้งหลายคิดว่า พระราชาจงอย่าทรงกระทำกาลกิริยาอย่างอนาถา จงมีธิดาบุตรทั้งหลายที่ร้องไห้แวดล้อม กระทำกาลกิริยาเถิด.

ลำดับนั้น นึกถึงเทวียังจิตแห่งเทวีเกิดขึ้นอย่างนี้.

บทว่า ปิตานิ วตฺถานิ ความว่า ได้ยินว่า ผ้าเหลืองเหล่านั้นเป็นที่พึงพอพระราชหฤทัยของพระราชาโดยปกติ เพราะฉะนั้น พระนางสุภัททาเทวีจึงตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงห่มผ้าเหลือง.

บทว่า เอตฺเถว เทวิ เทวิ ติฎฺฐ ความว่า ชื่อว่าฌานาคารนี้ ไม่ใช่สถานอยู่ร่วมกับท่านทั้งหลาย ชื่อว่าสถานที่ได้ความยินดีในฌาน ท่านอย่าเข้ามาในที่นี้.

บทว่า เอตทโหสิ ความว่า ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายในโลกย่อมรุ่งโรจน์ยิ่งในกาลสมัยใกล้ตาย ด้วยเหตุนั้น พระนางเทวีนั้นทรงเห็นความที่พระราชาทรงมีพระอินทรีย์ผ่องใส จึงมีพระดำรัสอย่างนั้น.

แต่นั้น พระนางเทวีไม่ทรงปรารถนากาลกิริยาของพระราชานั้นว่า ขอกาลกิริยาอย่าได้มีแด่พระราชา ตรัสถึงคุณสมบัติของพระราชานั้น ทรงคิดว่า เราจักทำอาการให้ทรงมีพระชนม์อยู่จึงทูลว่า อิมานิ เต เทว เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺทํ ชเนหิ ความว่า จงทรงยังความรักให้เกิดขึ้น คือจงทรงกระทำปีติ.

บทว่า ชีวิเต ปน อเปกฺขํ ความว่า พระองค์จงทรงทำความอาลัย คือความอยากในชีวิต.

บทว่า เอวํโข มํ ตฺวํ เทวิ ความว่า ครั้นพระนางเทวีสำคัญพระราชาว่า พระราชานี้เป็นบรรพชิต จึงทูลว่า ข้าแต่เทวะ หม่อมฉันเป็นหญิงย่อมไม่รู้จักถ้อยคำอันควรแก่บรรพชิต หม่อมฉันจะกล่าวอย่างไร มหาราช พระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิจึงตรัสว่า เอวํ โข มํ ตฺวํ เทวิ สมุทาจาร ดังนี้.

บทว่า ครหิตา ความว่า สาเปกขกาลกิริยา อันพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวกและบรรพชิตเหล่าอื่น ผู้เป็นพหุสูตติเตียนแล้ว.

เพราะเหตุอะไร.

เพราะกาลกิริยาที่มีความห่วงใย เป็นเหตุให้เกิดเป็นยักษ์ สุนัข แพะ โค กระบือ หนู ไก่ และนกเป็นต้นในเรือนของตนเท่านั้น.

บทว่า อถโข อานนฺท ความว่า พระนางเทวีไปในที่ควรส่วนสุดข้างหนึ่งแล้ว ทรงพระกันแสง ทรงเช็ดพระอัสสุชล จึงตรัสดังนั้น.

พฺรหฺมโลกูปคมวณฺณนา

บทว่า คหปติสฺส วา ความว่า ทำไมพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัส.

ได้ยินว่า สมบัติอันมากย่อมมีแก่ชนเหล่านั้นเหมือนมีแก่บุตรของโสณเศรษฐีเป็นต้น ฉะนั้น. ได้ยินว่า ถาดแห่งภัตใบหนึ่งของโสณเศรษฐีบุตร มีราคาตั้งสองแสน เมื่อชนเหล่านั้นบริโภคภัตเช่นนั้น ชั่วครู่ก็เกิดความเมาในภัต ทำให้อึดอัด ลำบากเพราะภัต ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า ยํ เตน สมเยน อชฺฌาวสามิ ความว่า นครที่เราอยู่มีเพียงนครเดียวเท่านั้น. บุตรธิดาเป็นต้นและทาสมนุษย์ทั้งหลายอยู่ในนครที่เหลือ. แม้ในปราสาทและกูฎาคารทั้งหลาย ก็มีนัยเช่นเดียวกัน.

ในบัลลังก์เป็นต้นก็ทรงใช้บัลลังก์เดียวเท่านั้น. บัลลังก์ที่เหลือเป็นของใช้สำหรับบุตรเป็นต้น. แม้ในสตรีทั้งหลาย สตรีคนเดียวเท่านั้นบำรุง สตรีที่เหลือเป็นเพียงบริวาร.

บทว่า ปริทหามิ ความว่า เรานุ่งผ้าคู่เดียวเท่านั้น. ผ้าคู่ที่เหลือย่อมมีแก่บุรุษ ๑๖ แสน ๘๐ พันคนผู้ขอเที่ยวไป.

บทว่า ภุญฺชามิ แสดงว่า เราบริโภคข้าวสุกเพียงหนึ่งทะนาน โดยปัตถะเป็นประมาณที่เหลือได้แก่บุรุษ ๘ แสน ๔๐ พัน ที่ขอเที่ยวไป. จริงอยู่ สำรับหนึ่งพอแก่ชนสิบคน.

ได้ยินว่า พระนคร ๘๔,๐๐๐ แห่ง ปราสาทพันหลังและกูฎาคารหนึ่งพันเกิดขึ้นเพราะผลบุญไหลมาแห่งบรรณศาลาหลังเดียว. บัลลังก์ ๘๔,๐๐๐ หลังเกิดขึ้นด้วยผลบุญไหลมาแห่งเตียงที่ถวายเพื่อประโยชน์แก่การนอน. ช้าง ๘๔,๐๐๐ เชือก ม้า ๑,๐๐๐ ตัว รถ ๑,๐๐๐ คันเกิดขึ้นด้วยผลบุญที่ไหลมาแห่งตั่งที่ถวาย เพื่อประโยชน์แก่การนั่ง. แก้วมณี ๘๔,๐๐๐ ดวงเกิดขึ้นด้วยผลบุญที่ไหลมาแห่งประทีปหนึ่งดวง. สระโบกขรณี ๘๔,๐๐๐ สระเกิดขึ้นด้วยผลบุญที่ไหลมาแห่งสระโบกขรณีหนึ่งสระ. สตรี ๘๔,๐๐๐ นาง บุตร ๑,๐๐๐ คน คหบดี ๑,๐๐๐ คน เกิดขึ้นด้วยผลบุญที่ไหลมาแห่งการถวายบริโภคภาชนะ บาตร ถลกบาตร ธรมกรก ผ้ากรองน้ำ หม้อน้ำ กรรไกร มีดตัดเล็บ เข็ม กุญแจ ไม้แคะมูลหู ผ้าเช็ดเท้า รองเท้า ร่มและไม้เท้า. แม่โคนม ๘๔,๐๐๐ ตัว เกิดขึ้นด้วยผลบุญที่ไหลมาแห่งทานโครส. ผ้า ๘๔,๐๐๐ โกฏิพับเกิดขึ้นด้วยผลบุญอันไหลมาแห่งทานผ้านุ่งผ้าห่ม. สำรับใส่พระกระยาหาร ๘๔,๐๐๐ สำรับ พึงทราบว่า เกิดขึ้นด้วยผลบุญที่ไหลมาแห่งทานโภชนา.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงสมบัติของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิตั้งแต่ต้นโดยพิสดาร ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงสมบัตินั้นทั้งหมด เหมือนแสดงโรงเล่นฝุ่นแก่เด็กทั้งหลาย บรรทมบนพระแท่นเป็นที่ดับขันธปรินิพพาน แล้วตรัสว่า ดูกรอานนท์ เธอจงดู ดังนี้เป็นอาทิ.

ในบทเหล่านั้น บทว่า วิปริณตา ความว่า ถึงซึ่งความแปรปรวน เหมือนประทีปดับ โดยละปกติไปฉะนั้น.

บทว่า เอวํ อนิจฺจาโข อานนฺท สงฺขารา ความว่า ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้ว กลับไม่มีอย่างนี้.

บุรุษผูกพะองในต้นไม้จำปาสูงร้อยศอกขึ้นแล้ว ถือเอาดอกไม้จำปาแก้พะองลงมาฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงยกซึ่งสมบัติของพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ สูงถึงแสนโกฏิปีไม่ใช่น้อย เหมือนผูกพะอง ทรงถือเอาอนิจลักษณะที่ตั้งอยู่ในที่สุดแห่งสมบัติ ก้าวลงเหมือนแก้พะอง ด้วยประการฉะนี้.

ด้วยเหตุนั้น ในกาลก่อน พระเจ้าวสภะทรงสดับพระสูตรนี้ ที่พระทีฆภาณกเถระสาธยายในอัมพลัฏฐิกา ด้านทิศตะวันออกแห่งโลหะปราสาทแล้วทรงคิดว่า พระผู้เป็นเจ้าของเรากล่าวอะไรในที่นี้ พระผู้เป็นเจ้ากล่าวเฉพาะสมบัติในฐานที่ตนได้กินได้ดื่มเท่านั้นทรงเหยียดพระหัตถ์ซ้าย ประสานด้วยพระหัตถ์ขวาว่า ท่านมีจักษุด้วยจักษุห้าประการ เห็นสูตรนี้แล้วกล่าวอย่างนี้ในกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงอย่างนี้แล. ทรงมีพระหฤทัยยินดีว่า สาธุ สาธุ ทรงให้สาธุการ.

บทว่า เอวํ อธุวา ความว่า ปราศจากความแน่นอน เหมือนคลื่นน้ำเป็นต้นอย่างนี้.

บทว่า เอวํ อนสฺสาสิกา ความว่า ปราศจากลมอัสสาสะ เหมือนน้ำที่ดื่มแล้ว และเหมือนจันทร์ที่ลูบไล้ในความฝันอย่างนี้.

บทว่า สรีรํ นิกฺขิเปยฺย ความว่า ทิ้งสรีระ.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ การทิ้งหรือการปฏิบัติสรีระอื่น ย่อมไม่มีแก่พระตถาคต. ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงตรัสเรียกพระเถระอีกว่า ธรรมดาอานุภาพแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมอันตรธานในวันที่เจ็ดแห่งการบวช. ส่วนสมบัติทั้งหมด นี้คือกำแพงรัตนะเจ็ดชั้น ตาลรัตนะ สระโบกขรณี ๘๔,๐๐๐ สระ ธรรมปราสาท ธรรมาโบกขรณี จักรรัตนะ อันตรธานแล้วในวันที่เจ็ด แต่กาลกิริยาแห่งพระเจ้ามหาสุทัสสนจักรพรรดิ. ในช้างเป็นต้นก็ธรรมดาอย่างนี้. ที่หมดอายุขัยก็ทำกาลกิริยาไป. ครั้นอายุยังเหลืออยู่ หัตถีรัตนะก็จะไปสู่ตระกูลอุโบสถ อัสสรัตนะก็จะไปสู่ตระกูลวลาหก มณีรัตนะก็จะไปสู่วิบุลบรรพตเท่านั้นเอง. อานุภาพแห่งอิตถีรัตนะย่อมอันตรธานไป. จักษุของคหบดีรัตนะก็จะกลับเป็นปกติ. การขวนขวายของปริณายกรัตนะ ก็ย่อมพินาศ.

บทว่า อิทมโวจ ภควา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสบทนี้ทั้งหมดที่มาแล้วและไม่มาแล้วในพระบาลี.

บทที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นดังนี้.

จบอรรถกถามหาสุทัสสนสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา